LOGINกลางยามเว่ย[1]เสี่ยวหงได้แต่กระวนกระวายหลังคุณหนูของตนไม่กลับมาเสียที ใกล้เวลาที่หลิงหนานจะกลับมาแล้ว หากให้รู้ว่าคุณหนูของนางแอบขึ้นเขา นางจะต้องถูกลงโทษหนักอย่างแน่นอน
“พี่เสี่ยวหงข้ากลับมาแล้ว”
“คุณหนู ข้าน้อยเตรียมน้ำเอาไว้แล้วท่านรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้า ข้าละไม่เข้าใจเลยเพราะเหตุใดท่านจะต้องขึ้นเขาไปอีกครั้งให้ได้”
เห็นสาวใช้ที่อายุมากกว่าตนมีท่าทีร้อนรนหวาดกลัว หลิงอวิ๋นหัวเราะ “ท่านกลัวไปทำไม ท่านพ่อไม่เคยลงโทษท่านจริงๆ เสียหน่อย อย่างมากก็ขู่ไปเช่นนั้น”
“แต่นายท่านก็คือนายท่านนะเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นแก้วตาดวงใจของนายท่าน หากนายท่านรู้ว่าข้าน้อยปล่อยให้คุณหนูขึ้นเขา ข้าน้อยต้องแย่แน่ๆ เลย”
“เอาเถิดๆ ข้ารีบไปอาบน้ำก็ได้ แต่ข้ามีเรื่องให้ท่านช่วยหน่อย”
“เรื่องใดหรือเจ้าคะ”
“ป้ายหยกนี้ท่านนำไปด้วย ไปที่หน้าหอโอสถ มองหาผู้คุ้มกันของคุณชายแซ่สวีที่เข้ามาเรียนยังหอโอสถ เขามีนามเรียกขานว่ากุ่ยเหอ”
“กุ่ยเหอ?!” เสี่ยวหงทำหน้าเหมือนนางตอนได้ยินนามนี้ไม่ผิด
“ใช่นามนี้ละไม่ผิดแน่ ระวังด้วยอย่าให้ผู้ใดรู้และเห็นว่าท่านไปพบเขา ให้เขาดูป้ายหยกจากนั้นบอกเขาว่าปลายยามเว่ย[2]พรุ่งนี้ให้มาพบข้าที่หอตำราอวี่หลิง”
เสี่ยวหงรับคำและไม่ได้ถามซอกแซกแม้มีท่าทีสงสัยและหวาดกลัว นางเคยเป็นสาวใช้ในจวนคหบดีมาก่อน แต่เพราะคหบดีผู้นั้นแอบติดสินบนเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ ทั้งตระกูลจึงถูกลงโทษอย่างหนักถึงขั้นยึดทรัพย์และเนรเทศ บ่าวไพร่ถูกขายทอดตลาด กระทั่งแม่นมของหลิงอวิ๋นซื้อตัวมาเพื่อให้มารับใช้เด็กสาว ชีวิตของเสี่ยวหงจึงนับว่าโชคดีกว่าผู้อื่นมาก
เช้าวันต่อมาหลังบิดาออกไปจากเรือน หลิงอวิ๋นยังคงแอบขึ้นไปบนเขา นางตรงไปยังใต้ชะง่อนหินพร้อมกับยาและโจ๊กปลาของคนเจ็บ เด็กสาวบอกให้เหยียนซีล่วงรู้ว่านางนัดให้กุ่ยเหอมาพบ แต่ยังไม่รู้ว่าเขาจะยอมมาหรือไม่
เหยียนซีมองนางจากนั้นกล่าวขอบคุณ “หากเขามาพบเจ้า พรุ่งนี้เจ้าไม่ต้องลำบากขึ้นเขามาแล้ว อันตรายเกินไป”
นางพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว”
“แม่นางน้อย...ข้าหมายถึง...อวิ๋นอวิ๋น”
หลิงอวิ๋นเลิกคิ้วมองเขา “มีเรื่องอะไรหรือ”
“ป้ายหยกนั้นเจ้าเก็บเอาไว้ เผื่อในวันหน้าเจ้าอาจมีเรื่องเดือดร้อน เจ้าช่วยชีวิตข้าในวันนี้ข้าติดค้างเจ้าหนึ่งเรื่อง หากต่อไป...”
