LOGIN
ผับแห่งหนึ่งย่านเอกมัย
เสียงดนตรีครึกครื้นดังสนั่นสะเทือนจังหวะหัวใจ แสงไฟหลากสีสลับวูบวาบท่ามกลางฝูงชนที่โยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะของเพลง
คู่รักหลายคู่ยกแก้วขึ้นชนพลางคลอเคลียกอดจูบกันไม่สนสายตาใครในบรรยากาศเย็นมืดสลัว ๆ
ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น
ลิปดา สาวน้อยวัย 22 นักศึกษาจบใหม่ หน้าตาสวยหวาน ดวงตากลมโต ผมยาวสลวย ผิวขาวนวลผ่อง เธอสวมเดรสสีดำสั้นเหนือเข่า คอเต่าแขนสั้นที่ขับผิวให้ดูเด่นยิ่งขึ้น กำลังยกแก้วดื่มพลางโยกย้ายไปมากับเพื่อนสาวอีกสองคน
“นี่ถ้าไม่ใช่ฉลองเรียนจบนี่ ลิปดาไม่มีทางมากับพวกเราแน่ ๆ เลย”
เสียงยี่หวา เพื่อนสนิทตะโกนแซวแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบไปทั่ว
“ก็ที่นี่มืดและเสียงดังมาก ลิปดาไม่ค่อยชอบบรรยากาศแบบนี้เท่าไหร่”
ลิปดาตอบพร้อมกวาดสายตามองรอบ ๆ แสงไฟที่กระทบผนังและมุมมืดทำให้เธอรู้สึกแปลกตา
สายตาเธอเหลือบไปเห็นคู่วัยรุ่นกำลังจูบกันอย่างดูดดื่มตรงมุมด้านข้างห่างออกไปเพียงสามโต๊ะเท่านั้น
“อื้อหือ…เล่นกันโจ่งแจ้งขนาดนี้เลยเหรอ คนเยอะก็ไม่เกรงใจสายตาใครเลยนะ”
เธอบ่นพึมพำเบา ๆ พลางเบือนสายตากลับ
“เป็นปกติของคนเที่ยวกลางคืน มีทั้งเพื่อน คู่รัก มั่วกันไปหมด พวกเรามาเที่ยวปลดปล่อยชิว ๆ ไป อย่าคิดเยอะ?”
แก้มบุ๋ม เพื่อนอีกคนพูดพร้อมยื่นมือมาลูบไหล่เธอเบา ๆ
“เอ้า! ดื่ม ๆ ไม่เมาไม่กลับนะสาว”
ยี่หวายกแก้วขึ้นชนกับเพื่อนสาวทั้งสองอย่างอารมณ์ดี
ลิปดาสบตากับเพื่อนแล้วหัวเราะน้อย ๆ ก่อนยกแก้วขึ้นดื่มอย่างจำยอม
“ลิปดา… แก้มบุ๋มว่าโต๊ะข้างหลังแอบมองมาที่โต๊ะเรานานแล้วนะ เขาต้องสนใจใครสักคนแน่เลย… ถ้าเขาเดินมาโต๊ะเรา แก้มบุ๋มจะเสียสละไปกับเขาเองนะ”
แก้มบุ๋มกระซิบเสียงเบา พลางส่งยิ้มหวานไปทางโต๊ะด้านหลังอย่างจงใจ
ลิปดาหันมามองเพื่อน ยกมือขึ้นตีแขนแก้มบุ๋มเบา ๆ แกมหยอก
“นี่แนะแก้มบุ๋ม! หนุ่มพวกนั้นเขามีแฟนกันทั้งนั้น ออกนอกบ้านทำเจ้าชู้ไปทั่ว น่ากลัวจะตายไป”
“ล้อเล่นหนา ใครจะกล้าไปมีแต่พวกเสือผู้หญิงทั้งนั้น”
ขณะนี้ 23.00 น.
