เข้าสู่ระบบ“คุณมาเที่ยวที่นี่เหรอครับ” ทองถมเอ่ยถาม เป็นการซักไซ้ประวัติของอีกฝ่ายอย่างแนบเนียน แกล้งเดินไปหยิบโน้นหยิบนี่เหมือนยุ่ง พงศ์อินทร์เองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เขาเล่าเรื่องตัวเองให้คุณลุงเจ้าของร้านขายภาพฟังคร่าวๆ ท่านจึงพยักหน้ารับรู้ ที่แท้ก็เป็นหลานชายของดวงเดือน เขารู้จักอยู่บ้าง เป็นคนแก่ใจดีมีคุณธรรม แต่เสียดายไม่มีลูกเต้า
“ผมได้รับมรดกเป็นบ้านเรือนไทยของคุณย่าเดือนครับ ท่านเสียตั้งแต่ผมยังเล็กๆ เคยมาที่นี่ครั้งนึง แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ก็ส่งไปเรียนต่อต่างประเทศตั้งแต่เด็ก”
“นี่คงเป็นครั้งที่สองกระมัง” ทองถมพยักหน้ารับรู้ ท่วงท่าการพูดและการมีสัมมาคารวะนั้นทำให้ท่านดูถูกอกถูกใจอยู่มาก
“ใช่ครับ...” คำตอบของชายหนุ่ม ทำให้ทองถมนึกกระหวัดไปถึงเจ้าของภาพ ในความรู้สึกของทองถมนั้น บัวบุษบาคือเด็กสาวที่เขารักและเอ็นดูเหมือนลูกหลานคนหนึ่ง จะผิดคำพูดก็รู้สึกสงสารอีกฝ่ายนัก เงินทองนั้นเขามีใช้สอยไม่ได้ติดขัด แต่สัจจะวาจานั้นสำคัญ เขาเป็นคนที่ยึดคำพูดเป็นสำคัญ แต่ไม่รู้ทำไมเขาจึงคิดอะไรบางอย่างขึ้นมา
“ผมสนใจครับ ราคาไม่อั้น ถ้าลุงจะขายให้ผม เท่าไหร่ผมก็ซื้อครับ” เขาละจากใบหน้าเจ้าของร้านกลับไปมองภาพงดงามจับตานั้นอีกครั้ง
“ราคาเท่าไหร่ครับ” ชายหนุ่มถามซ้ำ ทั้งๆ ที่ไม่ละจากภาพวาดภาพนั้นไปไหน
“ถ้าคุณอยากได้ภาพนี้จริงๆ ลุงจะขายให้”
“ภาพนี้ของใครครับ ผมอยากเจอกับเจ้าของภาพจะได้ไหม”
“คุณอยากเจอไปทำไมครับ” ทองถมเอ่ยถาม มองหน้าชายหนุ่มอย่างพินิจพิเคราะห์
“คุณลุงจะว่าผมโกหกไหมครับ ถ้าผมจะบอกว่าผมเคยฝันเห็นผู้หญิงในภาพนี้” ทองถมเงยหน้ามองสบตาของชายหนุ่ม ก่อนจะแย้มยิ้ม สายตาไม่ได้บอกว่าโกหกสักนิด เจ้าของร้านขายภาพเก่าแก่ค่อยๆ จดที่อยู่ของบัวบุษบาและยื่นส่งให้พงศ์อินทร์ในที่สุดพงศ์อินทร์รับมาถือเอาไว้ก่อนกล่าวขอบคุณ
หวังว่าบัวบุษบาจะได้เจอผู้ชายดีๆ คู่ควรและสามารถดูแลกันได้ นั่นเป็นความคิดของทองถมที่มีต่อบัวบุษบา เขาไม่ได้อยากเป็นพ่อสื่อพ่อชักตอนแก่แบบนี้หรอก แต่เพราะนิยมชมชอบพงศ์อินทร์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น และนึกเอ็นดูความน่ารักและเป็นคนดีของบัวบุษบาเหลือจะกล่าว เขารู้ว่าหญิงสาวต้องลำบากตรากตรำ แถมยังโดนรังแก หากทั้งสองมีวาสนากันจริง เขาก็อยากให้ลองคบหาดูใจ ศึกษานิสัยใจคอกัน เหตุนี้เขาจึงมอบที่อยู่หญิงสาวให้กับพงศ์อินทร์...
