เข้าสู่ระบบ‘บางครั้ง...หัวใจคนเราก็ซับซ้อนเกินไป’
สิงหาบ่นพึมพำในใจ ขณะลุกออกจากร้านกาแฟกลิ่นหอมกรุ่น ทั้งที่คำขอบคุณก็ถูกส่งถึงผู้รับไปแล้วแต่ไม่รู้เพราะอะไร หัวใจของเขาจึงไม่มีท่าทีสงบลงแม้แต่น้อย? ดูเหมือนการได้พบเธออีกครั้งจะยังไม่ใช่คำตอบของคำถามที่ค้างคาใจ เพราะหากใช่ หัวใจของเขาคงไม่ว้าวุ่นและอึดอัดเหมือนในตอนนี้ ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา สิงหารู้สึกเหมือนสมองส่วนคิดวิเคราะห์อันเป็นเหตุเป็นผลของเขาหล่นหายไป
เพราะเอาแต่คิดถึงใบหน้าหวานใสของผู้มีพระคุณผู้ช่วยชีวิตไว้แทบจะตลอดเวลา
“คุณแม่ ฮึก..ก..ฮือออ...คุณ.แม่..หายไปไหนคะ”
สิงหาหยุดความคิดวุ่นวายที่ไร้ระบบในหัวทันที เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสารของเด็กน้อยตรงหน้า ใบหน้าเล็กน่ารักแดงก่ำไปทั้งหน้า ดวงตากลมโตไร้เดียงสาเปียกปอนไปด้วยม่านน้ำตา
“เด็กหลง?” สิงหาบอกพลางถอนใจ ก่อนจะยืนมองหนูน้อยในชุดสีชมพูตั้งแต่หัวจรดเท้าที่กำลังเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อร่างเล็กจ้ำม่ำออกเดินไปข้างหน้าได้เพียงสามก้าวก็หยุดลงแล้วเหลียวซ้ายแลขวาอีกครั้งอย่างไร้มั่นใจ เพียงครู่เดียวก็ถอยหลังกลับมาที่จุดเริ่มต้น แล้วหนูน้อยสีชมพูก็เริ่มร้องไห้จริงจังออกมาอย่างน่าสงสาร
“ร้องไห้มากๆ เดี๋ยวไม่สวยนะ หนูน้อย” สิงหาย่อตัวลงในระดับสายตากับหนูน้อยสีชมพูที่กำลังร้องไห้อย่างน่าสงสาร
เด็กน้อยหยุดร้องฉับพลันราวกับคนถามไปกดสับสวิตช์
“หลงกับคุณแม่เหรอครับ?” สิงหาถามเสียงอ่อนเมื่อเห็นแม่ตัวน้อยเงียบเสียงลง
“..ค่ะ” หนูน้อยสีชมพูตอบเสียงเครือ
“หนูชื่ออะไรครับ เดี๋ยวคุณลุงจะพาไปตามหาคุณแม่”
“คุณแม่ไม่ให้พูดกับคนแปลกหน้า” หนูน้อยตอบอย่างฉะฉาน ดวงตากลมใสที่ปกคลุมด้วยม่านน้ำตาฉายแววใสซื่อเช่นเดียวกับคำตอบที่เอ่ยออกมา
