ANMELDENเมื่อดาวคณะบริหารสอบตก เธอจึงหาคนมาติวเพื่อให้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างเร็วที่สุด และเขาที่ได้อันดับ 1 ของวิชานี้ รูแลักษณ์ที่เห็นดูไม่มีอะไรน่าสนใจเลย แต่...เขานั้นมีสิ่งที่น่าสนใจทำให้เธอตกหลุมพรางของเขาได้อย่างไรกัน
Mehr anzeigenเสียงเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ภายในห้องสมุดศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยดังก้องด้วยเสียงฮัมเบาๆ ราวกับจะตอกย้ำความเงียบสงบที่ครอบคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกพิมพ์ผสมผสานกับความเย็นเยือกของอากาศ เป็นบรรยากาศที่นักศึกษาหลายคนชื่นชอบเพราะชวนให้ผ่อนคลายและมีสมาธิ
ทว่าสำหรับ ‘เมล’ หรือ เมทินี ดาวคณะบริหารธุรกิจชั้นปีที่สาม บรรยากาศแบบนี้กลับเปรียบเสมือนห้องประหารชีวิต
เรียวนิ้วยาวสวยที่สวมแหวนเงินวงเล็กกำลังเคาะลงบนโต๊ะไม้เนื้อหนาเป็นจังหวะถี่รัว ใบหน้าสวยเฉี่ยวที่เคยแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มมั่นใจอยู่เสมอบัดนี้เคร่งเครียด ดวงตากลมโตสุกใสมองจ้องหน้าจอกระดานข่าวสารสารสนเทศของมหาวิทยาลัยบนหน้าจอไอแพดอย่างไม่วางตา ราวกับหวังให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นและเปลี่ยนตัวเลขที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าให้ กลายเป็นตัวเลขอื่น
ผลการสอบกลางภาค วิชา Advanced Business Statistics (สถิติธุรกิจขั้นสูง)
ชื่อ-นามสกุล: นางสาวเมทินี วรโชติเมธี
คะแนนที่ได้: 18 / 100
(หมายเหตุ: คะแนนเฉลี่ยของเซกชัน: 68.5)
“สิบแปด...” เมลพึมพำออกมาเสียงเบาหวิวคล้ายคนกำลังขาดใจ ความเย็นวาบวิ่งแล่นตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นมาถึงกลางแผ่นหลัง
นี่มันไม่ใช่แค่คำว่า ‘ตก’ แต่มันคือการ ‘วินาศสันตะโร’ ครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตการเรียนของเธอ
เมลเป็นดาวคณะบริหารธุรกิจ เธอมีทั้งรูปร่างหน้าตา รสนิยม การแต่งกายที่โดดเด่นสไตล์แฟชั่นนิสต้าตัวแม่ วันนี้เธออยู่ในชุดเสื้อครอปสีครีมเอวสูงขับเน้นเอวคอดกิ่วและรูปร่างนาฬิกาทรายอย่างลงตัว คู่กับกางเกงสแล็กเอวสูงทรงสวยที่ส่งให้ขาเรียวยาวดูสง่างาม ใครต่อใครต่างมองว่าเธอคือเพอร์เฟกต์เกิร์ลที่มีพร้อมทุกอย่าง ทั้งความสวย ทั้งความฉลาดที่ประคองเกรดเฉลี่ยสะสมไว้ในระดับเกียรตินิยมมาโดยตลอด
แต่ไม่มีใครรู้ว่า ‘จุดอ่อนรุนแรง’ เพียงหนึ่งเดียวของเธอคือ... วิชาคำนวณขั้นสูง
และวิชาสถิติธุรกิจตัวนี้ก็คือวิชาตัวแม่ที่เป็นปราการด่านสำคัญ หากเธอไม่ผ่านวิชานี้ด้วยเกรด A หรืออย่างน้อย B+ เกรดเฉลี่ยรวมของเธอจะร่วงลงเหวทันที และนั่นหมายถึง ‘ภัยพิบัติ’ ทางความคิดของคนเป็นพ่อ
‘ถ้าปีนี้แกเก็บเกียรตินิยมเหรียญทองมาให้พ่อไม่ได้ เรื่องที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศเพื่อเตรียมรับตำแหน่งบริหาร พ่อก็คงต้องพิจารณาใหม่... รวมเผื่อไปถึงเรื่องการจัดสรรหุ้นส่วนในบริษัทด้วย’
เสียงทรงอำนาจของพ่อดังก้องอยู่ในหัวของเมล เธอสูดหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความตระหนกที่กำลังแล่นริ้วขึ้นมา พ่อของเธอ—คุณประวิทย์ วรโชติเมธี—เป็นนักธุรกิจผู้เด็ดขาด เขามองทุกอย่างในชีวิตเป็นผลกำไรและตัวเลข เมลรู้ดีว่าถ้าเธอมันอกตัญญูทำผลงานได้น่าผิดหวัง ตำแหน่งบริหารที่เธอทุ่มเททำงานหนักเพื่อมันมาตลอดอาจถูกโยนไปให้ ‘ลูกติด’ ของเมียใหม่ของพ่อแทน
“ไม่ได้... ชั้นจะยอมให้วิชาบ้าๆ นี่ย่อส่วนชีวิตชั้นไม่ได้เด็ดขาด”
เมลถอนหายใจหนักหน่วง กวาดสายตามองลงไปที่ตารางอันดับคะแนนของเซกชัน ซึ่งแสดงเฉพาะรหัสนักศึกษาและคะแนนที่ได้เพื่อความ Privacy แต่มันกลับแสดงคะแนนสูงสุดของเซกชันไว้อย่างชัดเจน
คะแนนสูงสุด (Max): 100 / 100
หนึ่งร้อยเต็ม?
