เข้าสู่ระบบดวงตาหวานกวาดมองพนักงานในร้านด้วยสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ เวลาเพียงไม่กี่นาทีที่เธอลุกไปหยิบเมนูให้บุตรสาวแสนรัก เพราะพนักงานในร้านมัวแต่พูดคุยกันจนไม่สนใจบริการลูกค้า ไม่ได้สร้างความขุ่นทางอารมณ์ให้เธอสักเท่าไร แต่! สิ่งที่ทำให้เธอโกรธจนแทบอาละวาดก็คือความสะเพร่าของพนักงานต้อนรับบริเวณหน้าร้าน ที่ปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ เดินออกไปจากร้านเพียงลำพังโดยไม่สนใจ!
“คื..คือ...หนูไม่ทราบว่าน้องเดินออกไปคนเดียวค่ะ”
พนักงานหน้าร้านบอกเสียงสั่น เพราะตนเองมัวแต่สนใจเล่นโทรศัพท์จนไม่ทันมองเด็กหญิงตัวเล็กที่เดินออกไปจากร้าน
“ไม่ทราบ!? ถ้าวันนี้เป็นวันหยุดจนคนเต็มร้านแล้วคุณไม่ทันสังเกต ฉันจะไม่โทษคุณสักคำ!” ปาหนันบอกเสียงกร้าว
“ต้องขอโทษแทนน้องพนักงานด้วยนะคะ ตอนนี้เราโทร.แจ้งให้ประชาสัมพันธ์ประกาศแล้วค่ะ”
ผู้จัดการร้านบอกเสียงสั่น เมื่อเห็นแววตาวาวโรจน์เคลือบน้ำตาที่ตวัดมองมา
“ถ้าลูกสาวฉันเป็นอะไรไป แค่คำว่าขอโทษคงไม่พอ หวังว่าพวกคุณคงทราบ!” น้ำเสียงเย็นเยียบทำให้คนฟังขนลุกอย่างบอกไม่ถูก จึงทำได้แค่ก้มลงขอโทษอีกครั้งเท่านั้น
“ฉันจะฝากเบอร์โทร.ไว้ ถ้าเจอยัยหนูแล้วคุณก็โทรมาแจ้งฉันด้วย”
ปาหนันบอกเสียงเรียบพลางยื่นนามบัตรให้แก่ผู้จัดการร้านก่อนเดินออกจากร้านไป
“ประ..ธาน สำนักงานกฎหมาย” ผู้จัดการร้านอ่านชื่อบนนามบัตรแล้วใจแทบร่วงลงไปถึงพื้น ถ้าหากเด็กน้อยหายไปจริงๆ ทางร้านคงโดนฟ้องยับแน่!
“แบ่งคนครึ่งหนึ่งไปตามหาเร็ว…ถ้าลูกเขาหายไปจริงๆ พวกเราได้ซวยกันหมดแน่!”
อีกด้านของความวุ่นวายยังมีเด็กน้อยที่หายไปและคุณลุงใจดีที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน หลังซื้อไอศกรีมถ้วยโตให้เด็กหลงนามว่า ‘ดาหลา’ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิงหาก็พาเด็กน้อยไปนั่งที่ม้านั่งใกล้ๆ เพื่อให้หนูน้อยสีชมพูได้มีเวลานั่งกินไอศกรีมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
“ไอศกรีมอร่อยไหม? ” คุณลุงคนใหม่เอ่ยถาม
“อร่อยค่ะ” เด็กน้อยว่าเสียงใส
“น้องดา คุณแม่หนูชื่ออะไรลูก...พอจำได้ไหม?” สิงหาเอ่ยถามพลางหยิบผ้าเช็ดหน้าซับแก้มเล็กที่มีสีดำของไอศกรีมเปื้อน
“แม่ป่านค่ะ” เด็กน้อยบอก
“คุณพ่อละครับ”
