Masukทิศเหนือเห็นแววตาของหนูนาเศร้าลง จึงเอ่ยตอบ
“เปล่า พี่จะรำคาญน้องสาวของพี่ได้ยังไง พี่ก็แค่พูดไปอย่างนั้น อย่าบอกนะว่าโกรธ”
“เปล่าค่ะ”
เธอไม่ได้โกรธ แต่แค่ผิดหวังที่ผู้หญิงในอุดมคติของเขาไม่มีวี่แววว่าจะเป็นคนที่นิสัยใจคอแบบเธอ ก่อนจะเอ่ยถาม
“แล้วถ้าพี่จะมีแฟน สเปกพี่เป็นยังไงเหรอคะ”
“ไม่รู้สิ ตอนนี้ยังไม่อยากมีใคร”
“ยังไม่อยากมีก็ดีค่ะ งั้นอยู่เป็นโสดเป็นเพื่อนหนูนาก่อนนะคะ”
เขายังจำคืนที่เธอเมาแล้วเผลอเรียกไอ้คนที่ชื่อเฟิร์สได้ จึงเอ่ยเตือนสติน้องสาว
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่ล่ะ พี่โตแล้ว ส่วนเธอก็เลิกคิดฟุ้งซ่านเรื่องมีแฟน แล้วไปตั้งใจเรียนให้จบก่อนเถอะ”
“ไม่รู้ล่ะ ถ้าพี่มีแฟน หนูนาก็จะหาแฟนเหมือนกัน แต่ถ้าพี่ไม่มี หนูนาก็จะไม่คบใคร”
“เอาเธอว่าละกัน”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้หนูนาคลี่ยิ้มตาหยี ก่อนจะกอดแขนอีกฝ่ายแล้วพากันเดินต่อ จนกระทั่งเห็นเพื่อนทั้งสองคนนั่งที่ม้าหินอ่อนใต้ตึกคณะ หนูนาก็รั้งแขนของพี่ชายให้เดินเร็วขึ้น
“สวัสดีค่ะพี่ทิศเหนือ”
“สวัสดีค่ะพี่ทิศเหนือ”
เสียงของมาเบลและครีมเอ่ยทักทายพี่ชายของเพื่อนอย่างพร้อมเพียง ทิศเหนือพยักหน้าลงครั้งหนึ่งเป็นการทักทายกลับตามประสาผู้ชายหน้านิ่ง แต่กลับผ่อนคลายและเป็นตัวของตัวเองเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนสนิทของเขาเท่านั้น
“กลัวยัยนาหายเหรอคะ วันนี้ถึงได้ตามมาส่งถึงใต้ตึกคณะเลย” ครีมเอ่ยแซวพี่ชายจอมหวงน้องสาว
“คิกคิก” หนูนาส่งเสียงหัวเราะแผ่วเบาอย่างชอบใจ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับทิศเหนือ
“มาส่งเสร็จแล้ว พี่ไปทำงานเถอะค่ะ”
“หมดประโยชน์แล้วก็ไล่เลยนะ”
“หรือว่าจะนั่งเฝ้าหนูนาเรียนทั้งวัน”
“ไม่ล่ะ น่าเบื่อ พี่ไปทำงานดีกว่า”
“บ้ายบายค่ะ เจอกันตอนเย็นนะคะ”
หญิงสาวโบกมือล่ำลาพี่ชายด้วยรอยยิ้มหวาน ดวงตากลมโตมองตามแผ่นหลังเขาเดินออกไปครู่หนึ่ง ก็หย่อนก้นลงนั่งม้านั่งตัวที่ยังว่าง
“ถ้าฉันมีพี่ชายแล้วตามแจขนาดนี้ มีหวังคงได้ตีกันตาย”
มาเบลเอ่ยขึ้น เพราะเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของบ้าน ถูกเลี้ยงดูและคอยเอาอกเอกใจราวกับเจ้าหญิง พอเห็นพี่ชายของเพื่อนคอยเทียวรับเทียวส่งที่มหาวิทยาลัย แรก ๆ ก็มีบ้างที่รู้สึกว่าอยากมีพี่ชายสักคน แต่พอเห็นว่าทิศเหนือคอยมาตามตัวหนูนากลับทุกครั้งที่เข้าบ้านผิดเวลา ก็ทำให้เธอสลัดความคิดนั้นทิ้งไปจนหมด