“ได้” นางพยักหน้าไม่ได้พูดอะไรต่อ “นี่เป็นเทียบยาและการดูแลรักษาบาดแผล ท่านต้องระวังให้มากช่วงนี้อย่าพยายามใช้วรยุทธ์จนกว่าแผลจะหายดี หาไม่ชีวิตนี้ก็อย่าหวังใช้วรยุทธ์ต่อไปได้อีก”
“ข้ารู้แล้ว ยังคงต้องขอบใจเจ้ามาก”
“เอาละ ข้าไปก่อน”
เขามีท่าทีคล้ายอยากกล่าวอะไรกับนาง
หลิงอวิ๋นกะพริบตามองเขา แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่ได้พูดอะไรกระทั่งนางหมุนตัวจะเดินออกมา “เอาไว้ค่อยพบกันใหม่”
นางถอนหายใจไม่ได้กล่าวอะไรออกมา ไม่ได้รับปาก และไม่คิดว่าจะได้พบ ไม่มั่นใจว่าควรพบกับเขาอีก
ไม่ใช่เพียงนางที่คิดเช่นนั้น ดูเหมือนเหยียนซีเองก็คงไม่ต่างจากนาง ดังนั้นทั้งสองจึงต่างฝ่ายต่างเงียบ แม้ในยามที่เด็กสาวเดินออกมาจากชะง่อนหิน หายไปในพงไพรอันรกทึบของหลงซาน...
เสียงเสี่ยวหงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ ทำให้หลิงอวิ๋นเงยหน้ามองสาวใช้ด้วยความสงสัย
“พี่เสี่ยวหงเกิดอะไรขึ้น?”
“ข่าวสงครามเจ้าค่ะ ข้างนอกนั่นลือกันทุกหัวมุมถนนเลยนะเจ้าคะ”
เห็นชัดว่าเสี่ยวหงตกอกตกใจจริงๆ หาไม่คงไม่วิ่งมายังห้องหนังสือ ทั้งที่ในมือยังคงมีตะกร้าผักที่นำกลับมาจากตลาด “สงครามกับทางใต้ใช่หรือไม่”
“คุณหนูทราบแล้วหรือเจ้าคะ”
หลายปีผ่านไปแม้สองแคว้นเจรจาสงบศึก แต่ให้อย่างไรในวันหนึ่งแคว้นเซี่ยก็ต้องเกิดความโลภอยากขยายดินแดน หลังซีฉู่ยึดต้าโจวเอาไว้ได้ทั้งหมด แคว้นเซี่ยที่ไม่อาจทำได้ย่อมยังคงรู้สึกขุ่นเคือง ในวันหนึ่งข้างหน้าให้อย่างไรก็ต้องอยากแบ่งปันอาณาเขตที่ซีฉู่ได้มา
“ได้ยินมาว่าครั้งนี้ฝ่าบาทมีรับสั่งให้แม่ทัพเสิ่นกับบุตรชายคนโตนำทัพไปต้านข้าศึกเจ้าค่ะ”
“ผู้บัญชาการเสิ่น? ปีนี้เกรงว่าเขาคงอายุสัก...สี่สิบ?” เสิ่นผิงอายุไล่เลี่ยกับบิดาของนาง อายุมากแล้วแต่ยังคงนำทัพด้วยตัวเองเห็นชัดว่าศึกนี้คงหนักหนายิ่ง
“บุตรชายคนโตของเขามีนามว่าอย่างไรนะ” นางถามเสี่ยวหง
[1] ช่วงเวลาบ่ายสอง
[2] ช่วงเวลาบ่ายสามโมง
“เรียกอวิ๋นอวิ๋นตามอาจารย์หลิงได้ใช่มั้ย”“ก็...ค่ะ”“ได้งั้นผมเรียกคุณว่าอวิ๋นอวิ๋น คุณเรียกผมว่าเหยียนซีก็ได้ ไว้ผมโทรหาตอนนี้ต้องรีบไปเข้าเวรแล้ว”เดี๋ยวสิ!!! นี่มันอะไรกัน!!!หลิงอวิ๋นยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ตอนแรกได้เจอเขาก็ว่าน่าตกใจแล้ว ตอนนี้เขายัง... มองมือถือที่มีเบอร์ของเขาที่เหยียนซีบันทึกเอาไว้ หลิงอวิ๋นอ้าปากค้างสิบวินาทีต่อมาเขาก็โทร.เข้ามือถือเธออีก “ลืมบอกไป พรุ่งนี้ผมเลี้ยงข้าวเอง เจอกันที่โรงอาหารเที่ยงครึ่งนะ บะหมี่ถ้วยไม่ดีต่อสุขภาพอย่ากินเลย” แล้วเขาก็วางสายไป“...” หลิงอวิ๋นแน่ละหญิงสาวก็ต้องไปตามนัดอยู่แล้ว เที่ยงครึ่งทันทีที่เดินไปถึงโรงอาหารของโรงพยาบาล ด้านหลังก็มีเสียงกระซิบ “มาแล้ว? ช้าไปสิบนาทีแหนะ ไปเถอะหาที่นั่นกัน”เป็นเขา...ที่กำลังตกเป็นเป้าสายตาของทั้งหมอ พยาบาล และบุคลากรในโรงพยาบาลหลิงอวิ๋นพยายามมองข้ามสายตาอยากรู้อยากเห็นและเสียงซุบซิบด้วยความประหลาดใจของทุกคน แต่เธอกลับเจอเรื่องน่าประหลาดใจกว่า เมื่อเห็นกล่องอาหารที่เขากำลังนำออกมาวางเรียงรายหอมมาก น่ากินมากด้วย...“ผมทำเอง ได้ยินมาว่าคุณไม่ชอบทานเนื้อวัว ไก่กับหมูคงใช้ได้ใช่มั้ย นี่น้ำแกงปลาเ
