LOGINเมฆินทร์ชะงักไปเมื่อได้ยินชื่อนั้นในทันที ลมหายใจของเขาหยุดไปเสี้ยววินาทีก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ริสายังไม่เคยเห็นมาก่อน
“คุณว่าอะไรนะ”
“เธอเรียกฉันว่าอัญญา ทั้งที่ฉันชื่อริสา”
เมฆินทร์มองเธอนิ่งราวกับว่าชื่อนั้นปลุกบางสิ่งในความทรงจำของเขาขึ้นมา ชื่ออัญญาปรากฏอยู่ในสมุดบันทึกของปู่หลายครั้ง เป็นชื่อของหญิงผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำลายพิธีสำคัญพิธีหนึ่งจนทำให้คนตายเป็นจำนวนมาก
เขาเลื่อนสายตากลับไปมองศาลาร้างอีกครั้ง ประตูไม้ยังคงปิดสนิทอยู่ใต้ผ้ายันต์แต่ในเงามืดหลังช่องหน้าต่าง กลับมีใบหน้าซีดขาวของหญิงคนหนึ่งยืนจ้องอยู่ ริมฝีปากซึ่งถูกด้ายสีดำเย็บติดค่อย ๆ แสยะยิ้มให้กับเขา
เมฆินทร์คว้าข้อมือริสาอีกครั้งก่อนเอ่ยขึ้น
“ต้องไปเดี๋ยวนี้”
“เดี๋ยว คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าชื่อนั้นเกี่ยวอะไรกับ...”
เสียงผ้ายันต์ขาดดังแควกจากด้านหลัง ชายหนุ่มหันกลับไปพร้อมกับผลักริสาให้หลบอยู่ด้านหลัง แผ่นผ้ายันต์แผ่นหนึ่งร่วงลงจากเสาประตู อักขระบนผ้ากลายเป็นสีดำก่อนลุกไหม้ขึ้นเอง เปลวไฟสีน้ำเงินเผาผืนผ้าจนกลายเป็นเถ้าถ่านในเวลาไม่กี่วินาที
“ผนึกอยู่ได้ไม่นานแล้ว”
ริสาหันไปมองทางเดินในป่า “รถคุณอยู่ไกลไหม”
“เกือบกิโล”
“แล้วเราจะ...” ยังไม่ทันพูดจบ เสียงไม้แตกก็ดังสนั่น ประตูศาลกระเด็นหลุดออกจากบานพับแล้วพุ่งข้ามลานมา เมฆินทร์คว้าเอวริสาแล้วหมุนตัวหลบทำให้บานประตูไม้พุ่งเฉียดแผ่นหลังของเขาไปเพียงคืบเดียวก่อนกระแทกเข้ากับต้นไม้จนแตกเป็นสองท่อน
ลมเย็นจัดพัดออกมาจากภายในศาล กลิ่นคาวเลือดรุนแรงจนแทบสำลัก เงาดำจำนวนมากค่อย ๆ คลานออกมาตามพื้นดิน ร่างแต่ละร่างบิดเบี้ยวผิดรูป บางร่างไร้ศีรษะ บางร่างมีแขนขายาวผิดมนุษย์ เสียงครางแหบต่ำดังประสานกันจนบรรยากาศรอบลานสั่นสะเทือน
ริสายืนตัวแข็งอยู่ด้านหลังเมฆินทร์ เพราะไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มากก่อน ปกติแล้ว ริสาเป็นนักข่าวที่ไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้ มีเพียงวิทยาศาสตร์หรือการพิสูจน์หลักฐานของตำรวจเท่านั้นที่ทำให้เธอเชื่อ
“นี่มันอะไรกัน”
ชายหนุ่มหยิบมีดหมอเล่มสั้นออกมาจากย่ามข้างกาย คมมีดสลักอักขระเต็มทั้งเล่มและมีด้ายแดงพันอยู่รอบด้าม เขาใช้ปลายนิ้วกรีดลงบนฝ่ามือตนเองทำให้เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา ก่อนจะทาลงบนคมมีดอย่างไม่ลังเล
“พวกที่ถูกผูกไว้กับศาล”
“ทั้งหมดเลยหรือ”
