FAZER LOGIN"ข้ารู้มาว่าเจ้ามีน้องสาวต่างมารดา เจ้าว่านางเป็นวรยุทธ์หรือไม่" "ทะทะทำไมหรือขอรับ" "หากนางมิเป็นวรยุทธ์ ข้าเกรงว่านางจะตายง่ายเกินไป เมื่อเทียบกับความผิดที่นางใจกล้าก่อเอาไว้" เมื่อตระกูลตกอับจากพ่อค้าที่ร่ำรวย สู่คนธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่ข้าวสารกรอกหม้อ บุรุษชาวต้าโจวหากอายุครบ 18 ปี แล้วไม่ได้เป็นขุนนางหรือเกณฑ์ทหาร ต้องเข้าไปเป็นขันทีในวังสองปี งานบ่าวรับใช้เช่นนั้นไหนเลยคุณชายผู้เคยร่ำรวยจะทำได้ เพื่อไม่ให้ถูกจับเข้าคุก จึงส่งตัวน้องสาวต่างมารดาไปแทน สลัดคราบสตรีแต่งกายเป็นบุรุษ เป็นตัวตายตัวแทน เข้ามาเป็นขันทีในวังหลวง ตำหนักมีมากมาย แต่นางกลับได้มารับใช้อ๋องปีศาจในตำหนักต้องห้ามท้ายวัง ข่าวร่ำลือว่าเขาเดินสี่ข้า ใบหน้าน่ากลัว อีกทั่งรังเกียจสตรีเพราะเรื่องราวในอดีตที่โหดร้าย โชคชะตาที่รันทดนี้.....นางไม่รู้เลยว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดถึงสองปีกลับออกไปหรือเปล่า
Ver maisกริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
"หลบเร็ว ปีศาจมา หลบเร็ว~" "แง~ ท่านแม่ข้ากลัวปีศาจ" เสียงกระดิ่งที่ห้อยอยู่บนรถม้าคันหรู เคลื่อนตัวผ่านตลาดใจกลางเมืองหลวง ผู้คนที่เดินเตร็ดเตร่ซื้อของอยู่ในตลาดต่างวิ่งหลบอย่างรู้โดยทั่วกัน ไม่ใช่เรื่องที่เห็นกันบ่อยนักแต่ทุกคราที่เห็นรถม้าคันนี้เคลื่อนตัวผ่านมา ทุกคนก็ต่างหวาดกลัวไปตามๆกัน ข่าวร่ำลือว่าเจ้าของรถม้าที่นั่งอยู่ด้านในหน้าตาอัปลักษณ์ยิ่งกว่าปีศาจ ภายใต้หน้ากากเหล็กครึ่งหน้ามีดวงตาแดงก่ำ หากผู้ใดได้สบตเข้าจะทำให้ดวงตกและมีเรื่องอัปมงคลติดตัว แต่ความน่ากลัวกลับมิได้มาจากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว มีคนเคยวิ่งตัดหน้ารถม้า ตกดึกในคืนนั้นกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเจอตัวอีกทีก็กลายเป็นศพถูกทิ้งริมลำธาร เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยถูกแส้เฆี่ยนจนตาย ทุกคนต่างลงความเห็นว่าหากมิใช่ฝีมือของอ๋องปีศาจผู้นั้นแล้วจะเป็นใคร ฮี้~ ตุบ! เสียงม้าร้องดังตามด้วยเสียงร่างบางล้มกระแทกพื้น เมื่อหญิงสาวมั่วแต่วิ่งจนไม่ได้ดูทางจึงเผลอวิ่งตัดหน้ารถม้า และชนเข้ากับข้าวของที่อยู่ข้างทาง หัวใจของนางสั่นรัวด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นสัญลักษณ์กระดิ่งที่ห้อยอยู่หน้ารถม้า ครึ้ม! ครืน~ จู่ๆขณะนั้นเองเสียงฟ้าร้องดัง หมู่เมฆก่อตัวจนท้องฟ้ามืดสนิท เนื่องด้วยเป็นช่วงฤดูวสันต์คาดว่าอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามฝนฟ้าต้องตกลงมาเป็นแน่ มือหนาเรียวขาวสวมแหวนยกสีเขียวมรกตที่นิ้วชี้ เอื้อมมือไปเปิดม่านหน้าต่างเล็กๆ เห็นสตรีร่างบางแต่งกายด้วยอาภรณ์ดูซอมซ่อ มีผ้าคลุมหน้าปดปิดเอาไว้เห็นเดียวดวงตา ล้มลงไปนอนกับพื้นด้วยสภาพดูไม่ได้ ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกใจมองเข้ามาในรถม้า ท่าทีเช่นนี้ชายหนุ่มไม่ได้แปลกใจเท่าใด "เขาคือชินอ๋องปีศาจ โจวเทียนหลานผู้นั้น" หญิงสาวเอ่ยกับตัวเองในใจ ถึงแม้ไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน แต่ผู้ที่มีสิทธิ์นั่งอยู่ในรถม้าคันนี้จะเป็นผู้ใดอื่นได้ ร่างบางที่นอนกองที่พื้นเหมือนกำลังถูกมนต์สะกด นางกลืนน้ำลายคำโตลงคอ ขณะที่จ้องดวงตาของบุรุษในรถม้า หญิงสาวคิดว่าตนเองในตอนนี้ไม่มีทางรอดเป็นแน่ เขาเห็นหน้าของนางแล้วว่าเป็นเช่นไรคงมิปล่อยไปง่ายๆ ก่อนที่ม่านหน้าต่างรถม้าจะถูกเปิดลง "วิ่งไม่ดูทาง อยากตายหรือยังไง" คนคุมม้าตะหวาดใส่หญิงสาวเสียงดัง ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปช่วยนางเลยสักคน เพราะกลัวว่าจะถูกหมายหัวตามไปด้วย ตอนนี้คนตัวเล็กกลัวจนหาเสียงของตัวเองไม่เจอ ทำได้เพียงมองตาปริบๆอย่างหวั่นใจ "ฉีหมิง" เสียงเข้มจากด้านในรถม้าส่งเสียงบอกคนด้านนอก "ขอรับท่านอ๋อง" ฉีหมิงรับคำผู้เป็นนายด้านใน พลางหันมาส่งสายตารำคาญใส่หญิงสาว ก่อนจะบังคับรถม้าให้เคลื่อนตัวออกไปทันที ดวงตางามมองตามจนสุดสายตาขณะที่ยังล้มตัวที่พื้นอยู่ เสียงเมื่อสักครู่เป็นเสียงของอ๋องปีศาจหรือ....เหตุใดนางกลับคิดว่ามันน่าฟังกัน มิได้น่ากลัวเลยแม้แต่น้อย "แม่หนู แม่หนู! เป็นอันใดหรือไม่" เสียงของสตรีวัยกลางคนที่ขายของอยู่บริเวณนั้น เข้ามาหาหญิงสาวหลังรถม้าไปแล้ว ทำให้นางได้สติตนเอง ลุกขึ้นเก็บข้าวของที่ตกอยู่ตามพื้นด้วยมือสั่นเทา หัวใจของนางตอนนี้ยังเต้นรัวเพราะความกลัวเมื่อสักครู่จนแทบทะลักออกมา "เป็นอันใดหรือไม่" "ข้าไม่เป็นใดเจ้าค่ะท่านป้า" หญิงสาวเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม "เจ้าโชคดีมากที่ชินอ๋องปีศาจไม่ทำอะไร" "ข้าเองก็แปลกใจที่รอดมาได้เช่นกันเจ้าค่ะ" หญิงสาวเอ่ยพลางพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น เรื่องของบุรุษในรถม้าผู้นั้นมิผู้ใดบ้างไม่รู้ เมื่อสักครู่ที่ได้เผลอล่วงเกินเขาเข้าแล้วก็คิดว่าตนเองคงจบชีวิตแล้ววันนี้ แต่แววตาภายใต้หน้ากากเหล็กนั้นกลับมิได้แดงก่ำเหมือนที่ผู้อื่นร่ำลือกัน แต่ถึงอย่างนั้นหน้ากากเหล็กนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาน่ากลัวมากจริงๆ เห็นทีว่าคงเป็นฝันร้ายของนางอีกหลายคืน "เช่นนั้นเจ้าก็ระวังตัวหน่อย" ท่านป้าเอ่ยเตือน หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจ ลุกขึ้นยืนและรีบวิ่งเข้าตรอกของตลาดทันที เนื่องด้วยตอนนี้ก็เลยเวลากลับจวนมากแล้ว หากช้ากว่านี้เกรงว่านางคงได้ตายจริงๆเป็นแน่สองปีผ่านไปณ อำเภอหลงเจียภายในกระท่อมไม้ไผ่กลางป่าที่เงียบสงบ หากจะเรียกว่ากระท่อมก็ดูไม่ใช่ เพราะสถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่และสวยงาม ใหญ่โตกว่าบ้านเรือนชาวบ้านทั่วไปเสียซ้ำ หลังแต่งงานได้เพียงสามเดือน โจวเทียนหลานก็เลือกพาหญิงสาวออกเดินทางไกลเพื่อชื่นชมทิวทัศน์ภูเขากว้างใหญ่ ตามความฝันที่หญิงสาวเคยบอกไว้ วันนั้นหญิงสาวทำได้เพียงอ่านมันจากตำราที่เขาสั่ง วันนี้เป็นเขาที่พานางเดินทางไปทุกที่โจวเทียนหลานเอื้อมแขนไปให้เหยี่ยวบินมาเกาะที่แขน ก่อนจะดึงเอาจดหมายออกมาอ่านข้อความด้านใน"ข้าทำสำเร็จแล้ว ในที่สุดนางก็พ่ายแพ้ให้ความรักของข้าที่มอบให้มาโดยตลอด จี้เซี่ย ยามเฉิน พาตัวเล็กเดินทางมาให้ทัน ก่อนที่ข้าจะตัดขาดกับเจ้า เป็นสหายที่มีหนี้แค้นกันไปตลอดชีวิต หยางมู่อวิ๋น"โจวเทียนหลานอ่านจดหมายในกระดาษพร้อมฉีกยิ้ม เป็นจังหวะที่เจียงซือหนิงเดินเข้ามาพอดี"มีเรื่องน่ายินดีอันใดหรือเจ้าคะ"หญิงสาวเอ่ยถาม"มู่อวิ๋นและแม่นางไป๋ลู่""อย่าบอกนะเจ้าคะ ว่าทั้งคู่....""เดือนหน้าเราจะเดินทางกลับเมืองหลวง ไปร่วมงานสมรสของพวกเขากัน""จริงหรือเจ้าค่ะ ในที่สุดแม่นางไป๋ลู่ก็ยอมใจอ่อน แม่ทัพมู่อวิ๋นรูปงามและอ
เช้าวันถัดมาแสงอาทิตย์ปลายยามซื่อสาดส่องเข้ามาตามช่องลมในเรือน ร่างกายเปลี่ยนเปล่าของทั้งคู่ยังนอนหลับตาพริ้งเพราะความเหน็ดเหนื่อยจากรสรักเมื่อคืน ทุกคนในจวนต่างมิมีผู้ใดเข้ามาปลุกคนทั้งคู่ มือหนากระชับร่างบางเข้ามากอดแน่นเมื่อได้ยินเสียงนกน้อยที่ร้องเบาๆด้านนอกเรือน เจียงซือหนิงขยับกายเข้าหาอกอุ่นทั้งที่ยังมิลืมตา โจวเทียนหลานจุมพิตที่หน้าผากเนียนเบาๆอย่างเอ็นดู"อรุนสวัสดิ์ฮูหยินของข้า"ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูเบาๆเพียงครั้งเดียวเพื่อไม่ให้รบกวนคนด้านใน โจวเทียนหลายห่มผ้าให้คนตัวเล็ก ก่อนจะสวมอาภรณ์ตัวในสีขาวเดินออกไปเปิดประตู "เรียนชินอ๋อง ข้ามาคอยปรนนิบัติฮูหยินเจ้าค่ะ"แม่นมมั่วหลานเอ่ยบอกชายหนุ่ม หลังวันแรกที่เข้าหอร่างกายของสตรีต้องรีบได้รับการฟื้นฟู มิเช่นนั้นอาจไม่สบายได้"นางยังมิตื่น ไว้ข้าจะเรียกเจ้ามาอีกที""เจ้าค่ะ""เอ่อ....