เมฆินทร์ก้มมองฝ่ามือของตนเองและพบว่ารอยแผลที่ใช้หยดเลือดกดอาคมเมื่อคืนเริ่มปิดแล้ว เหลือเพียงรอยแดงบาง ๆ พาดอยู่กลางฝ่ามือตามปกติ เมื่อพิธีกดอาคมเสร็จสิ้น ความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบพิธีกับผู้ถูกอาคมควรสิ้นสุดลงทันทีแต่คราวนี้มันยังคงอยู่...เบาบางจนแทบจับต้องไม่ได้ ทว่าชัดเจนพอให้เขารู้สึกว่าบางสิ่งที่อยู่ในตัวของริสากำลังหลับอยู่ มันไม่ได้หายไปไหน เพียงซ่อนตัวและรอเวลาให้ฤทธิ์ของอาคมที่เขาลงไว้เสื่อมลงเท่านั้น
ชายหนุ่มกำมือช้า ๆ ก่อนหันกลับเข้าเรือน บนโต๊ะเตี้ยยังวางโถยาสมุนไพร มีดหมอ และเศษด้ายสายสิญจน์จากเมื่อคืน เขาเริ่มเก็บทุกอย่างเข้าที่อย่างเงียบเชียบแต่สายตากลับเหลือบมองประตูอยู่เป็นระยะ คล้ายกับกำลังคาดหวังว่าริสาจะย้อนกลับมาในอีกไม่กี่นาที
แน่นอนว่าเธอไม่กลับมา ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆและยิ่งถูกห้ามก็ยิ่งอยากพิสูจน์ว่าคำเตือนนั้นผิด
เมฆินทร์ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขาเองก็ไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้ความรู้สึกประหลาดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเขา ความรู้สึกเป็นห่วง ผูกพันธ์กับริสาที่ยังหาคำตอบไม่ได้
“ดื้อให้ตลอดเถอะ”
เขาพึมพำกับตัวเองก่อนหยิบผงว่านที่เหลือจากเมื่อคืนขึ้นมาตรวจดู เนื้อยาซึ่งควรเป็นสีดำสนิทกลับมีประกายแดงคล้ำแทรกอยู่บาง ๆ เป็นสัญญาณว่าของที่เกาะอยู่ในตัวริสายังไม่ถูกสะกดอย่างสมบูรณ์ ชายหนุ่มวางโถลงทันที สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม ฤทธิ์ของมันอาจอยู่ได้ไม่ถึงตอนเย็นอย่างที่เขาคาดไว้แต่ตอนนี้ริสาคงเดินทางเข้าอำเภอไปแล้วและต่อให้เขาโทรตาม เธอก็คงไม่ยอมกลับมาเพียงเพราะคำเตือนที่พิสูจน์ไม่ได้ สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือรอ...และหวังว่าเธอจะเชื่อเขาก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
รถของริสาแล่นเข้าสู่ลานจอดรถหน้าที่พักในช่วงสาย หญิงสาวค่อยๆลงจากรถและเดินเข้าสู่โรงแรมเรือนพญาอย่างช้าๆ ความอ่อนล้าจากเมื่อคืนยังคงเกาะอยู่ตามร่างกาย แม้จะหลับไปหลายชั่วโมงแต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้พักเลยแม้แต่น้อย
เธอยกมือแตะตะกรุดที่อยู่ในกระเป๋าเสื้ออย่างไม่รู้ตัว ภาพเมฆินทร์ยืนกอดอกอยู่หน้าประตูเรือนยังคงติดอยู่ในความคิด พร้อมคำเตือนเดิมที่วนกลับมาซ้ำ ๆ หากรอยดำลามหรือเริ่มปวดขึ้นมา ให้รีบกลับไปหาเขาทันที ริสาส่ายหน้าให้กับตัวเอง ก่อนบ่นพึมพำกับตัวเอง
