Share

บทที่ 15

Author: TanyaT
last update publish date: 2026-09-03 14:41:59

พลอยหันไปตามสายตาแต่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ใต้ต้นมะขาม มีเพียงเชือกเก่าที่ผูกอยู่กับกิ่งไม้กำลังแกว่งไหวช้า ๆทั้งที่ลมสงบนิ่ง

ริสากะพริบตาหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดก่อนตอบไปเพียง

“ไม่มีอะไร” เธอตอบเสียงเบาก่อนรีบเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง

ความปวดที่ข้อเท้าเริ่มลามขึ้นมาตามน่องแล้ว หญิงสาวยกชายกางเกงขึ้นดูอย่างระมัดระวัง เส้นสีดำซึ่งเมื่อเช้ายังจางจนแทบมองไม่เห็น ตอนนี้กลับเข้มขึ้นและเคลื่อนสูงจากข้อเท้ามาเกือบหนึ่งฝ่ามือ

คำเตือนของเมฆินทร์ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง หากรอยดำเริ่มลาม ให้รีบกลับไปหาเขาทันที ริสากำชายกางเกงแน่น ในความคิดของเธอในตอนนี้ เธอรู้ว่า...เธอควรกลับไป ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเพียงครู่เดียวก่อนเหตุผลอีกด้านจะโต้แย้งทันที หากอาการเกิดจากพิษ การติดเชื้อ หรือลิ่มเลือด การกลับไปหาคนที่รักษาด้วยสมุนไพรและคาถาอาคมอาจทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ โรงพยาบาลต่างหากคือสถานที่ที่ควรไป

“มนัส” เธอเรียกช่างภาพซึ่งกำลังเก็บอุปกรณ์อยู่ด้านหลังรถ

“พาฉันไปโรงพยาบาลหน่อย”

ชายหนุ่มหันมามองทันที “อาการหนักหรือ”

“ข้อเท้าบวมขึ้น อยากให้หมอตรวจ”

“ไปเดี๋ยวนี้เลยไหม”

“เดี๋ยวนี้” พลอยรีบขึ้นมานั่งข้างเธอ ส่วนมนัสรีบไปนั่งตำแหน่งคนขับก่อนขับรถออกจากหมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอ ตลอดทาง ริสาพยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอแต่ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่รถสั่นสะเทือนราวกับมีเส้นลวดร้อนพันอยู่รอบกระดูกและมันค่อย ๆรัดแน่นขึ้นทีละน้อย

เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโดยสัญชาตญาณแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า...ตะกรุดยังอยู่ในลิ้นชักที่ห้องพัก

ริสาหลับตาลงอย่างหงุดหงิด

“เป็นอะไรพี่” พลอยถามพลางแตะไหล่เธอ

“ไม่มีอะไร”

“จะโทรหาคนที่ช่วยพี่เมื่อคืนไหม”

ริสาหันมองทันที “รู้ได้ยังไงว่ามีคนช่วย”

“ก็พี่บอกว่ารถมีปัญหา แล้วก็มีคนช่วยดูให้” พลอยตอบอย่างระมัดระวัง

“เผื่อเขารู้ว่าพี่โดนอะไรมา”

“เขาไม่ใช่หมอ”

“แต่พี่ดูเหมือนกำลังคิดถึงเขาอยู่” ริสาเม้มริมฝีปากแน่นก่อนหันออกไปมองนอกหน้าต่าง

“ฉันไม่ได้คิดถึงเขา” เธอตอบเสียงแข็ง

“ฉันแค่คิดว่าเขาคงพูดว่าบอกแล้วหรือไม่ก็ ดื้อเอง”

แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่มือของเธอกลับหยิบโทรศัพท์ออกมาก่อนหน้าจอจะแสดงรายชื่อที่เมฆินทร์บันทึกให้เมื่อคืน นิ้วโป้งของหญิงสาวค้างอยู่เหนือปุ่มโทรออกแต่สุดท้ายเธอก็กดปิดหน้าจอลงเพราะคิดว่า...ยังไม่จำเป็น รอให้หมอตรวจก่อนแล้วหากผลทุกอย่างปกติแต่อาการยังไม่ดีขึ้น เธอค่อยติดต่อเขากลับไปก็ยังไม่สาย ริสาไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาทีนั้นกำลังพาเธอเข้าใกล้ความตายมากขึ้นทุกขณะ

โรงพยาบาลประจำอำเภอในช่วงเที่ยงเต็มไปด้วยผู้ป่วยและญาติ เสียงเรียกคิวดังสลับกับเสียงรถเข็นและเสียงสนทนาจอแจไปทั่ว ริสาถูกพาเข้าห้องตรวจหลังจากพยาบาลเห็นว่าข้อเท้าของเธอบวมและใบหน้าของเธอซีดผิดปกติ

