พลอยหันไปตามสายตาแต่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ใต้ต้นมะขาม มีเพียงเชือกเก่าที่ผูกอยู่กับกิ่งไม้กำลังแกว่งไหวช้า ๆทั้งที่ลมสงบนิ่ง
ริสากะพริบตาหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดก่อนตอบไปเพียง
“ไม่มีอะไร” เธอตอบเสียงเบาก่อนรีบเปิดประตูรถเข้าไปนั่ง
ความปวดที่ข้อเท้าเริ่มลามขึ้นมาตามน่องแล้ว หญิงสาวยกชายกางเกงขึ้นดูอย่างระมัดระวัง เส้นสีดำซึ่งเมื่อเช้ายังจางจนแทบมองไม่เห็น ตอนนี้กลับเข้มขึ้นและเคลื่อนสูงจากข้อเท้ามาเกือบหนึ่งฝ่ามือ
คำเตือนของเมฆินทร์ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง หากรอยดำเริ่มลาม ให้รีบกลับไปหาเขาทันที ริสากำชายกางเกงแน่น ในความคิดของเธอในตอนนี้ เธอรู้ว่า...เธอควรกลับไป ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเพียงครู่เดียวก่อนเหตุผลอีกด้านจะโต้แย้งทันที หากอาการเกิดจากพิษ การติดเชื้อ หรือลิ่มเลือด การกลับไปหาคนที่รักษาด้วยสมุนไพรและคาถาอาคมอาจทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ โรงพยาบาลต่างหากคือสถานที่ที่ควรไป
“มนัส” เธอเรียกช่างภาพซึ่งกำลังเก็บอุปกรณ์อยู่ด้านหลังรถ
“พาฉันไปโรงพยาบาลหน่อย”
ชายหนุ่มหันมามองทันที “อาการหนักหรือ”
“ข้อเท้าบวมขึ้น อยากให้หมอตรวจ”
“ไปเดี๋ยวนี้เลยไหม”
“เดี๋ยวนี้” พลอยรีบขึ้นมานั่งข้างเธอ ส่วนมนัสรีบไปนั่งตำแหน่งคนขับก่อนขับรถออกจากหมู่บ้านเพื่อมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลประจำอำเภอ ตลอดทาง ริสาพยายามควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอแต่ความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่รถสั่นสะเทือนราวกับมีเส้นลวดร้อนพันอยู่รอบกระดูกและมันค่อย ๆรัดแน่นขึ้นทีละน้อย
เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโดยสัญชาตญาณแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า...ตะกรุดยังอยู่ในลิ้นชักที่ห้องพัก
ริสาหลับตาลงอย่างหงุดหงิด
“เป็นอะไรพี่” พลอยถามพลางแตะไหล่เธอ
“ไม่มีอะไร”
“จะโทรหาคนที่ช่วยพี่เมื่อคืนไหม”
ริสาหันมองทันที “รู้ได้ยังไงว่ามีคนช่วย”
“ก็พี่บอกว่ารถมีปัญหา แล้วก็มีคนช่วยดูให้” พลอยตอบอย่างระมัดระวัง
“เผื่อเขารู้ว่าพี่โดนอะไรมา”
“เขาไม่ใช่หมอ”
“แต่พี่ดูเหมือนกำลังคิดถึงเขาอยู่” ริสาเม้มริมฝีปากแน่นก่อนหันออกไปมองนอกหน้าต่าง
“ฉันไม่ได้คิดถึงเขา” เธอตอบเสียงแข็ง
“ฉันแค่คิดว่าเขาคงพูดว่าบอกแล้วหรือไม่ก็ ดื้อเอง”
แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่มือของเธอกลับหยิบโทรศัพท์ออกมาก่อนหน้าจอจะแสดงรายชื่อที่เมฆินทร์บันทึกให้เมื่อคืน นิ้วโป้งของหญิงสาวค้างอยู่เหนือปุ่มโทรออกแต่สุดท้ายเธอก็กดปิดหน้าจอลงเพราะคิดว่า...ยังไม่จำเป็น รอให้หมอตรวจก่อนแล้วหากผลทุกอย่างปกติแต่อาการยังไม่ดีขึ้น เธอค่อยติดต่อเขากลับไปก็ยังไม่สาย ริสาไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาทีนั้นกำลังพาเธอเข้าใกล้ความตายมากขึ้นทุกขณะ
โรงพยาบาลประจำอำเภอในช่วงเที่ยงเต็มไปด้วยผู้ป่วยและญาติ เสียงเรียกคิวดังสลับกับเสียงรถเข็นและเสียงสนทนาจอแจไปทั่ว ริสาถูกพาเข้าห้องตรวจหลังจากพยาบาลเห็นว่าข้อเท้าของเธอบวมและใบหน้าของเธอซีดผิดปกติ
แพทย์เวรชายวัยกลางคนตรวจชีพจรและกดบริเวณรอยช้ำอย่างระมัดระวัง
“เจ็บตรงนี้ไหมครับ”
ทันทีที่ปลายนิ้วของหมอแตะลงบนเส้นสีดำ ริสาก็สะดุ้งสุดตัว ความเจ็บปวดแล่นขึ้นไปถึงหน้าท้องจนต้องกัดฟันแน่น
“เจ็บค่ะ”
“ถูกสัตว์กัดหรือเปล่า”
“ไม่แน่ใจค่ะ เมื่อคืนอยู่ในป่า” หมอขมวดคิ้วก่อนหันไปสั่งพยาบาล
