แสงแดดยามเช้าค่อย ๆ ลอดผ่านช่องไม้ของเรือนไทยหลังใหญ่ กลิ่นดินชื้นหลังฝนเมื่อคืนผสมกับกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ที่ยังคงอบอวลอยู่ในห้อง
ริสาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือเพดานไม้สีเข้มเหนือศีรษะก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่โรงแรม เธอรีบยันตัวลุกก่อนที่จะตระหนักได้ว่า ความเจ็บที่ข้อเท้ายังมีอยู่แต่ลดลงกว่าคืนก่อนมากราวกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันร้าย
หญิงสาวค่อย ๆ ดึงชายกางเกงขึ้นมาดูช้าๆและพบว่า รอยเส้นสีดำที่เมื่อคืนลามเกือบถึงสะโพก เหลือเพียงเส้นบาง ๆ วนอยู่รอบข้อเท้า คล้ายรอยช้ำธรรมดา
“ดีขึ้นจริงๆแฮะ” เธอพึมพำกับตัวเอง
เสียงเปิดประตูดังขึ้นเบา ๆพร้อมกับร่างของเมฆินทร์ที่เดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารเช้าง่าย ๆ มีเพียงข้าวต้มร้อนกับชาสมุนไพรหนึ่งถ้วย
“ตื่นแล้วหรือ” น้ำเสียงของเขาเรียบเหมือนทุกครั้ง
ริสาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบว่า
“เมื่อคืน…” เธอหยุดคิดก่อนเปลี่ยนคำถาม
“ฉันหลับไปนานไหม”
“เกือบทั้งคืน” เมฆินทร์วางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตรงข้าม
“กินอะไรสักหน่อย”
ริสามองอาหารตรงหน้า
“คุณทำเองหรือคะ”
“มีผมอยู่คนเดียว”
เธออดหัวเราะไม่ได้จึงหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบา
“ไม่นึกว่าคนเล่นของจะทำกับข้าวเป็น” เมฆินทร์เงยหน้ามองเพียงนิดเดียว
“ถ้ารอผีทำให้ คงอดตาย และผมไม่ใช่คนเล่นของ”
ประโยคสั้น ๆ ทำเอาริสาหลุดหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกตั้งแต่รู้จักกัน แม้แต่เมฆินทร์เองก็ดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอเล่นมุกออกไปทำให้บรรยากาศอึดอัดเมื่อคืนค่อย ๆ คลายลงเล็กน้อย
หลังอาหารเช้า เมฆินทร์หยิบผ้าดิบผืนเล็กที่พับเป็นสี่เหลี่ยมออกมาจากลิ้นชัก ภายในมีตะกรุดเงินขนาดนิ้วก้อยผูกด้วยด้ายสีขาวและเขาเลือกยื่นมันให้เธอ
“พกไว้” ริสารับมา พลิกดูไปมา
“ของขลังหรือ”
“ตะกรุด”
“ช่วยอะไร”
“ไม่ช่วย”
หญิงสาวขมวดคิ้ว
“อ้าว”
“มันไม่ได้รักษา” เมฆินทร์ตอบช้า ๆ
“แต่มันจะทำให้อาคมที่อยู่ในตัวคุณลามช้าลง”
ริสายิ้มมุมปาก
“คุณยังยืนยันว่าฉันโดนของ”
“ผมไม่ได้ยืนยัน”
“แล้ว”
“ผมเห็น” น้ำเสียงหนักแน่นนั้นทำให้เธอเงียบไปครู่หนึ่ง เมฆินทร์หยิบกระดาษสีเหลืองขึ้นมาอีกแผ่น ใช้นิ้วแตะอักขระที่เขาเขียนไว้เมื่อคืนก่อนส่งให้กับร่างบาง
“ผมกดอาคมไว้ชั่วคราว”
“ชั่วคราวอีกแล้ว” ริสาหัวเราะเบา ๆ