เมลตาโตด้วยความทึ่ง วิชาที่อาจารย์ออกข้อสอบโหดหินจนคนทั้งเซกชันร้องกรีดร้อง แต่กลับมีใครบางคนกดคะแนนเต็มร้อยมาได้แบบไร้รอยขีดข่วน เธอไล่สายตามองรหัสนักศึกษาของคนที่ได้อันดับหนึ่งคนนั้น รหัสขึ้นต้นด้วยคณะข้างเคียงอย่าง ‘คณะวิศวกรรมศาสตร์’
วิศวะฯ ข้ามมาเรียนสถิติของคณะบริหารงั้นเหรอ
ความหวังฉายวูบขึ้นมาในดวงตาของเมล ถ้าเธอสามารถหาตัว ‘เจ้าของคะแนนเต็ม’ คนนี้เจอ แล้วขอให้เขามาช่วยติวเค้นคั้นสมองขี้เลื่อยด้านสถิติของเธอในช่วงสอบปลายภาค คะแนนของเธออาจจะพอถูไถรอดตายและดึงเกรดกลับขึ้นมาได้
แต่ปัญหาคือ... เธอจะไปหาตัวไอ้อัจฉริยะคนนี้จากไหนในมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษานับหมื่นคน
ขณะที่กำลังนั่งคิดจนหัวหมุน เมลก็ลุกขึ้นเพื่อเดินไปคืนหนังสือสถิติเล่มหนาเท่าพจนานุกรมที่ชั้นวางหนังสือโซนด้านหลังสุดของชั้นสี่ ซึ่งเป็นโซนที่เงียบสงบที่สุดและแทบไม่มีใครเดินเข้ามาเพราะเป็นหมวดหมู่หนังสือสถาปัตยกรรมและคณิตศาสตร์ทฤษฎีบริสุทธิ์
แสงแดดยามยามเย็นลอดผ่านกระจกบานใหญ่เข้ามาปะทะกับละอองฝุ่นที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ เมลเดินก้าวฉับๆ ไปตามช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ จนกระทั่งสายตาของเธอไปสะดุดเข้ากับเงาร่างหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะอ่านหนังสือตัวมุมสุด
ตรงนั้น... มีผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่
เมลชะงักเท้าเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ปกติแล้วโซนนี้ร้างผู้คนอย่างกับป่าช้า แต่ผู้ชายคนนี้กลับนั่งอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นเจ้าถิ่น
เธอยืนพิจารณาเขากลางความเงียบ ชายหนุ่มคนนั้นสวมเสื้อฮู้ดดี้สีเทาเข้มตัวโคร่งขนาดใหญ่เกินตัว จนปิดบังรูปร่างที่แท้จริงไปเกือบหมด กางเกงยีนส์สีเข้มธรรมดาๆ และสวมแว่นตากรอบหนาสีดำสนิท ทรงผมหน้าม้าสีดำยาวลงมาปรกหน้าปรกตาจนมองเห็นใบหน้าส่วนบนไม่ชัดเจน เขานั่งห่อไหล่น้อยๆ ท่าทางดูเชยสนิทและไร้ซึ่งเสน่ห์ดึงดูดใจโดยสิ้นเชิง ภาพจำของ ‘เด็กเนิร์ด’ หรือ ‘ไอ้แว่นหลังห้อง’ แบบเต็มขั้น
บนโต๊ะของเขาไม่มีอะไรเลยนอกจากชีทเอกสารกองโต สมุดโน้ตเล่มเก่า และปากกาลูกลื่นสีดำหนึ่งแท่ง
มือเรียวยาวของเขากำลังขีดเขียนตัวเลขและสมการคณิตศาสตร์ลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว เสียงปลายปากกาเสียดสีกับเนื้อกระดาษดัง แกร็กๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอและมั่นคง ราวกับเครื่องจักรที่ถูกเซตระบบมาอย่างดี
เมลขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เธอค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปใกล้โซนนั้นอย่างแผ่วเบา สายตาคมเฉี่ยวมองลอดผ่านช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ จ้องมองไปที่กระดาษบนโต๊ะของเขา