“งมงายไปใหญ่แล้วริสาเอ๊ย”
เธอพึมพำเบา ๆ ก่อนรีบเร่งฝีเท้าเข้าไปภายในโรงแรม ต่อให้เรื่องเมื่อคืนแปลกประหลาดเพียงใด ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องกับอาคมอย่างที่เมฆินทร์กล่าวอ้าง
บางทีเธออาจถูกสัตว์มีพิษกัดในป่า อาการปวดและเส้นสีดำอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ ส่วนเสียงที่ได้ยินกับหญิงชุดขาวหน้ารั้วก็อาจเป็นเพียงภาพหลอนจากความเครียดและความเหนื่อยล้า
ทุกอย่างควรมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ อย่างน้อยริสาก็พยายามบอกตัวเองเช่นนั้น เมื่อเดินเข้าไปภายในที่ห้อง เพื่อนร่วมทีมสองคนกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอยู่ตรงโต๊ะยาว มนัส ช่างภาพประจำทีม เงยหน้าขึ้นจากจานข้าวทันทีที่เห็นเธอ
“กลับมาแล้วหรือพี่ริสา เมื่อคืนหายไปไหน โทรก็ไม่ติด”
“รถมีปัญหานิดหน่อย เลยต้องค้างบ้านชาวบ้านแถวนั้น” ริสาตอบพลางวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้ก่อนพยายามใช้น้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด
“แล้วรถหายเองตอนเช้าหรือ” เสียงแซวจากพลอย ผู้ช่วยนักข่าวสาวทำให้ริสาเหลือบมองอย่างระอา
“ยังเสียอยู่เลย เลยเรียกอูเบอร์มา”
“ว่าแต่ ชาวบ้านหรือหนุ่มชาวบ้านคะพี่ริสา”
“อยากมีงานทำต่อไหมจ๊ะน้องพลอย” พลอยยกมือขึ้นทำท่ายอมแพ้แต่ยังแอบยิ้มอย่างมีเลศนัย
“แค่ถามเอง พี่ริสาทำหน้าเหมือนอดนอนทั้งคืนเลยนะคะ” คำพูดนั้นทำให้หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยก่อนเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเย็นออกมาดื่ม
“เมื่อคืนวุ่นวายนิดหน่อย”
“เจออะไรหรือเปล่า”
มนัสถามขึ้น สีหน้าจริงจังกว่าเดิมเพราะรู้ดีว่าริสาเป็นคนไม่ชอบพูดเลี่ยง หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริง เธอคงไม่ตอบกำกวมเช่นนี้
หญิงสาวเงียบไปชั่วครู่
“ยังไม่แน่ใจ” เธอตอบเพียงเท่านั้นก่อนเปลี่ยนเรื่องทันที
“วันนี้เราต้องไปคุยกับครอบครัวผู้สูญหายตอนกี่โมง”
“สิบเอ็ดโมง ทางผู้ใหญ่บ้านนัดไว้ให้แล้วค่ะ” พลอยหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาเปิด
“แล้วช่วงบ่ายจะไปดูศาลาร้างอีกไหม” มือที่กำขวดน้ำของริสาหยุดนิ่ง
ภาพรอยมือเปื้อนเลือดบนประตูศาล รวมถึงความเจ็บปวดที่แล่นจากข้อเท้าขึ้นมาตามร่างกายย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำ
“ยังไม่ไป” เธอตอบเร็วเกินไปเล็กน้อย
พลอยเงยหน้ามอง “พี่ไม่ได้อยากไปดูตั้งแต่เมื่อวานหรอกหรือ”
“ข้อมูลยังไม่พอ กลับไปตอนนี้ก็ไม่ได้อะไร เสียเวลา”