“มาหาใครคะ?” คำถามของหญิงสาวตรงหน้าทำให้พงศ์อินทร์ยืนนิ่งไม่ไหวติง หญิงสาวตรงหน้างดงามเหมือนในภาพวาดไม่มีผิดเพี้ยน สุนัขตัวหนึ่งนั่งลงข้างๆ เจ้าของ พร้อมทั้งหยุดเห่าอย่างแสนรู้
“ผมมาหาคุณครับ...” คำตอบของชายหนุ่มนั้นทำให้หญิงสาวตรงหน้ากะพริบตาปริบๆ เธอแสดงสีหน้าเหมือนเคยเห็นหรือรู้จักเขามาก่อนไม่ผิดเพี้ยน
ทั้งคู่ยืนมองสบตากันและกันอยู่แบบนั้น เหมือนรอบกายพลิกคว่ำพลิกหงายไปในบัดดล กลิ่นหอมอ่อนโยนที่ไม่ทราบว่ากลิ่นอะไรกันแน่ ระหว่างกลิ่นดอกไม้หลากหลายพันธุ์หรือกลิ่นกายของกันและกันทำให้อารมณ์วาบหวิวอ่อนหวาน ความรู้สึกละมุนละไม เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน คล้ายกับว่ารอบๆ กายนั้นเป็นดินแดนที่ไหนสักแห่งที่แสนคุ้นเคย แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความเสน่หาอ้นล้นพ้น
“คุณมีธุระกับฉันเหรอคะ” บัวบุษบา ภัทรดารา หญิงสาววัยยี่สิบสามปี เอ่ยถามอย่างสุภาพ กิริยามารยาทเรียบร้อย อ่อนหวาน แต่ท่าทางสง่างามเข้มแข็ง สายตาของเธอมองเขาอย่างสงสัย แปลกใจ และหลากหลาย แต่เก็บซ่อนหลายสิ่งเอาไว้ภายใต้ใบหน้าที่เป็นมิตรและอ่อนโยน อย่างผู้มีมารยาทที่ดี ทั้งๆ ที่ปากอยากจะถามอะไรกับเขาตั้งหลายอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะเป็นผู้ฟังที่ดี รับฟังว่าการมาของเขาคืออะไรกันแน่
“ผมมาตามหาเจ้าของภาพวาดภาพนี้ครับ” เขายกภาพวาดที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาวางบนโต๊ะไม้สักเก่าแก่แต่สะอาดสะอ้าน เครื่องเรือนที่นี่เป็นไม้แกะสลักรูปทรงแปลกตา บ่งบอกอายุว่ามีมาหลายชั่วอายุคน ไม้ที่นำมาทำเฟอร์นิเจอร์สมัยก่อนนั้น แข็งแรง ทนทาน ลวดลายงดงามวิจิตร อีกทั้งยังอยู่ได้นานหลายปี ไม่เหมือนเครื่องไม้เครื่องเรือนเดี๋ยวนี้ที่ไม่ค่อยทนเท่าใดนัก
“ภาพเหรอคะ” ขณะถามหัวใจของบัวบุษบาก็สั่นไหว เขาค่อยๆ แกะสิ่งห่อหุ้มภายนอกออก จนเห็นภาพวาดประจำตระกูลของเธอ หญิงสาวมองด้วยความดีใจ เพราะเธอกำลังทุกข์ร้อนใจกับภาพที่พี่ชายคนเดียวขโมยมันเอาไปขายเช่นเดิม และทุกครั้งก็จะมีคนเอากลับมาส่งคืน แต่รอบนี้ไม่ใช่เจ้าของร้าน กลับเป็นลูกค้าที่ซื้อภาพภาพนี้ไปแทน
เธอนึกแปลกใจว่าทำไมลุงทองถมจึงไม่ได้เอาภาพนี้กลับมาคืนเธอเหมือนเช่นดังเก่าก่อน แต่กลับให้ผู้ชายคนนี้มาแทน
“ของคุณใช่ไหมครับ” พงศ์อินทร์เอ่ยถาม สายตาของเขาสำรวจเธออย่างรวดเร็วแต่เก็บรายละเอียดได้อย่างลึกซึ้ง ใบหน้าอ่อนหวานละมุนละไม ไม่ผิดเพี้ยนจากภาพวาด แต่จะแปลกตรงที่ผู้หญิงในภาพดูน่ารักน่าทะนุถนอม แต่คนตรงหน้ากลับดูเข้มแข็งและเป็นตัวของตัวเอง