ทว่าคนที่กำลังอยู่ในประเด็นไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจแต่อย่างใด เพื่อนทั้งสองคนรู้มาตลอดว่าเธอเป็นเพียงลูกบุญธรรมของฉัตรพล ไม่ได้เป็นพี่น้องโดยสายเลือดกับทิศเหนือ ทว่าพ่อของเขาก็รับเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่อายุสิบสามปี ตอนนี้หนูนาก็อายุย่างเข้ายี่สิบปีแล้ว คงไม่มีใครมานั่งถกกันหรอกว่า น้องสาวกับพี่ชายจะคิดเกินเลยกัน
ทั้งที่ความจริง เธอคิดกับอีกฝ่ายเกินกว่าพี่ชายกับน้องสาวจริง ๆ และความลับนี้มีเพียงเจ้าของหัวใจเท่านั้นที่รู้
“พวกแกไม่มีพี่ชายทั้งคู่จะไปเข้าใจโมเมนต์แบบนี้ได้ยังไง ฉันว่าพี่ทิศเหนือออกจะน่ารัก เห็นแบบนี้เวลาฉันมีปัญหา หรือว่าอยากได้อะไร พี่ทิศเหนือก็จะคอยอยู่เคียงข้าง และคอยตามใจฉันทุกครั้ง”
“จ้า แม่น้องสาวคนดีของพี่ชาย” ครีมคลี่ยิ้ม ทำหน้าทะเล้น
“ว่าแต่แกบอกพี่ทิศเหนือรึยังว่า วันนี้จะเลิกค่ำ”
มาเบลเอ่ยถามราวกับเป็นการเตือนสติ เพราะพี่ชายของหนูนามักจะมารับกลับเป็นประจำ และเนื่องจากวันนี้พวกเธอกับเพื่อนชายอีกสองคนต้องทำงานกลุ่มด้วยกัน อาจจะกลับบ้านช้ากว่าปกติ
“ยังเลย” หนูนาเบิกตากว้าง ก่อนเอ่ยต่อ “เมื่อกี้มัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฉันเลยลืม”
“ปัญหาอะไร” ครีมเอ่ยขึ้นด้วยความอยากรู้
หนูนาหันมองซ้ายทีขวาที เพื่อให้แน่ใจว่าคนที่กำลังจะเอ่ยถึงหรือคนรู้จักของสาวรุ่นพี่ไม่ได้อยู่แถวนี้ ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าให้ใกล้กับเพื่อนอีกนิด เล่าเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ก็พี่คริสตัลนะสิ จู่ ๆ ก็เข้ามายืนดักหน้า แล้วถามฉันว่าพี่ทิศเหนือเป็นพี่ชายหรือว่าแฟน สงสัยคงจะถูกใจพี่ทิศเหนือ แต่ว่าพี่ชายของฉันไม่ได้สนใจ ฉันก็เลยบอกไปว่าเป็นแฟน”
“พี่คริสตัลปี่สี่ที่ชอบล่าแต้มน่ะเหรอ”
มาเบลเอ่ยขึ้น เพราะเธอก็พอได้ยินชื่อเสียงในด้านลบของสาวรุ่นพี่คนนี้มาพอสมควร
“อืม” หนูนาส่งเสียงตอบในลำคอ
“ดีแล้วที่ตอบไปแบบนั้น ถ้าเกิดพี่ทิศเหนือมีซัมติงกับพี่คนนี้ขึ้นมา ฉันว่าพวกเราคงจะมองหน้านางไม่ติด นางยิ่งชอบขี้อวดอยู่ด้วย รับรองว่าคนรู้กันทั้งมหา’ลัย”
ประโยคของครีมตรงใจของหนูนาเป็นอย่างมาก เพราะเธอไม่ได้อยากให้สองคนนั้นมีโอกาสเริ่มต้นคุยกัน แล้วพัฒนาความสัมพันธ์ แม้มันจะแค่ชั่วครั้งชั่วคราวก็ตาม เธอไม่ชอบใจทั้งนั้น ก่อนที่ความรู้สึกหึงหวงจะฉายชัดบนใบหน้ามากกว่านี้ หนูนาจึงยกข้อมือขึ้นเพื่อดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา
“ใกล้จะได้เวลาเรียนแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ”
สามสาวพากันลุกออกจากม้านั่ง เดินเข้าไปในลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นที่จะเข้าเรียนเป็นคาบแรก