“คุณชอบใช้คำนี้จริง ๆ”
“เพราะมันเป็นอย่างนั้น” เขาสบตาเธอโดยตรง
“ไม่เกินเย็นวันนี้ มันจะเริ่มกลับมา” หญิงสาวถอนหายใจ
“คุณรู้ได้ยังไง”
“เพราะผมเป็นคนกดมันไว้”
ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง เมฆินทร์ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูเรือน แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาเต็มห้องก่อนจะพูดโดยไม่หันกลับมา
“ถ้าหลังจากนี้คุณเริ่มปวดข้อเท้า…หรือรอยดำเริ่มลาม ให้กลับมาหาผม”
ริสายกแขนกอดอก
“ถ้าอาการหนัก ฉันก็ไปโรงพยาบาลสิ”
เมฆินทร์หันกลับมาช้า ๆ
“ได้” คำตอบนั้นทำให้เธอแปลกใจ
“แต่หมอจะหาอะไรไม่เจอ”
“คุณมั่นใจขนาดนั้นเลยหรือ”
“เพราะมันไม่ใช่โรค”
“คุณจะให้ฉันเชื่อเรื่องไสยศาสตร์มากกว่าแพทย์แผนปัจจุบันหรือ”
“ไม่” เขาตอบทันที
“ถ้าคุณเป็นไข้ ผมจะเป็นคนพาคุณไปโรงพยาบาลเอง แต่สิ่งที่อยู่ในตัวคุณ…หมอรักษาไม่ได้”
ริสาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เธอทำข่าวมาหลายปี เจอทั้งคดีฆาตกรรม คนหลอกลวง สำนักทรงเจ้า และหมอผีปลอมมาก็มาก คำพูดของเมฆินทร์ฟังดูจริงจังแต่ก็จริงจังเกินกว่าที่เธอจะเชื่อ หญิงสาวเก็บตะกรุดลงกระเป๋าเพียงเพราะไม่อยากปฏิเสธน้ำใจของเขา
“ถ้าฉันไม่กลับมาล่ะ” เมฆินทร์นิ่งไปเพียงครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมหวังว่าคุณจะไม่ต้องพิสูจน์ แล้วเราก็คงได้เจอกันโลกหน้าแทน”
ริสาอมยิ้ม
“คุณนี่พูดเหมือนคนแก่เลยนะ คุณเมฆินทร์”
“แล้วคุณก็เป็นคนดื้อ คุณริสา”
“คุณเพิ่งรู้เหรอ”
“รู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ก่อนหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย
“ขอบคุณสำหรับเมื่อคืนนะคะ”
เธอหยุดอยู่หน้าประตูก่อนหันกลับมาพูดกับเขาอีกครั้ง
“ถึงฉันจะยังไม่เชื่อคุณทั้งหมดก็เถอะ”
เมฆินทร์พยักหน้าเพียงครั้งเดียว
“ไม่เป็นไร ผมแค่หวังว่าคุณจะมีชีวิตอยู่อีกนานพอที่จะกลับมาเถียงกับผม”
ริสาหลุดยิ้มโดยไม่รู้ตัว
“ปากร้าย”
“ผมพูดเรื่องจริง”
เธอส่ายหน้าก่อนเดินลงบันไดเรือนไปยังรถของตัวเองที่พึ่งกดเรียกมาในแอพลิเคชั่น เมฆินทร์ยืนมองอยู่บนชานบ้านจนรถของหญิงสาวแล่นพ้นประตูไม้ออกไป เขาไม่ได้ละสายตาจากถนนสายดินนั้นอยู่พักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจแผ่วเบา
“หวังว่าครั้งนี้…คุณจะเชื่อผม ริสา”
ลมยามเช้าพัดชายเสื้อสีเข้มของเขาไหวเบา ๆ ใบไม้เสียดสีกันเป็นจังหวะ ทุกอย่างดูสงบกว่าคืนที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิงหากแต่ความรู้สึกหนักอึ้งในอกกลับไม่ยอมจางหายไปพร้อมกับแสงแดด