คำตอบของเมฆินทร์ทำให้ริสานิ่งงันไปชั่วขณะ ความเย็นวาบค่อยๆแล่นจากต้นคอลงมาตามแผ่นหลัง หญิงสาวหันไปมองประตูเรือนไม้ซึ่งปิดสนิทอยู่ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว แสงตะเกียงภายในห้องส่องผ่านรอยแยกของบานไม้เป็นเส้นบางเผยให้เห็นภาพด้านนอกอันเงียบสงัด ไม่มีเงาร่างหรือเสียงฝีเท้าของผู้ใดอยู่บนชานเรือน
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่ได้ดังมาจากประตูตรงหน้า หากแต่ลอยแว่วมาจากที่ไกลกว่าเดิม คล้ายมีใครกำลังเคาะแผ่นไม้แข็งอยู่บริเวณหน้าบ้าน
เมฆินทร์ชะงักเล็กน้อยก่อนหันมองออกไปทางหน้าต่างซึ่งเปิดแง้มอยู่เพียงบานเดียว สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่งแต่ดวงตาคมกลับเคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เสียงมาจากไหน” ริสาถามเบา ๆ
ชายหนุ่มไม่ตอบในทันที เขาเดินไปหยุดอยูู่ข้างหน้าต่างก่อนยกมือแตะสายสิญจน์สีขาวซึ่งขึงพาดอยู่เหนือวงกบ ปลายนิ้วของเขาหยุดนิ่งอยู่ตรงกลางเส้นด้ายราวกับกำลังตรวจสอบบางสิ่งที่มองไม่เห็น
สายสิญจน์ยังคงตึงแน่น ไม่มีรอยไหม้ ไม่มีส่วนใดขาดออก นั่นหมายความว่าสิ่งที่อยู่ด้านนอกยังไม่สามารถล่วงเข้ามาในเขตเรือนได้
เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง
ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก
คราวนี้ริสาฟังออกชัดเจนว่ามันไม่ได้ดังจากตัวบ้านแต่ดังมาจากประตูรั้วไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตร เสียงแต่ละครั้งหนักและชัดเจนเสียจนไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะเดินทางผ่านระยะไกลเช่นนั้นเข้ามาถึงในเรือนได้
ทันใดนั้นเอง เสียงลมซึ่งเคยพัดผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ก็หยุดลงพร้อมกัน เสียงแมลงกลางคืนเงียบหาย แม้แต่ใบไม้บนต้นมะขามใหญ่กลางลานยังหยุดนิ่งราวกับถูกบางสิ่งกดเอาไว้ บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณบ้านตกอยู่ในความสงัดอันหนักอึ้งจนเสียงเปลวตะเกียงแตกตัวเบา ๆ กลายเป็นสิ่งเดียวที่ยังดังอยู่ภายในห้อง
“เมฆ...”
เสียงหญิงชราลอยมาตามความมืด แผ่วเบาแต่ชัดเจนราวกับผู้พูดยืนอยู่ตรงหน้าต่าง
“เปิดประตูให้ย่าหน่อยลูก”
ริสารู้สึกขนลุกไปทั้งแขน หญิงสาวมองออกไปด้านนอกแต่เห็นเพียงลานดินว่างเปล่าซึ่งทอดยาวไปจนถึงแนวต้นไม้ แสงจากโคมไฟใต้ชายคาส่องไปได้ไม่ไกลนักในขณะที่บริเวณหน้ารั้วบ้านยังคงจมอยู่ในเงามืด
เมฆินทร์เอื้อมมือไปปิดบานหน้าต่างช้า ๆ ก่อนลงกลอนแน่นหนา จากนั้นจึงหยิบผ้ายันต์แผ่นหนึ่งมาวางทับบนวงกบ
“อย่าขานรับ” เขากล่าวเสียงต่ำ “ไม่ว่าจะได้ยินเสียงใครเรียกก็ตาม”
ริสากลืนน้ำลาย “มันเข้ามาไม่ได้ใช่ไหม”
“ถ้าเขตบ้านยังไม่แตก มันก็เข้ามาไม่ได้”
“เขตบ้าน?”