หนูนากำลังนั่งกอดแขนของพี่ชายต่างสายเลือด เอนศีรษะพิงต้นแขนของเขาขณะนั่งอยู่บนเบาะผู้โดยสารด้านหลังในรถหรู ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวออกจากร้านนั่งชิลในเวลาเที่ยงคืน ดวงตาฉ่ำปรือเนื่องจากดื่มกับเพื่อนจนเมาได้ที่ทอดมองไปยังถนนด้านหน้า แล้วเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว“วันนี้หนูนามีความสุขมากเลยค่ะ”“มีความสุขที่ได้เจอเพื่อน?” ใบหน้าหล่อก้มลงมองน้องสาวด้วยแววตาตั้งคำถาม“มันก็ส่วนนึงค่ะ แต่เจอกันครั้งนี้ยัยครีมมีข่าวดีมาบอกด้วย พี่ลองทายดูสิคะว่าข่าวดีที่ว่าคืออะไร”“ขี้เกียจทาย” เขาเอ่ยเสียงเรียบหญิงสาวผละศีรษะออก เงยใบหน้าแดงเรื่อขึ้นมองใบหน้าหล่อของพี่ชาย“ทายหน่อยก็ไม่ได้”เธอยู่ปากออกไปด้านหน้า ชักสีหน้างอแงเหมือนเด็ก ทว่าอารมณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่รอยยิ้มหวานจะเผยออกมา“งั้นหนูนาบอกเอง ตอนนี้ยัยครีมกับพี่โซ่เป็นแฟนกันแล้วค่ะ ข่าวดีไหมคะ”“อืม”มาเฟียหนุ่มยกยิ้มมุมปากให้กับคนตัวเล็ก อย่างน้อยคนที่เคยชอบน้องสาวของเขาก็ถูกตัดออกไปหนึ่งคน หนูนาเอนศีรษะพิงต้นแขนของพี่ชายดังเดิมทั้งสองคุยเล่นกันแผ่วเบาในรถหรูครู่หนึ่ง คนเมาก็ผล็อยหลับไป จนกระทั่งกลับไปถึงคฤหาสน์ หนูนาก็ถูกปลุกให
ทิศเหนือไม่แสดงสีหน้าหรือเอ่ยคำใดต่อจากนั้น เขาลุกออกจากเก้าอี้ แล้วเดินออกไปจากห้องประชุม พลันทำให้รองประธานบริษัทและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลหายใจคล่องขึ้นมาหน่อยเดินพ้นประตูไปได้ไม่กี่ก้าว มาเฟียหนุ่มก็เหลียวใบหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย เอ่ยออกคำสั่งกับลูกน้องคนสนิท“ติดต่อทนายฝีมือดีมาคอยจัดการเรื่องทั้งหมดแทนน้องสาวของกูด้วย”“ไม่เรียกใช้ทนายประจำตระกูลเหรอครับ”“กูไม่อยากให้พ่อรู้เรื่องนี้ ส่วนมึงก็อยู่ที่นี่ คอยจับตาดูให้แน่ใจว่าไอ้ธีร์ถูกคุมขังแล้วค่อยกลับ”“ครับ”“มีอีกเรื่อง”ทิศเหนือหมุนตัวไปยืนอยู่ตรงหน้าสิงห์ มือหนาตบลงบนบ่าของลูกน้องคนสนิท ก้าวเท้าเข้าไปยืนอยู่ด้านข้าง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาลง“เรื่องของกูกับหนูนา ไม่ว่ามึงจะได้ยินหรือรับรู้อะไร ห้ามปากโป้งเด็ดขาด”เขาผละตัวออก ตวัดสายตาคมจ้องใบหน้าของสิงห์ด้วยแววตาที่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด อีกฝ่ายก็เอ่ยตอบ“ครับ เรื่องของเจ้านายผมจะไม่พูดแม้แต่คำเดียว ถ้าไม่ได้รับอนุญาต”มาเฟียหนุ่มได้รับคำตอบอันพึงพอใจจากคนที่เขาไว้ใจมากที่สุด จากนั้นก็เดินทางกลับโดยให้ลูกน้องอีกคนมารับหน้าที่ขับรถแทนสิงห์ชั่วคราว แล้วไล่กลับทันทีเมื่อรถหรูจอดส