“คุณลุงชื่อสิงห์ แล้วคนเก่งชื่ออะไรครับ?” สิงหาเอ่ยถามเสียงเบา พลางลูบน้ำตาออกจากพวงแก้มยุ้ยเหมือนลูกมะเขือเทศสุกอย่างนึกเอ็นดู
“ชื่อดาหลาค่ะ” เด็กน้อยตอบตามประสา
“เรารู้จักกันแล้วเนอะ เดี๋ยวลุงสิงห์พาไปตามหาคุณแม่ดีไหมครับ” สิงหาว่าอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะยื่นมือให้เด็กน้อยที่ยืนลังเลอยู่
“ค่ะ ลุงสิงห์” หนูน้อยดาหลาเอื้อมมือเล็กป้อมจับมือใหญ่ของคนอาสาตามหาคุณแม่ สิงหายิ้มพอใจก่อนจะช้อนร่างจ้ำม่ำขึ้นทันที
“ตัวหนักเหมือนกันนะเรา” สิงหาบ่นแกมขำ เมื่อรับรู้ได้ถึงน้ำหนักไม่น้อยของร่างเล็กขนาดปุ๊กลุกในอ้อมแขน
“ใช่ค่ะ คุณแม่บอกว่าน้องดาตัวหนัก คุณแม่อุ้มไม่ไหวแล้ว” เด็กน้อยตอบอย่างภาคภูมิใจ เพราะมารดามักจะดีอกดีใจจนเห็นได้ชัด เมื่อรู้สึกว่าบุตรสาวหนักขึ้นจนอุ้มแทบไม่ไหว
คุณลุงจำเป็นหัวเราะชอบใจ กับท่าทีภูมิอกภูมิใจของหนูน้อยสีชมพูในอ้อมแขน
“แล้วน้องดาจำได้ไหมลูก ว่าหนูหลงทางกับคุณแม่ที่ไหน?” สิงหาเอ่ยถาม ชายหนุ่มไม่อยากนำเด็กน้อยไปทิ้งไว้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ถ้าไม่จำเป็น กลัวว่าแม่หนูน้อยสีชมพูจะร้องไห้รอบสองเพราะต้องอยู่กับแปลกหน้าอีกรอบ และอีกประการหนึ่งคือเขารู้สึกเอ็นดูและถูกชะตากับเด็กน้อยอย่างบอกไม่ถูก
“คุณแม่พาน้องดาไปกินไอติมช็อกโกแลตค่ะ” เด็กน้อยบอกอย่างนึกขึ้นได้ ก่อนจะเบ้ปากเตรียมร้องไห้รอบสองพลางว่าต่อ “คุณแม่บอกว่าให้นั่งรอห้ามลุกไปไหน แต่หนูเห็นคุณหมีสีชมพูตัวใหญ่เลยเดินตามมาดู” เสียงเล็กบอกสะอึกสะอื้น ก่อนจะปล่อยโฮออกมาพร้อมประโยคสุดท้าย “...แล้วคุณแม่ก็หายไป!”
“เข้าใจแล้วๆ ไม่ร้องนะครับคนเก่ง เดี๋ยวคุณลุงพาไปตามหาคุณแม่...ไม่ต้องร้องนะลูก” สิงหาปลอบเสียงอ่อน ก่อนจะกวาดตาหาร้านไอศกรีมที่อยู่ไม่ห่าง เพราะคาดว่าเด็กน้อยคงเดินมาได้ไม่ไกลมากนัก
“...จริงๆ นะคะ” หนูน้อยดาหลาร้องถามสะอึกสะอื้น
“จริงสิครับ ไม่ร้องนะคนเก่ง เดี๋ยวคุณลุงซื้อไอติมรสช็อกโกแลตให้ด้วยดีไหม?”
“ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวคุณลุงหายไปเหมือนคุณแม่” เด็กน้อยว่าเสียงเครือ ก่อนจะกอดคอคุณลุงไว้แน่น
“เดี๋ยวลุงพาไปซื้อนะ รับรองว่าลุงไม่หายไปไหน” สิงหาบอกอย่างเอื้อเอ็นดู ก่อนจะพาหนูน้อยสีชมพูไปซื้อไอศกรีมรสช็อกโกแลตที่ร้านใกล้ๆ เพื่อให้เด็กน้อยหยุดร้องไห้
เด็กชายณเรศไม่ได้ตอบคำถามแต่ก็มองสบตาของคนตรงหน้าโดยไม่หลบ แม้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอิดโรยจะเรียบเฉยจนยากจะอ่าน แต่ดวงตาคู่หม่นที่มองตอบมากลับอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ อีกทั้งยังคงหลงเหลือร่องรอยของความแตกร้าวและเต็มไปด้วยความทุกข์โศก...ความสูญเสียและการพลัดพราก“ทำไมถึงทำเหมือนว่าตัวเองเข้าใจความรู้สึกของฉัน? เธอเข้าใจมันจริงๆ หรือเปล่า?”“...ผมแค่คิดว่ามันคงคล้ายกัน” ในที่สุดเด็กน้อยที่นั่งเฝ้าไข้อยู่ข้างเตียงก็เริ่มตอบคำถาม“จะช่วยเล่าเรื่องของเธอให้ฉันฟังได้ไหม”เด็กน้อยพยักหน้ารับ“ตอนที่แม่ของผมตาย ผมเสียใจมากๆ เสียใจที่แม่ไม่ยอมพาผมไปอยู่ด้วยกัน”มือเล็กที่ถือผ้าขยับหยุกหยิกคล้ายทำตัวไม่ค่อยถูก“แต่ก็คิดได้ว่าผมยังมีน้องสาวอยู่ แม่คงอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนน้องครับ”เด็กชายณเรศพูดมาถึงตรงนี้ก็เริ่มน้ำตาคลอหน่วย มือเล็กปาดน้ำตาลวกๆ จนใบหน้าเล็กเกิดรอยแดงเป็นริ้วขึ้นให้เห็น ก่อนจะสูดน้ำมูกแล้วตั้งตัวตรงขึ้นอีกครั้งเพื่อเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามสดใสขึ้นอีกนิด“ผมเลยสัญญากับแม่ที่อยู่บนสวรรค์ แล้วก็สัญญากับน้องว่าจะดูแลน้องให้ดี..” รอยยิ้มจืดเจื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังเต็มไปด
ยามดึกสงัดช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บจนเย็นจัดไปถึงขั้วหัวใจ ปราลีขดร่างที่สั่นไหวไปกับผ้าห่มคล้ายต้องการไออุ่น แต่ในเวลาเดียวกันภายในร่างกายกลับรู้สึกร้อนราวกับถูกไฟเผา ลำคอแหบแห้งและเจ็บระบมทุกครั้งที่ฝืนกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะไอโขลกๆ ออกมาเพราะเสมหะเหนียวหนืดในลำคอเธอกำลังจะตายแล้วสินะ?ตายไปเสียเลยก็ดีเหมือนกัน เธอไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อไปอีกแล้ว...ให้มันจบเสียตรงนี้เถอะ“...คุณแม่ คุณแม่ลุกขึ้นมากินยาก่อนนะครับ” น้ำเสียงแหบเล็ก และบางเบาราวกับกลัวจะรบกวนคนที่กำลังหลับใหล แต่ในเวลาเดียวกันก็พยายามจะปลุกให้อีกฝ่ายลืมตาตื่น “กินก่อน ค่อยนอนต่อนะครับ”“..อ.ออกไป..”ปราลีแค่นเสียงทั้งที่ยังกึ่งหลับกึ่งตื่น“กินยาเถอะนะครับ” เด็กชายณเรศยังคงยืนยันคำเดิม แต่น้ำเสียงกลับสั่นเครือจนเกือบจะกลายเป็นการอ้อนวอน “แค่กินยาเท่านั้น”“ฉันไม่กิน!” คนที่อยากจากโลกนี้ไปมากกว่าอยากจะอยู่ตวาดเสียงแหบแห้ง ก่อนจะไอโขลกๆ จนหน้าดำหน้าแดงเพราะใช้เสียงมากเกินไป แต่ก็ยังไม่ลดความเกรี้ยวกราดลง “ฉัน.อยาก.ตาย!”“...” เด็กน้อยนิ่งไป แต่ก็ยังคงมองมาที่คนป่วยไม่วางสายตาแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะพิษไข้ทำให้สายตาพร่า
