LOGINความหวั่นไหวในวัยเยาว์ คือการแอบเขียนชื่อของเธอลงบนหนังสือเรียน ก่อนจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วลบมันทิ้ง คือยามที่เธอเดินผ่านริมหน้าต่าง จังหวะหายใจก็พลันรวนไปหมด แต่กลับโทษว่าเป็นเพราะจักจั่นนอกหน้าต่างส่งเสียงดังเกินไปเด็กหนุ่มสองคนที่ยังอยู่ในวัยสดใส มองเห็นทั้งความอดกลั้น การต่อสู้ และความรู้สึกร้อนแรงในดวงตาของกันและกัน ทว่าสิ่งเดียวที่ไม่มีก็คือความลังเลสุดท้ายเวินถิงเยี่ยนก็เบือนสายตาออก เปลือกตาหลุบลงเล็กน้อย ปิดบังคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนอยู่ในดวงตาลึกคู่นั้น “ขอโทษนะอาซ่ง อย่างอื่นได้หมด แต่ข้อนี้ไม่ได้”เมิ่งเฉิงซ่งเองก็ไม่ได้ฝืนเขาอีก เพียงถามว่า “นายบอกฉันมาสิ ในชีวิตของนาย มีอะไรที่ทิ้งได้บ้าง? แล้วอะไรที่ทิ้งไม่ได้? ฉันช่วยนาย ฉันก็อยากได้สิ่งตอบแทน แต่ฉันไม่เอาของไร้ค่าหรอกนะ”เวินถิงเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน รอยยิ้มเจือความอ้างว้างจาง ๆเพราะเขาพบว่าสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ไม่ได้มากมายเลย“อะไรก็ได้” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “ยกเว้นสองคน”“สองคนไหน?” เมิ่งเฉิงซ่งถามต่อ“ย่าของฉัน” เวินถิงเยี่ยนหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะไม่ได้เอ่ยชื่อของอีกคน
ดังนั้นเจี่ยนจือจึงถูกอาเฟิงดักอยู่หน้าห้องเต้นอย่างงง ๆ และต้องนั่งฟังอาเฟิงตะโกนอธิบายโจทย์ให้เธอฟังจนเสียงแทบแตกอยู่ครึ่งชั่วโมงกระทั่งอาเฟิงตะโกนอธิบายจนจบ เธอก็ยังคงอยู่ในสภาพมึนงง สมองอื้อไปหมด“ตกลงเธอเข้าใจหรือยังเนี่ย?” อาเฟิงตะโกนจนคอแทบไหม้เจี่ยนจือขมวดคิ้ว “โจทย์ง่ายขนาดนี้ นายจะตะโกนทำไม?”อาเฟิงนิ่งอึ้งไป ก่อนที่วินาทีต่อมาเสียงจะแหบพร่า “ถ้ามันง่าย แล้วทำไมเธอไม่ทำล่ะ? ปล่อยว่างหมดเลยเนี่ยนะ?”“แล้วทำไมฉันต้องทำด้วย? นายให้ฉันทำโจทย์ ฉันก็ต้องทำงั้นเหรอ? ฉัน...” มันไร้เหตุผลสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่หรือไง?“ฉันไม่ได้ให้เธอทำ ลูกพี่ต่างหากที่ให้เธอทำ! ลูกพี่เป็นคนสั่ง!” น้ำเสียงของอาเฟิงเหมือนกำลังบอกว่า เธอกล้าไม่ฟังคำพูดของลูกพี่เหรอ?เจี่ยนจือยิ่งรู้สึกว่ามันเหลวไหลเข้าไปใหญ่ “เขาเป็นลูกพี่ของนาย ไม่ใช่ของฉันสักหน่อย!”เธอยัดข้อสอบกลับใส่มืออาเฟิง “ฉันไม่เรียนพิเศษ ขอบใจนะ”“เฮ้! เฮ้!” อาเฟิงตะโกนเรียกไล่หลังเธอเสียงดังเจี่ยนจือเดินจากไปตามทางของตัวเองโดยไม่สนใจเขา แต่อาเฟิงกลับตีความประโยคนั้นว่าเธอไม่อยากให้เขาสอน แต่อยากให้ลูกพี่มาสอนเองจะแบบนั้นได้ยังไง? ต
