“ฉันมีของอยู่ที่โรงแรม แล้วคนในทีมก็….”
“ถ้าคุณออกนอกเขตบ้าน สิ่งนั้นจะตามคุณทันที”
“ฉันโทรให้คนมารับได้”
“แล้วคุณจะพาใครอีกคนเข้ามาเสี่ยงด้วยหรือ”
คำถามนั้นทำให้ริสาชะงัก เมฆินทร์เดินไปปิดม่านหน้าต่างให้มิดชิดก่อนลงกลอนประตูอีกครั้ง
“โทรบอกคนของคุณว่าคืนนี้พักอยู่บ้านชาวบ้านเพราะทางกลับถูกปิดหรือรถมีปัญหาก็ได้ แต่อย่าบอกว่าอยู่ที่นี่และอย่าให้ใครมาตาม”
“ทำไมต้องปิดเป็นความลับ”
“นี่คุณคิดไม่ได้จริงๆหรือ เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่ส่งข้อความให้คุณเป็นใคร”
“คุณคิดว่าเป็นคนในหมู่บ้าน?”
“ผมคิดว่าเรายังตัดใครออกไม่ได้”
ริสาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู สัญญาณกลับมาเพียงขีดเดียว เมื่อเธอเห็นดังนั้นจึงเริ่มพิมพ์ข้อความสั้น ๆ ส่งให้เพื่อนร่วมงานว่าคืนนี้ต้องค้างในพื้นที่เพราะรถมีปัญหาก่อนวางเครื่องลงข้างตัว
เมฆินทร์มองเธออยู่ครู่หนึ่ง “ห้ามบันทึกภาพภายในบ้าน”
“ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“นักข่าวมักเก็บทุกอย่างเป็นหลักฐาน”
“เพราะมันเป็นหน้าที่”
“ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ทำข่าว แต่เป็นอาณาเขตของผม”
“แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับคดีของฉัน”
“ถ้าคุณยังคิดจะนำเรื่องคืนนี้ไปเผยแพร่ ผมจะไม่ช่วยคุณอีก”
ริสาสบตาเขาตรง ๆ “คุณกำลังขู่ฉันหรือ”
“กำลังตั้งเงื่อนไข”
“ฉันไม่ชอบเงื่อนไข”
“ผมก็ไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้ามานอนในบ้าน และตอนนี้ คุณไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะเลือกอะไรได้”
“ฉันไม่ได้ขอมาที่นี่สักหน่อย”
“ผมก็ไม่ได้ขอให้คุณเข้าไปเปิดผนึกในศาล”
“ฉัน ไม่ ได้ ตั้ง ใจ !!” เสียงของริสากระแทกกระทั้นบ่วบอกถึงความหงุดหงิด
“แล้วคุณเห็นหรือยัง ว่าความประมาทของคุณ มันสร้างปัญหาให้ผมขนาดไหน ชายหนุ่มไม่ได้กระแทกกระทั้นน้ำเสียงแต่อย่างใด เขายังคงควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดี ทั้งนิ่ง และเงียบขรึมอย่างสม่ำเสมอ”
บรรยากาศภายในห้องเงียบลงชั่วขณะ คนทั้งคู่สบตากันอย่างไม่มีใครยอมถอย ริสาเป็นฝ่ายเบือนหน้าหนีก่อน ไม่ใช่เพราะยอมแพ้แต่เพราะอาการปวดหนึบตรงหัวไหล่กลับมาอีกครั้ง
เมฆินทร์สังเกตเห็น “รอยยังเจ็บอยู่หรือ”
“นิดหน่อย”
“ถ้ามันร้อนขึ้นหรือได้ยินเสียงเรียก ให้บอกผมทันที”
“แล้วคุณจะอยู่ที่ไหน”
“ห้องครูด้านข้าง”
“คุณจะทิ้งฉันไว้คนเดียวหรือ”
คำถามหลุดออกไปเร็วกว่าที่คิด ริสาชะงักเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าพึ่งพูดอะไรออกไป เมฆินทร์เองก็นิ่งไปชั่วขณะก่อนมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