ชื่อ ‘ป่าน’ ชวนให้นึกถึงใครบางคนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
“คุณแม่ของน้องดาบอกว่าคุณพ่อชื่อ..” เด็กน้อยเอียงคอไปมาคล้ายกำลังประมวลผล ก่อนจะทำตาโตเหมือนเพิ่งนึกชื่อออก ยิ้มจนตาหยีแล้วค่อยพูดต่อ “สิงหาค่ะ คุณแม่บอกว่าชื่อ...พ่อสิงหา แต่น้องดาก็ยังไม่เคยเจอคุณพ่อนะคะ”
“...ทำไมล่ะลูก” ชื่อที่สะดุดหูชวนให้ใจเต้นอย่างไม่มีเหตุผล จนต้องเอ่ยถาม
“คุณแม่เคยบอกว่า คุณพ่ออยู่ในที่ไกลม้ากมาก แต่ถ้าน้องดาเป็นเด็กดีสักวันหนูจะได้เจอคุณพ่อค่ะ” เด็กน้อยบอกพร้อมทำท่าขึงขัง ราวกับแสดงให้เห็นว่าตนเองเป็นเด็กดีตามที่เอ่ยจริงๆ
“น้องดาอายุกี่ขวบแล้วลูก” สิงหาก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรถึงถามเช่นนั้น แต่ความรู้สึกของเขาบอกว่าเขาต้องถาม
“สี่ขวบค่ะ คุณแม่บอกว่าอีกไม่กี่เดือนจะครบห้าขวบที่หนูมาเป็นลูกสาวของคุณแม่แล้วค่ะ” เด็กน้อยร้องบอกทั้ง ๆ ที่ยังสนใจไอศกรีมในมือมากกว่าคนตรงหน้า
“..หนูเกิดเดือนธันวาเหรอลูก” หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้เหตุผลกับทฤษฎีและความคิดบ้าๆ ที่เอ่ยถามเด็กน้อยไปเช่นนั้น
“โอโฮ้! คุณลุงเก่งจังเลยค่ะ...รู้ด้วยว่าน้องดาเกิดเดือนไหน” เด็กน้อยยิ้มแป้น
“...แปลกดีนะ” สิงหาพึมพำ สมองของเขาคงพังพินาศไปแล้วจริงๆ นับแต่วันที่ได้พบเธอคนนั้นอีกครั้ง
พ่อชื่อสิงหา แม่ชื่อป่าน...แถมลูกยังเกิดในช่วงเวลาที่เขาและเธอได้เจอกัน?
ช่างเป็นความเหมือนที่น่าขันหรือไม่ก็ต้องเรียกว่า..
เรื่องตลกร้ายที่น่าอิจฉาในเวลาเดียวกัน!
“ดาหลา!? โธ่เอ๊ยลูกแม่..”
เสียงหวานสั่นเครืออย่างชัดเจนที่ร้องเรียกจากทางด้านหลังของชายหนุ่ม ทำให้สิงหาชะงักไปชั่วแล่น
“คุณแม่ขา” เด็กน้อยทิ้งไอศกรีมรสช็อกโกแลตทันที ร่างเล็กปุ๊กลุกกระโดดลงจากม้านั่งแล้วโถมตัวเข้าหาอ้อมอกของผู้เป็นแม่ในทันที
“ฮึก! คุณแม่..ฮือออ”
“วันหลังอย่าเที่ยวเดินออกไปไหนคนเดียวอีกนะลูก หนูรู้ไหมว่าแม่เกือบจะหัวใจวายตาย!” คนเป็นแม่ดุเสียงสั่น พลางรัดร่างเล็กไว้แน่น หอมแก้มซ้ายขวาซ้ำๆ อย่างรักใคร่ระคนหวงแหน
“น้องดาขอโทษค่ะคุณแม่” เด็กน้อยตอบอย่างสำนึกผิด
“คุณป่าน?” สิงหาเอ่ยคล้ายละเมอ จ้องมองสองแม่ลูกเหมือนไม่อยากจะเชื่อสายตาสายตาตัวเอง และดูเหมือนเสียงเรียกนั้นจะทำให้ใครอีกต้องอุทานออกมาเช่นกัน
“คุณสิงหา...”
