INICIAR SESIÓN“ก็ไม่มีเหตุผลอะไร”“ ไม่ได้ นายพูดมาให้เคลียร์เลยนะ!” อาเฟิงยังคงคาดคั้นไม่เลิกเวินถิงเยี่ยนถอนหายใจ “ บรรพบุรุษฉันสั่งห้ามน่ะ……”“อะ……อะไรนะ บรรพบุรุษสั่งห้าม?” อาเฟิงสับสนยิ่งกว่าเก่า “ นี่นายเล่นบาสนะ ต้องจุดธูปอัญเชิญบรรพบุรุษด้วยเหรอ?”“บรรพบุรุษมาแล้ว” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับถาดอาหารที่ถูกวางลงบนโต๊ะของเวินถิงเยี่ยนกับอาเฟิงเมิ่งเฉิงซ่งและการเคลื่อนไหวนี้ ทำให้เจี่ยนจือกับหร่านเฉินที่แอบฟังอยู่ถูกจับได้ทันทีเวินถิงเยี่ยนเงยหน้ามองเธอ ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนสายตาคู่คมจะเลื่อนจากถาดอาหารของเธอไปหยุดที่ข้อมือบางเธอยังสวมสร้อยข้อมือเส้นนั้นอยู่เวินถิงเยี่ยนคลี่ยิ้มบาง “อาเฟิงกินเสร็จแล้ว พวกเธอมานั่งสิ”อาเฟิงก้มมองบะหมี่ผัดของตัวเองที่ยังเหลือกว่าครึ่งจาน:???เมื่อหันไปเห็นแววตาแน่วแน่ของพี่ใหญ่ อาเฟิงก็จำใจยกถาดอาหารของตัวเองขึ้นมาอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะพูดขึ้นอย่างไม่เต็มใจ “อาซ่ง นายรู้จักบรรพบุรุษของพี่ใหญ่ด้วยเหรอ?”เวินถิงเยี่ยน:……เมิ่งเฉิงซ่ง:……เจี่ยนจือ:……หร่านเฉินมองตามอาเฟิงที่เดินไปกินไป ขณะที่กำลังจะนั่งลงบนที่ว่าง เธอก็อยากถามเหลือเกินว่
เสียงกริ่งเตรียมเข้าเรียนภาคค่ำดังฉีกผ่านม่านสนธยาย่ามค่ำคืนเจี่ยนจือตกใจเพราะเสียงกริ่ง รีบผละตัวออกจากอ้อมกอดของเวินถิงเยี่ยน ก่อนจะออกวิ่งไปทางห้องเรียนพลางยกมือเช็ดน้ำตาไปด้วย “ได้เวลาเรียนแล้ว”เวินถิงเยี่ยนทอดสายตามองแผ่นหลังบางของเธอ ฝ่ามือหนาวางทาบลงบนจุดที่เสื้อของเขาถูกน้ำตาเธอซึมจนเปียกชุ่ม ใบหน้าหล่อเผยรอยยิ้มจนใจที่แฝงความขมขื่นอยู่เล็ก ๆ สรุปแล้วฉันควรจะรั้งเธอไว้ หรือปล่อยเธอไปกันแน่?เจี่ยนจือรีบวิ่งกลับห้องเรียนตอนที่กำลังหยิบหนังสือออกจากใต้โต๊ะ สายตาของเธอก็เผลอเหลือบไปมองสร้อยข้อมือที่ส่องประกายอยู่บนข้อมือไม่รู้ทำไม ทั้งที่มันเป็นเพียงสร้อยเส้นบาง ๆ ที่เพิ่มขึ้นมาอีกเส้นหนึ่ง แต่ตลอดทางที่วิ่งกลับมา เธอกลับรู้สึกเหมือนข้อมือกำลังแบกรับอะไรบางอย่างไว้ บางอย่างที่หนักเป็นพิเศษเวินถิงเยี่ยนบอกว่าตัวล็อกสร้อยข้อมือสลักชื่อของเธอไว้เธอพลิกตัวล็อกขึ้นดู แล้วก็เห็นตัวอักษรเล็ก ๆ แถวหนึ่งที่สลักอยู่บนนั้น:จือจือเธอมองตัวอักษรไม่กี่ตัวนั้นอย่างเหม่อลอยทั้งสองห้วงเวลา ทั้งสองช่วงชีวิต เวินถิงเยี่ยนไม่เคยเรียกเธออย่างสนิทสนมแบบนี้เลย จือจือ เป็นชื่อเล่นที่สง
