Mag-log inรถญี่ปุ่นคันเล็กน่ารักขับมาเรื่อยๆ นาฬิกาบอกเวลาเลยเที่ยงคืนแล้วถนนที่เคยหนาแน่นด้วยรถราในตอนกลางวันแต่บัดนี้โล่งผิดไปถนัดตา นัทธีลอบยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของหญิงสาวที่นั่งอยู่เบาะข้างมีอาการผ่อนคลายมากขึ้นกว่าตอนที่พามาจากร้านอาหาร ชายหนุ่มยอมรับว่าเขารักกีณรินมาตั้งแต่เรียนปีหนึ่ง
กีณรินไม่เหมือนกับหญิงสาวคนอื่นๆ ที่เขาเคยเจอ เธอทั้งหวงเนื้อหวงตัวและรักศักดิ์ศรีเป็นที่สุด แม้จะมีฐานะการเงินค่อนข้างลำบากแต่ก็ไม่เคยรับของใครฟรีๆ เขาเองก็เคยคิดว่ากีณรินจะเป้นผู้หญิงง่ายๆ ที่จะเล่นสนุกเพียงข้ามคืนแลกกับเงินไม่กี่บาท แต่กีณรินยอมเหนื่อยทำงานพิเศษสารพัดจนบังเอิญว่ากีณรินมาเป็นนางรำที่ร้านอาหารของครอบครัวเขาทำให้เขามีโอกาสใกล้ชิดเธอมากขึ้น กีณรินมีผู้ชายมาจีบหลายคนแต่ก็ต้องล่าถอยเมื่อเธอไม่ยอมเล่นด้วย และคงเพราะเหตุนี้เองที่ทำให้เขาไม่อาจละสายตาจากกีณรินได้เลย แม้ว่าเขาจะไม่เคยขาดแคลนผู้หญิงเลยก็ตามแต่คนที่อยู่กลางดวงใจเขามีแต่เธอเท่านั้น
“หาอะไรกินก่อนเข้าบ้านไหมริน เมื่อกี้ก็ยังไม่ได้กินอะไรเลยไม่ใช่เหรอ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวรินไปต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่บ้านก็ได้”
“ของแบบนั้นจะมีประโยชน์อะไร นัทว่าเราหาอะไรกินก่อนดีกว่านะ” นัทธีทำท่าจะเลี้ยวรถเข้าไปร้านอาหารกึ่งผับแห่งหนึ่งแต่กีณรินห้ามไว้ก่อน
“ถ้าจะเข้าร้านแบบนั้นรินไม่ไปนะ ให้รินลงตรงนี้ก็ได้”
“ริน” นัทธีถอนหายใจหนักๆ ก่อนยิ้มออกมา “ผมแค่จะพารินไปทานข้าวไม่ได้ไปทำเรื่องไม่ดีเสียหน่อย”
“ก็นั้นแหละ” กีณรินส่ายหน้าไปมา “ถ้านัทอยากพารินไปกินข้าวจริงๆ ก็เป็นร้านข้าวต้มข้างถนนหรือบะหมี่ร้อนๆ จะดีกว่า”
“เอางั้นเหรอ” เขาทำตาโตแต่เมื่อกีณรินยืนยันเขาก็ยอมขับรถเลื่อนออกมาไม่ไกลนักก็เจอร้านบะหมี่ข้างถนน เขาจอดรถเรียบร้อยแล้วก็รีบวิ่งไปเปิดประตูให้กีณรินก้าวลงมาทันที
“รินบอกแล้วว่าไม่ต้องทำให้รินขนาดนี้ก็ได้” เธอบ่นแต่ก็ยิ้มน้อยๆ ออกมาก่อนจะเดินไปที่โต๊ะว่างหน้าร้านบะหมี่
“ก็รินเป็นคนพิเศษของนัท...นัทก็ต้องดูแลมากหน่อยซิ” เขาพูดพลางยิ้มทะเล้น “บะหมี่ต้มยำสองชามฮะ”
“รู้ได้ไงว่ารินจะกินบะหมี่ต้มยำ”
“รู้ซิก็เป็นของโปรดรินนี่ฮะ” เขายิ้ม “เมื่อไหร่รินจะใจอ่อนกับนัทซะทีละฮะ”
“นัทก็รู้อยู่แล้วว่ารินคิดยังไงกับนัทนี่ค่ะ”
“แต่นี่ก็สี่ปีแล้วนะฮะ รินยังไม่เห็นความจริงใจของนัทอีกเหรอ”