สมการสถิติหลายขั้นตอนที่อัดแน่นไปด้วยตัวแปรคอมเพล็กซ์ ตัวสัญลักษณ์กรีก () และการแจกแจงความน่าจะเป็นชั้นสูงที่เมลมองแล้วรู้สึกเหมือนอ่านภาษาต่างดาว... ชายคนนั้นกำลังแก้โจทย์ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
เขาสลับไปกดเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์อย่างคล่องแคล่ว แล้วเขียนสรุปผลลัพธ์ลงไปในบรรทัดสุดท้ายอย่างง่ายดาย ราวกับมันเป็นแค่โจทย์บวกลบเลขของเด็กอนุบาล
และที่สำคัญที่สุด... บนมุมขวาของแผ่นชีทนั้น มีรหัสนักศึกษาตัวโตเขียนเอาไว้ด้วยลายมือหวัดๆ
เมลเบิ่งตากว้าง หัวใจกระตุกวูบ
รหัสนักศึกษา 650468xxxx...
มันคือรหัสเดียวกันกับ ‘อันดับหนึ่งคะแนนเต็มร้อย’ ในตารางสถิติบริหาร
“เจอตัวแล้ว...” เมลพึมพำกับตัวเองเบาๆ ความตื่นเต้นและรอยยิ้มพรายปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเฉี่ยว
ฟ้ายังเข้าข้างเธอ คนที่ได้คะแนนเต็มร้อยนั่งอยู่ตรงนี้เอง แถมยังดูทรงเป็นเด็กเนิร์ดใสๆ ไร้เดียงสาที่ไม่น่าจะรับมือยากอะไร เด็กเนิร์ดกับดาวคณะสุดสวยงั้นเหรอ เมลคิดในใจอย่างมั่นอกมั่นใจ ร้อยทั้งร้อยผู้ชายประเภทนี้มักจะเขินอาย ประหม่า และยอมทำตามคำขอของสาวสวยระดับดาวมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว
เมลจัดการเซตเรือนผมยาวดัดลอนสีน้ำตาลคาราเมลของเธอให้เข้าที่ ปรับบุคลิกให้ดูน่าสงสารและทรงเสน่ห์ที่สุด สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวขาเดินออกจากหลังชั้นหนังสือ ตรงเข้าไปหาเป้าหมายทันที
กึก... กึก...
เสียงส้นสูงของเมลกระทบกับพื้นกระเบื้องในความเงียบ ชายหนุ่มในชุดฮู้ดดี้ชะงักปลายปากกาเล็กน้อย แต่เขายังคงไม่เงยหน้าขึ้นมอง เธอเดินไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะของเขา ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอมแบรนด์หรูสไตล์ฟลอรัลให้ลอยไปแตะนาสิกประสาทของเขา
“เอ่อ... ขอโทษนะคะ”
เมลเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงหวานนุ่ม ระดับเสียงกังวานน่าฟังแบบที่เธอใช้บริหารเสน่ห์มานักต่อนัก
ชายหนุ่มค่อยๆ เคลื่อนไหว เขาขยับแว่นตากรอบหนาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเธอ
เมื่อมุมมองเปลี่ยนไป เมลถึงกับชะงักไปครึ่งวินาที
แม้ว่าหน้าม้าจะปิดบังเพดานหน้าผากไปมาก และมีแว่นตากรอบหนาเตอะบังใบหน้าไว้ แต่ภายใต้กรอบแว่นนั้น... นัยน์ตาของเขาเป็นสีดำสนิท มันลึกซึ้ง นิ่งสงบ และลึกลับอย่างประหลาด สายตาที่เขามองเธอมันไม่ได้มีความประหม่า ตื่นเต้น หรือเขินอายแบบที่เธอคาดหวังไว้เลยสักนิด มันคือสายตาที่เรียบเฉย... เรียบเฉยเสียจนน่าขนลุก ราวกับกำลังมองก้อนหินหรือสิ่งไร้ชีวิตก้อนหนึ่ง
“มีอะไร” น้ำเสียงที่ตอบกลับมานั้นทุ้มต่ำ ต่ำกว่าที่เมลคิดไว้มาก มันแห้งแล้งและติดจะราบเรียบไร้อารมณ์
เมลพยายามรักษารอยยิ้มหวานบนใบหน้าเอาไว้ แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูกนักกับปฏิกิริยาเย็นชาของคนตรงหน้า