“ผมบอกแล้วว่าอย่าหันกลับไป” เมฆินทร์ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว มือข้างหนึ่งถือมีดหมอ ส่วนอีกข้างกำสายสิญจน์ไว้แน่น เขาหลับตาลงชั่วขณะแล้วบริกรรมคาถาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“นะตั้งธาตุ โมตั้งจิต พุทตั้งฤทธิ์ ธาตั้งไฟ ยะตั้งครู ข้าขออัญเชิญอำนาจแห่งครูบาอาจารย์และคุณพระศรีรัตนตรัย จงสถิตเหนือคมศาสตรา เลือดนี้เป็นคำสัตย์ มีดนี้เป็นคำครู ภูตผีตนใดคิดร้าย จงถอยไป อย่าได้ล่วงล้ำผู้ที่อยู่ภายใต้เงาของข้า”
สิ้นบทบริกรรม คมมีดในมือเขาส่องแสงวาบขึ้น อักขระสีแดงเรืองรองไปตลอดทั้งเล่ม เงาดำที่คลานอยู่ด้านหน้าชะงัก ก่อนบางร่างจะส่งเสียงกรีดร้องและถอยหนีไป
เมฆินทร์หันกลับมามองริสาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนเอ่ยขึ้น
“เกาะเสื้อผมไว้”
“อะไรนะ”
“อย่าปล่อย ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น”
ริสาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเงาดำร่างหนึ่งกระโจนเข้ามาใกล้ทำให้เธอก็รีบคว้าชายเสื้อด้านหลังของเขาไว้ทันที เมฆินทร์ยกมีดหมอขึ้นฟันผ่านอากาศ คมแสงสีแดงตัดผ่านร่างอาถรรพ์จนมันกรีดร้องและสลายกลายเป็นควันดำ
“วิ่ง!”
เขาพาเธอฝ่าแนวเงาดำออกไปจากลานซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลาร้าง ริสาเกาะชายเสื้อของเขาไว้แน่นขณะต้องก้มหลบแขนซีดขาวซึ่งยื่นออกมาจากความมืดเป็นระยะๆ เมฆินทร์ใช้มีดหมอฟันเปิดทางทุกครั้งที่สิ่งเหล่านั้นเข้ามาใกล้แต่จำนวนของมันกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆราวกับไม่มีวันหมด
เสียงหอบหายใจของทั้งคู่ดังปะปนกับเสียงกรีดร้องซึ่งไล่ตามอยู่ด้านหลัง พื้นป่าเปียกลื่นจนริสาเกือบล้มหลายครั้งแต่เมฆินทร์กลับจับแขนของเธอไว้ได้ทุกครั้ง เขาไม่แม้แต่จะหันมามอง ทำเพียงดึงเธอให้วิ่งต่อไปอย่างไม่ลดความเร็ว
เมื่อวิ่งมาได้ครึ่งทาง รอยช้ำที่ข้อเท้าของริสาก็ปวดแสบขึ้นอย่างรุนแรง ขาข้างนั้นอ่อนแรงกะทันหันจนร่างของเธอทรุดลงกับพื้น
“โอ๊ย!”
เมฆินทร์หยุดทันที เขาหันกลับมาคุกเข่าลงข้างกายเธอก่อนมองรอยดำซึ่งตอนนี้ลามขึ้นมาถึงหัวเข่าแล้ว
“มันลามเร็วเกินไป”
ริสากัดฟันแน่น “ฉันเดินไหว”
“ไม่ใช่เวลามาเถียง” น้ำเสียงของชายหนุ่มยังคงนิ่งสนิท ไม่มีแววตาของความโกรธ ไม่มีน้ำเสียงของความรำคาญ
เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆพร้อมกับเงาดำหลายร่างปรากฏอยู่ระหว่างแนวต้นไม้ เมฆินทร์มองพวกมันเพียงครู่เดียวก่อนเก็บมีดหมอกลับเข้าย่ามแล้วหันหลังให้ริสา
“ขึ้นมา”
หญิงสาวมองแผ่นหลังกว้างตรงหน้าอย่างลังเล
“อะไรนะ”
“ผมจะแบก”
“ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้”
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาอวดดี อยากตายอยู่ที่นี่หรือไง”
“ฉันไม่ได้ถือดี”
เมฆินทร์หันกลับมามองเธอ แววตาคมเข้มเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“งั้นก็เลิกเถียงแล้วขึ้นมา”
เสียงคำรามของสิ่งอาถรรพ์ดังใกล้เข้ามา ริสากัดริมฝีปากก่อนยอมพาดแขนรอบไหล่ของเขาอย่างไม่เต็มใจ เมฆินทร์ช้อนร่างเธอขึ้นบนหลังได้อย่างง่ายดายแล้วลุกขึ้นวิ่งต่อโดยไม่เสียเวลา
อ้อมแขนของริสาโอบรอบลำคอเขา ใบหน้าแนบอยู่ใกล้หัวไหล่กว้างจนได้กลิ่นสมุนไพรและกลิ่นเลือดจาง ๆจากบาดแผลที่กรงเล็บข่วนไว้ก่อนหน้านี้ แม้ชายหนุ่มจะหายใจแรงขึ้นแต่ฝีเท้ากลับยังคงมั่นคงราวกับน้ำหนักของเธอไม่เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่น้อย
“คุณเจ็บอยู่” เธอเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเลือดซึมผ่านเสื้อสีดำสนิท
“ไม่ใช่เรื่องของคุณ”
“คุณช่วยฉันจนตัวเองบาดเจ็บ จะไม่ใช่เรื่องของฉันได้ยังไง”
“ถ้ารู้สึกผิดก็อยู่นิ่ง ๆ แล้วเลิกอวดดี”
ริสาขมวดคิ้วก่อนจะอดพึมพำกับตัวเอง
“พูดดี ๆ ไม่เป็นหรือไง”
เมฆินทร์ได้ยินแต่เลือกไม่ตอบเพราะตอนนี้มีบางอย่างที่สำคัญไปกว่าการถกเถียงกับหญิงสาว
เสียงฝีเท้าหนักของเขาดังต่อเนื่องไปตามทาง ขณะที่เงาดำยังคงไล่ตามอยู่ไม่ไกล ริสาหันไปมองด้านหลังเพียงเล็กน้อย และเห็นหญิงชุดขาวยืนอยู่กลางเส้นทาง ผมยาวปลิวกระจายทั้งที่ไร้ลม ใบหน้าซีดขาวค่อย ๆ เงยขึ้นเผยให้เห็นดวงตาดำสนิท ริมฝีปากที่ถูกเย็บติดขยับช้า ๆ
“อัญญา” เสียงเรียกนั้นดังขึ้นในหัวของริสาอย่างชัดเจน ทันใดนั้นเอง รอยอาคมบนหัวไหล่ของเธอก็ร้อนวาบขึ้น แรงบางอย่างดึงสติให้หลุดลอยทำให้หญิงสาวคลายแขนออกจากลำคอของเมฆินทร์โดยไม่รู้ตัว ร่างเอนถอยหลังราวกับกำลังจะตกลงจากแผ่นหลังเขาทำให้เมฆินทร์รีบคว้าแขนเธอไว้ในทันที
“คุณ!”
เสียงเรียกของเขาดังก้องอยู่ใกล้หูแต่เธอกลับได้ยินเพียงเสียงของหญิงในชุดขาวเท่านั้น
“กลับมาหาข้า”
ดวงตาของริสาค่อย ๆ เหม่อลอย เมฆินทร์รู้ทันทีว่าเธอกำลังถูกเรียกจิต เขาหยุดวิ่งแล้ววางเธอลงกับพื้นก่อนใช้ฝ่ามือแตะที่กลางหน้าผากของหญิงสาว
“ริสา มองผม” เธอไม่ตอบ
เขากดนิ้วลงแรงขึ้นแล้วบริกรรมคาถาอย่างรวดเร็ว
“นะเรียกจิต โมเรียกขวัญ พุทผูกกาย ธาตรึงใจ ยะคืนสติ จิตใดหลงทางจงกลับ ขวัญใดถูกเรียกจงคืน เจ้าของนามคือริสา มิใช่อัญญา จงตื่นเดี๋ยวนี้!”
คำสุดท้ายถูกเปล่งออกมาพร้อมกับการตบฝ่ามือลงบนไหล่ของเธอ ริสาสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ ดวงตาที่เหม่อลอยกะพริบถี่ก่อนจะสบเข้ากับดวงตาคมของเมฆินทร์ในระยะใกล้
“คุณ...”
“อย่าฟังเสียงมัน”
“มันเรียกฉันว่าอัญญาอีกแล้ว”
“ผมรู้”
เมฆินทร์ยังไม่ทันได้พูดอะไรต่อ เสียงคำรามจากด้านหลังก็ดังขึ้น เงาดำหลายร่างพุ่งเข้ามาใกล้จนเหลือระยะเพียงไม่กี่วา ชายหนุ่มหันไปมองก่อนตัดสินใจช้อนร่างริสาขึ้นในอ้อมแขนแทน
“เดี๋ยวฉันเดินเอง...”