“ผะ ผม…”ธีร์ส่ายหน้ารัว ๆ ไม่อยากยอมรับผิด ทว่าสติอันน้อยนิดก็ได้ผุดความคิดหนึ่งขึ้นในหัว หากไม่ยอมรับออกไปก็ไม่รู้ว่าจะต้องโดนอะไรอีกบ้าง เกรงว่าแม้แต่ชีวิตก็คงต้องจบลงที่บริษัทแห่งนี้“ผมขอโทษ ผมสาบานว่าจะไม่ทำแบบนี้กับใครอีกแล้ว ให้อภัยผมเถอะนะครับ ผมกลัวแล้ว”ธีร์ยอมรับผิด แต่ไม่ได้พูดถึงความผิดของตัวเอง“คุณทำอะไรผิดกันแน่ คุณธีร์ รีบบอกมาสิ” เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลเริ่มคาดคั้น“ตอบมาตามความจริง ไม่อย่างนั้นผมจะปกป้องคุณได้ยังไง”รองประธานบริษัทที่เป็นชายวัยกลางคนเอ่ยกับคนของตัวเอง ก่อนจะถูกสายตาคมดุของมาเฟียหนุ่มจับจ้อง พลันขนลุกวาบไปทั่วทั้งตัว“ใครก็ปกป้องมันไม่ได้ทั้งนั้น”ทิศเหนือหันกลับมา หลุบตามองคนที่กล้าทำลายอนาคตน้องสาวของเขา มือหนาเลื่อนไปกระชากเสื้อบริเวณแผงอกของอีกฝ่าย แล้วเอ่ยถามย้ำเสียงกร้าวเพื่อให้โอกาสอีกครั้ง“มึงจะสารภาพไหม”“ฮึก ผะ ผมผิดไปแล้ว ผมเป็นคนรับเงินมาจากไอ้วัฒนา แล้วพาเด็กฝึกงานไปส่งให้มันเอง แต่ผมสาบานได้ว่า ผมไม่เคยแตะต้องน้องสาวของคุณเลยสักครั้ง”“มึงไม่ได้แตะต้องน้องสาวของกูก็จริง แต่น้องกูเกือบตกเป็นเหยื่อสนองตัณหาของไอ้เวรนั่น แล้วยังมีเด็กฝึกงาน
เช้าวันต่อมาธีร์เดินออกจากลิฟต์ พลางใช้นิ้วชี้แกว่งบัตรพนักงาน เดินผิวปากมาทำงานอย่างสบายใจ ทว่าหลังจากสแกนบัตรเพื่อเข้าบริษัทก็พบชายฉกรรจ์ห้าคนยืนอยู่ตรงหน้าประตู สีหน้าแต่ละคนเคร่งขรึมเขาทำทีไม่สนใจ จับสายของบัตรพนักงานขึ้นคล้องคอ แล้วเดินเข้าไปที่แผนก ทว่าเท้าทั้งสองข้างกลับต้องชะงัก เมื่อมีบุคคลปริศนานั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อเลื่อนด้วยท่วงท่าสบาย ยกขาทั้งสองข้างขึ้นพาดบนโต๊ะทำงานของเขา ด้านหลังของชายคนดังกล่าวมีชายอีกสามคนที่แต่งตัวไม่ต่างจากห้าคนด้านนอกยืนอยู่ด้วยธีร์กวาดสายตามองไปโดยรอบ พบว่าเพื่อนร่วมทีมที่มักจะมาถึงก่อนเขาเป็นประจำ ไม่มีใครนั่งอยู่ที่โต๊ะเลยสักคน ส่วนโต๊ะทำงานของกลุ่มอื่นก็มีพนักงานเพียงประปราย คิ้วเข้มย่นเข้าหากันด้วยความสงสัย ไม่รู้ว่าพนักงานของแผนกตรวจสอบบัญชีหายหน้าไปไหนหมด ก่อนจะเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะทำงานของตนเอง“พวกคุณเป็นใคร แล้วใครอนุญาตให้มานั่งโต๊ะของผม”“มึงอยากรู้เหรอว่ากูเป็นใคร”ทิศเหนือเอ่ยตอบคำถามเสียงเรียบ ก่อนจะยกมือขึ้นสะบัดเบา ๆ เพื่อส่งสัญญาณ ลูกน้องคนสนิทก็ปรี่เข้าเหวี่ยงหมัดใส่โหนกแก้มข้างซ้ายพนักงานชาย ก่อนใช้สองมือกดแผ่นหลังให้โน้มต
