เข้าสู่ระบบขณะขับรถมุ่งหน้าสู่บ้านมาลัยด้วยใบหน้าหมอง อนิลทิตา พิรุฬพร อดคิดไม่ได้ว่า เหตุการณ์วันนี้เหมือนเมื่อปีก่อนโน้นไม่มีผิด
ครั้งนั้น เธอเดินทางกลับบ้านเพื่อมาร่วมงานศพบิดา
มาครั้งนี้ เธอต้องกลับมาเผาศพพี่สาวที่จากไปด้วยวัยเพียงแค่ยี่สิบหกปี
เมื่อได้รับข่าวพี่สาวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากครั้งรู้ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันเนื่องจากอาการหัวใจวายของบิดา
เธอยังไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คิดว่าป่านนี้พี่เขยของเธอคงอยู่ในสภาพหัวใจสลายแล้วอย่างสิ้นเชิง
ณัทธรรักลูก รักภรรยา นั่นคือที่เธอคิดและเชื่อมาตลอด แม้ว่าอัญญดาจะเคยโทรมาบ่นเบื่อสามีที่ไม่ค่อยมีเวลาให้
“พี่เบื่อๆๆ”
เสียงดังมาตามสายซอยถี่ยิบฟังหงุดหงิดพร้อมจะระเบิด
“วันๆ คุณณัทไม่เคยอยู่บ้าน เอาแต่ทำงาน จะเห็นหัวก็โน่นมืดค่ำ พี่จะทนไม่ไหวอยู่แล้วนะอิน... ก็เข้าใจหรอกว่าต้องดูแลทุกอย่างเพราะไม่มีคุณพ่อช่วยอย่างแต่ก่อน”
ขณะรับฟังเธอเข้าใจว่าเป็นอารมณ์ของคนกำลังท้องกำลังไส้ อารมณ์แปรปรวน อยากได้รับความเอาใจใส่จากคนที่เป็นพ่อของลูกมากเป็นพิเศษ ก็พยายามปลอบกลับไปกลางๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน เท่าที่พอจะทำได้
“พี่อัญก็หาอะไรทำเข้าสิ ลองถักนิตติ้งไหมล่ะ อินจะซื้อหนังสือวิธีถักส่งไปให้ ถักถุงเท้าถุงมือเล็กๆ ให้หลานก็ได้”
“โอ๊ย! ไม่เอา ถักน้งถักนิตอะไรพี่คงขาดใจตายก่อนจะลงมือ เนี่ยขอตังค์คุณณัทไว้ ว่าจะไปทัวร์ญี่ปุ่นกับเพื่อนๆ แหม! แค่เราบอกจะไปเที่ยวเท่านั้นแหละหน้างอเป็นอะไร แล้วก็ไม่บอกหรอก จะให้หรือไม่ให้ หนีเข้าไร่ไปซะอย่างนั้น”
“อะไรกันคะ จะเที่ยวอีกแล้ว สองเดือนก่อนพี่อัญก็เพิ่งไปเที่ยวเกาหลีกับเพื่อนๆ มาไม่ใช่หรือคะ?”
“เฮ่อ! เกาหลีก็งั้นๆ แหละ ถ้าไม่อยากดูคอนเสิร์ตบอยแบนด์ที่ชอบก็คงไม่ไป ใจพี่อยากไปญี่ปุ่นหน้าดอกซากุระบานมากกว่า”
นึกถึงที่เคยพูดคุยกันทางโทรศัพท์อนิลทิตาก็จุกที่คอ
อัญญดาอาจจะไม่ใช่พี่สาวที่ดีวิเศษ พูดจริงๆ บ่อยครั้งที่ทำตัวไม่น่ารักเลย แต่พี่ก็คือพี่ โตมาด้วยกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างตามประสา แต่ก็ไม่เคยมีอะไรรุนแรง
พูดถึงความสนิทสนมระหว่างพี่น้อง ตั้งแต่โตๆ กันก็อาจจะห่างกันไปบ้าง เพราะต่างคนต่างมีกลุ่มเพื่อนของตน ชอบใช้ชีวิตคนละรูปแบบ
อัญญดามีเพื่อฝูงมากหน้าหลายตา ส่วนใหญ่เป็นพวกชอบเที่ยว ชอบสังสรรค์ สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ไปวันๆ ส่วนเธอมีชีวิตเรียบง่ายๆ พ้นจากวัยเรียนก็ทำงาน
