LOGIN“ริสา วรเมธา” นักข่าวภาคสนามผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องภูตผีหรือไสยศาสตร์ ได้รับมอบหมายให้ลงพื้นที่สืบข่าวคดีการเสียชีวิตอย่างปริศนาที่จังหวัดพิษณุโลก ผู้ตายทุกคนมีรอยอักขระประหลาดปรากฏอยู่บนหน้าอกและพบขี้เงินอยู่รอบๆบริเวณที่เกิดเหตุ ยิ่งริสาขุดคุ้ยหาความจริง เหตุการณ์ประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้นกับตัวเธอเอง เงาดำปริศนาที่เรียกเธอว่าอัญญษ รอยช้ำคล้ายเส้นอักขระค่อย ๆ ลามไปทั่วแผ่นหลังราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังลงยันต์บางอย่างลงบนผิวหนังของเธอ เบาะแสทั้งหมดนำริสาไปพบกับ “เมฆินทร์ อัครเวทิน” หมอสักยันต์ผู้เคร่งขรึมและพูดน้อย ซึ่งสืบทอดวิชาอาคมโบราณมาจากบรรพบุรุษ เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษ ยึดถือข้อห้ามของตระกูลอย่างเคร่งครัดและไม่เคยยอมลงเข็มสักยันต์ให้ผู้หญิง เมฆินทร์เตือนริสาให้หยุดสืบข่าวทันทีแต่ด้วยนิสัยไม่ยอมถอยของนักข่าว เธอกลับยิ่งตามหาความจริงจนกระทั่งวิญญาณร้ายบุกเข้าทำร้ายเธอต่อหน้าเขา เมฆินทร์จึงไม่มีทางเลือก นอกจากฝ่าฝืนคำสัตย์ของตระกูลและลงอักขระกดรอยบนแผ่นหลังของเธอ แต่ในระหว่างพิธี อักขระกลับเคลื่อนไหวและเปลี่ยนรูปไปเอง กลายเป็น “ยันต์วิวาห์มรณะ” อาคมต้องห้ามที่สูญหายไปนานซึ่งใช้ผูกดวงของชายหญิง ห้ามทั้งสองอยู่ห่างกัน หากคนใดคนหนึ่งเจ็บ อีกคนก็จะได้รับผลกระทบ
View Moreรถกระบะสีดำพุ่งไปตามถนนสายเล็กด้วยความเร็ว แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านแนวต้นไม้เป็นริ้วสลับกับเงามืดบนพื้นถนน เมฆินทร์กำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดบนหลังมือปูดนูน ความเจ็บที่กลางอกยังคงบีบรัดเป็นจังหวะ บางครั้งรุนแรงจนลมหายใจสะดุดแต่นั่นก็ไม่ทำให้เขายอมผ่อนคันเร่งแม้แต่น้อยความรู้สึกที่แล่นเข้ามาเมื่อครู่ไม่ใช่เพียงลางสังหรณ์ หากเป็นแรงสะท้อนจากหยดเลือดของเขาซึ่งใช้กดรอยอาคมให้ริสาเมื่อคืน แม้จะไม่ได้ลงยันต์ผูกวิญญาณอย่างสมบูรณ์แต่เลือดของผู้สืบวิชาได้สัมผัสกับรอยบนร่างของหญิงสาวแล้ว มันจึงทิ้งสายเชื่อมบางเบาเอาไว้ มากพอให้เขารับรู้ได้เมื่ออาคมในตัวเธอกำลังคุกคามถึงชีวิตเมฆินทร์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหมายเลขที่ริสาโทรเข้ามาทิ้งไว้เมื่อคืน เสียงสัญญาณดังเพียงครั้งเดียวแล้วจึงถูกตัดไป ก่อนหน้าจอจะขึ้นแจ้งว่าไม่สามารถติดต่อได้ เขากัดกรามแน่นแล้วกดโทรซ้ำอีกครั้งแต่ผลยังคงเหมือนเดิม“ดื้อจนได้เรื่อง”เขาพึมพำเสียงต่ำพลางหักพวงมาลัยเข้าสู่ถนนใหญ่ ความรู้สึกปวดร้าวกลางอกแล่นขึ้นมาอีกระลอก คราวนี้รุนแรงจนภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ เมฆินทร์จึงต้องชะลอรถเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อเรียกสติ ก่อนภาพบางอย่างจะวาบเ
พลอยหันไปตามสายตาแต่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ใต้ต้นมะขาม มีเพียงเชือกเก่าที่ผูกอยู่กับกิ่งไม้กำลังแกว่งไหวช้า ๆทั้งที่ลมสงบนิ่งริสากะพริบตาหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดก่อนตอบไปเพียง“ไม่มีอะไร” เธอตอบเสียงเบาก่อนรีบเปิดประตูรถเข้าไปนั่งความปวดที่ข้อเท้าเริ่มลามขึ้นมาตามน่องแล้ว หญิงสาวยกชายกางเกงขึ้นดูอย่างระมัดระวัง เส้นสีดำซึ่งเมื่อเช้ายังจางจนแทบมองไม่เห็น ตอนนี้กลับเข้มขึ้นและเคลื่อนสูงจากข้อเท้ามาเกือบหนึ่งฝ่ามือคำเตือนของเมฆินทร์ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง หากรอยดำเริ่มลาม ให้รีบกลับไปหาเขาทันที ริสากำชายกางเกงแน่น ในความคิดของเธอในตอนนี้ เธอรู้ว่า...