Share

บทที่ 14

Author: TanyaT
last update publish date: 2026-09-03 04:25:25

เมฆินทร์ก้มมองฝ่ามือของตนเองและพบว่ารอยแผลที่ใช้หยดเลือดกดอาคมเมื่อคืนเริ่มปิดแล้ว เหลือเพียงรอยแดงบาง ๆ พาดอยู่กลางฝ่ามือตามปกติ เมื่อพิธีกดอาคมเสร็จสิ้น ความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบพิธีกับผู้ถูกอาคมควรสิ้นสุดลงทันทีแต่คราวนี้มันยังคงอยู่...เบาบางจนแทบจับต้องไม่ได้ ทว่าชัดเจนพอให้เขารู้สึกว่าบางสิ่งที่อยู่ในตัวของริสากำลังหลับอยู่ มันไม่ได้หายไปไหน เพียงซ่อนตัวและรอเวลาให้ฤทธิ์ของอาคมที่เขาลงไว้เสื่อมลงเท่านั้น

ชายหนุ่มกำมือช้า ๆ ก่อนหันกลับเข้าเรือน บนโต๊ะเตี้ยยังวางโถยาสมุนไพร มีดหมอ และเศษด้ายสายสิญจน์จากเมื่อคืน เขาเริ่มเก็บทุกอย่างเข้าที่อย่างเงียบเชียบแต่สายตากลับเหลือบมองประตูอยู่เป็นระยะ คล้ายกับกำลังคาดหวังว่าริสาจะย้อนกลับมาในอีกไม่กี่นาที

แน่นอนว่าเธอไม่กลับมา ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆและยิ่งถูกห้ามก็ยิ่งอยากพิสูจน์ว่าคำเตือนนั้นผิด

เมฆินทร์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาเองก็ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ความรู้สึกประหลาดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา ความรู้สึกเป็นห่วง ผูกพันธ์กับริสาที่ยังหาคำตอบไม่ได้

“ดื้อให้ตลอดเถอะ”

เขาพึมพำกับตัวเองก่อนหยิบผงว่านที่เหลือจากเมื่อคืนขึ้นมาตรวจดู เนื้อยาซึ่งควรเป็นสีดำสนิทกลับมีประกายแดงคล้ำแทรกอยู่บาง ๆ เป็นสัญญาณว่าของที่เกาะอยู่ในตัวริสายังไม่ถูกสะกดอย่างสมบูรณ์ ชายหนุ่มวางโถลงทันที สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม ฤทธิ์ของมันอาจอยู่ได้ไม่ถึงตอนเย็นอย่างที่เขาคาดไว้แต่ตอนนี้ริสาคงเดินทางเข้าอำเภอไปแล้วและต่อให้เขาโทรตาม เธอก็คงไม่ยอมกลับมาเพียงเพราะคำเตือนที่พิสูจน์ไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือรอ...และหวังว่าเธอจะเชื่อเขาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

รถของริสาแล่นเข้าสู่ลานจอดรถหน้าที่พักในช่วงสาย หญิงสาวค่อยๆลงจากรถและเดินเข้าสู่โรงแรมเรือนพญาอย่างช้าๆ ความอ่อนล้าจากเมื่อคืนยังคงเกาะอยู่ตามร่างกาย แม้จะหลับไปหลายชั่วโมงแต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย

เธอยกมือแตะตะกรุดที่อยู่ในกระเป๋าเสื้ออย่างไม่รู้ตัว ภาพเมฆินทร์ยืนกอดอกอยู่หน้าประตูเรือนยังคงติดอยู่ในความคิด พร้อมคำเตือนเดิมที่วนกลับมาซ้ำ ๆ หากรอยดำลามหรือเริ่มปวดขึ้นมา ให้รีบกลับไปหาเขาทันที ริสาส่ายหน้าให้กับตัวเอง ก่อนบ่นพึมพำกับตัวเอง

“งมงายไปใหญ่แล้วริสาเอ๊ย”

เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปภายในโรงแรม ต่อให้เรื่องเมื่อคืนแปลกประหลาดเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องกับอาคมอย่างที่เมฆินทร์กล่าวอ้าง

บางทีเธออาจถูกสัตว์มีพิษกัดในป่า อาการปวดและเส้นสีดำอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ ส่วนเสียงที่ได้ยินกับหญิงชุดขาวหน้ารั้วก็อาจเป็นเพียงภาพหลอนจากความเครียดและความเหนื่อยล้า

ทุกอย่างควรมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ อย่างน้อยริสาก็พยายามบอกตัวเองเช่นนั้น เมื่อเดินเข้าไปภายในที่ห้อง เพื่อนร่วมทีมสองคนกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ตรงโต๊ะยาว มนัส ช่างภาพประจำทีม เงยหน้าขึ้นจากจานข้าวทันทีที่เห็นเธอ