“เท่าที่รินเห็นมาตลอดสี่ปีคือความเป็นเพื่อนที่ดีค่ะ แล้วก็เห็นนัทมีผู้หญิงเยอะแยะแทบไม่ซ้ำหน้ากันเลยด้วย”
“ก็ถ้าเมี่อไหร่ที่รินยอมเป็นแฟนนัทน่ะ นัทก็จะไม่มีใครมีแต่รินคนเดียวเท่านั้น”
กีณรินหัวเราะเสียงใสแล้วส่ายหน้าไปมาเป็นจังหวะเดียวกับที่แม่ค้ายกบะหมี่มาเสิร์ฟ นัทธีเลื่อนถาดเครื่องปรุงให้กีณรินแล้วใช้ตะเกียบคีบหมูแดงในชามของตนเองใส่ชามของหญิงสาว
“กินเยอะๆ รินผอมไปน่ะ”
“รินอ้วนได้แค่นี้แหละ”
เธอจัดการบะหมี่ตรงหน้าโดยไม่ห่วงว่าต้องแสร้งทำสวยตลอดเวลา กีณรินยอมรับว่านัทธีดูแลเธอดีมาตลอดสี่ปีที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เดียวกันแต่เธอก็ไม่เคยคิดกับเขาเป็นอื่นนอกจากเพื่อนชายคนหนึ่งเท่านั้น มีบางครั้งที่เธอรู้สึกว่าเขาพร้อมจะฉวยโอกาสกับเธอทุกเวลาทำให้เธอยังคงระแวงเขาอยู่
“รินสมัครงานที่ไหนไว้บ้างแล้วฮะ ถ้าไงมีอะไรให้นัทช่วยบอกได้เลยนะ นัทรู้จักคนเยอะเผื่อบางทีจะช่วยฝากงานให้”
“ขอให้รินลองหางานเองก่อนดีกว่า ถ้าไม่ได้ยังไงจะรบกวนนัทเองแหละจ๊ะ”
“รบกวนที่ไหน นัทอยากช่วยรินจริงๆ” นัทธีแตะหลังมือของกีณริน แต่เธอชักมือกลับทันทีจนเขาต้องแก้เก้อด้วยการเกาศีรษะตัวเอง ทั้งสองจัดการบะหมี่ของตัวเองไปเงียบๆ ไม่นานก็เกลี้ยงชาม
“รินอิ่มแล้ว เรากันกลับเถอะ”
“ได้ซิ รินจะได้กลับไปพักผ่อนด้วย” นัทธีรีบชิงจ่ายเงินให้ก่อนที่กีณรินจะเปิดกระเป๋าสตางค์เสียอีก กีณรินเดินกลับไปขึ้นรถอีกครั้งโดยมีนัทธีรีบวิ่งมาเปิดประตูรถให้ก่อนอีกเช่นเคย
รถเก๋งญี่ปุ่นแล่นไปอีกราวๆ สิบห้านาทีก็ถึงอพาทเม้นท์แห่งหนึ่ง นัทธีทำท่าจะหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าของกีณรินไปส่งถึงหน้าห้องแต่เธอห้ามไว้ก่อน
“ไม่เหมาะคะนัท” เธอให้เหตุผล “แค่นี้รินก็ต้องขอบคุณนัทมากแล้ว”
ยังไม่ทันที่นัทธีจะเอ่ยร่ำลากีณรินก็ฉวยกระเป๋าในมือเขาแล้วเดินขึ้นมาที่ห้องพักของตัวเองทันทีโดยไม่หันไปมองเขาอีก ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจแล้วกลับขึ้นรถเก๋งของตัวเอง ภาพหญิงสาวในชุดนางรำยังคงเย้ายวนเขาอยู่ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่ปิดเสียงไว้มาเปิดดู สายตาเขาเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นเบอร์เรียกเข้าจากเด็กสาวรุ่นน้องที่ชอบส่งสายตาหวานฉ่ำให้เขาบ่อยๆ เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะกดโทรศัพท์โทรกลับ
“พี่นัทอยู่ไหนคะ ดาวโทรหาตั้งหลายครั้ง”
“พี่ติดงานที่บ้านอยู่ฮะ ดาวโทรหาพี่มีอะไรหรือเปล่าเอ่ย”