เธอควรกลับไป ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเพียงครู่เดียวก่อนเหตุผลอีกด้านจะโต้แย้งทันที หากอาการเกิดจากพิษ การติดเชื้อ หรือลิ่มเลือด การกลับไปหาคนที่รักษาด้วยสมุนไพรและคาถาอาคมอาจทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ โรงพยาบาลต่างหากคือสถานที่ที่ควรไป“มนัส” เธอเรียกช่างภาพซึ่งกำลังเก็บอุปกรณ์อยู่ด้านหลังรถ“พาฉันไปโรงพยาบาลหน่อย”ชายหนุ่มหันมามองทันที “อาการหนักหรือ”“ข้อเท้าบวมขึ้น อยากให้หมอตรวจ”“ไปเดี๋ยวนี้เลยไหม”“เดี๋ยวนี้”
เมฆินทร์ก้มมองฝ่ามือของตนเองและพบว่ารอยแผลที่ใช้หยดเลือดกดอาคมเมื่อคืนเริ่มปิดแล้ว เหลือเพียงรอยแดงบาง ๆ พาดอยู่กลางฝ่ามือตามปกติ เมื่อพิธีกดอาคมเสร็จสิ้น ความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบพิธีกับผู้ถูกอาคมควรสิ้นสุดลงทันทีแต่คราวนี้มันยังคงอยู่...เบาบางจนแทบจับต้องไม่ได้ ทว่าชัดเจนพอให้เขารู้สึกว่าบางสิ่งที่อยู่ในตัวของริสากำลังหลับอยู่ มันไม่ได้หายไปไหน เพียงซ่อนตัวและรอเวลาให้ฤทธิ์ของอาคมที่เขาลงไว้เสื่อมลงเท่านั้นชายหนุ่มกำมือช้า ๆ ก่อนหันกลับเข้าเรือน บนโต๊ะเตี้ยยังวางโถยาสมุนไพร มีดหมอ และเศษด้ายสายสิญจน์จากเมื่อคืน เขาเริ่มเก็บทุกอย่างเข้าที่อย่างเงียบเชียบแต่สายตากลับเหลือบมองประตูอยู่เป็นระยะ คล้ายกับกำลังคาดหวังว่าริสาจะย้อนกลับมาในอีกไม่กี่นาทีแน่นอนว่าเธอไม่กลับมา ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆและยิ่งถูกห้ามก็ยิ่งอยากพิสูจน์ว่าคำเตือนนั้นผิดเมฆินทร์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาเองก็ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ความรู้สึกประหลาดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา ความรู้สึกเป็นห่วง ผูกพันธ์กับริสาที่ยังหาคำตอบไม่ได้“ดื้อให้ตลอดเถอะ”เขาพึมพำกับตัวเองก่อนหยิบผงว่านที่เหลือจากเมื
แสงแดดยามเช้าค่อย ๆ ลอดผ่านช่องไม้ของเรือนไทยหลังใหญ่ กลิ่นดินชื้นหลังฝนเมื่อคืนผสมกับกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ที่ยังคงอบอวลอยู่ในห้อง ริสาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานไม้สีเข้มเหนือศีรษะก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่โรงแรม เธอรีบยันตัวลุกก่อนที่จะตระหนักได้ว่า ความเจ็บที่ข้อเท้ายังมีอยู่แต่ลดลงกว่าคืนก่อนมากราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันร้ายหญิงสาวค่อย ๆ ดึงชายกางเกงขึ้นมาดูช้าๆและพบว่า รอยเส้นสีดำที่เมื่อคืนลามเกือบถึงสะโพก เหลือเพียงเส้นบาง ๆ วนอยู่รอบข้อเท้า คล้ายรอยช้ำธรรมดา“ดีขึ้นจริงๆแฮะ” เธอพึมพำกับตัวเองเสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆพร้อมกับร่างของเมฆินทร์ที่เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารเช้าง่าย ๆ มีเพียงข้าวต้มร้อนกับชาสมุนไพรหนึ่งถ้วย“ตื่นแล้วหรือ” น้ำเสียงของเขาเรียบเหมือนทุกครั้งริสาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบว่า“เมื่อคืน…” เธอหยุดคิดก่อนเปลี่ยนคำถาม“ฉันหลับไปนานไหม”“เกือบทั้งคืน” เมฆินทร์วางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตรงข้าม“กินอะไรสักหน่อย”ริสามองอาหารตรงหน้า“คุณทำเองหรือคะ”“มีผมอยู่คนเดียว”เธออดหัวเราะไม่ได้จึงหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบา





