Masukบุตรสาวอนุผู้เคยอ่อนแอ แต่งงานเข้าจวนสกุลเซียวแทนพี่สาวที่บิดาโปรดปราน นางเคยว่าง่ายและอ่อนแอจึงตายลงอย่างโดดเดี่ยวไปพร้อมกับสามีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ชาติก่อนนางรักเขาจึงทำทุกอย่างเพื่อเขาเป็นเพียงผู้อยู่ข้างหลังอย่างว่าง่าย ไร้อำนาจไร้บารมี เมื่อถูกกล่าวหาจนต้องโทษประหารนางก็ไม่อาจช่วยเขาได้และยังต้องจบชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หนำซ้ำตระกูลยังทอดทิ้งนาง ได้โอกาสย้อนกลับมานางจะไม่ยอมเป็นหมากให้ใครชักจูงได้ตามใจอีก นางต้องสร้างบารมี สร้างเครือข่ายและมีทักษะติดตัวจึงจะรอดพ้นจากตระกูลที่มองนางเป็นเพียงผลประโยชน์พร้อมทั้งเอาคืนทุกคนที่ทำกับนางและสามีอย่างสาสม ความจริงที่ไม่เคยปรากฏในชาติก่อนได้เปิดเผยในชาตินี้แล้วเช่นกัน แต่นางขอเพียงได้อยู่เคียงข้างเขาและชำระหนี้แค้นที่ติดค้าง นอกเหนือจากนั้นนางก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีก
Lihat lebih banyakหิมะโปรยปรายบาง ๆ สีขาวต้องสายลมบางเบา ทว่าความงดงามนั้นกลับไม่ช่วยปลอบประโลมความหนาวเหน็บที่กัดกินร่างของหลินชิงหว่านได้เลยแม้แต่น้อย นางนอนอยู่กลางหิมะอันหนาวเหน็บ ลมหนาวพัดโชยร่างบอบบางซูบผอม นางสั่นสะท้านไปถึงกระดูกทุกซี่ ความเจ็บปวดจากการถูกทรมานและความหิวโหยถาโถมเข้าใส่จนเปลือกตาหนักอึ้ง
หลายปีก่อน นางคือคุณหนูผู้เป็นที่รัก แม้จะเป็นเพียงบุตรสาวอนุที่เกิดจากอนุภรรยาผู้ต่ำต้อยแต่บิดาก็เคยเอ็นดู นางยอมแต่งงานกับแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดเพื่อค้ำจุนตระกูล แต่วันนี้ตระกูลกลับเลือกที่จะลืมเลือนนาง ปล่อยให้นางตายอย่างเดียวดายในที่แห่งนี้ "กตัญญูหรือ นี่หรือคือผลตอบแทนของการกตัญญูหรือไร" เสียงของนางแหบพร่าอย่างคนที่สิ้นหวัง มือที่เคยบอบบางยกขึ้นกุมอก ภาพใบหน้าของฮูหยินใหญ่ที่ยิ้มแย้มแต่แฝงด้วยความอำมหิตปรากฏขึ้นในมโนสำนึก นางหลับตาลงช้า ๆ ความมืดมิดเข้าครอบงำ ทว่าแทนที่จะเป็นความว่างเปล่ากลับเป็นเปลวเพลิงแห่งความแค้นที่สุมอยู่ในอก ไม่มีอีกแล้วหลินชิงหว่านที่อ่อนแอและยอมคนคนนั้น "คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู" เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังอยู่ข้างใบหู เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ เปิดออกอย่างเชื่องช้า แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าทอแสงบาง ๆเข้ามาทางหน้าต่างไม้ ทำให้หลินชิงหว่านต้องกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับสายตา ภาพแรกที่เห็นคือเพดานไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง และผ้าม่านแพรไหมเนื้อดีที่ประดับอยู่รอบเตียง นางค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงง ร่างกายที่เคยบอบช้ำจนแทบลุกไม่ไหว กลับรู้สึกเบาสบายและมีเรี่ยวแรงเต็มที่ เหมือนว่าความเจ็บป่วยเมื่อครู่เป็นเพียงฝันร้าย "คุณหนูฟื้นแล้ว คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ปวดหัวหรือไม่" น้ำเสียงกระตือรือร้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ร่างของสาวใช้วัยแรกรุ่นผู้หนึ่งปรากฏตรงหน้า ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าของนางยังคงความสดใสไร้เดียงสา หลินชิงหว่านจ้องมองสาวใช้นางนั้นอยู่นาน นางจำได้ดีว่านี่คือชิวเยว่ สาวใช้คนสนิทที่ติดตามนางมาตั้งแต่เด็ก ชิวเยว่ที่ถูกฮูหยินใหญ่สั่งโบยจนตายเพราะปกป้องนางในชาติที่แล้ว "ชิวเยว่" เสียงของหลินชิงหว่านแหบพร่า นางยกมือขึ้นลูบใบหน้าของสาวใช้เบา ๆ ความรู้สึกอบอุ่นปนเจ็บปวดแล่นเข้าสู่หัวใจ ชิวเยว่หน้าแดงเล็กน้อยที่ถูกคุณหนูสัมผัส แต่ก็ยิ้มออกมา "บ่าวอยู่ที่นี่เจ้าค่ะ คุณหนูรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่ ให้บ่าวตามท่านหมอมาดูอีกครั้งดีหรือไม่เจ้าคะ" หลินชิงหว่านไม่ได้ตอบคำถาม นางกวาดสายตาสำรวจรอบห้องอย่างละเอียด ของตกแต่งทุกชิ้นยังคงเหมือนเดิม ข้าวของเครื่องใช้ที่คุ้นตาเมื่อครั้งยังเยาว์วัย ไม่ผิดแน่ที่นี่คือเรือนนอนของนางที่อยู่หลังจวน นางก้มลงมองมือเรียวเล็กของตัวเอง ผิวเนียนละเอียดปราศจากร่องรอยกร้านแดดและริ้วรอยแห่งความทุกข์ระทมที่เคยปรากฏในชาติสุดท้าย เสื้อผ้าที่สวมอยู่เป็นชุดนอนผ้าไหมสีขาวสะอาดตา นี่มัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่! ความทรงจำสุดท้ายคือความตายอันเดียวดายท่ามกลางหิมะ แต่ตอนนี้นางกลับมาอยู่ในห้องนอนของตัวเอง ในวัยสิบห้าปีที่ยังไม่เคยพบเจอกับความทุกข์ทนเหล่านั้น ลมหายใจของนางสะดุดเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยฉายแววเย็นชาอย่างที่ชิวเยว่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีความงุนงงหรือหวาดกลัว มีเพียงความหนักแน่นและความมุ่งมั่นแฝงอยู่ในแววตาคู่นั้น "ชิวเยว่ วันนี้ วันที่เท่าไรของเดือนใด" นางเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าแฝงด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดจนชิวเยว่รู้สึกได้ ชิวเยว่กะพริบตาปริบ ๆ เล็กน้อยกับคำคำถามที่แปลกไปของคุณหนู แต่ก็รีบตอบออกมา "วันนี้เป็นวันที่สิบห้า เดือนสามเจ้าค่ะคุณหนู" วันที่สิบห้า เดือนสาม หลินชิงหว่านจดจำได้ดี วันนี้คือวันที่ฮูหยินใหญ่จะเรียกนางเข้าไปพบ เพื่อแจ้งข่าวการสลับตัวเจ้าสาวและบีบบังคับให้นางก้มหน้ารับชะตากรรมแต่งออกไปเป็นภรรยาของแม่ทัพผู้เป็นที่เกรงกลัวของคนทั้งแคว้น ไม่นานสาวใช้คนหนึ่งเร่งฝีเท้าเข้ามาแจ้งข่าวแก่นางพอดี "คุณหนูรอง