น้ำเสียงของเมฆินทร์เย็นลงจนริสาหยุดเถียงไปชั่วขณะ เขาก้าวลงจากชานเรือนแต่ยังไม่เดินออกไปไกล เพียงหยุดอยู่ใต้ชายคาและมองตรงไปยังหน้ารั้วซึ่งจมอยู่ในความมืด
ริสาค่อย ๆ พยุงตัวไปยืนตรงประตูเรือนแม้จะถูกห้ามไม่ให้ออกไปแต่จากจุดนั้นยังพอมองเห็นแนวรั้วไม้ได้ราง ๆ ตรงกลางประตูรั้ว มีเงาร่างของหญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ ร่างนั้นสวมเสื้อแขนกระบอกกับผ้าถุงสีเข้ม เรือนผมขาวโพลนรวบเป็นมวยอยู่ด้านหลัง ศีรษะก้มต่ำจนมองไม่เห็นใบหน้า มือข้างหนึ่งวางทาบอยู่บนประตูไม้ขณะที่อีกข้างห้อยนิ่งอยู่ข้างลำตัว
ใต้แสงจันทร์อันเลือนราง ริสามองเห็นว่าปลายเท้าของหญิงชราไม่ได้แตะพื้น ร่างนั้นลอยอยู่เหนือดินเล็กน้อย เงาดำใต้ฝ่าเท้ายืดยาวผิดธรรมชาติก่อนทอดผ่านช่องใต้รั้วเข้ามาภายในเขตบ้านแต่ว่าเมื่อปลายเงาสัมผัสกับแนวผงสีขาวที่โรยไว้รอบรั้วมันกลับหดตัวทันทีราวกับถูกไฟลวก
ในเวลาเดียวกัน ต้นตะเคียนเล็กซึ่งปลูกอยู่ข้างศาลเจ้าที่พลันสั่นไหวทั้งที่ลมยังคงสงบนิ่ง ใบไม้กระทบกันเสียงดังซ่าก่อนเปลวเทียนในศาลจะลุกสูงขึ้นเอง แสงสีส้มสาดส่องไปทั่วลานบ้านทำให้เงาร่างตรงหน้ารั้วบิดเบี้ยวและถอยห่างออกไปเล็กน้อย
เมฆินทร์พนมมือขึ้นก่อนจรดปลานิ้วโป้งลงบริเวณระหว่างคิ้วแล้วเลื่อนวางบนอก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ ข้าพเจ้าขออัญเชิญเทวดลงมาปกปักรักษาเรือนแห่งนี้ ขอท่านเจ้าที่เจ้าทางผู้รักษาเขตเรือนจงคุ้มครองธรณีนี้ อย่าให้สิ่งชั่วร้ายล่วงเข้ามา ผู้ใดไม่มีสิทธิ์เหยียบเขตเรือน จงอยู่แต่ภายนอก อย่าได้ผ่านรั้ว อย่าได้ข้ามทางเข้ามา”
สิ้นคำ แสงจากศาลเจ้าที่สว่างวาบขึ้น เสียงลมพัดแรงผ่านลานบ้าน กิ่งไม้ไหวครืนราวกับมีพายุขนาดย่อมก่อตัวอยู่เฉพาะบริเวณหน้ารั้ว ผงสีขาวที่โรยไว้บนพื้นเรืองแสงเป็นแนวยาวเชื่อมต่อกันรอบเขตบ้านราวกับกำแพงที่มองเห็น
ร่างหญิงชราตรงหน้าประตูสั่นกระตุกก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แม้อยู่ไกล ริสากลับมองเห็นชัดเจนว่าใบหน้านั้นไม่มีดวงตา มีเพียงเบ้าดำลึกสองข้างส่วนริมฝีปากฉีกกว้างเกินกว่ามนุษย์จะทำได้
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้แหลมและเต็มไปด้วยความโกรธ ร่างของมันกระโจนเข้าชนประตูรั้วอย่างรุนแรง
โครม!
ประตูไม้สั่นสะเทือนแต่ไม่มีท่าทีว่าจะเปิดออก แสงสีทองจากแนวอาคมลุกวาบขึ้นพร้อมเสียงกรีดร้อง ร่างหญิงชราถูกผลักกระเด็นกลับไปในความมืดก่อนลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและพุ่งเข้าใส่อีกครั้ง
โครม!