มิเป็นอันใดเจ้าค่ะ ข้าอาบน้ำเองได้ มิต้องมีผู้ใดคอยปรนนิบัติ"บทสนทนาของทั้งคู่ดังพอที่จะทำให้หญิงสาวได้ยิน เจียงซือหนิงรีบปฏิเสธทันที ตั้งแต่โตมาไม่เคยมีผู้ใดปรนนิบัติตอนอาบน้ำเช่นไรนางก็ไม่ชิน โจวเทียนหลานโบกมือไล่ทุกคนให้ออกไปพลางปิดประตูแน่น ก่อนจ
"อื่อ~"หญิงสาวส่งเสียงในลำคอเมื่อมือหนาคลำบีบที่ยอดบุปผาทั้งสอง วนคลึงอยู่เช่นนั้นอย่างเบามือเสียงครางเบาๆ ของร่างเล็กยิ่งเพิ่มอารมณ์ในกายหนุ่ม มือหนาอีกข้างลูบไล้เอวคอดเลื่อนต่ำลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หยุดที่หว่างขาเรียว เพียงเขาสัมผัสเบาๆ ร่างบางมีท่าทีสั่นไหวเล็กน้อย"ไม่ต้องกลัว ข้าจะทำให้ครั้งแรกของเราเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดี"ริมฝีปากหนาครอบครองดื่มด่ำกับปลายยอดอกสีหวาน เงยหน้าปลอบคนตัวเล็กที่กำลังหลับตา ในขณะที่มือค่อยๆ ขยับวนที่ใจกลางความเป็นสาวเบาๆ จนช่องทางรักของนางฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำหวาน นิ้วเรียวค่อยๆ สอดใส่เข้าไปช้าๆ ร่างบางสั่นสะท้านจนเผลอใช้มือขยำศีรษะของเขา"ไม่ต้องเกร็ง เชื่อใจข้านะฮูหยิน"คำพูดของชายหนุ่มกระชิบบอกนางอย่างอ่อนโยน หญิงสาวพยักหน้าเชื่อใจเขา จากนั้นเลื่อนใบหน้าลงไปชกชิมน้ำรักของนาง ทำเอาร่างบางตัวสั่นเทาเพราะความเสียวซ่าน"อื่อ~ ท่านพี่ ข้า..."เมื่อเห็นว่านางผ่อนคลายแล้ว ครานี้เขาสอดนิ้วเข้าไปอีกครั้งนางไม่รู้สึกเจ็บเหมือนคราแรก ชายหนุ่มจึงเร่งจังหวะมือให้เร็วขึ้นอีก"ข้า....ข้าไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ""ชอบหรือไม่"ชายหนุ่มเอ่ยพลางกระดิกนิ้วเร็วขึ้นจนร่างบางดิ้
หลังเสร็จพิธีสมรส ส่งฝ่าบาทและลู่เมิ่งเหยากลับไปเสร็จแล้ว เจียงซือหนิงก็มารอชายหนุ่มที่เรือนหอ หน้าที่รับแขกเป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าบ่าว แต่กระนั้นโจวเทียนหลานก็มิอาจให้นางต้องนั่งคอยเขาอยู่ที่เรือนหอนานได้ ยกสุราเพียงไม่ถึงสามจอกก็ส่งไม้ต่อให้สหายของเขาทั้งสามคนจัดการแทน ตรงดิ่งเข้ามาที่เรือนหอทันทีแก๊ก!