“คือว่า... ฉันชื่อ ‘เมล’ ค่ะ อยู่คณะบริหารปีสาม” เธอแนะนำตัว พร้อมกับขยับเข้าไปใกล้โต๊ะอีกหนึ่งก้าว โน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้าที่จัดว่าสวยระดับท็อปของเธอได้ชัดเจนขึ้น “ฉันบังเอิญเห็นว่าคุณทำโจทย์สถิติขั้นสูงตัวนี้อยู่... แล้วคุณก็เป็นคนที่ได้คะแนนเต็มร้อยของเซกชันใช่ไหมคะ”
ชายหนุ่มมองหน้าเธอนิ่งๆ ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงแค่ประสานมือไว้บนโต๊ะ รอฟังสิ่งที่เธอจะพูดต่อ
“คือ... ผลสอบมิดเทอมของฉันมันค่อนข้างแย่น่ะค่ะ แย่มากเลยแหละ” เมลทำสีหน้าน่าสงสาร ดวงตากลมโตฉายแววเว้าวอนสไตล์หญิงสาวที่ต้องการความช่วยเหลือ “ถ้าปลายภาคฉันทำคะแนนได้ไม่ดี เกรดฉันต้องพังแน่ๆ ฉันเลยอยากจะรบกวนขอให้คุณช่วยเป็น ‘ติวเตอร์’ ให้ฉันหน่อยจะได้ไหมคะ เรื่องค่าตอบแทน คุณจะคิดยังไงบอกมาได้เลยนะ ฉันยินดีจ่ายเต็มที่เลยค่ะ”
เมลยิ้มมั่นใจ เธอเชื่อว่าข้อเสนอนี้ไม่มีทางปฏิเสธได้ ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งติวให้ดาวคณะสุดสวย
ทว่า... ชายหนุ่มกลับมองเธอด้วยสายตาว่างเปล่า
เขาละสายตาจากใบหน้าสวยเฉี่ยวของเธอ กลับไปมองที่กระดาษสมการบนโต๊ะ แล้วหยิบปากกาลูกลื่นขึ้นมาจับอีกครั้ง
“ไม่”
พยางค์เดียวสั้นๆ หลุดออกจากปากของเขาอย่างเย็นชา ก่อนที่เขาจะเริ่มลงมือเขียนตัวเลขต่อไป โดยไม่สนใจการมีตัวตนอยู่ของเธออีกเลย
เมลยืนอึ้ง ตากระตุกกึก
ปฏิเสธ เขาปฏิเสธเธอเหรอ
ดาวคณะบริหารอย่างเมทินี ที่ไม่เคยถูกผู้ชายคนไหนปฏิเสธมาก่อนในชีวิต กำลังโดนเด็กเนิร์ดสวมแว่นหนาเตอะปัดร่วงภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที
ความรู้สึกหน้าชาและความดื้อรั้นพุ่งขึ้นมาจุกอยู่ที่อก เมลกัดริมฝีปากแน่น เธอไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอกนะ เรื่องอนาคตการเรียนของเธอมันขึ้นอยู่กับตาเนิร์ดคนนี้
“เดี๋ยวสิคุณ” เมลถือวิสาสะยื่นมือไปจับที่ขอบกระดาษของเขาเพื่อขัดจังหวะ “คุยกันก่อนสิคะ ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ ถ้าเรื่องเงินไม่พอ คุณเรียกราคามาได้เลยนะ ฉันจ่ายไหวจริงๆ หรือถ้าคุณไม่อยากได้เงิน คุณอยากได้อะไรตอบแทนเป็นพิเศษหรือเปล่า”
การกระทำของเธอทำให้มือที่กำลังเขียนหนังสือของชายหนุ่มหยุดชะงักลงอีกครั้ง
บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด เขาค่อยๆ วางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงวัตถุกระทบไม้ดัง กึก เบาๆ แต่กลับดังหวั่นไหวในความรู้สึกของเมล
เขากดสายตามองมือเรียวสวยของเมลที่แตะอยู่บนกระดาษของเขา ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธอตรงๆ
และในวินาทีนั้นเอง... เมลก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มตรงหน้า