“เป็นภาพของฉันค่ะ พี่ชายของฉันขโมยเอาไปขาย ฉันกำลังออกตามหามันอยู่ คุณจะว่าอะไรไหมคะ หากฉันจะขอซื้อคืน”
“คุณจะซื้อคืนเหรอครับ”
“ค่ะ”
“ทำไมล่ะครับ”
“มันเป็นภาพวาดของตระกูลฉันน่ะค่ะ เป็นคุณทวดมีอายุนานมากแล้ว ฉันเป็นลูกหลานต้องเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี”
“ภาพนี้แพงนะครับ ผมซื้อมาในราคาแพงเอาการอยู่” เขาหยั่งเชิง แต่ไม่ได้คิดจะแกล้งเธอแต่อย่างใด ก่อนจะยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้เธอ
“อะไรคะ”
“จดหมายของลุงทองครับ”
บัวบุษบายื่นมือไปรับจดหมายฉบับนั้นขึ้นมาเปิดอ่าน เนื้อความในจดหมายทำให้เธอต้องขมวดคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้าเพื่อคิดหาคำพูดประนีประนอมหนี้
ใช่! เธอต้องใช้คำว่าประนีประนอมหนี้ เพราะเขาเป็นเจ้าหนี้ที่เธอจะต้องหาเงินมาใช้หนี้เขาเพราะภาพวาดนั้นมีราคาสูงกว่าครั้งไหนๆ
พงศ์อินทร์สังเกตอาการของหญิงสาว เขาประเมินจากความรู้สึกว่าเธอไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อภาพวาดคืน นึกย้อนไปเมื่อชั่วโมงก่อน เขาได้เดินย้อนกลับไปที่ร้านขายภาพวาดอีกครั้งหลังจากคุณลุงทองถมวิ่งตามเขาออกมาและเรียกให้เขาเข้าไปในร้าน ก่อนจะขีดๆ เขียนอะไรสักอย่าง แล้วยื่นจดหมายฉบับนี้ให้เขา บอกว่าฝากเอาไปให้เจ้าของภาพ
“คือ... ฉันขอผัดผ่อนไปก่อนได้ไหมคะ ฉันไม่มีเงินซื้อภาพคืนในราคาแพงหรอกค่ะ” บัวบุษบาพูดกับเขาเพื่อขอร้อง เนื้อความในจดหมายนั้นทำให้เธอต้องขมวดคิ้วเข้าหากันเพราะราคาของภาพวาดสูงลิ่วเหลือเกิน เธอไม่โทษคุณลุงทองถม เพราะหลายครั้งที่ท่านช่วยซื้อภาพจากพี่ชายเอาไว้ ทำให้เธอได้ภาพนี้คืนมา หลายครั้งเข้าก็เกรงใจเหลือเกิน นี่ท่านก็อุตส่าห์ฝากจดหมายฉบับนี้ผ่านมาทางเขา เพื่อให้เธอได้เจรจาต่อรองซื้อภาพต่อจากเขา
“หนูบัว ลุงต้องขอโทษด้วยที่ต้องขายภาพนี้ไปให้กับคุณพงศ์อินทร์เขา เพราะลุงมีความจำเป็นจริงๆ กลัวชิดชัยเห็นภาพเข้าจะมาคุกคามอยากได้ ถ้าภาพตกอยู่ในมือของชิดชัย ลุงกลัวว่าหนูบัวจะต่อรองกับชิดชัยลำบาก ลุงขายให้คุณพงศ์อินทร์ไปเพราะดูเขาเป็นคนดี บรรณนำภาพนี้มาขายให้ลุง บอกว่าจะเอาเงินไปใช้หนี้ ราคาสูงลิ่วเหลือเกิน ลุงพูดแบบนี้ หวังว่าหนูบัวคงเข้าใจลุงนะ แต่กระนั้นหากหนูบัวมีปัญหาอะไร ก็สามารถมาขอความช่วยเหลือลุงได้เสมอ ลุงยินดีช่วยเหมือนเคย”
ลุงทองถม...