แพทย์เวรชายวัยกลางคนตรวจชีพจรและกดบริเวณรอยช้ำอย่างระมัดระวัง

“เจ็บตรงนี้ไหมครับ”

ทันทีที่ปลายนิ้วของหมอแตะลงบนเส้นสีดำ ริสาก็สะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดแล่นขึ้นไปถึงหน้าท้องจนต้องกัดฟันแน่น

“เจ็บค่ะ”

“ถูกสัตว์กัดหรือเปล่า”

“ไม่แน่ใจค่ะ เมื่อคืนอยู่ในป่า” หมอขมวดคิ้วก่อนหันไปสั่งพยาบาล

“เจาะเลือด ตรวจการติดเชื้อกับการแข็งตัวของเลือดแล้วส่งเอ็กซเรย์ข้อเท้าด้วยครับ”

ริสาถูกพาไปตรวจหลายอย่าง ผลเบื้องต้นไม่พบกระดูกหัก ไม่มีรอยเขี้ยวสัตว์และอุณหภูมิร่างกายเป็นปกติแต่เส้นสีดำยังคงลามขึ้นมาเรื่อยๆ จากน่องขึ้นถึงหัวเข่า พยาบาลซึ่งช่วยเปลี่ยนเสื้อผู้ป่วยให้เธอมองรอยนั้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“เมื่อกี้เหมือนยังไม่สูงขนาดนี้เลยนะคะ”

ริสาหันมองตาม หัวใจของเธอกระตุกวูบ

“มันลามขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม”

พยาบาลลังเลเล็กน้อยก่อนพยักหน้า

“เดี๋ยวดิฉันตามหมอให้นะคะ”

เมื่ออีกฝ่ายออกจากห้องไป ริสารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เธอเปิดรายชื่อเมฆินทร์โดยไม่ลังเลแต่ก่อนจะกดโทรออก ความเจ็บรุนแรงก็ระเบิดขึ้นกลางหน้าอกของเธอ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าทันทีแต่กลับรู้สึกราวกับอากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงปอดได้ ลำคอถูกบางสิ่งบีบรัดจากภายในจนทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน

โทรศัพท์หลุดจากมือบางก่อนตกลงกระแทกพื้นข้างเตียงโดยไม่ทันที่ริสาจะได้กดโทรหาเมฆินทร์อย่างที่เธอตั้งใจไว้

“ช่วย…” เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน จอมอนิเตอร์ข้างเตียงเริ่มส่งเสียงเตือน ชีพจรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนลดฮวบลงโดยไม่มีสาเหตุ

พยาบาลสองคนวิ่งเข้ามาในทันทีเมื่อได้ยินเสียงของมอนิเตอร์ที่ยังคงร้องเตือนไม่หยุด

“คุณริสา ได้ยินไหมคะ”

หญิงสาวพยายามตอบแต่ริมฝีปากกลับขยับไม่ได้ มือเท้าเริ่มเย็นจัด ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยน้ำหนักมหาศาล ในความพร่าเลือนนั้น เธอเห็นเงาดำสูงชะลูดยืนอยู่ตรงปลายเตียง ไม่มีใบหน้า ไม่มีดวงตา มีเพียงแขนยาวผิดรูปที่ค่อย ๆ เอื้อมมาหาเธอ

เสียงผู้หญิงดังแผ่วอยู่ข้างหู

“กลับไปที่ศาล…” ริสาส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง

“ไม่…”

“กลับไป…” เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกลบเสียงพยาบาลและเสียงเครื่องมือทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกเหมือนบางสิ่งกำลังดึงสติออกจากร่างทีละน้อย ภาพตรงหน้ามืดลงเรื่อย ๆก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป ในเวลาเดียวกัน เมฆินทร์กำลังนั่งบดสมุนไพรอยู่ในห้องครู ปลายสากกระทบครกหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอแต่จู่ ๆ เชือกสายสิญจน์ที่ผูกไว้กับเสาห้องกลับขาดออกเอง

ผึง! ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที เปลวเทียนบนหิ้งครูดับลงพร้อมกันทั้งสามเล่ม

ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นเข้ากลางอกจนเขาต้องยกมือกุมไว้ ลมหายใจสะดุด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบหัวใจของเขา ความคิดหนึ่งคือเลือดที่หยดลงบนรอยอาคมบนหัวไหล่ด้านหลังของริสาแต่ในขณะนั้นเอง ภาพหนึ่งวาบเข้ามาในความรู้สึก แสงสีขาวจ้า กลิ่นยา เสียงเครื่องมือดังระงมและใบหน้าซีดเผือดของริสา