ปีถัดมาท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นก็สูญเสียบิดา นางหัวใจแตกสลาย แต่ก็มีสามีและบุตรชายบุตรสาวอยู่เคียงข้างกระทั่งหลายปีถัดจากนั้นฮ่องเต้ทรงสวรรคต แผ่นดินเกิดการผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ ตระกูลเหยียนลดสถานะลงจากร่วมมือกับกรมคลัง กระทั่งท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นมิใช่เจ้าสำนักหอโอสถอีกต่อไป นางออกมาใช้ชีวิตบั้นปลายกับสามีที่จวนนอกเมืองหลวงร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอมีสองฝาแฝดช่วยกันดูแล ส่วนบุตรสาวของท่านอาจารย์หลิงอวิ๋นออกเดินทางไปรักษาผู้คน โดยนางมีปณิทานจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วหล้า แม้ห่วงใยแต่เมื่อเป็นความต้องการของบุตรสาว สองสามีภรรยาก็มิได้ห้ามปราม เพียงส่งคนคุ้มกันติดตามนางไปด้วยในปีนั้น...ท่านอาจารย์หญิงหลิงอวิ๋นล้มป่วย ข้างกายของนางมีสามีที่แก่ชราคอยกุมมือ “ข้าจะไปรอท่านในภพหน้า ข้าจะหาท่านให้พบ” นางวางมือที่ข้างแก้มของเขา”“ได้ ข้าจะตามเจ้าไปในไม่ช้า” เหยียนซียิ้มให้นาง “ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่มีสิ่งใดให้เสียใจ”“ข้าก็เช่นกัน” นางค่อยๆ หลับตาลงขณะมือยังคงเกาะกุมมือของเขา...บนเตียงในห้องพิเศษของโรงพยาบาล หลิงอวิ๋นมองเหม่อไปยังนอกหน้าต่างความฝัน...ความจริงตอนนี้หญิงสาวแทบจะแยกไม่ออกแล้ว หลังจากได้รู้จา
เรื่องนี้หญิงสาวเคยได้ยินมาก่อน โชคดีที่ฮ่องเต้ทรงเลือกคนที่เต็มใจเดินทางไป หาไม่ปัญหาคงตามมาไม่น้อยเป็นแน่“ชายแดนไม่เกิดสงครามขึ้นมาอีกเลยหลังข้อตกลงแลกเปลี่ยนนี้” เซียวหร่วนคุนยิ้ม “หลิงอวิ๋น”“เพคะฝ่าบาท”“นับจากนี้เจ้าสามารถเดินทางเข้านอกออกในเมืองหลวงและแคว้นซีฉู่ได้ดังใจ ไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่เฉพาะในเมืองหลวงอีก ข้อตกลงก่อนเก่านั้นเราขอยกเลิก”นางเลิกคิ้วมองเซียวหร่วนคุน เหยียนซีกระซิบบอกนาง “ยังไม่รีบขอบพระทัย?”“อ้อ เอ่อ...ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท”เซียวหร่วนคุนหัวเราะเสียงเบา “หลายปีมานี้ลำบากพวกเจ้าแล้วจริงๆ ทำเพื่อบ้านเมืองมามาก เราให้เจ้าหยุดสอนศิษย์สักสิบวันก็แล้วกัน ออกไปเที่ยวนอกเมืองบ้างเถิด แต่งงานมาสองปีควรมีทายาทได้แล้ว”หลิงอวิ๋นยิ่งประหลาดใจไปมากกว่าเดิม นางกับเหยียนซีเคยกังวลว่าหากมีทายาท เรื่องชาติกำเนิดของเหยียนซีอาจทำให้ฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นนางกับเขาจึงยังไม่ยอมมีทายาทสักที“อดีตปล่อยให้ผ่านไปเถิด พวกเจ้าสมควรอยู่กับปัจจุบันได้แล้ว ใช้ชีวิตให้สมกับทำคุณให้บ้านเมืองเถิด อย่าได้คิดมากและกังวลใจกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลย”ทรงรู้! รู้ว่านางกับเหยีย