“ก็ ดาวอยู่บ้านคนเดียวค่ะ พ่อกับแม่ไปงานศพคุณย่าทวด ดาวกลัว พี่นัทมาอยู่เป็นเพื่อนดาวได้ไหมคะ”
“โอ๋เด็กน้อย ไม่ต้องกลัวนะฮะ พี่จะรีบไปหาเดี๋ยวนี้แหละ”
นัทธีกดวางสายโทรศัพท์แล้วกระตุกยิ้มที่มุมปาก เขาเหลือบมองทิศทางที่กีณรินเดินจากไปแล้วก็ได้ยักไหล่ก่อนจะพารถเก๋งของตัวเองไปหาเจ้าของเสียงหวานเมื่อครู่
“ช่วยไม่ได้นะริน ผมก็ผู้ชายที่มีเลือดมีเนื้อมีอารมณ์อยู่นะ”
“หึง” กีณรินทวนคำแล้วหัวเราะคิกคัก “คุณมาหึงฉันเรื่องอะไรคะ”“ก็เธอกับผู้ชายที่ชื่อนัทธี” เขาโคลงศีรษะไปมา “คาร่าเอาคลิปมือถือให้ผมดู เป็นคุณกับผู้ชายกำลังจูบกัน ผมโมโหแทบบ้า ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อน”“แต่ฉันกับนัทไม่มีอะไรกันนะคะ” เธอรีบปฏิเสธ“เรื่องนั้นผมรู้แล้ว ระหว่างที่คุณหมดสติ อรพิมสารภาพว่ากับผมหมดแล้ว”“ถึงอรจะดูร้ายไปบ้างแต่อรก็เป็นคนดีค่ะ” กีณรินเอ่ยเบาๆ“โครงการที่เกาะได้รับการอนุมัติเรียบร้อย มันจะเป็นไปในรูปแบบที่เราเคยคุยกันไว้ ชาวบ้านจะได้เงินเพิ่มขึ้นตามความเหมาะสมและไม่จำเป็นต้องย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตตามเดิม”“งานเสร็จแล้ว” กีณรินรู้สึกใจหาย “คุณจะกลับอิตาลี่ใช่ไหมคะ”ราฟาเอลพยักหน้าแทนคำตอบ “กีณรินฉันอยากดูแลเธอ แต่ชีวิตของฉัน มันอาจจะมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีก เธออาจจะต้องบาดเจ็บเพราะฉันอีก แต่ตอนที่เธอยังไม่ได้สติฉันพยายามคิดว่าจะมีชีวิตยังไงถ้าไม่มีเธอ”น้ำใสๆ ไหลจากดวงตาคู่สวยของกีณริน หญิงสาวแสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน “คุณพูดเหมือนจะขอฉันแต่งงาน”“ถ้าฉันพูดแบบนั้น...เธอจะตกลงไหม”“อะไรนะคะ” เธอส่ายหน้าไปมาทำหน้าไม่เชื่อ “อย่ามาล้อเล่นแบ
แต่สุรัตเชื่อว่าความโยนนั้นไม่ใช่เพราะแค่ได้รับมาจากแม่ แต่เพราะแพทย์เจ้าของไข้ของกีณรินรายงานว่าเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ“ผมจะโทรญาติๆ ของคุณกีณรินว่าเธอปลอดภัยแล้ว”ราฟาเอลพยักหน้ารับ ครู่ต่อมาแพทย์และพยาบาลก็ให้เขาเข้าเยี่ยมกีณรินได้ ราฟาเอลเดินกลับเข้ามาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย กีณรินกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ยนเตียงสีขาว เธอดูซีดเซียวแต่รอยยิ้มนั้นก็ทำให้ห้องสว่างไสวกว่าที่เคยเป็น สำหรับเขาแล้ว เธอเหมือนแสงสว่างเดียวที่ลอดผ่านเข้ามาในชีวิตที่ดำมืดและเยียบเย็น ในขณะที่กีณรินหมดสตินั้นเขาได้ทบทวนความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อหญิงสาวคนนี้ มันแตกต่างจากคนอื่นและเธอก็พิเศษกว่าคนอื่น