“กลับมาแล้วหรือพี่ริสา เมื่อคืนหายไปไหน โทรก็ไม่ติด”

“รถมีปัญหานิดหน่อย เลยต้องค้างบ้านชาวบ้านแถวนั้น” ริสาตอบพลางวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ก่อนพยายามใช้น้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด

“แล้วรถหายเองตอนเช้าหรือ” เสียงแซวจากพลอย ผู้ช่วยนักข่าวสาวทำให้ริสาเหลือบมองอย่างระอา

“ยังเสียอยู่เลย เลยเรียกอูเบอร์มา”

“ว่าแต่ ชาวบ้านหรือหนุ่มชาวบ้านคะพี่ริสา”

“อยากมีงานทำต่อไหมจ๊ะน้องพลอย” พลอยยกมือขึ้นทำท่ายอมแพ้แต่ยังแอบยิ้มอย่างมีเลศนัย

“แค่ถามเอง พี่ริสาทำหน้าเหมือนอดนอนทั้งคืนเลยนะคะ” คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเย็นออกมาดื่ม

“เมื่อคืนวุ่นวายนิดหน่อย”

“เจออะไรหรือเปล่า”

มนัสถามขึ้น สีหน้าจริงจังกว่าเดิมเพราะรู้ดีว่าริสาเป็นคนไม่ชอบพูดเลี่ยง หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง เธอคงไม่ตอบกำกวมเช่นนี้

หญิงสาวเงียบไปชั่วครู่

“ยังไม่แน่ใจ” เธอตอบเพียงเท่านั้นก่อนเปลี่ยนเรื่องทันที

“วันนี้เราต้องไปคุยกับครอบครัวผู้สูญหายตอนกี่โมง”

“สิบเอ็ดโมง ทางผู้ใหญ่บ้านนัดไว้ให้แล้วค่ะ” พลอยหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิด

“แล้วช่วงบ่ายจะไปดูศาลาร้างอีกไหม” มือที่กำขวดน้ำของริสาหยุดนิ่ง

ภาพรอยมือเปื้อนเลือดบนประตูศาล รวมถึงความเจ็บปวดที่แล่นจากข้อเท้าขึ้นมาตามร่างกายย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ

“ยังไม่ไป” เธอตอบเร็วเกินไปเล็กน้อย

พลอยเงยหน้ามอง “พี่ไม่ได้อยากไปดูตั้งแต่เมื่อวานหรอกหรือ”

“ข้อมูลยังไม่พอ กลับไปตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร เสียเวลา”

“หรือเมื่อคืนพี่ไปมาแล้ว”

คำถามนั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลง ริสาหันมองอีกฝ่ายตรง ๆ จนพลอยค่อย ๆ หุบยิ้ม

“พี่บอกว่ายังไม่ไปก็คือยังไม่ไป”

น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดังแต่หนักแน่นพอให้ทั้งสองคนรู้ว่าไม่ควรถามต่อ ริสาหยิบกระเป๋าขึ้นมาแล้วเดินกลับห้องพักของตัวเองทันที เมื่อประตูปิดลง เธอจึงปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาช้า ๆ ก่อนพิงหลังกับบานประตู

ความจริงคือเธอไม่รู้ว่าควรเล่าเรื่องเมื่อคืนอย่างไร หากบอกว่าเข้าไปในศาลาร้างเพียงลำพังแล้วถูกบางสิ่งที่มองไม่เห็นทำร้ายจนต้องให้หมอสักยันต์ช่วยไว้ เพื่อนร่วมทีมคงคิดว่าเธอเสียสติหรือไม่ก็พยายามสร้างเรื่องให้ข่าวดูน่าตื่นเต้น เธอเองยังไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยซ้ำ

ริสาเดินค่อยๆไปนั่งลงบนขอบเตียงก่อนดึงชายกางเกงขึ้นตรวจดูข้อเท้า รอยดำยังคงเป็นเส้นบางจาง ๆ ล้อมอยู่เหนือกระดูกข้อเท้า ไม่ลามขึ้นมาเหมือนเมื่อคืน

“เห็นไหม ไม่มีอะไร” หญิงสาวพูดกับตัวเองคล้ายต้องการย้ำให้มั่นใจ

เธอหยิบตะกรุดออกจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง ตะกรุดเงินขนาดเล็กถูกพันด้วยด้ายสีขาวหลายรอบ รูปลักษณ์ธรรมดาจนไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยชีวิตใครได้ เมฆินทร์อาจทำพิธีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นจริงแต่อาจเป็นเพียงผลจากสมุนไพรหรือการพักผ่อนเท่านั้น