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อนตอนที่รู้ว่าสามีของเธอแอบรับเอาเด็กจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาอุปการะโดยไม่บอกกล่าว ก็เพียงแค่นึกขุ่นใจเล็กน้อยเท่านั้น เพราะณเรศเป็นเด็กที่ค่อนข้างเรียบร้อยและพึ่งพาได้ แตกต่างจากบุตรชายเพียงคนเดียวที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน...สิงหานั้นซุกซนราวกับลิงค่าง ซ้ำยังชอบเล่นแรงๆ ตามประสาเด็กผู้ชาย จนทำให้คนเป็นแม่อดหวั่นใจไม่ได้เพราะตนเองกำลังตั้งท้องอ่อนๆการมีณเรศเข้ามาช่วยเบี่ยงความสนใจและคอยเป็นเพื่อนเล่นของสิงหาจึงทำให้ปราลีเบาแรงและเบาใจลงมาก แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกสนิทใจ แต่ก็วางใจในตัวเด็กชายไม่น้อย...จวบจนเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เธอเดินสะดุดของเล่นที่บุตรชายวางทิ้งไว้จนเกือบล้ม แต่เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเพราะณเรศเอาตัวเองเข้ามารองรับไว้ได้ทันแต่เมื่อไปตรวจที่โรงพยาบาลกลับพบว่าเด็กหยุดหายใจไปแล้ว! ภาวะครรภ์เป็นพิษพรากเอาลูกน้อยที่ยังไม่มีโอกาสได้พบหน้าไปจากเธอและครอบครัวการสูญเสียที่ได้รับมาในเวลาที่เราไม่ทันได้ตั้งรับนั้นรุนแรงเกินไปรุนแรงจนรู้สึกเหมือนทุกอย่างมันพังทลายลง ปราลีขอห่างจากสามีและบุตรชายสักพัก เธอไม่อาจกอบเก็บความปวดร้าวไว้กับตัวแล้
ใบหน้างดงามเปื้อนน้ำตากำลังเหม่อมองไกลอย่างไร้จุดหมาย หญิงสาวอยู่ในชุดคลุมท้องที่ดูจะใหญ่เกินขนาดตัวของหล่อนไปหลายไซซ์ทีเดียว ร่างบางนั่งอยู่บนพื้นเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นโซฟากว้างหนานุ่มข้างกาย มือซีดขาวราวไร้สีเลือดยังคงลูบหน้าท้องแบนราบของตัวเองซ้ำไปซ้ำมาเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสัปดาห์ สักพักน้ำตาเม็ดกลมก็เริ่มร่วงเผาะจากดวงตาคู่งามที่เคยเปี่ยมสุขอีกระลอกลูกไม่อยู่กับเธอแล้ว..แค่ลูกคนเดียวก็ดูแลไม่ได้ เธอเป็นแม่แบบไหนกัน?คำถามซ้ำๆ ดังก้องในความคิดและบาดลึกเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่ง ‘แท้ง’ ลูกไปรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังจะแตกสลาย น้ำตายังคงอาบแก้มนวลไร้สีเลือดจนเปียกปอน‘แอ๊ดดดด...’เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ ด้วยความระมัดระวัง แต่เพราะมันเป็นไม้สักทั้งบานทำให้น้ำหนักของมันมีมากจนทำให้เกิดเสียงทุกครั้งที่มีคนใช้งานปราลีผินหน้ามองดูผู้มาเยือนเพียงเล็กน้อย ก่อนดวงตาอับแสงจะเปลี่ยนเป็นความโกรธเกรี้ยวและชิงชัง มือบางคว้ากล่องไม้ที่ใช้บรรจุกระดาษทิชชูขว้างใส่ผู้มาเยือนในทันที จนเกิดเสียงดัง ‘โครม!’ ก่อนจะตามด้วยข้าวของมากมายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘อะไรก็ได้’ ที่เ