“ยี่หวา แก้มบุ๋ม นี่ก็ห้าทุ่มแล้ว เรากลับกันไหม” ลิปดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ขอเวลาอีก 20 นาทีเดี๋ยวกลับเลย โอเคไหม”
แก้มบุ๋มตอบพร้อมโยกย้ายสายสะโพกตามจังหวะเพลงเบา ๆ
“เดี๋ยวแก้มบุ๋มมานะ ยี่หวากับลิปดารอตรงนี้ ไปเต้นหน้าเวทีก่อน”
แก้มบุ๋มพูดพลางถือแก้วเดินไปเต้นยังหน้าเวที
ทำเอาลิปดาหัวเราะ เสียงหัวเราะใส ๆ หลุดออกมาจากเรียวปากงาม ทำให้ลิปดายิ่งดูสดใสมาก แสงไฟสีอุ่นสะท้อนบนแก้มขาวเนียน เธอยิ่งดูทั้งเปล่งประกายและมีเสน่ห์…จนสายตาหลายคู่ไม่อาจละจากเธอได้”
ขณะที่เสียงหัวเราะของเธอแผ่วเบาลง ลิปดาเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว
บนชั้น VIP ด้านบน ร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนพิงราวกั้น
ดวงตาคมเข้มที่มองลงมาที่เธอ เมื่อเธอสบตากับเขาเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่าง ทำให้หัวใจเธอเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก
ใครกัน…ทำไมต้องมองฉันด้วยสายตาแบบนั้น ลิปดาพึมพำในใจ ความรู้สึกที่ทั้งหวั่นไหวและแปลกประหลาด
เธอรีบหลบสายตา ก้มหน้าซ่อนแก้มที่ร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก แม้เธอจะหลบสายตาจากเขาแต่เธอก็ยังสัมผัสได้ถึงแววตาคมที่จับจ้องมาที่เธอไม่วาง
มาร์ค…มาเฟียหนุ่ม นักธุรกิจหมื่นล้าน ผู้ชายที่ใครเห็นก็ต้องเหลียวหลัง ไม่ใช่แค่เพราะความหล่อเหลาหรือร่างสูงสง่าที่ชวนให้ใจสั่น แต่เพราะรังสีความเย็นชาที่แผ่ออกมา ทำให้ทุกคนต้องหลีกทางโดยอัตโนมัติ
เขาไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงคนไหนก้าวเข้ามาใกล้ตัว เพราะเชื่อเสมอว่าเงินทำให้ผู้หญิงเข้าหาเขาโดยปราศจากความจริงใจ แบบนี้ทำให้เขาไม่ใช่ผู้ชายที่ใครจะเอื้อมถึงได้ง่าย ๆ
เว้นเสียแต่ว่า…เขาจะเป็น คนที่เขาเลือกเอง
และคืนนี้… ผู้หญิงที่ตกอยู่ในสายตาคมกริบของเขา คือ ลิปดา
ผู้หญิงที่ทำให้หัวใจเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ… ทั้ง ๆ ที่เขายังไม่เคยเปิดใจให้ใครมาก่อน
ขาจ้องมองเธอและกลุ่มเพื่อนตั้งแต่ก้าวเข้ามานั่งที่โต๊ะ
ยกแก้วขึ้นดื่มช้า ๆ ทุกจังหวะเต็มไปด้วยความมั่นใจและรอยยิ้มเย็นชา
“มาร์ค มึงมองอะไร อย่าบอกนะว่าสนใจน้องคนนั้น”
กริช เพื่อนสนิทของเขาเอ่ยแซวแล้วมองไปที่สามสาวที่นั่งอยู่ด้านล่าง
“อืม...” เขาตอบสั้น ๆ
“ว่าแต่มึงเล็งคนไหนว่ะ แต่น้องคนที่มีลักยิ้มน่ารักคนนั้นกูจองนะ”
เขารีบพูดก่อนที่มาร์คจะตอบเสียงเย็น
“กูมองอีกคนต่างหาก…สาวตากลมชุดดำเรียบร้อยคนนั้นแหละคือของกู”
“เดี๋ยว ๆ ท่าทางมึงจะเอาจริงนะคนนี้ น้องเขาสวยขนาดนั้นน่ามีแฟนแล้วหรือเปล่า”
มาร์คยกยิ้มเย็นก่อนตอบ
“อะไรคือปัญหา? ...ต่อให้เธอมีแฟนแล้ว ถ้ากูชอบ กูก็ต้องได้ป่าววะ แค่แฟนจะทำให้หายไปจากเธอตลอดไปก็ยังได้...จริงไหม?”