แต่ตอนนี้เขากลับเริ่มสนใจมหาวิทยาลัยในเมืองหลวงขึ้นมาอย่างนั้นเหรอ?เวินถิงเยี่ยนเก็บสมุดลงอย่างไม่ใส่ใจ “คุณย่าบอกว่าประเทศเรากว้างใหญ่ขนาดนี้ แต่ยังไม่เคยได้เที่ยวชมภูเขาแม่น้ำของบ้านเมืองดี ๆ เลย แล้วก็ยังไม่เคยไปดูพิธีเชิญธงขึ้นเสาด้วย เพราะงั้นฉันเลยคิดว่าจะพาคุณย่าไปเรียนที่เมืองหลวงด้วยกัน”อาเฟิงไม่เข้าใจวิธีคิดแบบนี้ “อยากดูพิธีเชิญธง อยากเที่ยวชมบ้านเมือง ไปตอนปิดเทอมก็ได้นี่?”“นายไม่เข้าใจหรอก ออกไปเลย” เวินถิงเยี่ยนไล่อีกฝ่ายออกจากที่นั่งของตัวเอง“ฉันไม่เข้าใจจริง ๆ นั่นแหละ” อาเฟิงพึมพำ พลางเดินออกจากที่นั่งของเวินถิงเยี่ยน ระหว่างเดินก็ยังบ่นอย่างไม่ยอมแพ้ “ไหนบอกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกับพวกเรา ไม่รักษาคำพูดเลย”แต่จู่ ๆ เวินถิงเยี่ยนก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เขาหันไปมองอาเฟิง “จริงสิ ช่วงเวลานี้นายว่างไหม?”เขาหยิบตารางเรียนออกมา แล้ววงช่วงเวลาสองสามช่วงเอาไว้“เล่นบาสเหรอ!” อาเฟิงคิดว่าช่วงนี้เขายุ่งกับเรื่องคุณย่าเข้าโรงพยาบาลจนไม่มีเวลาเล่นบาส จึงเอ่ยต่อว่า “นายไม่มาก็ไม่เป็นไร ยังมีพวกเราอยู่”“ไม่ใช่” เวินถิงเยี่ยนเอ่ย “อาทิตย์หน้าถ้านายว่างช่วงนี
สุดท้ายเวินถิงเยี่ยนก็ได้พบกับเจี่ยนจือแบบเผชิญหน้ากันในโรงเรียนตอนนั้นคุณย่าเวินผ่าตัดมาได้หนึ่งสัปดาห์แล้ว เวินถิงเยี่ยนดูซูบโทรมลงไม่น้อยคุณย่าเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา ถึงจะมีผู้ดูแลคอยดูแลอยู่ แต่เขาก็ยังไปโรงพยาบาลทุกวัน เอาแต่คิดอยากอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าให้นานขึ้นอีกหน่อย และหาวิธีเอาของที่คุณย่ากินได้ไปให้เรียนหนังสือ ทำงานพิเศษ ดูแลคุณย่าเขาลำบากมากเหมือนกับครั้งนั้น เดิมทีก็เป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งเงียบขรึมกว่าเดิมเพียงแต่ครั้งนี้ ยังไงสถานการณ์ก็แตกต่างออกไปเจี่ยนจือจำได้ว่าตอนม.6 ในปีนั้น เขาหม่นหมองจนแทบดูไม่ได้ มันเป็นความมืดมนของคนที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังคนที่ตัวเองรักที่สุดกำลังจะจากโลกนี้ไป แต่เขากลับทำอะไรไม่ได้เลย เจี่ยนจือเอาใจเขามาใส่ใจเรา จึงเข้าใจความรู้สึกของเขาได้อย่างสมบูรณ์ เพราะในชีวิตของเธอก็มีเพียงคุณย่าที่พึ่งพาอาศัยกันและกันเพราะแบบนั้น ตอนนั้นเธอถึงได้แอบช่วยเขาแต่ตอนนี้ถึงแม้เขาจะดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด แต่ในดวงตากลับไม่มีความสิ้นหวังราวเถ้าถ่านเช่นนั้นตรงกันข้าม วันนี้ฝนกำลังตก ตอนที่เธอกับเขาเจอกันตรงบันไดอาคารเรีย