เด็กชายณเรศไม่ได้ตอบคำถามแต่ก็มองสบตาของคนตรงหน้าโดยไม่หลบ แม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิดโรยจะเรียบเฉยจนยากจะอ่าน แต่ดวงตาคู่หม่นที่มองตอบมากลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ อีกทั้งยังคงหลงเหลือร่องรอยของความแตกร้าวและเต็มไปด้วยความทุกข์โศก...ความสูญเสียและการพลัดพราก“ทำไมถึงทำเหมือนว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของฉัน? เธอเข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า?”“...ผมแค่คิดว่ามันคงคล้ายกัน” ในที่สุดเด็กน้อยที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงก็เริ่มตอบคำถาม“จะช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้ไหม”เด็กน้อยพยักหน้ารับ“ตอนที่แม่ของผมตาย ผมเสียใจมากๆ เสียใจที่แม่ไม่ยอมพาผมไปอยู่ด้วยกัน”มือเล็กที่ถือผ้าขยับหยุกหยิกคล้ายทำตัวไม่ค่อยถูก“แต่ก็คิดได้ว่าผมยังมีน้องสาวอยู่ แม่คงอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนน้องครับ”เด็กชายณเรศพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มน้ำตาคลอหน่วย มือเล็กปาดน้ำตาลวกๆ จนใบหน้าเล็กเกิดรอยแดงเป็นริ้วขึ้นให้เห็น ก่อนจะสูดน้ำมูกแล้วตั้งตัวตรงขึ้นอีกครั้งเพื่อเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามสดใสขึ้นอีกนิด“ผมเลยสัญญากับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ แล้วก็สัญญากับน้องว่าจะดูแลน้องให้ดี..” รอยยิ้มจืดเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังเต็มไปด
ยามดึกสงัดช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บจนเย็นจัดไปถึงขั้วหัวใจ ปราลีขดร่างที่สั่นไหวไปกับผ้าห่มคล้ายต้องการไออุ่น แต่ในเวลาเดียวกันภายในร่างกายกลับรู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผา ลำคอแหบแห้งและเจ็บระบมทุกครั้งที่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะไอโขลกๆ ออกมาเพราะเสมหะเหนียวหนืดในลำคอเธอกำลังจะตายแล้วสินะ?ตายไปเสียเลยก็ดีเหมือนกัน เธอไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกแล้ว...ให้มันจบเสียตรงนี้เถอะ“...คุณแม่ คุณแม่ลุกขึ้นมากินยาก่อนนะครับ” น้ำเสียงแหบเล็ก และบางเบาราวกับกลัวจะรบกวนคนที่กำลังหลับใหล แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายลืมตาตื่น “กินก่อน ค่อยนอนต่อนะครับ”“..อ.ออกไป..”ปราลีแค่นเสียงทั้งที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น“กินยาเถอะนะครับ” เด็กชายณเรศยังคงยืนยันคำเดิม แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนเกือบจะกลายเป็นการอ้อนวอน “แค่กินยาเท่านั้น”“ฉันไม่กิน!” คนที่อยากจากโลกนี้ไปมากกว่าอยากจะอยู่ตวาดเสียงแหบแห้ง ก่อนจะไอโขลกๆ จนหน้าดำหน้าแดงเพราะใช้เสียงมากเกินไป แต่ก็ยังไม่ลดความเกรี้ยวกราดลง “ฉัน.อยาก.ตาย!”“...” เด็กน้อยนิ่งไป แต่ก็ยังคงมองมาที่คนป่วยไม่วางสายตาแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะพิษไข้ทำให้สายตาพร่า
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่รู้ว่าสามีของเธอแอบรับเอาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาอุปการะโดยไม่บอกกล่าว ก็เพียงแค่นึกขุ่นใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะณเรศเป็นเด็กที่ค่อนข้างเรียบร้อยและพึ่งพาได้ แตกต่างจากบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน...สิงหานั้นซุกซนราวกับลิงค่าง ซ้ำยังชอบเล่นแรงๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนทำให้คนเป็นแม่อดหวั่นใจไม่ได้เพราะตนเองกำลังตั้งท้องอ่อนๆการมีณเรศเข้ามาช่วยเบี่ยงความสนใจและคอยเป็นเพื่อนเล่นของสิงหาจึงทำให้ปราลีเบาแรงและเบาใจลงมาก แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกสนิทใจ แต่ก็วางใจในตัวเด็กชายไม่น้อย...จวบจนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอเดินสะดุดของเล่นที่บุตรชายวางทิ้งไว้จนเกือบล้ม แต่เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเพราะณเรศเอาตัวเองเข้ามารองรับไว้ได้ทันแต่เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลกลับพบว่าเด็กหยุดหายใจไปแล้ว! ภาวะครรภ์เป็นพิษพรากเอาลูกน้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าไปจากเธอและครอบครัวการสูญเสียที่ได้รับมาในเวลาที่เราไม่ทันได้ตั้งรับนั้นรุนแรงเกินไปรุนแรงจนรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันพังทลายลง ปราลีขอห่างจากสามีและบุตรชายสักพัก เธอไม่อาจกอบเก็บความปวดร้าวไว้กับตัวแล้