อันที่จริงเจี่ยนจือสังหรณ์ใจตั้งแต่แรกแล้วว่าสร้อยข้อมือเส้นนี้ต้องเป็นของเธอแต่จะให้เธอรับเครื่องประดับจากเวินถิงเยี่ยนงั้นเหรอ?การรับเครื่องประดับจากเขา อันที่จริงก็หมายถึงการยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างกันนั่นแหละเจี่ยนจือทำแบบนั้นไม่ได้ แม้เวินถิงเยี่ยนวัยสิบเจ็ดปีตรงหน้าจะแตกต่างจากคนที่เธอเคยรู้จักมากแค่ไหนก็ตามแน่นอนว่าเวินถิงเยี่ยนดูออกว่าเธอกำลังลังเล จึงคว้าข้อมือบางของเธอไว้ และเพียงพริบตาเดียว สร้อยข้อมือเส้นนั้นก็ถูกสวมลงบนข้อมือของเธอเจี่ยนจือพยายามจะชักมือกลับ แต่เวินถิงเยี่ยนกลับจับข้อมือของเธอไว้แน่น“อยู่นิ่ง ๆ !” เขาเอ็ด “ มันไม่ได้มีความหมายอะไรทั้งนั้นแหละ ก็แค่ของขวัญวันเกิดย้อนหลัง”“ของขวัญวันเกิด?”เจี่ยนจือขมวดคิ้วยุ่ง“ใช่ สร้อยข้อมือที่มีชื่อเธอสลักอยู่ จะเอาไปให้คนอื่นก็ไม่ได้ หรือจะเอาไปคืนที่ร้านก็ไม่ได้อีก เธอไม่ยอมคุยกับฉัน ฉันก็เลยทำได้แค่ทิ้งมันไว้ที่ร้านเครื่องประดับ แล้วก็ให้พนักงานจัดการเอาเอง” เขาพูดไปพลางติดตัวล็อกสร้อยข้อมือให้เธอสร้อยข้อมือเส้นเล็กทำจากแพลทินัม ตรงกลางประดับด้วยเพชรเม็ดเล็ก เพชรเม็ดนั้นเล่นกับแสงไฟสลัว ส่องประกายโดดเ
“เพื่อนที่ดีไง!” เจี่ยนจือตอบโดยไม่ต้องคิดแต่เวินถิงเยี่ยนกลับไม่ตอบอะไร เขาเพียงมองเธอนิ่ง ๆ หางตาปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ที่แฝงความหมายบางอย่างเอาไว้“มีอะไรแปลกเหรอ?ฉัน หร่านเฉิน แล้วก็นาย พวกเราสนิทกันขนาดนี้ ยังไม่มากพอที่จะให้นายเลิกไปตีสนิทกับหมาตัวอื่นข้างนอกอีกเหรอ?” เจี่ยนจือคีบน่องไก่ในชามของตัวเองให้เขา “แค่นี้ก็พอใช่ไหม?”“นี่หมายความว่า……?” เวินถิงเยี่ยนยกมือชี้น่องไก่สามน่องในชาม“ก็หมายความว่าอะไรที่มีในชามของฉันกับหร่านเฉิน นายก็ต้องได้กินด้วยเหมือนกัน จะให้สามชิ้นเลยก็ยังได้ ก็ประมาณนี้แหละ” เจี่ยนจือพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ความสัมพันธ์ระดับนี้ พอจะทำให้นายเลิกไปตีสนิทกับคนอื่นหรือยัง?”เวินถิงเยี่ยนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “ได้”เจี่ยนจือเบิกตากว้าง ตอบตกลงง่ายเกินไปหน่อยมั้ง?ตอนแรกเธออุตส่าห์เตรียมคำพูดโน้มน้าวเขาตั้งเยอะ ว่ากันตามตรง เรื่องนี้ก็ไม่ง่ายขนาดนั้น จะให้เธอพูดลอย ๆ ว่าอาเหวินกับอาซินนิสัยไม่ดีก็ไม่ได้ ถ้าเวินถิงเยี่ยนถามว่าเธอรู้ได้ยังไง แล้วเธอจะตอบว่าอะไร?ใครจะคิดว่าเขาจะตอบตกลงง่ายขนาดนี้!“ทำไมทำหน้าโง่แบบนั้นล่ะ?” เวินถิงเยี่ยนถ