เนื้อความในจดหมายทำให้บัวบุษบาถอนใจหลายครั้ง เธอเข้าใจลุงทองถม แต่ไม่เข้าใจคือ เหตุใดลุงทองถมที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอด ถึงได้ถูกชะตากับพงศ์อินทร์ถึงขนาดขายภาพให้อีกฝ่าย
“ถ้าคุณไม่มีเงินซื้อคืน ผมก็จะเก็บเอาไว้ก่อนดีไหมครับ” พงศ์อินทร์ไม่รู้ว่าเนื้อความในจดหมายนั้นคืออะไร รู้แค่จากที่เธอพูดว่าลุงทองถมเขียนมาว่าขายภาพให้เขาในราคาสองแสนบาท ซึ่งเขาก็จ่ายเงินไปให้เรียบร้อยแล้ว
เธอกับเขารู้จักกันแต่เล็กแต่น้อย ถูกหมั้นหมายกัน ตั้งแต่นั้นมา เธอรักและนับถือเขาเหมือนพี่ชาย พอโตขึ้นก็เกิดความรู้สึกที่มากกว่านั้น เขาให้เกียรติเธอเสมอมา ไม่เคยล่วงเกินให้ต้องเสียหาย แม้จะเป็นคู่หมั้นกันก็ตามทีในสังคมปัจจุบันการมีอะไรกันก่อนแต่งงานดูจะเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่สำหรับพงศ์วัฒน์เขาไม่เคยเรียกร้องหรือฉวยโอกาส นอกจากเขาจะเป็นคู่หมั้นที่ดีแล้ว ยังเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนพี่ชายที่เติบโตมาด้วยกัน ช่วยเหลือเธอมาโดยตลอดชีวิตการแต่งงานที่สุดแสนจะเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เขาให้เธออยู่บ้าน ดูแลบ้าน รอคอยเขากลับมาจากงาน มีบางครั้งที่เขาพาเธอออกงานสังคม เขาให้เกียรติเธอเสมอในทุกๆ ครั้ง ตอนที่เขาประสบอุบัติเหตุ เธอตกใจแทบแย่ เพราะเขานอนเป็นเจ้าชายนิทรา ไม่ยอมฟื้นเสียที ทั้งๆ ที่คุณหมอบอกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรแล้ว“พี่พงศ์ ดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนนะคะ” เธอออกมาต้อนรับสามี รับเสื้อสูทของเขามาถือเอาไว้ ก่อนจะนำน้ำเย็นๆ มาเสิร์ฟ“วันนี้มีอะไรดีๆ เอ่ย ถึงได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ไหนบอกพี่สิครับ” พงศ์วัฒน์เอ่ยถามภรรยาสาว“บัวมีของขวัญให้พี่พงศ์ค่ะ” บัวบูชายื่นเอกสารแผ่นหนึ่งให้เขา มัดด้วยลิ้บ
“ถ้าตอบว่าไม่ยอมล่ะคะ พี่พงศ์จะให้นอนพักเหรอคะ”“ไม่ให้นอนดีกว่า” เขากุมแก้มเธอไว้ก่อนจะส่ายหน้าไปมา สบตาเขาแล้วสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ เขาหยอกเย้า คล้ายเอาแต่ใจแต่ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด แค่รู้สึกรอคอยว่าเขาจะทำอะไรต่อ“ใจร้ายจังค่ะ”“อยากน่ารัก น่ากินทำไมกัน” เขาซับเหงื่อให้เธอเบาๆ ทั้งใบหน้าและลำคอ และลาดไหล่บอบบาง เธอสะท้านเล็กน้อย เมื่อเขาหยอกเย้าขยับริมฝีปากฝังลงมายังไหล่เนียนของเธอ ขนในกายของบัวบูชาลุกซู่“พี่ซับเหงื่อให้นะ” เขาพูดแบบนั้น