แต่หลังจากเขาเดินวนไปได้สองสามรอบ จู่ ๆ ก็หันตัวกลับมาจนเกือบชนเข้ากับเมิ่งเฉิงซ่งที่กำลังเดินวนไปวนมาเหมือนกันเขาสังเกตเห็นว่าเมิ่งเฉิงซ่งเองก็กระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัดเมิ่งเฉิงซ่งกระแอมสองที “ขอโทษนะ เกือบชนกับนายแล้ว ฉันเองก็เป็นห่วงมากเหมือนกัน คนที่เป็นศัลยแพทย์หลักคือคุณปู่ของฉัน ถ้าเกิดว่า…ถุย ๆ ๆ ไม่หรอก ๆ คุณย่าจะต้องออกมาอย่างปลอดภัยแน่นอน!”เวินถิงเยี่ยนเข้าใจในทันที ที่แท้เมิ่งเฉิงซ่งก็กลัวว่าคนที่ลงมือผ่าตัดคือคุณปู่ของตัวเอง หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา เขาคงไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับเวินถิงเยี่ยนยังไงอาซ่งคิดมากเกินไปจริง ๆ แค่วันนี้อาซ่งมาส่งคุณย่าเข้าห้องผ่าตัดก่อนเขา ชาตินี้อีกฝ่ายก็จะเป็นเพื่อนสนิทของเขาตลอดไปแล้ว“ไม่ว่ายังไง อาซ่ง…” เวินถิงเยี่ยนเอ่ยอย่างจริงจัง “นายก็คือผู้มีพระคุณของฉัน”เมิ่งเฉิงซ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “รอให้คุณย่าออกมาก่อนค่อยพูดเถอะ”เวินถิงเยี่ยนพยักหน้า “สำหรับเพื่อนสนิทแล้ว บุญคุณใหญ่หลวงไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำขอบคุณหรอก”ทั้งสองกลับเข้าสู่การรอคอยอันเงียบงันยิ่งกว่าเดิม ทุกวินาทีที่ผ่านไปล้วนทรมานใจเวลาผ่านไปแปดชั่วโมงเต็มในที่สุดคุณหมอ
การผ่าตัดของคุณย่าเวินเป็นคิวแรกของเช้าวันนั้น เธอจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองไว้เรียบร้อยหมดแล้วจ้างคนดูแลผู้ป่วยไว้แล้ว ทั้งยังชำระค่ารักษาในโรงพยาบาลและค่าผ่าตัดด้วยตัวเองเรียบร้อยคนดูแลผู้ป่วยเป็นคนอัธยาศัยดีมาก ยังถามเธอด้วยว่าทำไมลูกหลานที่บ้านถึงไม่มาคอยอยู่เป็นเพื่อน?คุณย่าเวินก็ตอบยิ้ม ๆ ว่า “พวกเขายุ่งกันหมด เป็นแค่ผ่าตัดเล็ก ๆ ไม่อยากรบกวนพวกเขา”คนดูแลผู้ป่วยได้แต่ถอนหายใจ จะเรียกว่าผ่าตัดเล็ก ๆ ได้ยังไงกัน?แต่เธอก็ไม่สะดวกพูดอะไรมาก จึงเพียงช่วยพยาบาลเข็นคุณย่าเวินเข้าไปในห้องผ่าตัดสิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ตรงหน้าห้องผ่าตัดมีเด็กหนุ่มท่าทางเหมือนนักเรียนคนหนึ่งกำลังรออยู่คุณย่าเวินรู้จักเขา เขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นของหลานชาย ชื่อเมิ่งเฉิงซ่ง“เสี่ยวเมิ่ง ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” คุณย่าเวินถามยิ้ม ๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าหมอเมิ่งเองก็นามสกุลเมิ่ง จึงถามอย่างสงสัย “หมอเมิ่งเป็น...”“เป็นญาติของผมครับ” เมิ่งเฉิงซ่งตอบ “ผมก็รู้จากหมอเมิ่งเหมือนกันว่าวันนี้คุณย่าจะผ่าตัด ผมกับอาเยี่ยนเป็นเพื่อนสนิทกัน ผมคิดว่า คุณย่าคงมีเหตุผลที่ไม่ได้บอกเขา งั้นผมมาคอยอยู่เป็นเพื่อนคุณ






![หนี้สวาทพ่อเลี้ยงทมิฬ [ Drama,Comedy 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
