Share

บทที่ 1 เบื่อหน่าย

Penulis: Tawan miki
last update Tanggal publikasi: 2026-01-22 22:59:06

บทที่ 1 เบื่อหน่าย

ท่ามกลางความเงียบงันภายในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น ลลิน นักเขียนนิยายวายระดับเบสต์เซลเลอร์กำลังทอดร่างระลวยอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง

ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเฉลียวฉลาดบัดนี้กลับหม่นแสงลงอย่างคนไร้จุดหมาย เธอถอนหายใจทิ้งครั้งที่ร้อยของวัน พลางจ้องมองหน้าจอแมคบุ๊กที่ว่างเปล่า มีเพียงเคอร์เซอร์กระพริบถถี่ราวกับจะเยาะเย้ยว่าสมองของเธอนั้นตันสนิท

“พี่ลินเป็นอะไรคะเนี่ย นอนหมดสภาพเป็นปลาขาดน้ำเลย” ปิ่น เลขาสาวรุ่นน้องหน้าตาสะสวยเดินเข้ามาในห้องพร้อมปึกเอกสารในมือ เธอหยุดยืนมองรุ่นพี่สาววัย 35 ที่ถึงแม้จะอยู่ในชุดลำลองอยู่บ้าน แต่ทรวดทรงองเอวส่วนเว้าส่วนโค้ง โดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจไซซ์คัพซีที่ดันรัดรูปเสื้อยืดตัวบางนั้น ก็ยังดูดีจนน่าอิจฉา

“พี่เบื่อจังเลยปิ่น... เบื่อไปหมดทุกอย่าง”ลลินกระแทกเสียงใส่ด้วยความขัดใจพลางทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนัน หล่อนตวัดสายตาคมกริบมองคนสนิทอย่างคาดคั้น ราวกับจะโบยตีทุกคนรอบข้างให้พินาศไปพร้อมกับความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เจ้าตัวกำลังเผชิญ

“พลอตนิยายที่วางไว้มันดูจืดชืดไปหมด คิดอะไรก็ไม่ออก สมองมันฝืดเหมือนไม่ได้หยอดน้ำมัน!”

“แต่พี่ลินคะ... บก. เริ่มส่งอีเมลทวงต้นฉบับยิบเลยนะพี่ ถ้าเลทกว่านี้โดนค่าปรับแน่ๆ” ปิ่นพยายามเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ

“บอกให้เลื่อนไปก่อน! บอกว่าพี่ป่วย สมองอักเสบ หรืออะไรก็ได้ไปสิ!” ลลินสะบัดหน้าหนีอย่างแง่งอนตามสไตล์สาวขี้วีน

“ใครมันจะไปมีอารมณ์เขียนฉากรักหวานชื่น ในเมื่อชีวิตจริงพี่แห้งเหี่ยวขนาดนี้”

ปิ่นถอนหายใจสั้นๆ ก่อนจะเสนอทางออก

“ถ้างั้น พี่ลองไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศดูไหมคะ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ”

คำพูดของเลขาทำให้ลลินชะงักไปครู่หนึ่ง เธอนิ่งคิดถึงบ้านสวนที่แสนร่มรื่นในจังหวัดสุพรรณบุรี กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ และกับข้าวฝีมือแม่ที่เธอไม่ได้สัมผัสมานาน

“เออ... ความคิดดี งั้นเดี๋ยวพี่กลับสุพรรณไปหาแม่ดีกว่า ไปอยู่ที่นั่นสักพักเผื่อหัวจะแล่น”

“ดีเลยค่ะ ให้ปิ่นไปส่งไหม หรือจะให้เรียกคนขับรถ?”