ใบหน้างดงามเปื้อนน้ำตากำลังเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย หญิงสาวอยู่ในชุดคลุมท้องที่ดูจะใหญ่เกินขนาดตัวของหล่อนไปหลายไซซ์ทีเดียว ร่างบางนั่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นโซฟากว้างหนานุ่มข้างกาย มือซีดขาวราวไร้สีเลือดยังคงลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสัปดาห์ สักพักน้ำตาเม็ดกลมก็เริ่มร่วงเผาะจากดวงตาคู่งามที่เคยเปี่ยมสุขอีกระลอกลูกไม่อยู่กับเธอแล้ว..แค่ลูกคนเดียวก็ดูแลไม่ได้ เธอเป็นแม่แบบไหนกัน?คำถามซ้ำๆ ดังก้องในความคิดและบาดลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่ง ‘แท้ง’ ลูกไปรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังจะแตกสลาย น้ำตายังคงอาบแก้มนวลไร้สีเลือดจนเปียกปอน‘แอ๊ดดดด...’เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่เพราะมันเป็นไม้สักทั้งบานทำให้น้ำหนักของมันมีมากจนทำให้เกิดเสียงทุกครั้งที่มีคนใช้งานปราลีผินหน้ามองดูผู้มาเยือนเพียงเล็กน้อย ก่อนดวงตาอับแสงจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและชิงชัง มือบางคว้ากล่องไม้ที่ใช้บรรจุกระดาษทิชชูขว้างใส่ผู้มาเยือนในทันที จนเกิดเสียงดัง ‘โครม!’ ก่อนจะตามด้วยข้าวของมากมายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่เ
ดวงตาหวานกะพริบขึ้นลงช้าๆ เพื่อขับไล่ความง่วงที่มี มือบางยังควานหาอ้อมกอดอบอุ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยามหลับ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า? ปาหนันลุกขึ้นจากที่นอนหนานุ่มอย่างเกียจคร้าน เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่เหนื่อยจนแทบหมดสภาพเช่นที่สิงหาเป็น แต่ก็อ่อนล้าไม่น้อย การนอนหลับไปอย่างยาวนานหลายชั่วโมงทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังกายที่สูญเสียไปจากการโหมงานหนักติดต่อกันร่วมสามเดือนได้อย่างดีเยี่ยม“ขี้เซาจริงนะครับ คุณภรรยา”เสียงทุ้มเจือรอยเย้าแหย่กระซิบแนบริมหูสวยของคนที่นั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงนุ่ม“ก็มันเหนื่อยสะสมนี่ค่ะ คุณสามี” ปาหนันตอบอย่างหยอกล้อ ก่อนจะคล้องแขนรอบคอของคนที่รวบเอวบางของเธอไว้ทันที เหมือนลูกแมวน้อยที่พร้อมจะคลอเคลียเจ้าของอยู่ตลอดเวลาเมื่อยามเข้ามาใกล้“...” เมื่อแน่ใจว่าคนที่กลายร่างเป็นลูกแมวน้อยชอบคลอเคลีย ไม่ได้ตื่นตระหนกยามตนเองเข้าใกล้ ซ้ำยังออดอ้อนจนยากจะอดใจไหว จนต้องเอ่ยถามออกไปทั้งที่ความคิดล่วงเลยไปไกลเกินกู่“ถ้าเกิดว่า...ต้องเหนื่อยกว่านี้จะไหวเหรอ?”คนฟังหัวเราะเสียงใสกับคำถามที่ชวนใจเตลิด ก่อนจะครุ่นคิดเพียงครู่แล้วตอบกลับตามใจคิด“ก็ต้อ
จังหวัดเชียงใหม่ อากาศยามเช้าของเมืองเหนือทำให้หญิงสาวที่เพิ่งมาถึงยิ้มสดใส ต่างจากคนข้างกายที่ใบหน้าบูดบึ้งราวกับโกรธใครมาร่วมร้อยปี วันนี้เป็นเช้าวันแรกหลังจากพิธีแต่งงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่เพิ่งผ่านพ้นไป ด้วยเพราะหน้าที่การงานของคนทั้งคู่ ทำให้ในช่วงเตรียมงานแต่งตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาวุ่นวายจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ยุ่งจนหัวหมุน’ เมื่อรวมกับพิธีการต่างๆ ที่แสนยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอเข้าห้องหอคนทั้งคู่ก็แทบจะสลบในทันที ซ้ำยังต้องตื่นมาขึ้นเครื่องตั้งแต่เช้ามืดตามตารางที่วางไว้แต่แรก ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนเจ้าบ่าวหมาดๆ ยังนึกขอบคุณกิตติภพและดารินทร์ที่รับคำขอร้องในการฝากเลี้ยงเด็กหญิงดาหลาร่วมสองสัปดาห์ของการมาฮันนีมูนครั้งนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่ากิตติภพยินดีเสียยิ่งกว่ายินดีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายจนได้รับรู้ว่าหนูน้อยเป็นบุตรสาวของตนเอง เขาก็แทบจะมาเฝ้าแม่หนูน้อยเช้าเย็นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว พอเอ่ยปากฝากหนูน้อยไว้ คนรับฝากก็ยิ้มกว้างราวกับเด็กที่ได้ของขวัญชิ้นใหญ่ที่รอคอยมานานอย่างไรอย่างนั้น “คุณสิงห์ทำไมทำหน้าอ