สายตาหลังกรอบแว่นหนาเตอะที่เคยดูเรียบเฉย บัดนี้มันเปลี่ยนไป... มันวาววับ ดุดัน และคมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งถอดออกจากฝัก มันไม่ใช่สายตาของเด็กเนิร์ดอ่อนแอที่เธอคิดไว้ในหัวแม้แต่น้อย แต่มันคือสายตาของ ‘นักล่า’ ที่กำลังจ้องมองเหยื่อที่เดินเข้ามาตกติดกับดักเอง
“คุณชื่อเมลใช่ไหม” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ
“ชะ... ใช่ค่ะ” เมลเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างลืมตัว ความมั่นใจเมื่อครู่หดหายไปเกือบครึ่ง
“คุณบอกว่า ยินดีแลกทุกอย่างถ้าผมยอมติวให้ใช่ไหม”
เขายืดตัวขึ้นนั่งตรง แผ่นหลังที่เคยห่อลงบัดนี้เหยียดตรง ส่งผลให้โครงร่างของเขาดูสูงใหญ่และน่าเกรงขามขึ้นมาทันตา แม้จะมีเสื้อฮู้ดดี้ตัวโคร่งปกปิดอยู่ แต่ความยาวของลำตัวและช่วงไหล่ที่กว้างขวางนั้นก็ไม่อาจซ่อนมิติร่างกายของเขาได้หมด
เมลรู้สึกเหมือนลมหายใจสะดุด แต่เธอก็แข็งใจพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะ... ขอแค่คุณช่วยทำให้ฉันผ่านวิชานี้ด้วยเกรดดีๆ”
เขามองสำรวจเรือนร่างของหญิงสาวตรงหน้า ตั้งแต่ใบหน้าสวยเฉี่ยว ดวงตากลมโต ริมฝีปากอวบอิ่มสีพีช ลึกลงมาที่คอระหง และเรือนร่างส่วนเว้าส่วนโค้งใต้เสื้อครอปตัวสั้น สายตาของเขาไม่ได้ฉายความหื่นกระหายแบบเปิดเผย แต่เป็นสายตาประเมินอย่างละเอียดจนเมลรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วผิวเนื้อ
“เงิน... ผมไม่ต้องการ” เขาพูดขึ้นช้าๆ น้ำเสียงทรงพลังก้องอยู่ในความเงียบของมุมห้องสมุด “เพราะผมไม่ได้ขาดแคลนมัน”
“แล้ว... แล้วคุณต้องการอะไรล่ะคะ” เมลถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นนิดๆ
ชายหนุ่มเอนหลังพิงเก้าอี้ ยกมือขึ้นประสานกันไว้ที่หน้าอก นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเมล ราวกับจะอ่านความคิดและทะลุผ่านเข้าไปถึงหัวใจของเธอ
“ข้อเสนอของผมมีแค่อย่างเดียว...” เว้นจังหวะ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเผด็จการและเยือกเย็นอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าอยากให้ผมติวให้... ทุกครั้งที่เราติวกัน คุณต้องยอมทำตาม ‘คำสั่ง’ ของผม 1 ข้อ โดยไม่มีเงื่อนไข และห้ามปฏิเสธเด็ดขาด”
“อะไรนะ” เมลหลุดร้องออกมาด้วยความตกใจ “ทำตามคำสั่ง คำสั่งอะไรของคุณ”
“อะไรก็ได้... ที่ผมอยากให้คุณทำ” ตอบเรียบๆ สายตาที่มองเธอเต็มไปด้วยความถือดี
“จะให้ทำตอนไหน สั่งอะไร มันขึ้นอยู่กับผม และถ้าคุณปฏิเสธแม้แต่ข้อเดียว... ข้อตกลงการติวเป็นอันยกเลิกทันที”
“นี่มันบ้าไปแล้ว” เมลชักมือกลับ รู้สึกเหมือนกำลังถูกต้อนให้จนมุม “คุณจะมาบังคับให้ฉันทำอะไรพิเรนทร์ๆ หรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครจะไปยอมรับเงื่อนไขไร้สาระแบบนี้กัน”
ชายหนุ่มไม่โต้ตอบ เขาเพียงแค่ยักไหล่เบาๆ ด้วยท่าทางไม่แยแส พลันยื่นมือไปหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง
“นั่นมันเรื่องของคุณ” เขาพูดโดยไม่มองหน้าเธออีก “คุณมีเวลาตัดสินใจจนถึงห้าโมงเย็นวันนี้... ถ้าคุณไม่ยอมรับเงื่อนไข ก็เชิญหาคนอื่นมาติวสถิติให้คุณได้เลย แต่ผมขอเตือนไว้อย่างนะ”
เขาปั้นหน้าตานิ่งเฉย แต่คำพูดที่หลุดออกจากปากกลับแทงใจดำเมลอย่างจัง
“คนที่จะช่วยให้คนที่มีพื้นฐานสถิติห่วยแตกจนได้ 18 คะแนน กลับมารอดชีวิตได้ในเวลาแค่อีกสามอาทิตย์... ในมหาวิทยาลัยนี้ มีแค่ผมคนเดียวเท่านั้น”
เมลยืนกำมือนิ่ง อารมณ์โกรธ ความอับอาย และความกลัวผสมปนเปกันอยู่ในอก
เธออยากจะสบถใส่หน้าตาเนิร์ดคนนี้แล้วเดินเชิดหน้าออกไปให้พ้นๆ แต่ภาพใบหน้าของพ่อ และตัวเลข ‘18 คะแนน’ มันกลับลอยคว้างเข้ามาหลอกหลอนเธอในหัว
ถ้านับตามความเป็นจริง สอบปลายภาคมีเก็บอีก 50% บวกกับงานอีก 30% ถ้าเธอไม่ได้ติวเตอร์ระดับ ‘พระเจ้า’ ที่รู้แนวข้อสอบและวิธีลัดจริงๆ เธอไม่มีทางดึงเกรดกลับขึ้นมาได้เลย และคนที่เก่งระดับคว้าเต็มร้อยในข้อสอบมหาโหดของอาจารย์เมธีได้... ก็มีแค่ไอ้หมอนี่จริงๆ อย่างที่มันพูด
เมลมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกสับสน สายตาหลังกรอบแว่นของเขานิ่งสงบ ราวกับรู้ดีว่ายังไงเสีย... เธอก็ต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และยอมรับเงื่อนไขนี้
ยโส กวนประสาท แต่อัจฉริยะ... เมลคิดในใจอย่างเจ็บใจ
“ว่าไงครับ คุณเมทินี” เขาเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่เงยหน้า “จะตกลง... หรือจะเดินออกไป”
ความเงียบครอบงำโซนหนังสือด้านหลังอีกครั้ง เมลสูดหายใจเข้าลึกจนอกอิ่มยกเกร็ง เธอประเมินความเสี่ยงในหัวอย่างหนัก คำสั่งงั้นเหรอ คนเนิร์ดๆ แบบหมอนี่จะสั่งอะไรเธอได้สักเท่าไหร่กันเชียว คงแค่อย่างมากก็ซื้อกาแฟให้ ยื่นชีทให้ หรือทำเรื่องเด็กๆ อวดอำนาจแก้แค้นพวกคนหน้าตาดีละมั้ง
เธอคือ ‘เมล’ ดาวคณะบริหารผู้เจนโลกนะ เธอไม่มีทางเสียท่าให้เด็กเนิร์ดสวมแว่นหน้าม้ากะโปโลแบบนี้หรอก
“ก็ได้...” เมลกัดฟันเค้นเสียงออกมาจากลำคอ “ฉันตกลง”
ปลายปากกาของเขาหยุดลงทันที
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มออกมา... มันไม่ใช่รอยยิ้มหวานหรือรอยยิ้มของเด็กเนิร์ดที่ซื่อบริสุทธิ์ แต่เป็นรอยยิ้มที่มุมปากนิดๆ ที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และอันตรายจนเมลถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ชายหนุ่มถอดแว่นตากรอบหนาของเขาออกชั่วคราวเพื่อใช้ผ้าเช็ดเลนส์
และในวินาทีที่ไร้ซึ่งกรอบแว่นหนาเตอะปกปิด เมลก็ต้องตะลึงงันไปอีกครั้ง
โครงหน้าของเขาคมสัน ไรเคราสะอาดสะอ้าน ดวงตาคมกริบดุดันเมื่อไร้สิ่งบดบังนั้นทรงพลังและมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างร้ายกาจ จมูกโด่งเป็นสันรับกับรูปปากหยักสวยได้รูป มันคือใบหน้าของผู้ชายที่ ‘ฮอต’ ระดับพรีเมียมอย่างไม่ต้องสงสัย