“ไม่ต้อง! กรุงเทพฯ-สุพรรณฯ แค่นี้เอง พี่ขับไปเองได้” ลลินลุกขึ้นยืนบิดกายไล่ความเมื่อยล้า

“ถ้ามีอะไรด่วนก็โทรมานะปิ่น แต่อย่าโทรมาเรื่องทวงงานล่ะ ไม่งั้นพี่จะวีนให้หูชาเลยคอยดู”

“รับทราบค่ะพี่สาว” ปิ่นยิ้มขำก่อนจะขอตัวลา

เมื่อประตูห้องปิดลง ลลินก็เริ่มสะบัดความเฉื่อยชาทิ้ง เธอเดินเข้าห้องแต่งตัว จัดเตรียมกระเป๋าเดินทางแบรนด์เนมใบเขื่อง ขนไปทั้งสกินแคร์ชุดใหญ่และเสื้อผ้าที่เน้นอวดรูปร่างตามความมั่นใจที่มีเต็มเปี่ยม

ช่วงบ่ายคล้อยของวัน รถเบนซ์สีขาวสะอาดตาเคลื่อนตัวผ่านถนนลูกรังที่ขนาบข้างด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี มุ่งหน้าสู่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ลลินใช้เวลาเดินทางร่วมสี่ชั่วโมงกว่าจะมาถึงบ้านสวนหลังเดิมที่เธอเติบโตมา ทันทีที่รถจอดสนิท กลิ่นหอมกรุ่นของกล้วยแขกทอดก็ลอยมาปะทะจมูก ชวนให้ความรู้สึกโหยหาอดีตผุดขึ้นมาในใจอย่างประหลาด

“ตายแล้ว! ฝนฟ้าคงจะถล่มพสุธาแน่ๆ ลูกสาวอีช้อยถึงได้เสด็จกลับบ้านถูก!”เสียงตะโกนหยอกล้อดังมาจากใต้ถุนบ้าน แม่ช้อย ที่กำลังง่วนอยู่กับการทอดกล้วยแขกในกระทะใบเขื่องเงยหน้าขึ้นมองพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อใบหน้าที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นตามวัยฉายรอยยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นร่างระหงของลูกสาวเดินลงจากรถ

“แม่อ่ะ! เจอหน้าก็แช่งกันเลยนะ หนูงอนแล้ว!”

ลลินสะบัดหน้าพรืดใส่คนเป็นแม่พร้อมจีบปากจีบคอประท้วงตามนิสัยคนถูกสปอยล์มาตั้งแต่เด็ก ดวงตาคู่สวยตวัดค้อนวงเบ้อเร่อแต่ก็ไม่ได้มีความหมายโกรธเคืองจริงจัง ก่อนจะแสร้งทำเป็นกอดอกเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

“แม่ก็พูดเล่นไปงั้นแหละ มาๆ มาช่วยกันกินนี่ กำลังร้อนๆ เลย”แม่ช้อยส่ายหัวยิ้มๆ อย่างระอาในความแง่งอนของลูกสาว มือหนึ่งหยิบชิ้นกล้วยแขกที่เพิ่งขึ้นจากกระทะมาพักไว้ในถุงกระดาษที่เริ่มมีรอยซึมของน้ำมัน กลิ่นแป้งทอดหอมกรุ่นปะทะเข้าจมูกคนขี้งอนจนหยดน้ำลายแทบสอ

“ก็ได้จ้า... เห็นแก่ของกินหรอกนะ”ความโกรธก่อนหน้านี้ละลายหายไปกับกลิ่นของอร่อย

ลลินเดินบิดสะโพกเข้าไปสวมกอดเอวแม่จากทางด้านหลัง อิงแอบศีรษะลงบนไหล่หนาอ้อนเหมือนสมัยยังเป็นเด็กสาว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล้วยแขกชิ้นสีเหลืองทองมาเป่าลมออกจากปากเบาๆ เพื่อคลายความร้อน แล้วเคี้ยวเข้าปากจนแก้มตุ่ย