เธอไร้จริตมารยาและใสซื่อมีแต่เขาทีเห็นแก่ตัวตักตวงสิ่งนั้นจากเธอทั้งที่รู้ว่าเธอจริงใจกับเขาเพียงใด“ทั้งแม่และเด็กปลอดภัยครับ แต่ก็ต้องอยู่ในความดูแลของหมออีกสักระยะ” แพทย์รายงานคราวๆ“เด็ก” กีณรินทวนสิ่งที่ได้ยินอย่างงุนงง“คุณกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ ผมแนะนำให้ฝากครรภ์ในอายุครรภ์ยี่สิบแปดสัปดาห์แรก แพทย์จะนัดตรวจทุกสี่สัปดาห์ อายุครรภ์ยี่สิบแปดถึงสามสิบหกสัปดาห์จะนัดตรวจทุกสองสัปดาห์ อายุครรภ์สามสิบหกสัปดาห์ขึ้นไป จนถึ
“ขาดความสุขุมเยือกเย็นไม่สมกับเป็นคนในตระกูลซิวีลิอาโน่เลยนะราฟาเอล”น้ำเสียงที่เอ่ยตอบปนหัวเราะทำให้ราฟาเอลชะงัก เขาคุ้นกับน้ำเสียงนี้แต่ก็ยังยกปืนเล็งไปยังต้นเสียงที่ดังมาจากด้านหนึ่งและในนาทีต่อมาชายคนหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ที่ยืนหลบอยู่พร้อมกับยกปืนชูขึ้นเหมือนจะยอมแพ้“ฟรานเชสโก้” ราฟาเอลลดปืนที่เล็งอยู่ลง “ทำไมนายมาอยู่ที่นี”“ก็มาตรวจสอบพฤติกรรมของนายไง” ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอแล้วเดินเอื่อยๆ เหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไร“ตรวจสอบ พ่อให้ฉันดูแลโครงการนี้แล้วทำไมนายต้องยื่นมือมายุ่งด้วย” “มันเป็นธรรมเนียมของตระกูลเราอยู่แล้วนี่ แค่นี้นายทำเป็นลืมได้ไงไอ้น้องชาย” ฟรานเชสโก้แตะไหล่ราฟาเอลที่สั่นเทิ้มด้วยความโกรธ “แล้วทำไมต้องทำร้ายผู้หญิง”“ก็จะได้ดูปฏิกิริยาความอ่อนไหวของนายไง” เขามองน้องชายต่างมารดาแล้วหัวเราะร่วน “อย่าให้ผู้หญิงคนเดียวมาปั่นหัวนายได้ซิ”“กีณรินไม่ใช่ผู้หญิงแบบนั้น” ราฟาเอลตะคอกอย่างลืมตัวแล้วหมุนตัวจะกลับไปดูกีณริน คนยิงปืนแม่นอย่างฟรานเชสโก้ไม่มีทางยิงพลาดในระยะแค่นี้ นอกเสียงจากจะจงใจ แต่ฟรานเชสโก้บีบไหล่ราฟาเอลไว้แน่นทำให้เขาต้องหยุดหันไปสบต
“ขอโทษครับ” ชายหนุ่มเอ่ยตอบหยิบข้าวกล่องออกมา“เอามาเร็วๆ หิว” เสี่ยสมเกียรติสั่งเพราะความโมโหหิวแต่แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้างเมื่อชายหนุ่มที่เขาคิดว่าเป็นลูกน้องเปิดกล่องอาหารที่ไม่มีอาหารแต่มีปืนอยู่ข้างใน“เฮ้ย”“หิวไม่ใช่เหรอ...