“เจาะเลือด ตรวจการติดเชื้อกับการแข็งตัวของเลือดแล้วส่งเอ็กซเรย์ข้อเท้าด้วยครับ”
ริสาถูกพาไปตรวจหลายอย่าง ผลเบื้องต้นไม่พบกระดูกหัก ไม่มีรอยเขี้ยวสัตว์และอุณหภูมิร่างกายเป็นปกติแต่เส้นสีดำยังคงลามขึ้นมาเรื่อยๆ จากน่องขึ้นถึงหัวเข่า พยาบาลซึ่งช่วยเปลี่ยนเสื้อผู้ป่วยให้เธอมองรอยนั้นด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“เมื่อกี้เหมือนยังไม่สูงขนาดนี้เลยนะคะ”
ริสาหันมองตาม หัวใจของเธอกระตุกวูบ
“มันลามขึ้นจริง ๆ ใช่ไหม”
พยาบาลลังเลเล็กน้อยก่อนพยักหน้า
“เดี๋ยวดิฉันตามหมอให้นะคะ”
เมื่ออีกฝ่ายออกจากห้องไป ริสารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เธอเปิดรายชื่อเมฆินทร์โดยไม่ลังเลแต่ก่อนจะกดโทรออก ความเจ็บรุนแรงก็ระเบิดขึ้นกลางหน้าอกของเธอ หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าทันทีแต่กลับรู้สึกราวกับอากาศไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงปอดได้ ลำคอถูกบางสิ่งบีบรัดจากภายในจนทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน
โทรศัพท์หลุดจากมือบางก่อนตกลงกระแทกพื้นข้างเตียงโดยไม่ทันที่ริสาจะได้กดโทรหาเมฆินทร์อย่างที่เธอตั้งใจไว้
“ช่วย…” เสียงของเธอเบาจนแทบไม่ได้ยิน จอมอนิเตอร์ข้างเตียงเริ่มส่งเสียงเตือน ชีพจรพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนลดฮวบลงโดยไม่มีสาเหตุ
พยาบาลสองคนวิ่งเข้ามาในทันทีเมื่อได้ยินเสียงของมอนิเตอร์ที่ยังคงร้องเตือนไม่หยุด
“คุณริสา ได้ยินไหมคะ”
หญิงสาวพยายามตอบแต่ริมฝีปากกลับขยับไม่ได้ มือเท้าเริ่มเย็นจัด ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยน้ำหนักมหาศาล ในความพร่าเลือนนั้น เธอเห็นเงาดำสูงชะลูดยืนอยู่ตรงปลายเตียง ไม่มีใบหน้า ไม่มีดวงตา มีเพียงแขนยาวผิดรูปที่ค่อย ๆ เอื้อมมาหาเธอ
เสียงผู้หญิงดังแผ่วอยู่ข้างหู
“กลับไปที่ศาล…” ริสาส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง
“ไม่…”
“กลับไป…” เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกลบเสียงพยาบาลและเสียงเครื่องมือทั้งหมด หญิงสาวรู้สึกเหมือนบางสิ่งกำลังดึงสติออกจากร่างทีละน้อย ภาพตรงหน้ามืดลงเรื่อย ๆก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป ในเวลาเดียวกัน เมฆินทร์กำลังนั่งบดสมุนไพรอยู่ในห้องครู ปลายสากกระทบครกหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอแต่จู่ ๆ เชือกสายสิญจน์ที่ผูกไว้กับเสาห้องกลับขาดออกเอง
ผึง! ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที เปลวเทียนบนหิ้งครูดับลงพร้อมกันทั้งสามเล่ม
ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นเข้ากลางอกจนเขาต้องยกมือกุมไว้ ลมหายใจสะดุด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบหัวใจของเขา ความคิดหนึ่งคือเลือดที่หยดลงบนรอยอาคมบนหัวไหล่ด้านหลังของริสาแต่ในขณะนั้นเอง ภาพหนึ่งวาบเข้ามาในความรู้สึก แสงสีขาวจ้า กลิ่นยา เสียงเครื่องมือดังระงมและใบหน้าซีดเผือดของริสา
เมฆินทร์ลุกพรวดจนเก้าอี้ไม้ล้มกระแทกพื้น
“ริสา” เขารีบคว้ามีดหมอ กระเป๋าผ้า และกุญแจรถก่อนวิ่งออกจากเรือนโดยไม่เสียเวลาตรวจดูสิ่งใดอีก หัวใจยังคงเต้นแรงผิดจังหวะ ความรู้สึกที่เชื่อมถึงหญิงสาวเบาบางลงทุกขณะ คล้ายเปลวไฟซึ่งกำลังจะดับ ชายหนุ่มกระชากประตูรถเปิดก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์
“ผมเตือนคุณแล้ว”
เขากัดฟันพูดขณะเหยียบคันเร่งจนรถพุ่งออกจากประตูรั้วด้วยความเร็วสูง
“อย่าเพิ่งตายก่อนที่ผมจะไปถึงก็แล้วกัน”