“แล้วยังไงล่ะเรา ลมเพลมพัดท่าไหนถึงกลับมาบ้านได้ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าแม่ตัวดี?”แม่ช้อยถามพลางสำรวจใบหน้าลูกสาวอย่างละเอียด แววตาของคนเป็นแม่ที่ผ่านโลกมามากฉายความกังวล มือที่กำลังจัดเรียงของกินหยุดชะงักลง เพราะปกติลูกสาวคนนี้ถ้าไม่ติดขัดอะไรจริงๆ มักจะติดแสงสีอยู่ที่เมืองกรุงเสียมากกว่า

“หนูสมองตันน่ะแม่... คิดพล็อตนิยายไม่ออกเลย กะว่าจะกลับมาหาแรงบันดาลใจที่บ้านเราสักหน่อย”ลลินตอบเสียงอ่อย พลางปัดปอยผมที่ปรกหน้าทิ้งอย่างส่ง ๆ ใบหน้าที่เคยเชิดรั้นลดอาการพยศลงเหลือเพียงความอ่อนล้าจากการกรำงานหนักในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่กรุงเทพฯ เธอใช้ปลายนิ้วเขี่ยเศษแป้งกล้วยแขกในจานเล่นคล้ายคนใช้ความคิด

“แรงบันดาลใจอะไรล่ะ บ้านนอกคอกนาแบบนี้ มันจะไปมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกรุงเทพฯ ที่ไหน”คนเป็นแม่เลิกคิ้วถามพลางแค่นหัวเราะน้อยๆ ในลำคอ แม่ช้อยกวาดสายตามองออกไปนอกชานบ้านที่มีเพียงทุ่งนาและเสียงจิ้งหรีดเรไรเริ่มระงมขานเมื่อยามเย็นมาเยือน ในสายตาของคนอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต เธอจินตนาการไม่ออกเลยว่าความสงบเงียบจนเกือบเหงาแบบนี้จะช่วยงานของลูกสาวได้อย่างไร

“ไม่เห็นเป็นไรเลย หนูอยู่ได้... ว่าแต่แม่ แถวนี้พอจะมีคาเฟ่เก๋ๆ ให้นั่งทำงานบ้างไหม?”ลลินยืดตัวขึ้นเล็กน้อย พยายามทำเสียงมั่นอกมั่นใจเพื่อกลบเกลื่อนความเคยชินกับความสะดวกสบาย เธอเริ่มกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อมองหามุมสงบที่พอจะวางโน้ตบุ๊กคู่ใจได้บ้าง

แม่ช้อยนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังนึกทบทวนเส้นทางในหัว ก่อนจะเอ่ยปากบอกทางด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าแววตามีเลศนัย

“มีสิ... แกขับรถตรงไปตามทางที่จะไปบ้าน 'ไอ้สิน' แฟนเก่าแกนั่นแหละ เห็นว่ามันเพิ่งลงทุนเปิดร้านกาแฟใหม่ สวยเชียวล่ะ คนไปเช็คอินกันให้ควั่ก”

“สินเปิดร้านกาแฟ!!”ลลินอุทานเสียงหลงจนเกือบจะสำลักกล้วยแขก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจจนลืมรักษาภาพกุลสตรีที่เพิ่งปั้นแต่งมา ชื่อของอดีตคนเคยรักที่ไม่ได้ยินมานานทำเอาความทรงจำเก่าๆ พุ่งเข้าชนอย่างจัง

“จะตะโกนทำไมล่ะนั่น! อยู่กันแค่นี้เอง หูแม่จะแตก”แม่ช้อยหัวเราะร่วนอย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของลูกสาว มือหนึ่งก็ยกขึ้นแคะหูทำท่าประกอบเพื่อให้ดูเกินจริงไปอย่างนั้นเอง

“ก็มันน่าตกใจนี่นา แล้ว... แล้วมันเปิดกับใครล่ะแม่?”ลลินถามตะกุกตะกัก พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเหมือนแค่สงสัยใคร่รู้ตามประสาคนรู้จักเก่า แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ

“ก็เปิดกับเมียมันน่ะสิ แกไม่กลับบ้านไม่ช่องเลยจะไปรู้อะไรกับเขาล่ะ”คำตอบที่หลุดออกมาจากปากแม่ช้อยเหมือนค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงเข้ากลางแสกหน้า ประโยคท้ายของแม่ทำเอาความมั่นใจที่มีมาเต็มร้อยของลลินฮวบลงทันที ความรู้สึกโหวงเหวงแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอยพร้อมกับความอับอายที่เผลอแสดงอาการออกตัวแรงไปเมื่อครู่

“เหรอ... แล้วมีร้านอื่นอีกไหมแม่ ไม่อยากไปร้านนั้นเลย”น้ำเสียงที่เคยแง่งอนเปลี่ยนเป็นอ้อมแอ้มแผ่วเบา ลลินเบือนหน้าหนีไปทางทุ่งนาที่เริ่มมืดมิด เธอไม่ได้เสียดายผู้ชายคนนั้นหรอก... เธอปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่มันเป็นความรู้สึกเสียหน้าและหน้าแตกจนไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนมากกว่า

“ไม่มีหรอก ในระแวกนี้ก็ร้านมันนี่แหละดูดีที่สุดแล้ว”แม่ช้อยตอบตามตรงโดยไม่ได้หันมามองท่าทางที่เปลี่ยนไปของลูกสาว ลลินนิ่งเงียบไป พลางหลุบสายตาลงต่ำ จ้องมองปลายนิ้วตัวเองที่สั่นน้อยๆ

“อ๋อ...”คำรับคำสั้นๆ นั้นดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบเข้าปกคลุมชานเรือนอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวของหญิงสาวที่เพิ่งรู้ตัวว่าแรงบันดาลใจที่ตามหา อาจจะกลายเป็นขวากหนามแทงใจเข้าเสียแล้ว

“อ๋อ... แล้วจะไปไหมล่ะ?”แม่ช้อยวางมือจากตะหลิวที่ถือค้างไว้ เดินเข้ามาใกล้แล้ววางมือจับไหล่ลูกสาวเบาๆ สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจของคนเป็นแม่ที่มองเห็นทะลุเข้าไปถึงรอยแผลเก่าในใจลูก

“เรื่องมันก็นานมาแล้วนะลิน แกควรจะเลิกอคติแล้วมองมันเป็นแค่คนรู้จักได้แล้ว โตๆ กันทั้งนั้น”

“หนูรู้แล้วแม่...”ลลินตอบเสียงแผ่วเลื่อนลอย ความดื้อรั้นที่เคยมีดูจะมอดดับลงไปชั่วขณะ ทิ้งไว้เพียงความว้าวุ่นที่ตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้

“รู้... แต่แกก็ไม่เคยลืมมันใช่ไหมล่ะ? ที่ไม่ค่อยยอมกลับบ้านก็เพราะไม่อยากเจอหน้ามันด้วยส่วนหนึ่งล่ะสิ แม่ว่าแกอยู่กับปัจจุบันเถอะ อดีตอะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันปลิวไปกับลมไปเสีย”

คำพูดแทงใจดำของแม่ทำให้ลลินชะงักกึก เธอรู้สึกเหมือนถูกแก้ผ้าประจานกลางทุ่งนา ความจริงที่เธอพยายามซุกซ่อนไว้ใต้ใบหน้าที่เชิดรั้นถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดเปลือก หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง

“ใครอยากจะจำกันล่ะ!”ลลินแว้ดกลับทันควัน เสียงแหลมสูงนั้นดังกลบเสียงเรไรยามเย็นเพื่อปกปิดความอ่อนแอที่เริ่มสั่นคลอนอยู่ในใจ เธอสะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุมของแม่เบาๆ พลางเชิดหน้าขึ้นตามสไตล์คนไม่ยอมคน ทั้งที่ในอกมันสั่นรัวจนแทบจะยืนไม่อยู่