จะป้อนด้วยลูกปืนนี่ไง” ราฟาเอลใช้ปืนจ่อขมับเสี่ยสมเกียรติ ปรายตาเขารู้สึกว่ามีคนเล็งปืนมาทางเขา แต่ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำเขาตวัดปืนยิงใส่ไปก่อนที่อีกฝ่ายจะได้ทำร้ายเขา“จะเอาอะไรเอาไปเลยแต่ปล่อยฉันไปเถอะ”เสี่ยสมเกียรติละล่ำละลักเข่าอ่อนหมดแรงลงไปทรุดกับพื้น“กีณรินอยู่ไหน”“อยู่ข้างในนั้น” เสี่ยสมเกียรติพยักเพยิดไปทางห้องด้านหลังที่เขายืนอยู่ “สุรัตจัดการทางนี้หน่อย”“ครับบอส”ราฟาเอลเดินเร็วๆ ไปผลักประตูแต่เข้าไม่ได้ต้องใช้ไหล่กระแทกเข้าไป แต่เมื่อเปิดประตูได้กลับไร้ร่างของกีณริน “เล่นตลกอะไรวะ ผู้หญิงอยู่ไหน” ราฟาเอลโมโหเดือดพล่านยิงปืนใส่เสี่ยสมเกียรติเฉียดใบหูไปนิดเดียวแต่กระนั้นเลือดสีเข้มก็ไหลออกมาทำให้เสี่ยสมเกียรติกลัวลนลาน“มันอยู่ในนั้น” เสี่ยสมเกียรติวาดลั่นทั้งโมโหและหวาดกลัว เขาเคยแต่ถือปืนจ่อคนอื่นไม่เคยถูกใครเอาป
อรพิมสูดลมหายใจลึกก่อนจะถอดเสื้อยืดที่ตัวเองสวมอยู่ออกเหลือเพียงชั้นในลูกไม้สีดำ รอยช้ำบนร่างกายทำให้ผู้เป็นพ่อถึงกับตกตะลึง นัทธีรีบถอดเสื้อเชิ้ตตัวนอกของตัวเองสวมให้อรพิมทันทีแต่หญิงสาวปัดออกอย่างไม่ไยดี“แผลพวกนี้คือสิ่งที่ไอ้เสี่ยโรคจิตมันทำทิ้งไว้บนตัวฉัน” อรพิมกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ “ตอนที่ถูกมันจับขึ้นพืดฉันได้ยินมันคุยโทรศัพท์สั่งลูกน้องให้ปลุกปั่นไม่ยอมทำตามข้อเสนอของคุณ เพราะมันวางแผนให้ชาวบ้านเกลียดคุณ ถ้ามีบ่อนการพนันก็จะมียาเสพติด มีโสเภณี ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเกาะนี้ก็ไม่เหลือความสวยงามอะไรอีกแล้ว”“แล้วทำไมพวกมันถึงจับตัวกีณริน” สุรัตเอ่ยถาม “เพื่อต่อรองกับคุณราฟาเอลรึ”อรพิมไม่ตอบแต่พยักหน้ารับ ราฟาเอลหัวเราะในลำคอทำเอาทุกคนมองกันอย่างงุนงง“ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้สำคัญกับผมมากมายอะไรนัก” เขาโคลงศีรษะไปมา “แต่เอาเถอะ ถ้าพวกมันอยากเล่นเกมผมก็จะเล่นด้วย”“ทำไมคุณพูดจาแบบนี้” นัทธีอดโมโหไม่ได้ “รินไม่ใช่ผู้หญิงแบบที่คุณจะมาพูดจาดูถุกดูแคลนแบบนี้”“เอาละๆ เรื่องนี้ผมจะจัดการเอง” ราฟาเอลยกมือขึ้นตบไหล่นัทธีสองสามครั้ง “คุณไม่ต้องห่วงว่าคนรักจะบุบสลายหรอก ผมจะพากลับมาให้ครบทุกชิ้นส
นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ปั่นจักรยานรับลมทะเลแบบนี้ กีณรินยิ้มบางๆ อย่างไม่รู้ตัว เธอพยายามนึกและนับดูว่าช่วงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงมันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เขาจะรู้ไหมนะว่าดวงตาสีฟ้าเข้มที่จ้องมองเธอในร้านอาหารวันนั้นติดตรึงในความทรงจำที่อ่อนหวาน จนเมื่อเธอได้มาพบตัวตนที่แท้จริงที่เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอให้พลิกจากหน้าเป็นหลังมือแค่เดือนเศษๆ เท่านั้นเองใช่ไหม มันเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้นแต่ยาวนานในความรู้สึก