“เออพ่อมาเฟียสายโหด อยากได้อะไรก็ต้องได้นะท่าน..กูละกลัวใจจริง ๆ”
กริชยังคงแซวเพื่อนที่ยังจับจ้องผู้หญิงด้านล่างอย่างไม่ละสายตา แต่ทันทีที่เห็นลิปดาเดินแยกไป มาร์คก็รีบลุกขึ้นยืน
“มึงจะไปไหนอีกวะ” กริชถามขึ้น มองเพื่อนที่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
มาร์คไม่ตอบ…แค่พยักหน้าเบา ๆ ก่อนก้าวตามราวกับนักล่าเจอเหยื่อแล้ว
กริชยกยิ้มมุมปาก พร้อมชี้นิ้วไปทางเพื่อน ราวกับบอกว่า “แกนี่เจ้าเล่ห์ไม่เบาเลยนะ”
ลิปดาเดินไปยังมุมเงียบของผับ ยกโทรศัพท์ขึ้นจะกดหาพี่ชาย แต่ยังไม่ทันได้แตะหน้าจอ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังใกล้เข้ามา หัวใจลิปดาเต้นแรง…บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
เธอหยุดก้าวหมุนตัวกลับ แล้วก็พบว่าเขาอยู่ใกล้เกินไป
จนร่างเธอชนเข้ากับอกกว้างอย่างจังแรงโอบแน่นจากเขาตามมาทันที ทำให้เธอไม่อาจถอยหลังได้อีก
กลิ่นน้ำหอมเข้มข้นผสมกลิ่นบุหรี่บางเบาอบอวลรอบตัว
ยิ่งเร้าให้หัวใจเธอสั่นไหว
“นี่! คุณ…!”
เสียงเธอสั่นพร่า ทั้งตกใจ ทั้งหวั่นไหว
แต่สายตาคมเข้มของเขาที่ก้มมองลงมา กลับทำให้เธอไม่สามารถละสายตาได้เลย และในตอนนี้ ลิปดารู้สึกถึงแรงดึงดูดที่เกินกว่าคำว่าบังเอิญ
งานวิวาห์ลิปดา&มาร์คบ้านพักตากอากาศที่เขาใหญ่ ท่ามกลางสายลมเย็นและหมอกบาง ๆ ที่ค่อย ๆ ลอยละล่องอยู่เหนือยอดไม้ งานแต่งงานของลิปดาและมาร์คถูกจัดขึ้นอย่างงดงามในสวนกุหลาบสีขาวที่กลีบดอกบานสะพรั่งเต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ซึ่งผสมผสานกับบรรยากาศที่เขียวชอุ่ม ทำให้ทุกคนที่เข้ามารู้สึกสงบและอบอุ่นไปพร้อมกันพิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความหมาย คุณปู่ของมาร์คยืนอยู่ด้านหน้า มองหลานชายและหลานสะใภ้ด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม พ่อแม่ของลิปดาก็ยืนอยู่ข้าง ๆ ส่งรอยยิ้มเต็มใบหน้าให้กับทั้งคู่คู่บ่าวสาวสวมชุดที่หรูหราสมกับทายาทธุรกิจหมื่นล้าน มาร์คสวมสูทสีเข้ม ตัดกับผ้าไหมขาวบริสุทธิ์ของลิปดา ทำให้เธอดูสง่างามและงดงามดั่งเจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากเทพนิยายยี่หวาและพอล แก้มบุ๋มและกริช รวมถึงคุณปัญญาเลขา และเพื่อน ๆ แขกผู้มีเกียรติอีกมากมาย