“เงียบ”
เขาอุ้มเธอแนบอกแล้วออกวิ่งอีกครั้ง ริสาจำต้องยกแขนคล้องลำคอเขาไว้เพื่อไม่ให้ร่างของตัวเองตกลงบนพื้น ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันจนเธอมองเห็นเหงื่อซึ่งไหลตามกรอบหน้าคมชัดเจน เมฆินทร์ไม่แม้แต่จะหันมามองแต่ทว่าอ้อมแขนกลับกระชับแน่นขึ้นทุกครั้งที่พื้นทางลาดชัน
พลอยอ่อนแรงลงอย่างกะทันหัน ภรันเห็นดังนั้นจึงเข้าไปรีบรับร่างเธอไว้ก่อนจะทรุดถึงพื้น“พลอย!” ชายหนุ่มประคองเธอให้นอนลงบนโซฟาก่อนตรวจชีพจรอย่างรวดเร็ว“ชีพจรยังอยู่ หายใจได้” ริสารีบเข้ามานั่งใกล้ มือจับมือของเพื่อนไว้แน่น“พลอย ได้ยินพี่ไหม” เปลือกตาของหญิงสาวขยับเล็กน้อย ก่อนลืมขึ้นอย่างอ่อนแรง ดวงตากลับมาเป็นปกติแล้ว“พี่...ริสา...”“พี่อยู่นี่” น้ำตาไหลออกจากหางตาของพลอย“พลอยทำร้ายพี่หรือเปล่า” ริสารีบส่ายหน้า แม้ลำคอยังมีรอยแดงจากแรงบีบ“ไม่ใช่พลอย”“แต่พลอยจำได้...” เสียงของเธอสั่น “จำได้ว่ามือของตัวเองอยู่ที่คอพี่แต่หยุดไม่ได้” ริสาก้มลงกอดเธออย่างระมัดระวัง“มันจบแล้ว พลอยไม่ต้องกลัว” เมฆินทร์มองทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก่อนหันไปหาภรันชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่ข้างพลอย มือหนึ่งตรวจชีพจร ขณะที่อีกมือประคองแผ่นหลังของเธอไว้ไม่ยอมปล่อย“นายเป็นอย่างไรบ้าง”ภรันสูดลมหายใจเข้าลึก “ยังไหว รู้สึกโชคดีที่เป็นหมอที่ไม่ใช่หมอแบบนาย”“หึ แสดงว่าไม่ได้เป็นอไร”“ว่าแต่ช่วยเธอได้ใช่ไหม”เมฆินทร์มองพลอยก่อนพยักหน้า“แพรนวลออกไปแล้ว”ริสาเงยหน้าขึ้น “เธอจะกลับมาสิงพลอยอีกไหม”“ถ้าขวัญของพลอยยังมีช่องว
“ริสา ถอยไปหลังผม” เมฆินทร์ขยับเข้าขวางแต่ริสากลับจับแขนเขาไว้“อย่าทำร้ายพลอย”“ผมจะไม่ทำร้ายเธอ” เขาหันไปหาภรันซึ่งยังตรึงร่างของพลอยไว้“กดไหล่เธอลง อย่าให้เงยหน้าขึ้น” ภรันใช้แขนข้างหนึ่งรวบลำตัวพลอยไว้จากด้านหลัง อีกมือกดหัวไหล่เธอให้นิ่ง แม้หญิงสาวจะดิ้นและสะบัดอย่างรุนแรงจนเก้าอี้ข้างตัวล้มคว่ำ“แรงเธอมากเกินไปแล้ว!”“ไม่ใช่แรงของพลอย” เมฆินทร์ดึงด้ายสายสิญจน์ออกจากข้อมือก่อนโยนปลายด้านหนึ่งให้เพื่อน“พันรอบข้อมือเธอ” ภรันรับสายสิญจน์ไว้แล้วรีบพันรอบข้อมือของพลอยทั้งสองข้าง ทันทีที่เส้นด้ายสัมผัสผิว เงาดำก็พุ่งพล่านอย่างรุนแรงพลอยกรีดร้องออกมาแต่เสียงของเธอกับเสียงของแพรนวลดังซ้อนทับกันจนแยกแทบไม่ออก“ปล่อยข้า!”“พลอย!” ภรันเรียกเสียงดัง “ตั้งสติไว้!” หญิงสาวหันมามองตามเสียง ดวงตาดำสนิทเต็มไปด้วยความเกลียดชัง“เจ้าเองก็เคยขวัญออกจากร่าง จิตอ่อนแบบนี้ ยังกล้าจะช่วยผู้อื่นหรือ”ภรันชะงัก ถ้อยคำนั้นกรีดลึกเข้าไปถึงความกลัวซึ่งเขาพยายามเก็บซ่อนมาตลอด แต่เพียงครู่เดียว ชายหนุ่มก็กระชับสายสิญจน์รอบข้อมือของพลอยแน่นกว่าเดิม“ขวัญผมจะเป็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับคุณ” เขาสบตากับร่างตรงหน้า