เสียงประตูเปิดออก แม่นมมั่วหลานและสาวใช้อีกสองคนย่อกายทำความเคารพชายหนุ่มที่หน้าประตู พิธีมงคลยังไม่เสร็จ ต่อไปคือพิธีส่งตัวบ่าวสาวเข้าหอ ยามธรรมเนียมแล้วลู่เมิ่งเหยาต้องอยู่ที่นี่เพื่ออวยพรคนทั้งคู่ด้วย แต่เพราะนางเป็นนักพรตหญิงควรละทางโลก เพียงมางานในวันนี้ก็มิใช่ข้อปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว"ไม้คานเจ้าค่ะ"แม่นมมั่วหลานยื่นไม้คานให้ชายหนุ่ม โจวเทียนหลานรับมาก่อนจะใช้มันเปิดผ้ามงคลออก เผยให้เห็นใบหน้าสตรีที่เขารักอย่างเต็มตา เจียงซือหนิงยิ้มกว้างให้เขา"วันนี้เจ้างามเหลือเกิน"คำพูดของชายหนุ่มทำให้ผู้ที่ได้ยินต่างอดยิ้มออกมามิได้ ชายหนุ่มอุ้มนางมานั่งที่เก้าอี้ไม้ แม่นมมั่วหลานคีบขนมใส่จานให้ทั้งคู่คนละหนึ่งชิ้น หญิงสาวจับตะเกียบและป้อนชายหนุ่ม โจวเทียนหลานเองก็ผลัดเปลี่ยนคีบขนมและป้อนห
3 วันผ่านไปณ ตำหนักจิ่งหยางเจียงซือหนิงยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ทางเข้าตำหนักด้วยใบหน้าเศร้าหมองไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ คำพูดของมู่เฉินก่อนหน้านี้ไม่จริงสักนิด ดวงนางอาภัพมาตั้งแต่เกิดแล้วและก็คงยังอาภัพไปจนวันตายเป็นแน่ ระยะเวลาสองปีต่อจากนี้จะรักษาชีวิตให้ผ่านพ้นไปเช่นไรกัน "ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ"ห
"แสดงป้ายชื่อของเจ้ามา"เจ้าหน้าที่ส่งเสียงบอกเมื่อเห็นว่ามั่วแต่คุยกัน เจียงซือหนิงรีบยื่นป้ายชื่อให้ทันที"เจียงเสวียนเหยียน"เจ้าหน้าที่อ่านป้ายชื่อพร้อมมองหน้าอย่างวิเคราะห์ ทำเอาหญิงสาวต้องก้มหน้าลงเกรงว่าจะมีพิรุจ"มะมะมีอันใดหรือขอรับ""หน้าเจ้าหวานมิเหมือนบุรุษสักนิด""ผู้ใดก็บอกว่าข้าหน้าต
หนึ่งเดือนผ่านไปครึ้ม! ครืน~เสียงฟ้าร้องดังสนั่นตลอดทั้งคืน จนตอนนี้ยามอิ๋นแล้วด้านนอกฝนยังตกไม่หยุด เจียงซือหนิงมองไปยังมารดาที่นอนข้างๆยังคงหลับสนิท จึงค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกห้อง แสงตะเกียงถูกจุดเพิ่มแสงสว่างหญิงสาวเดินหิ้วเข้าห้องอาบน้ำไป อาภรณ์ตัวในสีขาวถูกเปลื้องออกเผยให้เห็นผิ
"ไม่นะเจ้าคะท่านพ่อ ข้าไม่มีวันแต่งกับอู๋ห่าวหยูผู้นั้น"เจียงหลี่ฮวาที่แอบฟังอยู่ด้านนอกรีบเข้ามาบอกผู้เป็นบิดาทันที เจียงฮุ่ยหมิงมองบุตรสาวอันเป็นที่รัก เขาเลี้ยงดูนางมาอย่างดี ทั้งเรื่องความสามารถและรูปลักษณ์ เพื่อที่วันหนึ่งนางจะได้แต่งกับคุณชายตระกูลขุนนางดีๆ อนาคตนางยังอีกยาวไกล เขาไม่มีวันให

