แต่เธอไม่รู้ว่าเขาดึงผ้าห่มออกไปตอนไหน รู้ตัวอีกที มันไปกองอยู่ที่เอวเสียแล้ว จะดึงขึ้นมาก็ติดที่มือเขากำลังเช็ดตัวให้เธออยู่ เขาก้มหน้าลงมาดูดเม้มยอดปทุมถันของเธอบัวชูชาอุทานคล้ายจะเบี่ยงหลบ แต่หลบไม่พ้นมือของเขาที่ดึงแผ่นหลังของเธอมาแนบชิดกับปากของเขาที่กำลังจู่โจมทรวงอกสล้างนั้นอีกครั้ง“พี่พงศ์... อื้อ...” เธอร้องครางหายใจหอบๆ รู้สึกว่าร่างกายร้อนผ่าวอีกครั้งและคืนนี้มันคงจะร้อนไปทั้งคืนเป็นแน่ เธอสอดมือเข้าในกลุ่มผมดกหนาของเขา ใบหน้าเริดขึ้นด้วยความเสียว เมื่อเขาดูดเม้มหน้าอกอิ่มของเธอเพื่อเล้าโลมให้มีอารมณ์ร่วม มือของเขาไม่ได้ว่างเว้น แ
“อุ๊ย!” เธออุทาน เป็นจังหวะที่เขาประทับริมฝีปากหยักหนาลงมาอย่างรวดเร็ว มือร้อนผ่าวของเขากดท้ายทอยของเธอเอาไว้ให้เธอรับจุมพิตอันแสนดูดดื่ม ลิ้นหนาเข้าไปกระหวัดรัดลิ้นเล็กแสนหวานภายใน เธอครางเสียงสั่นโต้ตอบกับเขาอย่างไร้เดียงสาพงศ์วัฒน์กดร่างของหญิงสาวลงบนเตียงนอนกว้าง กลิ่นดอกไม้หอมกรุ่นกำจายไปพร้อมๆ กับกลีบดอกไม้สีหวาน“บัวครับ”“ค่ะพี่พงศ์”“ถ้าบัวตามใจพี่ พี่ก็จะตามใจบัวนะ” เขากระซิบบอก เธอยอมตามใจเขาอยู่แล้ว เขาจะทำอะไรเธอก็ไม่ขัดสักหน่อย“บัวไม่ได้ขัดนี่คะ เราแต่งงานกันแล้ว” เธอคิดว่าระหว่างชายหญิง เขาทำกันแบบนี้แหละ คงไม่พิสดารอะไรไปมากนักหรอกเขามองว่าเธอน่ารัก แต่ไม่พูดออกไป สายตาที่สื่อความหมายบอกเช่นนั้น อุ้งมือใหญ่ปลดปมผ้าขนหนูออกอย่างง่ายดาย ในขณะที่เธอตะครุบเอาไว้แทบไม่ทันชายหนุ่มประสานมือกับเธอเอาไว้ เธอมองสบตาเขา รู้สึกว่าหน้ายิ่งร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ เขาจับมือเธอเอาไว้และวางประทับที่อกอวบอิ่มกอบกุมเอาไว้ทั้งสองข้าง เธอกะพริบตาปริบๆ ลุ้นว่าเขาจะทำอะไรแปลกๆ รึเปล่า คือมันลุ้นและอยากรู้อยากเห็นไปด้วย“อุ๊ย!” เขาสอดแก่นกายเข้ามากับร่องอกอวบของเธอ หญิงสาวอุทานเบาๆ มองด้วยควา
เขาจับเธอแยกขาออกจากกัน แล้วชันเข่าขึ้นทั้งสองข้าง อุ้งมือใหญ่ทั้งสองเอื้อมมาด้านหน้าลูบไล้ขาเพรียวของเธอ บัวบูชาครางอย่างต่อเนื่อง เธอกระตุกเล็กน้อยเมื่อเขาเอื้อมมือมาด้านหน้าเนินสาว ใช้นิ้วกลางไล้ขึ้นลงเบาๆ อย่างอ่อนโยน แค่นั้นก็ทำให้เธอเสียวซ่านสุดจิตสุดใจ แทบดีดดิ้นกับสัมผัสเล็กน้อยนั้น“ชอบไหม” ดูเหมือนเป็นคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเพราะเธอไม่กล้าตอบเขาแม้แต่ประโยคเดียว“ไม่ต้องกลั้นนะ ถ้าอยากครางก็ครางเลย” เขากระซิบบอกอย่างใจดี