ก่อนที่เธอจะได้ทันตั้งตัว เขาสวมแว่นกลับเข้าไปตามเดิม บดบังความหล่อเหลาอันตรายนั้นไว้ภายใต้คราบเด็กเนิร์ดเชยๆ อีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตกลงตามนี้นะครับ” พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำตามเดิม เขาสไลด์สมการโน้ตแผ่นหนึ่งมาตรงหน้าเธอ “บทเรียนแรกของเราจะเริ่มขึ้นพรุ่งนี้หลังเลิกเรียน... ที่ห้องสมุดตรงนี้ เวลาเดิม”
“อ้อ แล้วก็” ภามเว้นจังหวะ สายตาหลังกรอบแว่นกวาดมองเรือนร่างของเธออีกครั้งอย่างถือสิทธิ์
“เตรียมตัวรับ ‘คำสั่งแรก’ ของคุณไว้ด้วยล่ะ... คุณเมทินี”
เมลกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก หัวใจเต้นแรงระส่ำอย่างควบคุมไม่ได้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองพึ่งจะก้าวขาข้างหนึ่งลงไปใน ‘กับดัก’ อันแสนเร่าร้อนและอันตรายของนายฮอตเนิร์ดคนนี้... โดยที่ไม่สามารถถอยหลังกลับได้อีกต่อไป
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าของวันจันทร์ลอดผ่านผ้าม่านโปร่งของคณะบริหารธุรกิจ บรรยากาศภายในตึกเรียนยังคงคึกคักไปด้วยเหล่านักศึกษาที่เดินกันขวักไขว่ เมลเดินก้าวฉับๆ ด้วยส้นสูงสีดำเงาวับ วันนี้เธอสวมเดรสเข้ารูปสีเบจที่เน้นสัดส่วนเอวคอดกิ่วอย่างสง่างาม ใบหน้าสวยเฉี่ยวแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางโทนส้มพีชเพิ่มความสดใส แต่ภายใต้รอยยิ้มมั่นใจที่แสดงออกต่อหน้าทุกคน หัวใจของเธอกลับยังคงสั่นคลอนไม่เป็นจังหวะทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันเสาร์สัมผัสจากผิวกายเปลือยเปล่าของภาม... แผงอกหนาแน่น และคำขู่บนเตียงนั่นเมลสะบัดหน้าเบาๆ เพื่อไล่ภาพจินตนาการอันเร่าร้อนออกจากสมอง เธอพยายามบอกตัวเองว่ามันเป็นแค่ ‘เกมทดสอบสมาธิ’ ที่ตาเนิร์ดนั่นตั้งขึ้นมาปั่นหัวเธอเท่านั้น เธอคือดาวคณะ ไม่มีทางที่จะตกเป็นเหยื่อของเด็กเรียนในคราบเสือร้ายคนนั้นแน่ขณะที่เมลกำลังจะเดินผ่านลานเกียร์ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างคณะบริหารธุรกิจและคณะวิศวกรรมศาสตร์ เสียงรองเท้าหนังที่เดินก้าวฉับๆ อย่างรวดเร็วก็ดังขึ้นตามหลัง ก่อนจะมีร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าม
ความรู้สึกสับสนและปั่นป่วนว้าวุ่นกวนใจเมลตลอดทั้งคืนวันศุกร์ ภาพเหตุการณ์ในซอกอับระหว่างชั้นหนังสือ มุมปากที่ถูกสัมผัสอย่างถือสิทธิ์ และน้ำเสียงทุ้มต่ำอันทรงอำนาจของภามยังคงลอยวนเวียนอยู่ในความคิดของเธอไม่ยอมหายไปไหนเช้าวันเสาร์ อากาศสดใสแต่น่าอึดอัด เมลนั่งมองกระดาษโน้ตทบทวนสูตรสถิติที่ภามจดให้บนโต๊ะในคอนโดหรูของเธอ โจทย์สถิติสามข้อสุดท้ายที่ภามทิ้งไว้ให้เป็นการบ้านยังแก้ไม่ตก เมลถอนหายใจยาวเหยียด รู้สึกหงุดหงิดตัวเองที่ไม่สามารถสลัดภาพเด็กเนิร์ดสวมแว่นหน้าม้ากะโปโลคนนั้นออกจากหัวได้เลย“ถ้าปล่อยให้วิชานี้ต้องรอไปถึงวันจันทร์ มีหวังสมองฉันตื่นมาลืมสูตรหมดพอดี...” เมลพึมพำกับตัวเองความคิดหนึ่งวูบขึ้นมาในหัว เมลจำได้ว่าเมื่อวันก่อนตอนที่ภามกรอกข้อมูลรหัสนักศึกษาลงในใบนัดหมายติวของห้องสมุด เขาเคยเขียนที่อยู่หอพักสำหรับการติดต่อฉุกเฉินทิ้งไว้ มันเป็นหอพักนักศึกษานอกมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากคอนโดของเธอนักความดื้อรั้นและอยากเอาชนะทำให้เมลตัดสินใจอย่างหุนหัน เธอไม่ชอบเป็นฝ่ายรอคอย และเ