เมฆินทร์ลุกพรวดจนเก้าอี้ไม้ล้มกระแทกพื้น

“ริสา” เขารีบคว้ามีดหมอ กระเป๋าผ้า และกุญแจรถก่อนวิ่งออกจากเรือนโดยไม่เสียเวลาตรวจดูสิ่งใดอีก หัวใจยังคงเต้นแรงผิดจังหวะ ความรู้สึกที่เชื่อมถึงหญิงสาวเบาบางลงทุกขณะ คล้ายเปลวไฟซึ่งกำลังจะดับ ชายหนุ่มกระชากประตูรถเปิดก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์

“ผมเตือนคุณแล้ว”

เขากัดฟันพูดขณะเหยียบคันเร่งจนรถพุ่งออกจากประตูรั้วด้วยความเร็วสูง

“อย่าเพิ่งตายก่อนที่ผมจะไปถึงก็แล้วกัน”
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 222

    “ทำไมคุณไม่เคยบอกฉัน” “รอยนั้นหายไปภายในไม่กี่ชั่วโมง ผมเลยคิดว่าอาจเป็นเพียงรอยกดจากผ้าห่อตัว” “คุณไม่ได้คิดแบบนั้นจริง ๆ” เมฆินทร์นิ่ง ริสารู้จักเขาดีพอจะมองออกว่า ชายหนุ่มปิดบังความกังวลนี้มานานเพียงใด “แล้วมีอะไรอีกไหมคะ” “ตอนอายุสองขวบ รดาเคยเดินเข้าไปในห้องเก็บของ” “ห้องที่คุณเก็บสมุดข่อ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 221

    รินรดาในวัยเจ็ดขวบป่วยบ่อยกว่าภูริณมาก บางครั้งเป็นเพียงไข้ต่ำในช่วงหัวค่ำ แต่พอตกดึก อุณหภูมิกลับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กหญิงตัวเล็กจะนอนกระสับกระส่าย เหงื่อซึมเต็มหน้าผาก มือทั้งสองกำผ้าห่มแน่น ริมฝีปากพึมพำถ้อยคำซึ่งไม่มีใครฟังเข้าใจ หมอตรวจไม่พบความผิดปกติร้ายแรง ผลเลือดปกติ ไม่มีการติดเชื้อและ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 220

    “โอ๊ย!” “บอกแล้วว่าอย่าวิ่งเร็ว” ภูริณหันไปจับไหล่รินรดาไว้ไม่ให้ล้มก่อนมองไปยังพาขวัญที่กำลังวิ่งมาหา เด็กหญิงวัยห้าขวบสะดุดก้อนหินจนร่างเล็กเซไปข้างหน้าแต่โชคดีที่ภูริณรีบก้าวเข้าไปรับตัวไว้ได้ทันทำให้พาขวัญตกใจจนสองแขนกอดคอพี่ชายแน่น “เกือบล้มแล้วค่ะ” “เพราะวิ่งไม่ดูทาง” เขาอุ้มเด็กหญิงขึ้นม

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 219

    “พี่ภูริณอย่าแกล้งน้องนะคะ” รินรดากางแขนปกป้องคนตัวเล็กทันที ภูริณเลิกคิ้ว “ยังไม่ได้ทำอะไรเลย” “พี่ทำหน้าน่ากลัว” “หน้าพี่เป็นแบบนี้อยู่แล้ว” “งั้นพี่ก็หน้าดุอยู่แล้วค่ะ” คำตอบตรงไปตรงมาของรินรดาทำให้ริสาหลุดหัวเราะ ส่วนเมฆินทร์ยกมือขึ้นปิดมุมปาก กลั้นรอยยิ้มเอาไว้ ภูริณมองเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 218

    ภรันยังไม่หลับ เขาจ้องมองลูกสาวอยู่เงียบ ๆ จนพลอยเอื้อมมือมาวางทับหลังมือของเขา “พี่กลัวไหม” หญิงสาวถามเบา ๆ “กลัว” คำตอบตรงไปตรงมาทำให้พลอยชะงัก “พี่ก็กลัวเป็นด้วยเหรอ” “กลัวสิ” เขาหันมองเธอ “พี่กลัวเสียเธอกับขวัญไป” ดวงตาของเธอค่อย ๆ แดงขึ้น “พี่จะไม่เสียใครไปหรอก” “อืม” ภรันก้มลงมองพาขวัญ

  • บ่วงอาคม (มนตราอาคม The Series)   บทที่ 217

    เสียงฝนตกกระทบหลังคาเรือนไม้ดังสม่ำเสมอตั้งแต่หัวค่ำ ลมเย็นพัดลอดช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นระยะ ทำให้ม่านสีขาวบางขยับไหวราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยแตะต้อง พลอยนั่งพิงหัวเตียง มือหนึ่งลูบเส้นผมดำขลับของเด็กหญิงตัวน้อยที่นอนขดอยู่ข้างกาย พาขวัญเพิ่งอายุครบห้าขวบได้ไม่กี่เดือน ใบหน้ากลมละม้ายคล้ายแม่ แต่ด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status