เพื่อนที่คบหาก็มีแต่ที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันกลุ่มเล็กๆ หลังเรียนจบก็แยกย้ายกันไป
บางคนไปเรียนต่อต่างประเทศ บางคนก็เลือกที่จะทำงานตามที่เรียนมาเช่นเดียวกับเธอ
นานๆ อาจจะมีนัดเจอกันสักครั้ง แต่ส่วนใหญ่มักว่างไม่ตรงกันก็เลยห่างเหินกันไปเรื่อยๆ
อนิลทิตายนึกถึงพี่สาวด้วยความใจหาย กระทั่งถึงวัดที่ตั้งศพ
เธอไม่ได้แวะบ้าน เพราะรู้จากมารดาทางโทรศัพท์แล้ว ว่าได้นำศพไปไว้ที่วัดเลย เพราะเชื่อกันมาแต่โบราณว่าไม่ควรเอาศพคนตายโหง คือการตายมีสาเหตุมาจากประสบอุบัติเหตุ เข้าบ้าน
คนที่ออกมารอรับตั้งแต่เห็นเธอขับรถเข้าไปจอด ไม่ใช่มารดา แต่เป็นพี่เขยที่เพิ่งตกพุ่มม่ายหมาดๆ
“ไม่นึกว่าอินจะมาได้เร็ว”
สีหน้าของชายหนุ่มดูหมองคล้ำ ดวงตาสีน้ำตาลจัดเหมือนจมลึกลงไปอีก แปลกว่าเธอรู้สึกว่าเขาเผชิญกับความทุกข์มานาน แทนที่จะเป็นว่าเพิ่งมาทุกข์ระทมกับการจากไปของภรรยาคนสวย
“พอคุณแม่โทรไป อินก็บอกลางานกับหัวหน้าทันที”
เธอตอบ มองหน้าคมสันอย่างเห็นใจ เข้าใจความหม่นหมองของเขา
“อินเสียใจด้วยจริงๆ ค่ะ พี่ณัท ไม่คิดว่า...”
ไม่ได้ตั้งใจเลยที่จะร้องไห้ออกมาต่อหน้าเขา แต่จู่ๆ น้ำตาก็ไหลพราก เพียงคิดไปว่าพี่สาวคนเดียวมาด่วนจากไปเสียแล้ว ส่งผลให้หลานสาวที่ยังไม่เดียงสาต้องมากำพร้าแม่ โตมาก็คงจำหน้าแม่ไม่ได้ ต้องอาศัยดูจากรูปถ่าย แล้วเด็กผู้หญิงที่ขาดแม่ ซึ่งมีทางเป็นไปได้สูงว่าผู้เป็นพ่อคงจะหาแม่เลี้ยงให้แน่ๆ ในเมื่อยังหนุ่มยังแน่นออกอย่างนั้น
“ไม่เป็นไร”
เสียงบอกมาเกือบเป็นกระซิบ
“อย่าร้องไห้ อิน คิดเสียว่า... อัญเขาไปสบายแล้ว”
ขณะปลอบที่เห็นหญิงสาวโศกเศร้าเสียใจต่อการจากไปอย่างไม่คาดฝันของพี่สาว ณัทธรไม่ได้มองหน้าคนที่ยืนก้มหน้าน้ำตาไหลพรากๆ ด้วยการเมินไปทางอื่น กรามถูกบดเข้าหากันจนปรากฏรอยนูนที่ข้างแก้ม ประกายตาคมจุดแววกราดเกรี้ยวอยู่ลึกๆ ชั่วขณะหนึ่ง
ก่อนหนุ่มสาวจะทันได้พูดอะไรกันต่อ ดวงทิพย์ก็เดินอุ้มหลานสาววัยขวบสองเดือนเข้ามาหา
เด็กหญิง พิมพ์ทิตา มณฑารพ หรือน้องอิง ได้ถือกำเนิดก่อนกำหนด คือออกมาลืมตาดูโลกหลังจากมารดาตั้งครรภ์ได้เพียงเจ็ดเดือนด้วยน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ถึงตอนนี้ แม้รูปร่างจะแบบบางเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ สุขภาพอนามัยของแม่หนูก็จัดว่าสมบูรณ์ พัฒนาการต่างๆ เป็นไปตามวัยทุกอย่าง
อนิลทิตาสวมกอดมารดาไว้หลังจากกราบลงที่ไหล่ ไม่รู้จะปลอบมารดาอย่างไรดี นอกจากพูดว่า “ไม่เป็นไรนะคะแม่”