แสงตะวันที่กำลังลับขอบฟ้าทอดแสงสีส้มสลัวผ่านบานกระจกของชั้นสี่ในห้องสมุด ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศโชยปะทะผิวเนื้อจนเมลรู้สึกขนลุกซู่ เธอเดินก้าวฉับๆ ด้วยส้นสูงทรงแหลมคู่โปรด เสียง กึก... กึก... ดังกังวานไปทั่วโซนร้างผู้คนวันนี้เมลพยายามแต่งกายให้มิดชิดกว่าเมื่อวานเล็กน้อย เพื่อลดโอกาสที่จะถูกสายตาหลังกรอบแว่นคู่นั้นกวาดมอง เธอสวมเสื้อไหมพรมแขนยาวคอเต่าสีชาเย็น แม้จะปิดมิดชิดถึงลำคอ แต่นั่นกลับยิ่งเน้นรูปร่างหน้าอกทรงสวยและเอวคอดกิ่วของเธอให้เด่นชัดขึ้นไปอีก จับคู่กับกางเกงสแล็กขายาวเอวสูงที่ช่วยขับเน้นช่วงขาเรียวยาวแต่เมื่อเดินมาถึงโต๊ะมุมเดิม... เมลกลับพบแต่ความว่างเปล่าโต๊ะไม้เนื้อหนาตัวนั้นไม่มีโน้ตบุ๊ก ไม่มีชีทเอกสาร และไม่มีหนุ่มเนิร์ดในชุดฮู้ดดี้ตัวโคร่งนั่งอยู่“หายไปไหนของเขานะ อย่าบอกนะว่าเบี้ยวนัด...” เมลพึมพำกับตัวเอง ขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ ขณะที่กำลังจะยกไอแพดขึ้นมาเช็กเวลาก็มีเสียงทุ้มต่ำราบเรียบดังขึ้นจากด้านหลัง“ผมไม่ได้เบี้ยวนัด”“กรี๊ด”เมลสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ รีบหมุนตัวกลับไปมอง ภามยืนอย
หลังจากค่ำคืนที่แสนสับสนผ่านพ้นไป เมลนอนกระสับกระส่ายตลอดทั้งคืน ภาพใบหน้าคมกริบไร้กรอบแว่นของเขา รอยยิ้มมุมปากที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์ และสายตาดุดันที่จ้องมองเธอราวกับเหยื่อ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของเธอไม่รู้จบดาวคณะอย่างเธอไม่เคยต้องรู้สึกไร้การควบคุมขนาดนี้มาก่อน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานมันผิดแผนไปหมดวันนี้เมลตั้งใจแต่งตัวด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้เธอจะยังคงรักษามาตรฐานความสง่างามและความเป๊ะตามแบบฉบับดาวคณะบริหารไว้ แต่เธอก็เลือกชุดที่ลดความเซ็กซี่ลงเล็กน้อยด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวผ้าซาตินสีครีมนุ่มนวล ปลดกระดุมเม็ดบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นลำคอระหงและไหปลาร้าสวยงาม แมตช์กับกระโปรงทรงเอเอวสูงยาวเหนือเข่าเล็กน้อย รวบผมลอนดัดเป็นมวยต่ำหลวมๆ ปล่อยปอยผมด้านหน้าให้คลอเคลียใบหน้าเฉี่ยวคมเธอพยายามบอกตัวเองว่าเธอพร้อมแล้วสำหรับ ‘คำสั่งแรก’ ของตาเนิร์ดนั่นเวลาสี่โมงครึ่งยามเย็น แสงแดดสีส้มรำไรเริ่มทาบทาผ่านช่องหน้าต่างกระจกบานโตของห้องสมุดชั้นสี่ เมลเดินด้วยส้นสูงทรงแหลมกระทบพื้นกระเบื้องดัง กึก... กึก...
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