ฮูหยินใหญ่ให้มาแจ้งว่าให้คุณหนูเข้าพบเจ้าค่ะ" นางเพียงพยักหน้าและยิ้มบางออกมา เป็นรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของคนที่รู้ล่วงหน้าแล้วว่าต้องพบเจอกับสิ่งใดต่อไป "ชิวเยว่ จัดการเรื่องน้ำอาบให้ข้า เตรียมชุดสีเขียวมรกตตัวนั้นด้วย ชุดที่ดูเรียบง่ายแต่เนื้อผ้าดีที่สุด" นางออกคำสั่งเสียงเรียบนิ่ง "และหลังจากอาบน้ำเสร็จ จงไปบอกฮูหยินใหญ่ว่าข้ายินดีจะไปพบท่าน" ชิวเยว่ทำหน้าประหลาดใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของคุณหนู แต่ก็รับคำอย่างว่าง่าย "เจ้าค่ะ คุณหนู" เมื่อชิวเยว่ออกไป หลินชิงหว่านก็ลุกจากเตียง พลางเดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง นางจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจก ผิวขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่ นัยน์ตาสุกใสไร้ความกังวลอย่างที่เคยเป็นในชาติก่อน แต่นี่ไม่ใช่ใบหน้าของเด็กสาวไร้เดียงสาอีกแล้ว ภายในดวงตาคู่นั้นซ่อนความมืดมิดและประสบการณ์ชีวิตกว่าสิบปี ความแค้นที่กัดกินวิญญาณได้หล่อหลอมให้นางเป็นคนใหม่ หลินชิงหว่านกำพร้ามารดามาหลายปี บิดาของนางที่ตอนนี้ ตอนที่นางยังไม่แต่งงานยังเอ็นดูนางอยู่บ้าง ทว่าการอบรมในจวนยังคงให้ฮูหยินใหญ่เป็นคนตัดสินใจ ตัวเขาเองมุ่งมั่นหาความก้าวหน้าในตำแหน่งเป็นหลัก จึงไม่มีเวลาพบกันบ่อยนัก เท่ากับว่านางเป็นเพียงบุตรสาวอนุภรรยาที่โดดเดี่ยวก็คงไม่ผิดนัก ทุกย่างก้าวที่ดำเนินชีวิตมีฮูหยินใหญ่คอยควบคุมเสมอมา เช่นเดียวกับวันนี้ที่มีคำสั่งลงมาและนางก็ขัดไม่ได้หลังจากเนรเทศใต้เท้าหลินไปยังชายแดน หลินรั่วอวี๋ถูกปลดจากตำแหน่งสนมและกลายเป็นคนเสียสติในตำหนักเย็นจนสิ้นชีวิต ส่วนหลินเจี้ยนที่ติดหนี้พนันจนหนีหัวซุกหัวซุนไปที่บ้านเกิดมารดาก็ถูกตามล่า ถูกจับมาทรมานจนตายแล้วโยนลงบ่จระเข้จวนตระกูลหลินที่ถูกทิ้งร้างมาสักพักตอนนี้หลินชิงหว่านได้เข้ามาจัดการด้วยตัวเองเสียงค้อนกระทบกับแผ่นไม้และเสียงรื้อถอนดังสนั่นไปทั่วทางเดินที่ตั้งของจวนตระกูลหลิน สถานที่ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความจองหองและคุกทางใจที่คุมขังหลินชิงหว่านมาถึงสองชาติภพ ยามนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล"ทุบป้ายตระกูลหลินทิ้งเสีย แล้วแขวนป้ายหงส์เหินขึ้นไปแทน" หลินชิงหว่านสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง นางยืนอยู่กลางลานกว้าง มองดูคนงานที่กำลังรื้อถอนห้องโถงใหญ่ สถานที่ที่นางเคยถูกเฆี่ยนตีจนเกือบตายเพียงเพราะขัดใจบิดาในอดีตมู่หลันที่ยืนอยู่ข้างกายกระซิบถาม "พระนางแน่ใจหรือเพคะที่จะใช้ที่นี่ ความทรงจำของที่นี่ช่าง...""เพราะความทรงจำมันเลวร้าย ข้าจึงต้องเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสิ่งดี" หลินชิงหว่านหันมาสบตาคนสนิท "ที่นี่จะไม่ใช่ที่คุมขังใครอีก แต่มันจะเป็นที่รักษาผู้คน ไม่ว่าจะเป็น