ดวงทิพย์ไม่ได้กล่าวตอบ ได้แต่รับรู้ว่าบุตรสาวคนเล็กเข้าใจความรู้สึกของเธอดี เพราะต่างก็ร่วมสูญเสียด้วยกันในครั้งนี้ เหมือนเมื่อครั้งครอบครัวพิรุฬพรได้เสียหัวหน้าครอบครัวไป
“พี่หึงขิงกับผู้ชายทุกคนไม่เว้นแม้แต่เจ้าไกรเพื่อนพี่ซึ่งเป็นคนดี อาจจะดีกว่าพี่ด้วยซ้ำแต่พี่ก็ไม่อยากให้มันมาวุ่นวายกับขิง ช่วงที่ขิงเทียวไปไร่ชมพูขิงไม่รู้หรอกว่าพี่เดือดเนื้อร้อนใจแค่ไหน กิตติศัพท์เรื่องผู้หญิงของนายธนดิตถ์คนแถวนี้เขารู้กันทั้งนั้น ถ้ามันต้องการผู้หญิงคนไหนแล้วมันทำทุกวิธีที่จะให้ได้ตั้งแต่หว่านเสน่ห์ไปจนบังคับขืนใจถ้าผู้หญิงไม่ยินยอม เคยมีลูกคนงานในไร่ต้องฆ่าตัวตายเพราะหมอนี่มาแล้ว แต่มันมีอำนาจเงินพอตัวที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างเงียบด้วยการใช้เงินปิดปากพ่อแม่เด็กนั่น”“จริงหรือคะ?” สิริวธูตาโต ถามออกไปอัตโนมัติ ไม่คิดหรอกว่าว่าวนัสเทพโกหก ก็หล่อนเองประสบมาแล้วด้วยตัวเองนี่นะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็ถึงกับสั่นเยือก บุญของหล่อนแค่ไหนแล้วที่วนัสเทพไปขัดขวางทันเวลาแม้จะโดยไม่ตั้งใจ หล่อนไม่คิดจริงๆว่าชายหนุ่มที่เคยสุภาพร่าเริงจะกลายเป็นผู้ชายหื่นกามถึงกับจะบังคับขืนใจผู้หญิงที่ไม่เต็มใจ“พี่ไม่โกหก”“ขิงเชื่อค่ะ” หล่อนบอกเขา “เมื่อก่อนอาจจะไม่เชื่อ ไม่นึกเลยนะคะว่าคนที่ดูเป็นสุภาพชนจริงๆ แล้วซ่อนความดำมืดไว้ข้างใน”“คนเราซ่อนอะไรๆ ไว้ข้างในทุกคนแหละ ดูแต่ประ
“สิริวธู...”“เรียกทำไมก็ไม่รู้”บ่นอุบอิบ หน้าตาน่ะแดงแน่ๆเฮ้อ ...เขาก็คงรู้ล่ะสิทีนี้ ว่าหล่อนไม่เก่งจริง ไม่ก๋ากั่น หรือ ‘แร่ด’ อย่างที่เขาเคยว่า“สิริวธู...ขิงจ๋า ดูสิ หน้าตาแดงไปหมดแล้ว อายอะไรนักนะ”“ใครว่าอาย”มีหรือที่จะอดเถียงได้น่ะ ถึงว่าจริงๆ แล้วก็อายแสนอาย จนไม่รู้จะเอาหน้าไปหลบไว้ไหน เลยตั้งไว้บนคอต่อไป“คนโกรธหน้าแดงมีถมไป” คนปากไม่ตรงกับความรู้สึกว่าไปนั่น“ไม่อายจริงน่ะ”เสียงห้าวปนหัวเราะน้อยๆ ถามซ้ำ อย่างจะให้แน่ใจ“จริงสิ”ตอบหนักแน่น เพราะไม่มองจึงไม่เห็นแววตาเจ้าเล่ห์“หมายความว่า...ต่อให้พี่จูบโชว์หมอ โชว์พยาบาล ให้ใครต่อใครเห็น รวมถึงคุณอาและพ่อพี่ ขิงก็จะไม่อาย ไม่ว่า”“บ้า!” เสียงแหวนอกจากจะไม่หนักแน่น ยังฟังระโหยโรงแรงพิกล“อ้าว!” วนัสเทพอุทาน“ลองทำบ้าๆ อย่างนั้นสิ จะโกรธตลอดชีวิต ตลอดชาติเลย ไม่เชื่อก็ลองดู!”“แต่ตอนนี้ขิงยังไม่โกรธ งั้นมาลองรักกันเล่นๆ ก่อนดีมั้ย”“ถ้าแค่อยากลองรักเล่น หรืออยากเล่นรักขึ้นมาตอนนี้ก็เชิญหาผู้หญิงอื่นเถอะย่ะ อย่ามาหาจากที่นี่เสียให้ยาก เสียวเวลาเปล่า” คราวนี้เสียงตอบกลับมาแหวจริงๆ“งั้นรักจริง ?”“ ......”