เธอยังเม้มปากเอาไว้แบบนั้น นึกอายที่จะครางออกไป แต่สุดท้ายทนไม่ไหวอยู่ดี ต้องครางออกไปเสียงหลงเมื่อเขาบดบี้ยอดเกสรนารีจนสั่นระริก หลั่งรินน้ำหวานออกมาอย่างท่วมท้น“ดีมากครับ เราอยู่กันแค่สองคนไม่ต้องอายหรอก”“ก็... ทำอะไรกันแบบนี้ไม่อายได้ยังไงกันคะ”“แต่งงานกันแล้ว ทุกคนต้องทำแบบนี้ทั้งนั้นแหละ” เธอเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเพราะโตแล้ว เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทันสมัย วัยรุ่นรู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ต้องกระมิดกระเมี้ยนไม่กล้าแม้แต่จะพูดมันออกมาเพราะอาย เด็กสมัยนี้พูดกันสนุกสนานเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา เธอเคยได้ยินยังแอบหน้าแดงเพราะจริงๆ ไม่กล้าพูดเรื่อง
“หน้าแดงทำไม”“พี่พงศ์ก็... พี่พงศ์” เธออึกอัก ทุบอกเขาเข้าให้ ดูสิชอบแกล้งแหย่เธอ เมื่อก่อนไม่เห็นเคยเป็นแบบนี้เสียหน่อย เจ้าเล่ห์ร้ายกาจที่สุด“นึกว่าอยากกินข้าวก่อนไงครับ เห็นวันนี้เหนื่อยมาทั้งวันไม่ใช่เหรอ พี่ก็กลัวบัวจะหิว คิดอะไรอยู่ล่ะ”“เปล่า ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อยค่ะ” เธอคิดไปไกลเชียวล่ะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขาจะถามเรื่องกินข้าว“คิดก็ได้นะ” เขาค่อยๆ ลูบไล้ไปตามเรือนกายของเธอ บัวบูชาตัวสั่น แต่ยินยอมพร้อมใจไปกับเขาเพราะถึงอย่างไรก็แต่งงานกันแล้วเธอมองเขาแล้วเผลอแตะลิ้นเลียริมฝีปากเหมือนอยากกินเขาเสียเหลือเกิน พงศ์วัฒน์เหมือนจะขำความน่ารักนั้น แต่เขาแค่ยิ้มบางๆ ระคนเอ็นดูให้กับความน่ารักของเธอ“พี่อาบน้ำให้น่ะดีแล้ว จะได้สบายไง ไม่ต้องอาบเอง” เขาลูบไล้ไปตามเรือนร่างเปลือยเปล่า เธอเริ่มหายใจหอบๆ ร่างกายยิ่งร้อนผ่าวขึ้นมาเรื่อยๆพงศ์วัฒน์ค่อยๆ เล้าโลมเธออย่างใจเย็น เขานึกอยากเห็นเธอสวมใส่ชุดว่ายน้ำหรือชุดวาบหวิวเสียเหลือเกิน แล้วค่อยๆ เปลื้องออก ในสมองดูเหมือนจะคิดไปไกลเธอสวยมาก สำหรับเขาแล้วเธอสวยที่สุดไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด แม้แต่ตอนที่เธอยังมีเสื้อผ้าครบชุดและแต่งกายสุภาพมิดช
หญิงสาวไม่ได้รู้สึกสักนิดว่าชุดแต่งงานของเธอหลุดร่วงลงไปจากสะโพกตอนไหน สายตาของเขาที่มองเธอนั้นเต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความเสน่หา เธอไม่เคยเห็นแววตาแบบนี้ของเขามาก่อนเขาบอกว่าจะชวนไปอาบน้ำด้วยกันก็คงจะจริงกระมัง อาจจะประหยัดน้ำหรือประหยัดเวลา เพราะเหนื่อยกันมาทั้งวัน เธอคิดให้วุ่นไปเสียหมด