บรรยากาศในเมืองหลวงดูรื่นเริงอย่างยิ่งเมื่อขบวนทัพของเซียวเหยียนและหลินชิงหว่านเคลื่อนผ่านประตูเมือง ทว่าภายใต้รอยยิ้มและการเฉลิมฉลอง หลินชิงหว่านกลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความจอมปลอม ขุนนางกลุ่มหนึ่งที่เคยทำตัวเป็นไม้หลักปักเลน แอบส่งเสบียงให้กบฏพยัคฆ์ดำอย่างลับ ๆ ยามนี้กลับมายืนเรียงแถวต้อนรับด้วยใบหน้าที่ดูปลาบปลื้มเกินจริงโดยเฉพาะใต้เท้าเฉิง ขุนนางอาวุโสผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลา เขาผู้นี้คือจิ้งจอกเฒ่าที่หลินชิงหว่านจำได้แม่นยำจากชาติก่อน ว่าเป็นผู้วางแผนยักยอกเสบียงกองทัพจนทำให้บิดานางที่เป็นผู้ร่วมตรวจสอบต้องตกที่นั่งลำบาก"เพื่อเป็นการขอบคุณที่พวกท่านช่วยดูแลความสงบในเมืองหลวงยามที่ข้าออกศึก" หลินชิงหว่านเอ่ยขึ้นท่ามกลางงานเลี้ยงต้อนรับที่จัดขึ้นในท้องพระโรง "ข้าได้ปรุงยาลูกกลอนทิพย์ขึ้นมา มันคือโอสถที่กลั่นจากสมุนไพรหายากบนยอดเขาหิมะพันปี มีฤทธิ์ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกาย เพิ่มพูนสติปัญญา และที่สำคัญมันจะช่วยให้ใจของพวกท่านสงบเป็นสมาธิเพื่อรับใช้แผ่นดินได้ดียิ่งขึ้น"เหล่านางกำนัลเดินถือถาดที่มีจอกยาสีทองวางอยู่ไปหาขุนนางแต่ละคน ใต้เท้าเฉิงดวงตาเป็นประกายด้วยความโลภ
เหนือยอดผาสูงชันที่ตัดขาดจากโลกภายนอก จู่ ๆ พายุฝนกระหน่ำซัดลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้ให้กับความวิปลาสของมนุษย์ เสียงฟ้าผ่าคำรามกึกก้องสะท้อนกับหน้าผาหินที่ลื่นชัน เบื้องล่างคือกองทัพกบฏพยัคฆ์ดำที่แตกพ่ายยับเยินภายใต้กองทัพต้าเซียวที่เกรียงไกรเซียวเฟิงในสภาพเกราะเงินที่แตกละเอียดและเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ คุกเข่าอยู่ริมขอบเหวที่ไร้ทางออก มือที่สั่นเทายังคงกำด้ามดาบแน่น ดวงตาที่แดงก่ำด้วยพิษไข้และความแค้นจ้องมองไปยังบุรุษและสตรีที่เดินฝ่าสายฝนเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ"เข้ามาสิ! เข้ามาฆ่าข้า!"เซียวเฟิงแผดเสียงหัวเราะที่ฟังดูโหยหวนปนไปกับเสียงสะอื้นท่ามกลางสายฝนที่สาดซัด "เซียวเหยียนเจ้าชนะทุกอย่าง ได้ทั้งบัลลังก์ ได้ทั้งสตรีที่ยอดเยี่ยมคนนี้ แต่เจ้าจงจำไว้ เจ้าไม่มีวันลบเลือดโสโครกของชาวเยี่ยนที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเจ้าได้ ข้าจะตายเพื่อให้เจ้าจดจำไปชั่วชีวิตว่าเจ้าเป็นคนปลิดชีพน้องชายแท้ ๆ ของตัวเอง"เซียวเหยียนหยุดชะงักฝีเท้า ดาบใหญ่ในมือที่เปื้อนเลือดสั่นระริก แววตาที่เคยแข็งกร้าวดุจหินผาเปลี่ยนเป็นความสมเพชที่ลึกซึ้ง "น้องชายงั้นหรือ เจ้าคือเหยื่อของความโลภที่ซูเฟย
แม้เรื่องกบฏภาคีพยัคฆ์ดำจะปิดฉากลงแล้ว ทว่าคล้ายยังสะสางไม่จบเมื่อสายเลือดที่แท้จริงของซูเฟยยังคงรอคอยโอกาสล้างแค้นอย่างเงียบ ๆ"อาจเป็นเพราะชาติที่แล้วข้าตายไปก่อนหน้านี้และซูเฟยก็ได้ครอบครองทุกอย่างในภายหลัง"นางพึมพำกับตนเองหาข้อสรุปจากชาติก่อนที่อยู่เหนือกาลเวลาโดยที่นางไม่เคยล่วงรู้มาก่อน"ทูลฝ่าบาทมีสายรายงานจากชายแดนว่าตอนนี้พบความผิดปกติพะย่ะค่ะ มีการลักลอบเผาเสบียงทหาร และลอบสังหารแม่ทัพรวมถึงทหารของแคว้นเราตายไปเป็นจำนวนมาก มีการเคลื่อนกองทัพทหารกะทันหันด้วยพะย่ะค่ะ"เซียวเหยียนลุกขึ้นยืนทันที "เสี้ยนหนามยังไม่หมด ข้าต้องไปจัดการให้สิ้นซาก!""อย่านะเพคะฝ่าบาทมันอันตรายเกินไป"หลินชิงหว่านที่นั่งข้างบัลลังก์รีบเข้าห้าม เพราะนางก็ไม่มั่นใจว่าตามนิมิตของนางเป็นจริงหรือไม่ นางไม่อยากให้เซียวเหยียนไปเสี่ยงเองเพียงลำพัง"หากข้าไม่ไปก็ไม่จบ ที่ชายแดนอาจมีความลับที่ยังหลงเหลือ ถึงได้วุ่นวายเพียงนี้""เช่นนั้นหม่อมฉันขอติดตามไปด้วยเพคะ"นางกล่าวขึ้นอย่างแน่วแน่ อย่างน้อยนางก็มีประโยชน์ด้านการรักษา"ได้ ข้าอนุญาต"ณ ชายแดน ภายในกระโจมบัญชาการรบที่ตั้งอยู่บนเนินเขาสูงชัน ลมทะเลทรายที่
เสียงระฆังเตือนภัยจากหอกลางกรมอาญาดังกังวานไปทั่วเขตเมืองหลวง บรรยากาศที่เคยเงียบสงัดภายใต้ความมืดมิดถูกทำลายลงในพริบตา แสงโคมไฟจากเหล่านายทหารนับร้อยสว่างวาบเหมือนกับดวงดาวที่ร่วงหล่นลงมาบนพื้นดิน เสียงฝีเท้าหนัก ๆ และเสียงตะโกนสั่งการดังประสานกันจนน่าขนลุก"พวกมันอยู่บนหลังคา จับเป็นชินอ๋อง ส่วนน
เช้าวันต่อมาหลังจากพายุสงบ บรรยากาศในจวนชินอ๋องดูผ่อนคลายขึ้น แต่ในเรือนพักลับที่ซ่อนมารดาของนางเอาไว้ กลับมีความตึงเครียดบางอย่างก่อตัวขึ้น เมื่ออนุซุน ซุนหนิงที่เคยเอาแต่เหม่อลอย กลับมีอาการกระสับกระส่ายและเริ่มเพ้อถึงเหตุการณ์ในอดีตหลินชิงหว่านและเซียวเหยียนรีบรุดมายังเรือนพัก ทันทีที่นางก้าวเข
ความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ซูเฟยเริ่มขวัญเสีย โดยเฉพาะเมื่อพบป้ายหยกขององค์ชายใหญ่ในจุดที่นักฆ่าตาย ความระแวงเริ่มเกาะกินใจนางจนนอนไม่หลับ นางจึงสั่งลงมือขั้นเด็ดขาดด้วยพิษร้ายแรง ซึ่งเป็นพิษที่ไร้รสไร้กลิ่น หากได้รับติดต่อกันสามวันจะทำให้หัวใจล้มเหลว ดูเหมือนคนหัวใจวายตายไปเองโดยธรรมชาติณ
แสงแดดยามเช้าของวันใหม่ทาบทอผ่านผ้าม่านโปร่งสีแดงสลัวเข้ามายังเตียงกว้าง หลินชิงหว่านค่อย ๆ ลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกหนักอึ้งที่ช่วงเอว นางพบว่าวงแขนแกร่งของเซียวเหยียนยังคงโอบกอดนางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายยามหลับใหลดูไร้พิษสงผิดกับยามอยู่บนหลังม้านางพยายามจะขยับตัวลุกขึ้น แต่กลับถูกกระชับอ้อม