“หรือเมื่อคืนพี่ไปมาแล้ว”
คำถามนั้นทำให้บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลง ริสาหันมองอีกฝ่ายตรง ๆ จนพลอยค่อย ๆ หุบยิ้ม
“พี่บอกว่ายังไม่ไปก็คือยังไม่ไป”
น้ำเสียงของเธอไม่ได้ดังแต่หนักแน่นพอให้ทั้งสองคนรู้ว่าไม่ควรถามต่อ ริสาหยิบกระเป๋าขึ้นมาแล้วเดินกลับห้องพักของตัวเองทันที เมื่อประตูปิดลง เธอจึงปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้ออกมาช้า ๆ ก่อนพิงหลังกับบานประตู
ความจริงคือเธอไม่รู้ว่าควรเล่าเรื่องเมื่อคืนอย่างไร หากบอกว่าเข้าไปในศาลาร้างเพียงลำพังแล้วถูกบางสิ่งที่มองไม่เห็นทำร้ายจนต้องให้หมอสักยันต์ช่วยไว้ เพื่อนร่วมทีมคงคิดว่าเธอเสียสติหรือไม่ก็พยายามสร้างเรื่องให้ข่าวดูน่าตื่นเต้น เธอเองยังไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยซ้ำ
ริสาเดินค่อยๆไปนั่งลงบนขอบเตียงก่อนดึงชายกางเกงขึ้นตรวจดูข้อเท้า รอยดำยังคงเป็นเส้นบางจาง ๆ ล้อมอยู่เหนือกระดูกข้อเท้า ไม่ลามขึ้นมาเหมือนเมื่อคืน
“เห็นไหม ไม่มีอะไร” หญิงสาวพูดกับตัวเองคล้ายต้องการย้ำให้มั่นใจ
เธอหยิบตะกรุดออกจากกระเป๋าแล้ววางลงบนโต๊ะข้างเตียงก่อนจ้องมันอยู่ครู่หนึ่ง ตะกรุดเงินขนาดเล็กถูกพันด้วยด้ายสีขาวหลายรอบ รูปลักษณ์ธรรมดาจนไม่น่าเชื่อว่าจะช่วยชีวิตใครได้ เมฆินทร์อาจทำพิธีบางอย่างที่ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นจริงแต่อาจเป็นเพียงผลจากสมุนไพรหรือการพักผ่อนเท่านั้น
ริสาเก็บมันใส่ลิ้นชักของโต๊ะข้างหัวเตียงโดยไม่ได้พกติดตัวอย่างที่เขากำชับ จากนั้นจึงลุกไปอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมตัวออกไปทำงานตามปกติ
ช่วงสาย ทีมข่าวเดินทางไปยังบ้านไม้หลังเล็กท้ายหมู่บ้านเพื่อสัมภาษณ์ครอบครัวของชายหนุ่มที่หายตัวไปเมื่อสามสัปดาห์ ริสานั่งอยู่ตรงข้ามหญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นมารดาของผู้สูญหาย ขณะที่มนัสตั้งกล้องอยู่ทางด้านข้าง ลมร้อนพัดผ่านชานบ้านเป็นระยะ กลิ่นข้าวเปลือกกับควันไฟจากครัวด้านหลังลอยอบอวลอยู่ในอากาศ
“ก่อนหายไป ลูกชายป้ามีพฤติกรรมแปลกไปไหมคะ”
ริสาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล หญิงวัยกลางคนก้มมองมือของตนเองโดยมีสีหน้าอิดโรยจากการอดนอนมาหลายคืน
“มันบอกว่าได้ยินคนเรียกตอนกลางคืน” คำตอบนั้นทำให้ปลายนิ้วของริสาที่จับปากกาอยู่หยุดมในทันที
“ใครเรียกคะ”
“มันไม่รู้ บอกว่าเป็นเสียงผู้หญิง เรียกชื่อมันอยู่ตรงหลังบ้าน”
ริสาเงยหน้าขึ้นทันที
“เกิดขึ้นกี่ครั้ง”