ต่างยืนจับมือ ส่งยิ้มอย่างอิ่มเอม พวกเขามองคู่บ่าวสาวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรักและความยินดี“คู่บ่าวสาว สวยหล่อเหมาะสมกันมาก”“เจ้าสาวสวยเหมือนดาราเลย”“เจ้าบ่าวหล่อจนฉันอยากเป็นเจ้าสาวเสียเอง”“วาสนาเจ้าสาวมากได้สามีหล่อ”“อิจฉาเจ้าบ่าวเจ้าสาวสวยยังกะนางฟ้า”"เมื่
ฝนเริ่มตกปรอย ๆ บรรยากาศเงียบสงบ ยี่หวาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ เธอเดินขึ้นเตียงที่พอลนอนรอเธออยู่ด้วยความหวัง“ยี่หวา ที่นี่อากาศดีจังเลย มาให้พี่กอดหน่อยสิครับ”“ให้กอดได้ค่ะ อยากกอดนานขนาดไหนก็ได้หมดเลย”พอลยิ้มแล้วดึงร่างเธอเข้ามาใกล้“แล้วถ้าพี่ขออย่างอื่น จะได้ไหม”ยี่หวายิ้มบางก่อนจะเอ่ย“ก็ต้องบอกมาก่อนว่าจะขออะไร”ยี่หวาพูดพร้อมสบตาเขา เธอพอจะรู้คำตอบ เมื่อเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์“ก็จะขอ...ทำลูกสะหน่อย”เขาพูดพลางขยับอ้อมกอดแน่น“เดี๋ยวก่อนค่ะ...มีอะไรจะบอกค่ะ”พอลเลิกคิ้ว“อะไรครับ... พูดแบบนี้พี่ใจไม่ดีนะ”“รอบเดือนมาเมื่อครู่ค่ะ… เสียใจด้วยนะคะพี่พอล”พอลทำหน้าตกใจเล็กน้อย“โหย… ยี่หวา ทำไม.... ทำไมต้องเป็นพี่ด้วยที่มีแต่อุปสรรค”ยี่หวาพยักหน้าเบา ๆ“ช่วยไม่ได้ค่ะ”พอลยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางกระซิบ“งั้นพี่จะขอฝ่าไฟแดงนะ...ได้ไหม?”ยี่หวาหัวเราะเบา ๆ แต่หัวใจกลับอบอุ่นไปด้วยความใกล้ชิด“ไม่ได้ค่ะ ต้องรอให้หมดรอบเดือนก่อน เพราะมันไม่สะอาดนะคะ”“รออีกกี่วันอ่า… พี่จะอดใจไม่ไหวแล้วเนี่ย”“มาค่ะ มานอนกอดกันให้อุ่นดีกว่า เรารักกันแบบมองข้ามเรื่องเซ็กส์ไปก่อนเนอะ”“ใครจะมองข้ามก็มองไป ส่วนพี่
แสงอาทิตย์ยามเย็นค่อย ๆ ลับขอบเขา อุณหภูมิลดลงจนไอหนาวเริ่มล้อมรอบบ้านพักตากอากาศเสียงจิ้งหรีดแผ่วเบาปะปนกับเสียงหัวเราะของกลุ่มเพื่อนที่กำลังช่วยกันจัดโต๊ะอาหารตรงลานหน้าบ้านหลอดไฟเล็ก ๆ ถูกแขวนเรียงเป็นสายเหนือศีรษะ แสงไฟสีส้มอ่อนส่องกระทบไอหมอกบาง ๆ ที่ลอยคลอเคลียอยู่รอบตัว ราวกับเพิ่มประกายให้ค่ำคืนนี้มีมนตร์เสน่ห์ยิ่งขึ้น“แก้วนี้เพื่อมิตรภาพของพวกเรา!”