“เห้อ ข้าล่ะเหนื่อยใจกับพวกแกจริงๆ คิดเอาเองละกัน โตจนจะเป็นป้าคนอยู่แล้ว”แม่ช้อยส่ายหน้าพลางทอดถอนใจยาวทิ้งท้าย ก่อนจะหันไปวุ่นวายกับตะหลิวในกระทะต่อ ทิ้งให้ลูกสาวคนดีเกาะกินความขุ่นมัวที่จุดประทุขึ้นมาใหม่อยู่เพียงลำพัง

“แม่อ่ะ! หนูไม่กินแล้วกล้วยแขก ไปหากาแฟกินดีกว่า!”ลลินกระทืบเท้าเร่าๆ แก้เขินเมื่อถูกจี้ใจดำจนไปไม่เป็น เธอวางจานของว่างลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปึก ก่อนจะสะบัดหลังเดินกลับไปที่รถด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดตามนิสัยคนไม่ชอบเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

“เอ้า! กินตอนนี้นอนตอนไหนละคืนนี้”แม่ช้อยตะโกนไล่หลังมาด้วยความตกใจที่อยู่ดีๆ ยัยลูกตัวดีก็เกิดผีเข้าลุกพรวดพราดขึ้นมากลางคัน แสงไฟหน้ารถเบนซ์คู่ใจสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มโอบล้อมตัวบ้าน

“ตอนไหนก็ตอนนั้นแหละ เดี๋ยวหนูมา!”ลลินตะโกนตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง เธอพาตัวเองเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มก่อนจะเหยียบคันเร่งออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบอบอวลอยู่หน้าบ้านไม้หลังเก่า

หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับเต้นระรัวอย่างคุมไม่อยู่ มือที่จับพวงมาลัยเกร็งแน่นจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด ทั้งความหงุดหงิดจากการถูกแม่ล้อ ความเสียหน้าที่เพิ่งรู้ข่าวเรื่อง 'เมีย' ของแฟนเก่า และเศษเสี้ยวความทรงจำเก่าๆ ที่พยายามฝังไว้อย่างดี บัดนี้มันกลับตีรวนกันไปหมดในหัวจนเธอแทบจะแยกไม่ออกว่า ที่กำลังบึ่งรถไปหาเขานี้เป็นเพราะความโหยหาหรืออยากจะเอาชนะใจตัวเองกันแน่!

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ป้าไม่แก่ แค่แพ้เด็ก   บทที่ 21ขอบคุณนะ (จบ)

    บทที่ 21ขอบคุณนะ (จบ)ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงอีกครั้ง เป็นความเงียบที่หนักอึ้งราวกับมีขุนเขานับพันลูกมาทับไว้ ของขวัญมองสบตาสินอย่างขอความเห็นและความช่วยเหลือ ในขณะที่เขตต์ยังคงกุมมือลลินไว้ไม่ยอมปล่อย... ต่อให้ต้องเผชิญกับเรื่องใหญ่แค่ไหน เขาก็จะไม่มีวันปล่อยมือจากผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจคนนี้อีกเป็นอันขาด“ขวัญ... พาลูกไปพักผ่อนก่อนไป พี่ขอคุยกับลินตามลำพังหน่อย”น้ำเสียงนิ่งเรียบของสินแฝงไปด้วยอำนาจที่ทำให้บรรยากาศในห้องโถงเย็นเฉียบลงฉับพลัน ของขวัญมองสบตาลูกชายด้วยความกังวลก่อนจะแตะไหล่เขตต์เบาๆ เพื่อส่งสัญญาณให้เดินออกไป เด็กหนุ่มฮึดฮัดแสดงท่าทีขัดใจ เขาไม่อยากทิ้งลลินไว้ให้เผชิญหน้ากับพ่อเพียงลำพัง ทว่าแรงบีบกระชับที่ฝ่ามือเรียวเป็นเชิงบอกว่าเธอจัดการได้ ทำให้เขตต์ยอมก้าวถอยออกไปอย่างจำใจเมื่อความวุ่นวายจางหายไป เหลือเพียงอดีตคนรักที่สถานะเปลี่ยนไปเป็นเพื่อนสนิท ความเงียบที่ปกคลุมอยู่ก็ดูจะหนาหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า สินเดินไปหยุดยืนอยู่ที่ริมหน้าต่าง ทอดถอนสายตามองออกไปยังทุ่งนากว้างใหญ่ แผ่นหลังที่เคยดูแข็งแกร่งบัดนี้กลับดูเคร่งขรึมและแบกรับความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย“เธอคิด