สุดท้ายถูกอุ้มเข้ามาอยู่ในห้องน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“เหนื่อยมาทั้งวัน นอนแช่น้ำอุ่นกันดีไหม” เขาทำทีคล้ายปรึกษาหารือ เธอพยักหน้าเพราะอยากเอาใจ คิดว่าดีเหมือนกัน เขาเห็นว่าเธอไม่ได้ปฏิเสธจึงจัดการเตรียมน้ำอุ่นเสียเองบัวบูชาสัมผัสกับน้ำอุ่นแล้วครางเบาๆ โดนอุ้มลงอ่างแทบไม่รู้ตัว เขาดึงเข้าไปหาเธอสะดุ้งน้อยๆ แต่เพราะมือหนาที่ลูบหลังลูบไหล่ เธอจึงหลับตาลงอย่างผ่อนคลาย เขาดึงเธอไปกอด หญิงสาวจึงซบใบหน้าอยู่ที่อกของเขา“พี่รอวันนี้มานานแล้วบัวรู้ไหม” เขาชวนคุย เกี่ยวผมของเธอเล่นไปมาอย่างอ่อนโยน“รอที่จะแต่งงานกับบัวรึคะ” เธอลืมตาขึ้น เงยหน้าขึ้นมองเขา อุณหภูมิของน้ำในอ่างทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลาย“ใช่จ้ะ เราหมั้นกันตั้งแต่เด็ก พี่คิดว่าชาตินี้ถ้าไม่ได้แต่งงานกับบัว ได้บัวมาเป็นศรีภรรยาพี่ก็จะไม่แต่งงานอีกเลย”
“ไม่รู้ไปมีเรื่องอะไรกับใครมา เราจะเดือดร้อนหรือเปล่าล่ะนี่” นางเกด หญิงหม้ายที่เลี้ยงลูกสาวมาโดยลำพังเอ่ยขึ้น สีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ตั้งแต่ช่วยเหลือพงศ์ขึ้นมาจากตลิ่งริมคลอง นางก็ไม่สบายใจอยู่เรื่อย เพราะกลัวตัวเองและบุตรสาวจะเดือดร้อน“คุณพงศ์เป็นคนดีนะแม่ เคยช่วยชีวิตฉันเอาไว้ แม่น่ะคิดมากเกินไป
“ขอบใจพ่อบรรณมาก แล้วฉันจะตอบแทนอย่างงาม ว่าที่พี่เขย” ชัยหัวเราะอย่างชอบใจ เวลาที่เขารอ มาถึงสักทีหนึ่ง บัวไม่มีวันหนีเขาไปไหนได้แน่นอน“วันนี้คุณบรรณดูอารมณ์ดีนะคะ” สาลี่เอ่ยถามเจ้านายหนุ่มขณะเปลือยกายอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย ฝ่ามือของเธอลูบไล้อกกว้างของเขาอย่างยั่วยวน“ไม่อารมณ์ดีได้ยังไงกัน วันน
“คุณบัวรู้ไหมครับว่าผมอธิษฐานว่าอะไร”“คุณพงศ์อธิษฐานว่าอะไรคะ”“ผมอธิษฐานว่าขอให้ได้เกิดมาเจอคุณบัวทุกชาติทุกชาติ ได้รักกัน ได้ดูแลกัน และได้อยู่ด้วยกันแบบนี้น่ะครับ”“คุณพงศ์รู้ไหมคะว่าทำไมเราเกิดมาพบกันอีก พบกันในภพชาติที่ดีมีความสุข”“ทำไมครับ”“เพราะการทำความดี ทำสิ่งที่ดีต่อกัน ทำบุญร่วมกัน”
“คุณบัวไม่ลองพิจารณาคุณชัยเธอดูบ้างเหรอคะ เธอก็ชอบคุณบัวมานานรักจริงหวังแต่ง แถมยังไม่เคยเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมองผู้หญิงคนไหน หรือเปลี่ยนใจไปจากคุณบัว” สาลี่ได้ทีก็รีบสนับสนุนชัยทันที ทำตามที่ชัยบอกทุกอย่าง ถ้ามีโอกาสต้องรีบพูดเชียร์ชัยให้นายสาวฟัง เพราะบัวอาจจะใจอ่อนก็เป็นได้“เอ๊ะ! พี่สาลี่นี่ยังไงก