กริชพูดพลางยกแก้วขึ้น เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมเสียงแก้วกระทบกันเบา ๆกลิ่นอาหารปิ้งย่างลอยแตะจมูก ลิปดานั่งย่างเห็ดร้อน ๆ ให้ทุกคน ส่วนมาร์คนั่งอยู่ข้าง ๆ เธอ คอยยื่นผ้าคลุมไหล่ให้เมื่อเห็นว่าเธอสั่นหนาวเล็กน้อย“อากาศเย็นแบบนี้ ต้องอยู่ใกล้เตาไฟหน่อยครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย”เสียงของมาร์คอ่อนโยนจนลิปดาเผลอยิ้ม เธอพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวพิงไหล่เขาอย่างอาย ๆรอบตัวเต็มไปด้วยเสียงเพลงเบา ๆ จากลำโพง เสียงพูดคุยหยอกล้อของเพื่อน และกลิ่นหอมของอาหารที่อบอวลอยู่ในอากาศทั้งหมดนั้นผสมกันเป็นภาพของ “ความสุขเรียบง่าย”แก้มบุ๋มหันไปยิ้มให้กริช“หนาวจังเลย แต่ไฟตรงนี้อบอุ่นมาก”“อุ่นเพราะนั่งใกล้ผมหรือเปล่าครับ”กริชหัวเราะ พลางเอื้อมมือไป
สายหมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดไม้ กลิ่นดินชื้นหลังฝนตกเมื่อคืนแตะจมูกเบา ๆ บ้านพักตากอากาศตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีของเขาใหญ่ปลายฝนต้นหนาว...อากาศเย็นพอดี แสงแดดยามเช้าทาบลงบนพื้นหญ้าเป็นประกาย เหล่าเพื่อนสนิทยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ พลางมองทิวเขาไกล ๆ ด้วยรอยยิ้ม“บรรยากาศยามเช้าดีมากเลยนะ ไอ้มาร์ค”กริชพูดพลางวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้“ยิ่งตอนเย็น ตอนพระอาทิตย์ตกท่ามกลางไอหมอก บอกเลย...ฟินสุด ๆ เมื่อคืนพวกเรามาถึงดึกไปหน่อยเลยพลาดวิวไป”มาร์คเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ“พี่พอลหลับสบายไหมครับเมื่อคืน?”มาร์คถามขึ้นในฐานะเจ้าบ้าน“หลับเป็นตายเลย พี่ง่วงมาก”พอลตอบพร้อมรอยยิ้มกว้าง“แสดงว่าเมื่อคืนไม่มีใครได้ทำกิจกรรมเลยสิ มัวแต่หลับกันหมด ฮ่า ๆ”กริชแซวเสียงดัง จนทุกคนหัวเราะตาม“คืนนี้คงต้องจัดให้สมกับบรรยากาศเป็นใจ ว่าแต่...ฝนจะตกไหมมาร์ค?”“ตกครับ บรรยากาศดี เป็นใจกับทุกคนเลย...ยกเว้นผม หมอห้าม”มาร์คพูดติดตลก“เอ็นดูมึงจริง ๆ ว่ะ มาร์ค ฮ่า ๆ ๆ”กริชหัวเราะลั่น“แต่กูมีความสุขมากนะเว้ย...กูมีลูกน้อย รอวันที่เขาจะออกมาลืมตาดูโลก”“พี่ยินดีด้วยจริง ๆ พี่ก็จะได้มีหลานกับเขาแล้ว”พอลพูดพลางตบบ่