เจี่ยนจือพยายามหาโอกาสพูดแทรกอยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่มีจังหวะเลย พอเห็นว่าเวินถิงเยี่ยนกำลังจะเดินออกไปพร้อมกับอาเหวิน เจี่ยนจือก็รีบพุ่งเข้าไปขวางตรงหน้าเขาทันที โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น“เจี่ยนจือ?” ดวงตาของเวินถิงเยี่ยนเป็นประกาย ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มกับรสชาติชัยชนะ เขาเตรียมจะแนะนำให้เจี่ยนจือกับอาเหวินและอาซินรู้จักกัน “ทางนี้คือ……”“เวินถิงเยี่ยน” เจี่ยนจือไม่คิดจะรอฟังเขาแนะนำคนพวกนั้น รีบขัดขึ้นทันที น้ำเสียงเหมือนกำลังต่อว่า แต่ก็แฝงความงอแงอยู่เล็ก ๆ “นายรับปากแล้วไม่ใช่เหรอว่าตอนเย็นจะไปกินข้าวกับฉัน?”เวินถิงเยี่ยนชะงักไปเจี่ยนจือยอมทุ่มสุดตัวแล้ว “นายจะผิดคำพูดอีกแล้วใช่ไหม?งั้นก็ช่างเถอะ!”พูดจบก็หันหน้าหนี ทำท่าทางเหมือนกำลังโกรธจริง ๆสีหน้าที่แข็งค้างด้วยความตกตะลึงของเวินถิงเยี่ยนค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ก่อนประกายอบอุ่นคล้ายแสงสีส้มจาง ๆ ของดวงอาทิตย์ยามเย็นจะค่อย ๆ ฉายชัดขึ้นในดวงตาอาเหวินหัวเราะ เอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “เวินถิงเยี่ยน นาย……”เวินถิงเยี่ยนหลุดหัวเราะเบา ๆ เขาไม่ได้อธิบายอะไร ราวกับยอมรับกลาย ๆ ว่าอาเหวินคิดถูกแล้ว “เอาแบบนี้แล้วกั
ตัวเธอในอีกห้วงเวลาหนึ่งผ่านเรื่องราววุ่นวายมามากมาย ถูกนำไปโพสต์ประจานบนอินเทอร์เน็ตครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัวหรือตัวเธอเอง ต่างก็ถูกบีบให้ต้องออกมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ หรือไม่ก็ต้องออกมา “ต่อสู้” บนโลกออนไลน์ มันน่าเบื่อหน่ายจริง ๆดังนั้นครั้งนี้เจี่ยนจือจึงอาศัยพลังจากสังคม ไม่ต้องออกหน้ารับมือด้วยตัวเองแล้วสินะ? กระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงถึงขนาดนี้ ทางโรงเรียนและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องย่อมต้องออกมาแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ แต่ใครจะคิดว่าเวินถิงเยี่ยนจะลงมือเองด้วยเธอเข้าใจดี อายุสิบเจ็ดเป็นวัยที่ยังเลือดร้อนเหมือนลูกวัวแรกเกิด เป็นช่วงวัยที่พร้อมจะ “ต่อสู้” และก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ลังเล เช่นเดียวกับเวินถิงเยี่ยนในวัยสิบเจ็ดปี ที่ยังสามารถพูดได้เต็มปากว่า “เธอให้เงินฉันมายี่สิบห้าบาท”เพียงแต่เธอไม่รู้เลยว่า เวินถิงเยี่ยนวัยยี่สิบเจ็ดในห้วงเวลานี้จะเป็นคนแบบไหน?เวินถิงเยี่ยนนั่งลง ดวงตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความใสซื่อแบบเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ด เจี่ยนจือพยายามมองหาแววความเฉียบคมแบบผู้มีอำนาจที่มักติดตัวเวินถิงเยี่ยนหลังประสบความสำเร็จ