“พอเถอะน่า นัส”บุญทวีปรามบุตรชาย“น้องเจ็บตัวขนาดนี้นี้ก็จัดว่าหนักหนาสาหัสนัสยังจะมาพูดให้เจ็บใจอีกหรือไง อย่าลืมสิ ถ้าหนูขิงไม่รับกระสุนนัดนั้นไว้เสียเอง ป่านนี้แกเองนั่นแหละคงนอนให้พระสวดที่วัดไปแล้ว เพราะระดับแนวกระสุนนั่นถ้าแกโดนเข้าก็เรียกว่าตัดขั้วหัวใจไม่มีโอกาสร้องสักแอะเลยละ”สิริวธูสั่นเยือก เหลือบตาปราดมองหน้าคมสันหล่อนตกใจ แล้วก็คลายอาการนั้น เมื่อเห็นว่าวนัสเทพรอดพ้นมาได้ เพราะการตัดสินใจฉับพลันของหล่อน โดยลืมแม้แต่จะคิดว่า ตัวเองอาจถึงกาลดับขันธ์เสียเองจริงๆ นะ เมื่อเห็นธนดิตถ์กระดิกนิ้วจะลั่นไก หล่อนไม่คิดถึงอะไรเลย นอกจากว่าจะต้องปกป้องผู้ปกครองชั่วคราวจอมเผด็จการของหล่อนให้พ้นอันตรายที่มาจากทางด้านหลัง เพราะเขากำลังหันหลังจะเดินกลับไปขึ้นรถ ไม่มีโอกาสได้หลบหลีก หรือทันคิดป้องกันตัวเองใดๆ ทั้งสิ้นทั้งบิดา คุณลุง คงเห็นอาการสั่นเยือกของหล่อนจึงถามขึ้นเกือบพร้อมๆ กันรวมคู่แค้น คู่อริของหล่อนด้วย“เจ็บแผลหรือยายหนู?” ...... “เจ็บตรงไหน สิริวธู?”แล้วสิริวธูก็ได้เห็นกับตา ขณะที่ยังตื่นเต็มที่ มีสติครบบริบูรณ์ไม่ใช่ฝันแน่นอนแววตาโกรธ สีหน้ากระด้างชายหนุ่มเลือนหาย เ
“ไม่ ...”สิริวธูคิดว่าโต้เสียงห้าวๆ นั้นในใจ โดยไม่คิดว่าตัวเองจะพูดออกมาเสียงดังจริงๆ“ขิงจะไม่ร้อง ถึงเจ็บก็ไม่ร้อง! …ไม่มีวันหรอกที่ฉันจะแสดงความอ่อนแอให้คุณเห็น คุณวนัสเทพ”สิริวธูออกจะรู้สึกว่าสติหล่อนเลอะๆ เลือนๆ เหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น และครึ่งที่หลับนั้นเป็นฝันร้ายเสียด้วยเพราะต้องวิ่งหนีธนดิตถ์ หนีการคุกคามของเขาที่พยายามจะใช้กำลังปลุกปล้ำหล่อนจนเหนื่อยหอบแล้วหล่อนก็เห็นนิ้วเรียวของธนดิตถ์ที่แตะไกปืนกระดิกเบาๆ“อย่ายิง ...”หล่อนแทบจำเสียงตัวเองไม่ได้ว่าได้ร้องออกไปภาพต่อมา คือร่างสูงของวนัสเทพฟุบจมกองเลือด“ไม่! ไม่...อย่าตายนะ! อย่าตาย คุณวนัสเทพ...พี่นัสฟื้นก่อน ลืมตาก่อน ขิงยังไม่ได้บอกให้พี่นัสรู้เลยว่าขิงรักพี่นัส... ถึงพี่นัสจะเกลียดขิง... เห็นว่าขิงเป็นผู้หญิงไม่ดีเพราะได้รับการตามใจจนเสียคน ขิงก็ยังรักพี่นัสขา...อย่าตาย อย่าทิ้งขิงไว้แบบนี้!”“ขิง...ขิง! สิริวธู”ใครหนอนั่นเรียกเชื่อหล่อน เหมือนดังมาจากที่ไกลแสนไกล“ขิงจ๋า อย่าดิ้น หมอกำลังผ่าเอากระสุนออก”เสียงคุ้นหูเหลือเกิน แต่คงไม่ใช่หรอก วนัสเทพไม่มีวันพูดจาหวานหูกับหล่อนแบบนี้ แล้วหมออะไร? กระสุนอะไร?สิร