ริสาเก็บมันใส่ลิ้นชักของโต๊ะข้างหัวเตียงโดยไม่ได้พกติดตัวอย่างที่เขากำชับ จากนั้นจึงลุกไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมตัวออกไปทำงานตามปกติ

ช่วงสาย ทีมข่าวเดินทางไปยังบ้านไม้หลังเล็กท้ายหมู่บ้านเพื่อสัมภาษณ์ครอบครัวของชายหนุ่มที่หายตัวไปเมื่อสามสัปดาห์ ริสานั่งอยู่ตรงข้ามหญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นมารดาของผู้สูญหาย ขณะที่มนัสตั้งกล้องอยู่ทางด้านข้าง ลมร้อนพัดผ่านชานบ้านเป็นระยะ กลิ่นข้าวเปลือกกับควันไฟจากครัวด้านหลังลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

“ก่อนหายไป ลูกชายป้ามีพฤติกรรมแปลกไปไหมคะ”

ริสาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หญิงวัยกลางคนก้มมองมือของตนเองโดยมีสีหน้าอิดโรยจากการอดนอนมาหลายคืน

“มันบอกว่าได้ยินคนเรียกตอนกลางคืน” คำตอบนั้นทำให้ปลายนิ้วของริสาที่จับปากกาอยู่หยุดมในทันที

“ใครเรียกคะ”

“มันไม่รู้ บอกว่าเป็นเสียงผู้หญิง เรียกชื่อมันอยู่ตรงหลังบ้าน”

ริสาเงยหน้าขึ้นทันที

“เกิดขึ้นกี่ครั้ง”

“หลายคืนอยู่ มันนอนไม่ค่อยหลับ บางคืนก็เดินออกไปยืนหน้าบ้านคนเดียว พอแม่ถาม มันก็บอกว่าไม่มีอะไร”

หญิงวัยกลางคนหยุดไปครู่หนึ่งก่อนยกมือเช็ดน้ำตา

“คืนที่มันหายไป แม่เห็นประตูหลังเปิดอยู่ รองเท้าแตะก็หายไปข้างหนึ่ง เหมือนมันเดินตามใครออกไป”

หัวใจของริสาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย คำเตือนของเมฆินทร์เมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในความคิด

หากได้ยินเสียงใครเรียก อย่าเดินตามไป

เธอรีบกดความรู้สึกนั้นไว้ก่อนถามต่อด้วยท่าทีเป็นมืออาชีพ

“แล้วก่อนหน้านี้เขาเคยไปที่ศาลาร้างหรือเปล่าคะ”

สีหน้าของหญิงวัยกลางคนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

“ใครบอกหนู”

“มีชาวบ้านบางคนพูดถึงค่ะ”

“อย่าไปที่นั่นเชียวนะ” หญิงคนนั้นเอื้อมมือมาจับข้อมือริสาแน่นจนเธอสะดุ้ง

“มันไม่ใช่ที่ของคนเป็น”

ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลงอย่างประหลาดแม้แสงแดดยังส่องอยู่เต็มชานบ้าน ริสารู้สึกถึงอาการปวดแปลบเล็ก ๆ ตรงข้อเท้า

หญิงสาวขยับขาโดยไม่รู้ตัวก่อนพยายามตั้งสติ

“ป้าพอจะเล่าได้ไหมคะว่าศาลานั้นเคยเกิดอะไรขึ้น”

“ไม่มีใครรู้จริงหรอก”

หญิงวัยกลางคนปล่อยมือจากเธอก่อนหันมองออกไปยังแนวป่าด้านหลังบ้าน

“รู้แค่ว่าคนที่เข้าไปยุ่ง มักกลับออกมาไม่เหมือนเดิม”

ริสาจดข้อความนั้นลงในสมุดแต่ลายมือกลับเริ่มไม่ตรงเหมือนเดิม อาการปวดที่ข้อเท้าเมื่อครู่ไม่ได้หายไปแต่กลับค่อย ๆ หนักขึ้นเป็นจังหวะ เหมือนมีบางสิ่งกำลังบีบรัดกระดูกจากด้านใน เธอก้มมองขาตัวเองชั่วครู่และพบว่าเส้นสีดำใต้ชายกางเกงดูเข้มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังไม่ลาม

ริสาสูดลมหายใจลึกก่อนดำเนินการสัมภาษณ์ต่อจนจบโดยไม่แสดงอาการผิดปกติ เมื่อเดินกลับมาที่รถ มนัสจึงเอ่ยถามขึ้น

“ขาเป็นอะไรหรือเปล่า เห็นขยับตลอดเลย”

“เมื่อคืนเดินพลาดในป่า คงข้อเท้าแพลง”

“ไปโรงพยาบาลไหม”

“ยังไม่เป็นไร”

“หน้าพี่ซีดนะ” พลอยเดินเข้ามาสมทบ พลางยื่นขวดน้ำให้

ริสารับมาแต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสขวด ความเย็นจัดกลับแล่นเข้าสู่แขนจนเธอเผลอปล่อยมือทำให้ขวดน้ำตกลงบนพื้นเสียงดัง

“พี่ริสา!”