“เริ่มกลัวหรือ” หญิงสาวยืดตัวขึ้นทันที
“ฉันแค่ถามไว้ เผื่อเกิดอะไรขึ้น”
“ผมจะไม่ไปไกล”
“ฉันไม่ได้กลัว”
“ผมยังไม่ได้ว่าอะไร”
“แต่น้ำเสียงของคุณกำลังบอกแบบนั้น”
มุมปากของเมฆินทร์ขยับขึ้นเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็นก่อนเขาจะหันไปหยิบเสื่อจากมุมห้องมาปูลงบนพื้นใกล้ประตู
“คุณนอนบนเตียง ผมจะอยู่ตรงนี้”
ริสามองเสื่อบนพื้นแล้วขมวดคิ้ว
“ไม่ต้องก็ได้”
“เมื่อครู่ใครถามว่าผมจะทิ้งไว้คนเดียวหรือ”
“ฉันแค่ถาม ไม่ได้ขอให้เฝ้า”
“หยุดพูดแล้วนอนเถอะ ก่อนที่ยาจะหมดฤทธิ์”
น้ำเสียงราบเรียบของเขาทำให้เธอเลือกไม่เถียงต่อ ริสาค่อย ๆ เอนตัวลงนอนบนเตียงอย่างช้าๆ แม้ร่างกายจะอ่อนล้าแต่สมองกลับยังเต็มไปด้วยคำถามมากมาย ทั้งจี้เงิน ชื่ออัญญา ศาลร้าง และผู้ชายปากร้ายที่เพิ่งช่วยชีวิตเธอมากกว่าหนึ่งครั้งภายในคืนเดียว
เมฆินทร์ดับตะเกียงไปสองดวง เหลือไว้เพียงแสงสลัวใกล้โต๊ะบูช ก่อนนั่งขัดสมาธิบนเสื่อ มีดหมอวางอยู่ข้างกาย ดวงตาคมยังคงจับจ้องประตูและหน้าต่างอย่างไม่ลดความระแวดระวัง
เวลาผ่านไปนานเพียงใด ริสาไม่อาจรู้ได้ เสียงแมลงกลางคืนด้านนอกกลับมาดังตามปกติ ลมพัดผ่านแนวต้นไม้ใหญ่เบา ๆจนใบไม้เสียดสีกันเป็นจังหวะ ความเงียบและความเหนื่อยล้าค่อย ๆ ดึงเปลือกตาให้หนักขึ้นก่อนสติจะเลือนหาย หญิงสาวได้ยินเสียงเมฆินทร์ดังขึ้นจากปลายเตียง
“ริสา คุณชื่อริสาใช่ไหม ตอนแรกไม่ค่อยแน่ใจ”
“ใช่ ทำไม” สายตาของชายหนุ่มมองไปยังบัตรประจำตัวนักข่าวของเธอ
“คืนนี้ไม่ว่าคุณจะฝันเห็นอะไร อย่าเดินตามใครไป” หญิงสาวลืมตาขึ้นเล็กน้อย
“ในฝันจะห้ามตัวเองได้อย่างไร”
“จำเสียงผมตอนนี้เอาไว้”
“ทำไมต้องเป็นเสียงคุณ”
เมฆินทร์เงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบด้วยน้ำเสียงต่ำ
“เพราะถ้ามีใครเรียกคุณออกไป เสียงนั้นจะไม่ใช่ผม”
ริสาจ้องเงาร่างของเขาท่ามกลางแสงสลัวอยู่ครู่หนึ่งก่อนหลับตาลงอีกครั้ง ไม่นานลมหายใจของหญิงสาวก็เริ่มสม่ำเสมอ
เมฆินทร์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม เขามองรอยสายสิญจน์ซึ่งผูกข้อมือของเธอเข้ากับขาเตียงก่อนก้มมองหยดเลือดของตนที่แห้งติดอยู่บนปลายนิ้ว
เขาเพียงต้องการกดอาคมไว้ชั่วคราวแต่ทันทีที่เลือดสัมผัสรอยบนตัวริสา เขากลับรู้สึกถึงความเจ็บปวดบางอย่างซึ่งไม่ใช่ของตนแล่นผ่านเข้ามาในอก เป็นความรู้สึกโศกเศร้าและสิ้นหวังรุนแรงเสียจนแทบหายใจไม่ออกก่อนจะจางหายไปพร้อมกับเสียงกระซิบของหญิงคนหนึ่ง
เสียงนั้นเบามากราวกับดังมาจากอดีตอันห่างไกลแต่เมฆินทร์กลับได้ยินชัดเจนทุกคำ
“ลงเข็มให้เธอสิ คราม...”