วนัสเทพสบตากับหญิงสาวนิ่งๆ ไม่มีคำพูดใดๆ ผ่านออกมาจากริมฝีปากที่เคยกระทบกระเทียบหล่อนอย่างเผ็ดร้อน มีแต่ท่าทีเท่านั้นที่คล้ายกำลังรอฟังคำตอบของหล่อน“ฮ่าๆ ๆ” ธนดิตถ์หัวเราะก้อง “ได้คำตอบแล้วใช่มั้ย ทีนี้กลับไปได้แล้วสินะ เชิญ”เจ้าของบ้านผายมือไล่“ฉันจะกลับค่ะ”สิริวธูโพล่งร้องขึ้น แล้วเดินมายืนเคียงข้างผู้ปกครองเผด็จการธนดิตถ์กัดฟันกรอด หน้าชาดิกเหมือนโดนหญิงสาวระเบิดเสียงหัวเราะเยาะใส่หน้า “คุณจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!” เขาตวาดใส่หญิงสาว“ฉันจะไปค่ะ คุณไม่มีสิทธิ์มาขัดขวางอะไรทั้งนั้น คุณวนัสเทพเป็นผู้ปกครองของฉัน ฉันจะกลับกับเขา”“คิดดูให้ดีนะคุณขิง คุณอยากกลับไปเข้าคุกของไอ้หมอนั่นนั่นรึ ไหนคุณว่าจะไม่ยอมกลับไปอยู่กับคนโรคจิตจอมเผด็จการยังไงล่ะ”วนัสเทพเดินเข้าแตะแขนหญิงสาวแล้วบอก“เรากลับกันเถอะ”ไม่ทันได้ออกเดินก็มีเสียงตวาด“เดี๋ยว! คิดว่ามาง่ายแล้วจะกลับได้ง่ายๆ ตามอำเภอใจอย่างนั้นรึ?”“ธุระของผมหมดแล้ว ลาเลยละกัน”“ยังไปไม่ได้ !”ธนดิตถ์เล็งปืนขู่มาทางชายหนุ่มอายุมากกว่า ทำเอาทุกคนได้แต่ยืนจังงัง“ผมไม่ได้ขู่นะคุณวนัสเทพ เพียงก้าวเดียวที่คุณพาสิริวธูไปจากที่นี่ ผมยิ
ความแปลกที่ บวกกับความกังวลบางอย่างในใจทำให้สิริวธูตาแข็งค้าง นอนอยู่ในความมืดเป็นชั่วโมงก็ยังไม่หลับลงได้”ป่านนี้ทางไร่พรพฤกษ์จะเป็นอย่างไรบ้างหนอ แล้วผู้ปกครองชั่วคราวของหล่อนจะทำยังไงเมื่อรู้ว่าหล่อนหายตัวไปแล้วหญิงสาวก็ต้องผุดลุกขึ้นนั่ง เมื่อได้ยินเสียงเหมือนใครกำลังไขลูกบิดประตูเข้ามาคุณพระช่วย! ใครกันที่แอบเข้ามาในห้องหล่อนในยามวิกาลเช่นนี้เงาตะคุ่มๆ ในความมืดสลัวที่เห็นพอจะบอกได้ว่าผู้บุกรุกเป็นบุรุษสิริวธูหวาดกลัวแทบสิ้นสติ มือเท้าชาดิกจนไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ ได้แต่นั่งรอจนร่างนั้นย่องกริบใกล้เข้ามาที่เตียงของหล่อน“ใครน่ะ” หล่อนเค้นเสียงถามออกไปหวาดๆร่างนั้นชะงักเล็กน้อย คงนึกไม่ถึงว่าหล่อนจะตื่นอยู่“ใคร?” เสียงสั่นมากขึ้น พร้อมดึงตัวขึ้นนั่งรวดเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวได้ทัน ร่างสูงๆ ของผู้บุกรุกก็กระโจนโถมทับลงมาบนร่างของหล่อนจนหล่อนล้มหงายลงไปกับเตียงนอนตามแรง“ปล่อยนะ!”ทั้งดันทั้งถีบร่างหนักที่ทาบทับสุดแรงเกิด แต่ก็กระทำได้ยากเต็มที เพราะเรี่ยวแรงของอีกฝ่ายเหนือกว่า“นอนนิ่งๆ อย่าดื้อนะ ทำตัวสบายๆ แล้วจะได้รับความสุข” เสียงคุ้นเคยบอกเบาๆคนฟังตกตะลึงเหมือนถ