เธอรู้จักเขา สัมผัสเขาในรูปแบบอารมณ์ที่แตกต่าง เขาดูเป็นคนโมโหร้ายแต่ก็อ่อนหวานกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เสมอ ถ้าเราได้เจอกันในสถานการณ์ที่ปกติและธรรมดากว่านี้ เขาจะมองเธอหรือเปล่านะ ผู้หญิงที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย แต่ฐานะที่แตกต่างกันคงไม่มีวันที่เส้นขนานอย่างเธอกับเขาจะมาบรรจบพบกันได้ ใบหน้าหวานเศร้าลงในทันที ระหว่างเขากับเธอถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องเข้าใจผิดกันในครั้งนั้นคงไม่ทำให้ได้รู้จักกันในวันนี้ แม้เขาจะร้ายกาจกับเธอแต่เขาก็อ่อนโยนในนาทีต่อมา แม้ใบหน้าของเขาแทบจะไม่เห็นรอยยิ้มนักแต่เธอก็รู้ด้วยหัวใจว่าเขายิ้มให้เธอเสมอทุกครั้งที่เธอหันไปสบตาหญิงสาวนึกถึงสิ่งที่ราฟาเอลอธ
นาฬิกาในร้าน ‘บีทผับ’ บอกเวลาสองทุ่ม แต่พนักงานส่วนใหญ่ก็ประจำหน้าที่ของตัวเองแล้วเว้นแต่หญิงสาวในชุดเสื้อสายเดี่ยวสีขาวเข้ากับกระโปรงสั้นพลิ้วสีดำลายตารางหมากรุก ใบหน้าคมแต่งหน้าจัดจ้านผมก็เซ็ทเป็นทรงทันสมัยแทบดูไม่ออกเลยว่ายังเป็นนักศึกษาอยู่ อรพิมดูจะไม่สนใจคำนินทาของบรรดาสาวเสิร์ฟที่จ้องมอง
“ได้ซิ ที่นี่ก็เหมือนบ้านของหลานด้วยเหมือนกัน”ราฟาเอลเอ่ยลาหญิงชราแล้วหมุนตัวเดินกลับมาที่รถ เขาไม่อาจอยู่สถานที่นี่ได้นานเพราะความไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้ สุรัตเองก็ดูไม่แปลกใจที่เขาเดินกลับมาเร็วนัก เขาเปิดประตูให้เจ้านายเข้าไปนั่งแล้วจึงขึ้นไปประจำที่ฝั่งคนขับ“กลับเลยนะครับ”ราฟาเอลพยักหน้า
ราฟาเอลพยักหน้ารับเนื่องๆ เขาผลุบหายเข้าไปจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เป็นแบบสบายๆ ง่ายๆ แต่ยังคงโทนสีเข้มขรึมอย่างที่สวมอยู่เป็นประจำราวกับชีวิตของเขาไว้ทุกข์ตลอดเวลา เขาเดินไปหยิบโกศเก็บอัฐิของมารดา ความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายไหลเวียนอยู่ภายใน เขาไม่ได้ร้องไห้ในวันที่แม่เสียราวกับรับรู้มาตลอ
บัญญัติ 10 ประการของมาเฟีย ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2007 ชาวซิซิเลียนได้ออกมาแฉบัญญัติ 10 ประการของมาเฟียโดยบอสมาเฟียนามว่า Salvatore Lo Piccolo ให้สาธารณชนได้รับทราบ ด้วยเกียรติของมาเฟีย ซึ่งมีหัวข้อดังต่อไปนี้ 1.ห้ามเปิดเผยตัวตนกับศัตรู มันเป็นกิจที่บุคคลที่สามพึงกระทำ2.อย่าสนใจภรรยาของเพื่อน3
![นรสิงห์ [มาเฟียร้ายรัก]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