เมฆินทร์เหลือบมองออกไปด้านนอกอีกครั้ง
“ที่นี่มีเจ้าที่คุ้มครองและทุกทางเข้าจะถูกลงอาคมปิดไว้ตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ตก สิ่งที่ไม่มีสิทธิ์เข้ามาจะข้ามธรณีไม่ได้ เว้นแต่ว่าคนในบ้านจะเปิดทางให้เอง”
ริสานึกถึงเสียงเรียกของหญิงชราตรงหน้ารั้วขึ้นมาได้ทันที
“เพราะอย่างนั้นมันถึงพยายามให้คุณออกไปเปิดประตู”
“ใช่”
“แล้วถ้าไม่เปิดล่ะ”
ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง “มันก็จะพยายามหาวิธีอื่นให้เราขานรับ หรือยอมเชื้อเชิญมันเข้ามา”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นจากบริเวณหน้ารั้ว มันเริ่มต้นด้วยเสียงของหญิงชราก่อนค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหญิงสาวหลายคนหัวเราะซ้อนกัน ทั้งสูง ทั้งต่ำ และแหบพร่าราวกับดังออกมาจากลำคอของคนจำนวนมากในคราวเดียว
ริสาขยับตัวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ขณะที่รอยอาคมบนหัวไหล่พลันร้อนวาบขึ้นมาอีกครั้ง เส้นสีดำบริเวณขาเต้นตุบตามเสียงหัวเราะที่ลอยเข้ามา
เมฆินทร์หันกลับมาทันที “มันตอบรับกับคุณหรือ”
หญิงสาวยกมือกดหัวไหล่ไว้แน่น “รอยมันร้อนขึ้น”
ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ก่อนก้มมองเส้นสีดำที่ยังคงเคลื่อนอยู่ใต้ผิวหนัง สีหน้าของเขายิ่งเคร่งเครียดขึ้น
“อย่าออกห่างจากเรือนนี้”
“ฉันไม่ได้คิดจะออกไป”
“เมื่อกี้คุณยังบอกว่าจะกลับไปที่ศาล”
“ตอนนี้ฉันยังเดินแทบไม่ได้”
“ก็ดี อย่างน้อยคืนนี้คุณคงหยุดสร้างเรื่องได้บ้าง”
ริสาเงยหน้ามองเขาอย่างไม่พอใจ “คุณพูดกับคนป่วยแบบนี้หรือ”
“เฉพาะคนป่วยที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองกำลังจะตาย”
คำตอบตรงเกินไปทำให้หญิงสาวเงียบลง เมฆินทร์หันกลับไปยังตู้ไม้ด้านในสุดก่อนหยิบพวงกุญแจขึ้นมาอีกครั้งแต่ทว่า เสียงบางอย่างจากด้านนอกกลับดังขึ้นเสียก่อน
ครืด... เสียงนั้นคล้ายเล็บยาวกำลังลากไปตามซี่รั้วไม้ทีละซี่อย่างเชื่องช้า
ครืด... ครืด...
เสียงขูดดังต่อเนื่องจากปลายรั้วด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งก่อนหยุดลงตรงบริเวณประตูทางเข้า
เมฆินทร์กำมีดหมอแน่นแล้วเดินออกจากเรือนไปหยุดตรงชาน ริสารีบลุกตามแต่ทันทีที่ขาข้างที่มีรอยดำแตะพื้น ความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นมาจนต้องคว้าขอบเตียงไว้
ชายหนุ่มหันกลับมามอง “ผมบอกให้อยู่ข้างใน”
“ฉันแค่อยากดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ความอยากรู้ของคุณพามาไกลเกินพอแล้ว”
“ฉันเป็นนักข่าวภาคสนาม จะให้นั่งรอเฉย ๆ คงไม่ได้”
“คืนนี้คุณไม่ได้อยู่ในพื้นที่ทำข่าว คุณอยู่ในเขตอาคมของผม”