แรงกระแทกทำให้โคมไฟบริเวณเสารั้วสั่นไหวแต่กลอนยังคงแน่นหนา เส้นยันต์ซึ่งเขียนไว้บนคานเหนือประตูปรากฏแสงสีแดงขึ้นทีละตัวราวกับว่ามันกำลังตอบรับกับแรงอาคมที่พยายามฝ่าเข้ามา
เมฆินทร์ยืนนิ่งอยู่ใต้ชายคาโดยที่มีดหมอในมือยังไม่ถูกชักออกมาใช้ เขารู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องออกไปปะทะ ตราบใดที่เจ้าที่และแนวอาคมยังคงทำหน้าที่ สิ่งนั้นย่อมไม่มีทางข้ามเขตเข้ามาได้
“มันเป็นตัวเดียวกับที่ศาลหรือเปล่า” ริสาถามจากในเรือน
“ยังบอกไม่ได้”
“แต่เสียงเหมือนกัน”
“สิ่งพวกนี้เลียนเสียงใครก็ได้ อย่าเชื่อสิ่งที่ได้ยิน”
ร่างตรงหน้ารั้วหยุดกระแทกประตูก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนท่าทาง มันยืดตัวขึ้นช้า ๆ จากหญิงชราหลังค่อมกลายเป็นหญิงสาวรูปร่างผอมบาง เส้นผมสีดำยาวลงมาปกคลุมใบหน้า เสื้อผ้าบนร่างเปลี่ยนเป็นชุดสีขาวเปียกชื้นซึ่งแนบติดกับลำตัว
ริสาจำชุดนั้นได้ในทันที มันคือหญิงผมยาวที่เธอเห็นในศาลาร้างแห่งนั้น …
รอยอาคมบนหัวไหล่ร้อนจัดขึ้นอีกครั้งจนหญิงสาวต้องกัดริมฝีปากไว้แน่น ร่างตรงหน้ารั้วค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองตรงมายังตัวเรือน ทั้งที่ระยะห่างมากเกินกว่าจะมองเห็นกันชัดเจนแต่ริสากลับรู้สึกได้ว่าดวงตาของมันกำลังจับจ้องมาที่เธอเพียงคนเดียว
มือซีดขาวยกขึ้นแตะซี่รั้วแต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสเนื้อไม้ เสียงคล้ายเนื้อถูกเผาก็ดังฉ่า ควันสีดำลอยขึ้นจากผิวหนังแต่มันกลับไม่ยอมปล่อยมือ
ริมฝีปากใต้ม่านผมขยับช้า ๆ
“ออกมาหาข้า...ออกมาหาข้าสิอัญญา” เสียงกระซิบดังขึ้นข้างหูริสาทั้งที่ร่างนั้นยังยืนอยู่ห่างออกไปไกล
หญิงสาวชะงักในทันที สายตาของริสาเริ่มเหม่อลอยไปชั่วขณะ เท้าข้างหนึ่งขยับออกจากเรือนโดยไม่รู้ตัวแต่ยังไม่ทันแตะพื้นลาน เมฆินทร์ก็หันกลับมาและตวาดขึ้น
“คุณ!”
เสียงของเขาทำให้เธอสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ร่างทั้งร่างเซไปข้างหน้าในขณะที่เมฆินทร์รีบก้าวกลับขึ้นมาบนชานและคว้าข้อมือเธอไว้ก่อนดึงกลับเข้าหาอกกว้างอย่างรวดเร็ว
“ผมบอกแล้วว่าอย่าฟัง”
ริสาหอบหายใจแรง “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะฟัง มันห้ามไม่ได้”
“เพราะจิตของคุณอ่อน มันกำลังเรียกจิตของคุณ”
“แล้วทำไมฉันถึงได้ยิน ทั้งที่มันอยู่ตั้งไกล”
“เพราะมีบางอย่างบนตัวคุณเชื่อมกับมันอยู่”
เมฆินทร์ก้มมองรอยอาคมบนหัวไหล่ของหญิงสาวก่อนใช้ผ้ายันต์กดลงบริเวณนั้นทันที ริสาสะดุ้งด้วยความเจ็บปวดแต่คราวนี้ไม่ผลักเขาออกเหมือนทุกครั้ง
เสียงหญิงสาวตรงหน้ารั้วหัวเราะแผ่วเบาคล้ายพอใจกับบางสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นร่างของมันก็ค่อย ๆ ถอยหลังเข้าไปในเงามืดทีละก้าวจนเหลือเพียงชุดสีขาวเลือนรางอยู่ท่ามกลางแนวต้นไม้ เหลือเพียงเสียงกระซิบสุดท้ายก็ดังขึ้นภายในเรือน
“ข้าจะรอ...จนกว่าเจ้าจะออกมา”
ความเงียบกลับเข้าปกคลุมบริเวณบ้านอีกครั้ง เสียงแมลงกลางคืนค่อย ๆ ดังขึ้นทีละน้อย ลมเริ่มพัดผ่านต้นไผ่และเปลวเทียนในศาลเจ้าที่กลับมาเป็นปกติราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
เมฆินทร์ยังคงยืนอยู่หน้าประตู มือหนึ่งกำมีดหมอ ส่วนอีกมือจับข้อมือริสาไว้แน่น ดวงตาคมมองตรงไปยังหน้ารั้วโดยไม่ลดความระแวดระวัง
“มันไปแล้วหรือ” หญิงสาวถามเบา ๆ
“ยัง”
“แต่ฉันไม่เห็นแล้ว”
“สิ่งที่มองไม่เห็นไม่ได้หมายความว่าไม่อยู่”
เขาปล่อยข้อมือเธอก่อนปิดประตูห้องและลงกลอนแน่นหนา จากนั้นจึงนำผ้ายันต์อีกสองแผ่นติดทับไว้เหนือวงกบ
ริสามองท่าทีเคร่งเครียดของเขา “คืนนี้มันจะกลับมาอีกไหม”
เมฆินทร์หยุดมือเพียงชั่วครู่ก่อนตอบโดยไม่หันกลับมา
“ตราบใดที่รอยบนตัวคุณยังไม่ถูกปิด มันจะไม่ไปไหน”