บทส่งท้ายเสียงแตรมโหรีโหมบรรเลงยังหน้าเรือนพักด้านหลังหอโอสถอวี่หลิง เจ้าสาวในชุดสีแดงถูกพยุงออกมาจากด้านใน หลิงหนานมองส่งบุตรสาวถูกพยุงขึ้นเกี้ยวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเห็นนางได้แต่งงานออกเรือนกับผู้ที่เหมาะสม รวมไปถึงทั้งบุตรเขยและบุตรสาวต่างก็มีใจให้กันอย่างลึกซึ้ง เขาผู้เป็นบิดาจะยังคาดหวังอะไรไปมากกว่านี้เขาเชื่อในตัวเหยียนซี มากไปกว่านั้นเขาเชื่อมั่นในการเลือกของบุตรสาว หลิงอวิ๋นไม่เคยทำให้เขาที่เป็นบิดาผิดหวังเลยสักครั้ง ยิ่งเรื่องการมองคนนางก็ยิ่งมองได้อย่างลึกซึ้งหลังเกิดเรื่องมากมายแต่เรื่องร้ายก็กลับลงเอยเป็นดี แม้ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น ชีวิตมีขึ้นๆ ลงๆ แต่ผลสุดท้ายก็ยังคงสามารถผ่านพ้นมันไปได้ร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอเปิดมาได้สี่ปี กิจการมั่นคงและมั่งคั่งรุ่งเรืองวันนี้เหยียนซีสามารถยืนหยัดเป็นที่หนึ่งในการค้าสมุนไพรในซีฉู่ ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เขาควบคุมดูแล รวมไปถึงควบคุมราคาสมุนไพรโดยร่วมมือกับเจ้ากรมคลัง ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรมขึ้นในสองปีแรกเหยียนซีสามารถสร้างจวนตระกูลเหยียนอันโอ่อ่าใหญ่โตในปีที่สามเขาสามารถขยายการค้าออกไปอีกสองมุมเมื
“ได้”บุตรสาวของกุ่ยเหอจะเข้ามาเรียนกับหลิงอวิ๋นที่สำนักโอสถ หลิงอวิ๋นเต็มใจรับเสี่ยวอัน ทั้งยังรับปากกุ่ยเหอและฮูหยินว่าจะดูแลให้อย่างดีศิษย์ของนางแต่ละคนจะมาเรียนแบบมาเช้าบ่ายกลับ แต่เสี่ยวอันจะถูกส่งมาอยู่กับนางที่เรือนพักหลังสำนักศึกษา ทั้งนี้ก็เพราะกุ่ยเหอยืนยันว่าหากจะให้เขาส่งบุตรสาวมาเรียน เขาก็อยากให้บุตรสาวติดตามหลิงอวิ๋น พร้อมกับช่วยงานเล็กๆ น้อยเป็นการตอบแทนหลังส่งเยี่ยนซือซือกลับจวน หลิงอวิ๋นคาดไม่ถึงว่าขากลับจะยังได้พบเหยียนซี เขายืนรออยู่จุดเดิมที่เคยขี่ม้ามารอ เนินเขาทางอ้อมขึ้นไปยังเรือนหลังของสำนักโอสถอวี่หลิงหลิงอวิ๋นก้าวลงจากรถม้า “ท่านมาทำอะไรที่นี่”เขายิ้ม “มารอพบเจ้า”“พบข้า?” นางมองเห็นโคมผีเสื้อกระดาษในมือเขา “ให้ข้าหรือ!” ดวงตาของนางเปล่งประกาย“ใช่ โคมกระต่ายข้าซื้อให้ แต่อันนี้ข้าทำเอง” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มจากนั้นช่วยนางจุดโคมผีเสื้อ “ข้าเดินไปส่งเจ้า เราเดินเล่นอีกสักหน่อยดีหรือไม่ เจ้ายังเดินไหว?”หลิงอวิ๋นพยักหน้าหันไปมองเสี่ยวหง “พี่เสี่ยวหงท่านนั่งรถม้าล่วงหน้าไปก่อน ข้าเดินเล่นสักครู่”ด้านหน้ามองเห็นแสงไฟจากเรือนพักแล้ว นางเดินลำพังกับเขาระยะทางสั
“เจ้าอย่างไรเล่า” นางมองเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยชื่นชมเจ้า ตอนนี้แม้แต่ความกล้าจะเผชิญหน้ากับชะตากรรมยังไม่มี หรือชั่วชีวิตนี้เจ้าจะใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงาของความผิดที่บิดาของเจ้าก่อ? หรือชั่วชีวิตนี้คิดจะอาศัยพี่สาวจนตาย? หรือคิดว่าใต้เท้าอวี่จะสามารถโอบอุ้มเจ้าไปชั่วชีวิต? หากทำเช่นนั้นเจ้าก็น่าสมเพชจริงๆ”“เจ้า!”“ข้าทำไม?! คนขี้ขลาดเช่นเจ้าแม้แต่โอกาสก็ไม่สมควรได้รับ ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาก็ไม่มี เอาแต่หลบอยู่หลังใต้เท้าอวี่ หลบอยู่หลังจวนพี่สาว สักวันคงไม่มีหน้าออกมาพบผู้คนปล่อยให้พี่สาวเลี้ยงดูไปจนตาย!”“หลิงอวิ๋น! เจ้ากล้าดีอย่างไร!”“อ๋อข้ากล้าดีเช่นนี้ละ กล้าดีตรงที่ข้าไม่จำเป็นต้องก้มหน้าให้ผู้ใดอย่างไรเล่า!” นางถลึงตามองเขา “เสียแรงที่บิดาของข้าอยากให้โอกาสเจ้า จึงอยากมอบหน้าที่คนดูแลสมุนไพรในร้านสมุนไพรอวิ๋นเหอให้ ดูเจ้าสิแม้ความกล้าที่จะเผชิญหน้ายังไม่มี เช่นนั้นชั่วชีวิตนี้ก็ก้มหน้าต่อไปเถิด!”“ผู้ใดว่าข้าไม่กล้า?!”“ข้ากำลังว่าเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า! มิใช่ว่าเป็นเพราะเจ้าทำไม่ได้จึงปฏิเสธหรอกนะ ความรู้ความสามารถที่บิดาข้าสอนสั่ง หรือเจ้
เรื่องของความเชื่อใจมิใช่สามารถอธิบายกันได้โดยง่าย ระหว่างเหยียนซีกับนางมีหลายเรื่องที่ผู้อื่นไม่เคยล่วงรู้ แต่ถึงล่วงรู้ก็มิใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้าใจ “ความรักไม่ใช่ทุกสิ่ง การแต่งงานยิ่งไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตคู่ หากไร้ซึ่งความไว้วางใจและความเชื่อใจ วันหน้าที่เหลืออีกยาวไกลนั
หญิงสาวหัวเราะ “ใครใช้ให้ท่านน่ามอง” ได้ยินเสียงเขาถอนใจอย่างยอมแพ้ หลิงอวิ๋นเขย่ามือเขาด้วยสายตารอคอย “ว่าอย่างไรท่านพ่ออนุญาตหรือไม่”เหยียนซีพยักหน้า “อนุญาตแล้ว”“ดียิ่ง!!!” นางจะได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวในงานเทศกาลโคมไฟ[1]แล้ว!!!เทศกาลหยวนเซียวคึกคักเต็มไปด้วยโคมไฟสีแดงทั้งสองฝั่งถนน หลิงอวิ๋นซึ
มีการเปลี่ยนการปกครองจากซันกงที่แต่เดิมมีเพียงสามฝ่าย เป็นซันเฉิ่งลิ่วปู้[1]แบ่งหน้าที่แยกย่อยออกมาไม่ทับซ้อนหน้าที่กัน ตามที่นางเคยเกริ่นๆ กับเซียวหร่วนคุนนางมองคนไม่ผิดฮ่องเต้พระองค์นี้ฉลาดมาก นางเพียงเกริ่นให้เขามองเห็นข้อเสียเล็กน้อย แต่เขากลับมองออกว่าการปกครองในระบบซันกงนั้นมีปัญหายิ่งหากเป
ถึงอย่างนั้นทั่วๆ ไปแล้วเขาก็เหมือนคนธรรมดาที่สามารถใช้ชีวิต แม้ไม่อาจใช้วรยุทธ์แต่การเป็นอิสระจากทุกเรื่องหลังเหตุการณ์ผ่านมา เขาสูญเสียเท่านี้นับว่าน้อยมาก หากเทียบกับเรื่องที่หลิงอวิ๋นกับบิดาพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อช่วยเขากับมารดานางสูญเสียอิสระไม่อาจไปจากเมืองหลวงจนสิ้นใจ...“เราติดค้างนางกับ