พลอยกำลังยื่นแก้วน้ำให้ริสา รอยยิ้มของเธอดูสดใสและเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่าทีว่าจะรับรู้ถึงเงาดำซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังแม้แต่น้อย“แต่คนที่มีขวัญสมบูรณ์ เงาแบบนั้นจะเกาะไม่ได้”“อาจเป็นเพราะเธอเคยผ่านเหตุการณ์รุนแรงมาก่อน”“หรือเคยรับพิธีบางอย่างแล้วล้มเหลว”ภรันหันมามองพี่ชายทันที เมฆินทร์ยังคงจับตามองพลอยด้วยดวงตาเคร่งขรึม“ผู้ที่ถูกเลือกให้สืบทอดวิชาบางสำนัก ต้องผ่านพิธีรับขวัญจากครู หากร่างหรือจิตไม่สามารถรับขวัญนั้นไว้ได้ ขวัญเดิมอาจหลุดหายไปบางส่วน”“แล้วช่องว่างนั้นก็ทำให้จิตอ่อนกว่าคนทั่วไป”“ใช่” ภรันนิ่งไปครู่หนึ่ง“เหมือนฉันหรือ” คำถามนั้นทำให้เมฆินทร์หันมามองเพื่อน“คล้ายกัน แต่ไม่เหมือนทั้งหมด”“ต่างกันอย่างไร”“ของนายเกิดจากขวัญถูกกระชากออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ของพลอย...” เขาหยุดไปชั่วขณะ “รอยแตกในขวัญเหมือนเกิดจากการพยายามรับบางสิ่งเข้าไปแล้วร่างของเธอปฏิเสธมัน”ภรันมองกลับเข้าไปในห้องอีกครั้งในขณะที่พลอยหันมาทางประตูพอดี ดวงตาของทั้งสองสบกันเพียงชั่วครู่ ก่อนหญิงสาวจะเลิกคิ้วคล้ายสงสัยว่าเขากำลังมองอะไรภรันรีบละสายตา “อย่าเพิ่งถามเธอตรง ๆ”เมฆินทร์กล่าว “ฉันรู้”“และอย่าบอกร
ภรันพาพลอยมายังห้องรับแขกอีกฝั่งของบ้าน ห้องนี้แยกออกจากเขตเรือนชั้นในอย่างชัดเจน ประตูด้านหนึ่งเปิดออกสู่สวน ส่วนทางเดินซึ่งนำไปยังห้องพิธีถูกปิดด้วยประตูไม้ลงอาคมพลอยวางถุงอาหารลงบนโต๊ะก่อนหันไปถาม“พี่ริสาอยู่ตรงไหนคะ”“กำลังพักอยู่ในห้องนอน”“เธอเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”“ไม่มีบาดแผล”คำตอบของหมอทำให้พลอยยิ่งไม่สบายใจ“เพราะพิธีหรือคะ”“ผมบอกเท่าที่บอกได้” พลอยถอนหายใจก่อนนั่งลงบนเก้าอี้“ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องของพวกคุณทุกเรื่องหรอกค่ะ แค่อยากแน่ใจว่าพี่ริสาปลอดภัย”ภรันมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง“เมฆินทร์อยู่กับเธอตลอด”“คุณไว้ใจเขามากหรือคะ”“มากพอจะรู้ว่าเขาจะไม่ปล่อยให้ริสาเป็นอะไร” คำตอบนั้นทำให้พลอยค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากทางเดิน พลอยรีบหันไปทางประตูริสาเดินเข้ามาพร้อมเมฆินทร์ ชายหนุ่มยังประคองต้นแขนของเธอไว้ตลอดทางแม้หญิงสาวจะพยายามเดินด้วยตัวเอง“พี่ริสา!” พลอยลุกขึ้นทันทีก่อนรีบเดินเข้าไปหา แต่เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย เธอก็ชะลอฝีเท้าลง“พี่เป็นอย่างไรบ้างคะ”ริสาฝืนยิ้ม “พี่ไม่เป็นไร แค่เหนื่อยนิดหน่อย”