ดวงตาหวานกะพริบขึ้นลงช้าๆ เพื่อขับไล่ความง่วงที่มี มือบางยังควานหาอ้อมกอดอบอุ่นที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยามหลับ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า? ปาหนันลุกขึ้นจากที่นอนหนานุ่มอย่างเกียจคร้าน เพราะถึงแม้ว่าเธอจะไม่เหนื่อยจนแทบหมดสภาพเช่นที่สิงหาเป็น แต่ก็อ่อนล้าไม่น้อย การนอนหลับไปอย่างยาวนานหลายชั่วโมงทำให้ร่างกายที่อ่อนล้าได้พักผ่อนและฟื้นฟูพลังกายที่สูญเสียไปจากการโหมงานหนักติดต่อกันร่วมสามเดือนได้อย่างดีเยี่ยม“ขี้เซาจริงนะครับ คุณภรรยา”เสียงทุ้มเจือรอยเย้าแหย่กระซิบแนบริมหูสวยของคนที่นั่งบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงนุ่ม“ก็มันเหนื่อยสะสมนี่ค่ะ คุณสามี” ปาหนันตอบอย่างหยอกล้อ ก่อนจะคล้องแขนรอบคอของคนที่รวบเอวบางของเธอไว้ทันที เหมือนลูกแมวน้อยที่พร้อมจะคลอเคลียเจ้าของอยู่ตลอดเวลาเมื่อยามเข้ามาใกล้“...” เมื่อแน่ใจว่าคนที่กลายร่างเป็นลูกแมวน้อยชอบคลอเคลีย ไม่ได้ตื่นตระหนกยามตนเองเข้าใกล้ ซ้ำยังออดอ้อนจนยากจะอดใจไหว จนต้องเอ่ยถามออกไปทั้งที่ความคิดล่วงเลยไปไกลเกินกู่“ถ้าเกิดว่า...ต้องเหนื่อยกว่านี้จะไหวเหรอ?”คนฟังหัวเราะเสียงใสกับคำถามที่ชวนใจเตลิด ก่อนจะครุ่นคิดเพียงครู่แล้วตอบกลับตามใจคิด“ก็ต้อ
จังหวัดเชียงใหม่ อากาศยามเช้าของเมืองเหนือทำให้หญิงสาวที่เพิ่งมาถึงยิ้มสดใส ต่างจากคนข้างกายที่ใบหน้าบูดบึ้งราวกับโกรธใครมาร่วมร้อยปี วันนี้เป็นเช้าวันแรกหลังจากพิธีแต่งงานอันแสนเหน็ดเหนื่อยที่เพิ่งผ่านพ้นไป ด้วยเพราะหน้าที่การงานของคนทั้งคู่ ทำให้ในช่วงเตรียมงานแต่งตลอดระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาวุ่นวายจนแทบจะเรียกได้ว่า ‘ยุ่งจนหัวหมุน’ เมื่อรวมกับพิธีการต่างๆ ที่แสนยาวนานตั้งแต่เช้าจรดเย็น พอเข้าห้องหอคนทั้งคู่ก็แทบจะสลบในทันที ซ้ำยังต้องตื่นมาขึ้นเครื่องตั้งแต่เช้ามืดตามตารางที่วางไว้แต่แรก ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมแสดงออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจนเจ้าบ่าวหมาดๆ ยังนึกขอบคุณกิตติภพและดารินทร์ที่รับคำขอร้องในการฝากเลี้ยงเด็กหญิงดาหลาร่วมสองสัปดาห์ของการมาฮันนีมูนครั้งนี้ แต่จริงๆ ต้องบอกว่ากิตติภพยินดีเสียยิ่งกว่ายินดีเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องมากมายจนได้รับรู้ว่าหนูน้อยเป็นบุตรสาวของตนเอง เขาก็แทบจะมาเฝ้าแม่หนูน้อยเช้าเย็นจนกลายเป็นกิจวัตรประจำวันไปแล้ว พอเอ่ยปากฝากหนูน้อยไว้ คนรับฝากก็ยิ้มกว้างราวกับเด็กที่ได้ของขวัญชิ้นใหญ่ที่รอคอยมานานอย่างไรอย่างนั้น “คุณสิงห์ทำไมทำหน้าอ