ทิศเหนือลุกออกจากโซฟาไปเคาะประตูห้องน้ำ เพราะเริ่มรู้สึกว่าน้องสาวอาบน้ำนานผิดปกติ แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล“หนูนา เป็นอะไรรึเปล่า เปิดประตูให้พี่หน่อย”คนที่อยู่ในห้องน้ำได้ยินเสียงอันคุ้นเคย พลันทำให้ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายกระตุกวูบ เงยใบหน้าที่ฟุบลงบนเข่ามองไปทางประตูด้วยแววตาวูบไหว ก่อนจะได้สติว่าเธอนั่งอยู่ใต้สายน้ำจากฝักบัวเป็นเวลานาน จนมือเท้าทั้งสองข้างไร้สีเลือดฝาด และเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น“หนูนาไม่ได้เป็นอะไรค่ะ ขอเวลาอีกสิบนาทีนะคะ”หญิงสาวรีบถอดชุดนักศึกษา แล้วฟอกสบู่บนเรือนร่าง ขัดถูแรง ๆ จนผิวกายขาวเนียนขึ้นสีแดงด้วยความขยะแขยง เมื่อนึกถึงภาพตอนถูกวัฒนาแตะเนื้อต้องตัว จัดการตัวเองเสร็จก็หยิบผ้าเช็ดตัวมาพันรอบอก แล้วเดินออกจากห้องน้ำ เข้าไปใส่เสื้อผ้าในห้องนอนเธอนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งราวกับคนสติเลื่อนลอย ไม่รู้ตัวเลยว่าพี่ชายเข้ามาหาตอนไหน รู้สึกตัวอีกทีเขาก็จับไดร์ออกไปจากมือของเธอ แล้วยืนเป่าผมให้โดยไม่ต้องร้องขอ หนูนาข่มกลั้นความเสียใจเอาไว้ ทว่าสีหน้าของเธอมันกลับเก็บซ่อนได้ไม่มิด“อยากกินอะไรไหม เดี๋ยวพี่โทรสั่งให้”ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าของน้องสาวต่าง
“ทำให้มือของมันพิการ”ทิศเหนือเอ่ยออกคำสั่งกับลูกน้องคนสนิท ก่อนก้าวเข้าไปหาน้องสาวต่างสายเลือดที่ยังนั่งตัวสั่นด้วยความหวาดผวา ประคองเธอลุกขึ้นยืน โอบกอดร่างเล็กเพื่อปลอบประโลม“ฮือ… พี่ทิศเหนือ ฮึก”เรียวแขนเล็กโอบกอดพี่ชายแน่น แนบใบหน้าแดงก่ำข้างที่ถูกตบซบแผงอกแกร่ง น้ำสีใสเอ่อล้นขอบตาไหลอาบสองแก้ม ส่งเสียงร่ำไห้ปนเสียงสะอื้น คนตัวสูงเลื่อนมือหนาลูบแผ่นหลังของเธอแผ่วเบา“ไม่เป็นไรนะ เธอปลอดภัยแล้ว”มาเฟียหนุ่มหันแผ่นหลังบดบังภาพความรุนแรงต่อจากนี้ไม่ให้หนูนาเห็น ในขณะที่สิงห์ได้รับคำสั่งก็ก้าวเข้าไปหาชายวัยกลางคนใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากของอีกฝ่ายสั่นระริก เอ่ยร้องขอความเห็นใจเสียงสั่นเครือ“ยะ อย่านะ ฉันสาบานว่าจะไม่ยุ่งกับผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว”“ก่อนมึงจะยุ่งกับใครก็น่าจะเช็กประวัติสักหน่อย แต่จะมาพูดตอนนี้มันก็สายไปแล้วล่ะ”สิงห์ยกเท้าเหยียบมือข้างที่ถูกยิงของวัฒนา กดเข้ากับหน้าอก แล้วเอ่ยกับอีกฝ่ายเสียงต่ำ แววตาเย็นเยือกไม่ต่างจากผู้เป็นนาย ก่อนดึงเท้าออกพร้อมย่อตัวลงนั่ง มือหยิบมีดพกที่เหน็บตรงถุงเท้าออกมากดให้ปลายมีดเด้งออก แสงนีออนสีแดงสะท้อนลงบนปลายมีดแหลมคม พลันทำให้หัวใจของวั