“หลายคืนอยู่ มันนอนไม่ค่อยหลับ บางคืนก็เดินออกไปยืนหน้าบ้านคนเดียว พอแม่ถาม มันก็บอกว่าไม่มีอะไร”
หญิงวัยกลางคนหยุดไปครู่หนึ่งก่อนยกมือเช็ดน้ำตา
“คืนที่มันหายไป แม่เห็นประตูหลังเปิดอยู่ รองเท้าแตะก็หายไปข้างหนึ่ง เหมือนมันเดินตามใครออกไป”
หัวใจของริสาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย คำเตือนของเมฆินทร์เมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในความคิด
หากได้ยินเสียงใครเรียก อย่าเดินตามไป
เธอรีบกดความรู้สึกนั้นไว้ก่อนถามต่อด้วยท่าทีเป็นมืออาชีพ
“แล้วก่อนหน้านี้เขาเคยไปที่ศาลาร้างหรือเปล่าคะ”
สีหน้าของหญิงวัยกลางคนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“ใครบอกหนู”
“มีชาวบ้านบางคนพูดถึงค่ะ”
“อย่าไปที่นั่นเชียวนะ” หญิงคนนั้นเอื้อมมือมาจับข้อมือริสาแน่นจนเธอสะดุ้ง
“มันไม่ใช่ที่ของคนเป็น”
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลงอย่างประหลาดแม้แสงแดดยังส่องอยู่เต็มชานบ้าน ริสารู้สึกถึงอาการปวดแปลบเล็ก ๆ ตรงข้อเท้า
หญิงสาวขยับขาโดยไม่รู้ตัวก่อนพยายามตั้งสติ
“ป้าพอจะเล่าได้ไหมคะว่าศาลานั้นเคยเกิดอะไรขึ้น”
“ไม่มีใครรู้จริงหรอก”
หญิงวัยกลางคนปล่อยมือจากเธอก่อนหันมองออกไปยังแนวป่าด้านหลังบ้าน
“รู้แค่ว่าคนที่เข้าไปยุ่ง มักกลับออกมาไม่เหมือนเดิม”
ริสาจดข้อความนั้นลงในสมุดแต่ลายมือกลับเริ่มไม่ตรงเหมือนเดิม อาการปวดที่ข้อเท้าเมื่อครู่ไม่ได้หายไปแต่กลับค่อย ๆ หนักขึ้นเป็นจังหวะ เหมือนมีบางสิ่งกำลังบีบรัดกระดูกจากด้านใน เธอก้มมองขาตัวเองชั่วครู่และพบว่าเส้นสีดำใต้ชายกางเกงดูเข้มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังไม่ลาม
ริสาสูดลมหายใจลึกก่อนดำเนินการสัมภาษณ์ต่อจนจบโดยไม่แสดงอาการผิดปกติ เมื่อเดินกลับมาที่รถ มนัสจึงเอ่ยถามขึ้น
“ขาเป็นอะไรหรือเปล่า เห็นขยับตลอดเลย”
“เมื่อคืนเดินพลาดในป่า คงข้อเท้าแพลง”
“ไปโรงพยาบาลไหม”
“ยังไม่เป็นไร”
“หน้าพี่ซีดนะ” พลอยเดินเข้ามาสมทบ พลางยื่นขวดน้ำให้
ริสารับมาแต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสขวด ความเย็นจัดกลับแล่นเข้าสู่แขนจนเธอเผลอปล่อยมือทำให้ขวดน้ำตกลงบนพื้นเสียงดัง
“พี่ริสา!”
พลอยรีบก้มเก็บ ขณะที่ริสายืนนิ่ง ดวงตาจับจ้องไปยังต้นมะขามใหญ่ข้างบ้าน ตรงใต้ต้นไม้มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนหันหลังให้ เสื้อสีขาวยาวถึงข้อเท้า เส้นผมสีดำปล่อยสยายลงกลางหลัง เป็นคนเดียวกับที่เธอเห็นหน้าบ้านเมฆินทร์เมื่อคืน
ริสากลั้นหายใจ
“พี่มองอะไร” พลอยหันไปตามสายตาแต่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า