เมฆินทร์สังเกตเห็นท่าทีของเธอจึงกระชับแขนให้มั่นคงขึ้น“ผ้าไม่หลุดหรอก” ริสาเงยหน้ามองเขาทันที“ฉันยังไม่ได้พูดอะไร”“สายตาคุณพูดแทนไปหมดแล้ว”“คุณก็ควรระวังไว้ค่ะ” ชายหนุ่มก้มมองหญิงสาวในอ้อมแขนก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย“คุณยังมีแรงแซวผม แสดงว่าอาการดีขึ้นแล้ว” เขาพาริสาไปถึงฉากกั้นแล้วค่อย ๆ วางเธอลงบนม้านั่งด้านใน“เปลี่ยนเองไหวไหม”“ไหวค่ะ คราวนี้ไหวจริง ๆ” เมฆินทร์ยังไม่ขยับออกไปในทันที“ถ้าเวียนหัวให้เรียกผม” ริสาเหลือบมองผ้าเช็ดตัวของเขาอีกครั้ง“คุณไปแต่งตัวก่อนเถอะค่ะ”เมฆินทร์ก้มมองสภาพของตัวเองก่อนกระชับชายผ้าให้แน่น“อืม” เขาหันหลังและเดินไปอีกฝั่งของห้อง ปล่อยให้ริสาเปลี่ยนเป็นชุดซึ่งนำมาจากโรงแรม ขณะที่ตนเองก็แต่งตัวอยู่หลังฉากอีกด้าน โดยยังคอยฟังเสียงความเคลื่อนไหวของเธอตลอดเวลาไม่นานนัก ทั้งสองก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ริสาสวมเสื้อแขนยาวกับกางเกงของตนเอง เส้นผมยังคงเปียกชื้น ส่วนใบหน้ายังคงซีดอยู่ไม่น้อย เมฆินทร์เดินเข้ามาหาก่อนยื่นมือแตะหน้าผากเธออีกครั้ง“ยังเย็นอยู่”“ฉันแค่หนาวจากน้ำว่านค่ะ”“ไม่ใช่แค่นั้น” ดวงตาของเขาจับอยู่บนใบหน้าของเธออย่างพิจารณา“ตอนที่แพร
เสียงฝีเท้าของภรันดังใกล้เข้ามาตามระเบียงไม้ก่อนหยุดลงตรงหน้าประตูห้องพิธี ชายหนุ่มยกมือเคาะสองครั้ง“เมฆินทร์”ภายในห้อง เมฆินทร์ซึ่งเพิ่งช่วยประคองริสาขึ้นจากบ่อว่านก่อนหันไปมองประตู ทั้งคู่เปลี่ยนมาคลุมร่างด้วยผ้าเช็ดตัวเรียบร้อยแล้วแต่ริสายังคงนั่งอยู่บนพื้นไม้ข้างบ่อ ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากแทบไม่มีสี เส้นผมเปียกชื้นแนบไปตามลำคอและหัวไหล่“เมฆินทร์ ได้ยินไหม” เสียงภรันดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หนักแน่นกว่าเดิมเมฆินทร์หันกลับมาหาริสาก่อนพูดกับเธอ “นั่งอยู่ตรงนี้ก่อน” หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ มือยังคงกำขอบผ้าเช็ดตัวซึ่งคลุมอยู่รอบตัวไว้แน่น แม้จะพยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติแต่ภาพดวงตาของแพรนวลซึ่งมองเห็นเธอผ่านความทรงจำยังคงติดอยู่ในหัวเมฆินทร์ลุกขึ้นก่อนเดินไปเปิดประตูเพียงเล็กน้อย โดยใช้ร่างของตนเองขวางช่องประตูไว้ภรันมองสภาพของเพื่อนตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันอยู่รอบเอวของเมฆินทร์ เส้นผมกับแผ่นอกยังเปียกชื้นจากน้ำว่าน“พิธีจบแล้วหรือ”“ถูกขัดจังหวะ”“เพราะผู้หญิงที่ยืนอยู่หน้ารั้วหรือ” เมฆินทร์พยักหน้าเล็กน้อย“เธอชื่อพลอย มาหาริสา”“ฉันรู้แล้ว” ภรันกำลังจะถามต่อแต่