มาร์คขับรถพุ่งไปตามถนนลูกรังที่เต็มไปด้วยฝุ่นและโคลนจากฝนที่ตกพรำ เขาไม่มองสิ่งรอบข้าง มีเพียงภาพโครงการบ้านริมน้ำที่ไฟลุกโชนอยู่ในสมองเมื่อมาถึง หน้างานเต็มไปด้วยกลุ่มคนงานที่วิ่งวุ่น แสงไฟสีส้มแดงกะพริบสะท้อนควันหนาทึบ มาร์คกระโดดลงจากรถทันที ร่างสูงเหยียบพื้นดินอย่างมั่นคง แม้ควันจะร้อนจนแทบหายใจไม่ออกมาร์คมองเข้าไปในอาคารที่ไฟกำลังลุกโชน เปลวไฟสีส้มแดงสะท้อนบนตัวบ้าน“คุณปัญญา คนงานติดอยู่กี่คน?”“เจ็ดคนครับคุณมาร์ค ตอนนี้นักดับเพลิงกำลังเร่งช่วยเหลืออยู่”เสียงนายปัญญาเลขาตอบอย่างร้อนรนสายตาของมาร์คจับจ้องไปที่เงาของคนงานบางส่วนที่ติดอยู่ในอาคารหัวใจเขาเต้นแรง แต่สายตาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว“ผมจะเข้าไปใกล้ ๆ เผื่อมีใครออกมา จะได้ช่วยส่งต่อให้กับหน่วยกู้ภัย”"ไปพวกเราไปช่วยคุณมาร์ค"นายปัญญาสั่งเหล่าลูกน้องและบอดี้การ์ดมาร์คก้าวเท้าเข้าไปท่ามกลางควันหนาและเปลวไฟ เสียงกรีดร้องเบา ๆ ของคนงานดังแทรกอยู่ในความมืดมือของมาร์คมั่นคงและรวดเร็ว เขาช่วยดึงคนงานออกมาทีละคนจากนักดับเพลิง แล้วส่งต่อให้ทีมกู้ภัยจนแน่ใจว่าทุกคนออกมาอย่างปลอดภัย“ทั้งเจ็ดคนปลอดภัยทุกคนใช่ไหมครับ?” เข
คฤหาสน์ตระกูล วิวัฒน์วงศ์พานิชเสียงเครื่องยนต์ของรถหรูเงียบลงเมื่อรถจอดเทียบหน้าคฤหาสน์ใหญ่โอ่อ่า ประตูไม้แกะสลักหรูหราถูกเปิดออกท่ามกลางสวนสวยที่จัดไว้อย่างประณีตมาร์ครีบอ้อมมาเปิดประตูรถให้หญิงสาวที่นั่งข้าง ๆ ด้วยท่าทีสุภาพ“เชิญครับ คุณผู้หญิง”เขาว่าพลางแกล้งยิ้มแซวเบา ๆลิปดาเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะก้าวลงจากรถอย่างสง่างามโดยไม่พูดอะไร รอยยิ้มยังไม่ปรากฏบนใบหน้าเพราะเธอยังโกรธเขาอยู่“คุณลิปดามาแล้วค่ะคุณท่าน”เสียงแม่บ้านเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อมไม่นาน ชายชราในชุดผ้าแพรสีอ่อนก็ปรากฏขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น“อ้าว... ลิปดามาหาปู่แล้วเหรอ ดีใจจังเลยหลานสะใภ้ปู่”“สวัสดีค่ะคุณปู่”เธอกล่าวเสียงสุภาพพร้อมยกมือไหว้“เอ้อ ๆ มานั่งก่อนลูก มานั่งก่อน”น้ำเสียงของคุณปู่เต็มไปด้วยความเอ็นดู“ปู่ขอบใจหนูมากนะที่ยังนึกถึงคนแก่ อุตส่าห์มาหาปู่วันนี้”ลิปดายิ้มบาง ๆ“ต้องมาสิคะ ลิปดาต้องมาเยี่ยมคุณปู่อยู่แล้ว”คุณปู่หัวเราะเสียงดังอย่างพอใจ“ปู่อยู่คนเดียวก็เหงา มีหลาน ๆ มาเยี่ยมปู่ดีใจมาก ๆ”“ลิปดาไม่ปล่อยให้คุณปู่เหงาหรอกค่ะ”“หลานสะใภ้ปู่ช่างน่ารักเสมอ อ่อเห็นเจ้ามาร์คบอกว่าหนูตั้งครร