พลอยรีบก้มเก็บ ขณะที่ริสายืนนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังต้นมะขามใหญ่ข้างบ้าน ตรงใต้ต้นไม้มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลังให้ เสื้อสีขาวยาวถึงข้อเท้า เส้นผมสีดำปล่อยสยายลงกลางหลัง เป็นคนเดียวกับที่เธอเห็นหน้าบ้านเมฆินทร์เมื่อคืน

ริสากลั้นหายใจ

“พี่มองอะไร” พลอยหันไปตามสายตาแต่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 222

    “ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน” “รอยนั้นหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมเลยคิดว่าอาจเป็นเพียงรอยกดจากผ้าห่อตัว” “คุณไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ” เมฆินทร์นิ่ง ริสารู้จักเขาดีพอจะมองออกว่า ชายหนุ่มปิดบังความกังวลนี้มานานเพียงใด “แล้วมีอะไรอีกไหมคะ” “ตอนอายุสองขวบ รดาเคยเดินเข้าไปในห้องเก็บของ” “ห้องที่คุณเก็บสมุดข่อ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 221

    รินรดาในวัยเจ็ดขวบป่วยบ่อยกว่าภูริณมาก บางครั้งเป็นเพียงไข้ต่ำในช่วงหัวค่ำ แต่พอตกดึก อุณหภูมิกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงตัวเล็กจะนอนกระสับกระส่าย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มือทั้งสองกำผ้าห่มแน่น ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำซึ่งไม่มีใครฟังเข้าใจ หมอตรวจไม่พบความผิดปกติร้ายแรง ผลเลือดปกติ ไม่มีการติดเชื้อและ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 220

    “โอ๊ย!” “บอกแล้วว่าอย่าวิ่งเร็ว” ภูริณหันไปจับไหล่รินรดาไว้ไม่ให้ล้มก่อนมองไปยังพาขวัญที่กำลังวิ่งมาหา เด็กหญิงวัยห้าขวบสะดุดก้อนหินจนร่างเล็กเซไปข้างหน้าแต่โชคดีที่ภูริณรีบก้าวเข้าไปรับตัวไว้ได้ทันทำให้พาขวัญตกใจจนสองแขนกอดคอพี่ชายแน่น “เกือบล้มแล้วค่ะ” “เพราะวิ่งไม่ดูทาง” เขาอุ้มเด็กหญิงขึ้นม

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 219

    “พี่ภูริณอย่าแกล้งน้องนะคะ” รินรดากางแขนปกป้องคนตัวเล็กทันที ภูริณเลิกคิ้ว “ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” “พี่ทำหน้าน่ากลัว” “หน้าพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” “งั้นพี่ก็หน้าดุอยู่แล้วค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาของรินรดาทำให้ริสาหลุดหัวเราะ ส่วนเมฆินทร์ยกมือขึ้นปิดมุมปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ ภูริณมองเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 218

    ภรันยังไม่หลับ เขาจ้องมองลูกสาวอยู่เงียบ ๆ จนพลอยเอื้อมมือมาวางทับหลังมือของเขา “พี่กลัวไหม” หญิงสาวถามเบา ๆ “กลัว” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้พลอยชะงัก “พี่ก็กลัวเป็นด้วยเหรอ” “กลัวสิ” เขาหันมองเธอ “พี่กลัวเสียเธอกับขวัญไป” ดวงตาของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น “พี่จะไม่เสียใครไปหรอก” “อืม” ภรันก้มลงมองพาขวัญ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 217

    เสียงฝนตกกระทบหลังคาเรือนไม้ดังสม่ำเสมอตั้งแต่หัวค่ำ ลมเย็นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ม่านสีขาวบางขยับไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยแตะต้อง พลอยนั่งพิงหัวเตียง มือหนึ่งลูบเส้นผมดำขลับของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนขดอยู่ข้างกาย พาขวัญเพิ่งอายุครบห้าขวบได้ไม่กี่เดือน ใบหน้ากลมละม้ายคล้ายแม่ แต่ด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status