  • ป้าไม่แก่ แค่แพ้เด็ก   บทที่ 19 ปรับความเข้าใจ 18+

    บทที่ 19 ปรับความเข้าใจ 18+ท่ามกลางความเงียบสงัดของบ้านไม้ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรที่กรีดร้องสอดประสานกับเสียงลมพัดใบไม้ไหวรอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา ลลินยังคงซบใบหน้าชื้นน้ำตาอยู่กับแผงอกกว้างของเขตต์ กลิ่นหอมจางๆ จากกายหนุ่มและความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่เคยโหยหาช่วยประคองสติที่แตกกระเจิงของเธอให้ค่อยๆ กลับคืนมา“เขตต์... ปล่อยพี่ก่อน พี่มีเรื่องต้องบอกเธอ” ลลินผละออกเล็กน้อย แม้ดวงตาจะยังบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก แต่แววตากลับฉายแววเด็ดเดี่ยวขึ้นกว่าเดิมเขตต์ยอมคลายอ้อมกอดอย่างว่าง่าย ทว่ามือหนายังคงเกาะเกี่ยวและกุมมือเรียวของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยเพียงวินาทีเดียว ร่างตรงหน้าจะเลือนหายไปเหมือนความฝันตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้งคู่นั่งลงบนโซฟาตัวเดิม ทว่าคราวนี้บรรยากาศคุกรุ่นด้วยโทสะกลับถูกแทนที่ด้วยความหม่นเศร้าและความจริงที่รอการเปิดเผย“ที่พี่หายไป... ที่พี่ผลักไสนายว่าเราไม่คู่ควรกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องช่องว่างของอายุหรอกนะเขตต์” ลลินเริ่มเสียงสั่นเล็กน้อยเมื่อต้องเริ่มแตะต้องแผลเป็นในใจที่เธอซ่อนไว้ลึกที่สุด“แต่มันเป็นเพราะพี่เคย... พี่เคยคบกับพ่อของเธอมาก่อน”ประโยคสา

  • ป้าไม่แก่ แค่แพ้เด็ก   บทที่ 18 หมาโบ้

    บทที่ 18 หมาโบ้ลลินทรุดกายลงนั่งบนเบาะหนังราคาแพงภายในรถเบนซ์คู่ใจ ทันทีที่ประตูปิดสนิทตัดขาดจากโลกภายนอก กำแพงแห่งความเข้มแข็งที่เธอพยายามสร้างมาตลอดชีวิตก็พังครืนลงมาอย่างไม่เหลือชิ้นดี นางพญาผู้เคยสง่างามปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น เสียงสะอื้นไห้ที่ดังระงมไปทั่วห้องโดยสารคือเสียงของความพ่ายแพ้เธอแพ้แล้วจริงๆ... พ่ายแพ้ต่อความขี้ขลาดของตัวเอง พ่ายแพ้ต่อกาลเวลา และพ่ายแพ้ต่อกำแพงความเหมาะสมที่เธอเป็นคนก่อมันขึ้นมาเองกับมือเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงที่ลลินปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งอยู่กับหยดน้ำตา ความมืดมิดภายนอกปกคลุมจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ไม่ต่างจากอนาคตของเธอในตอนนี้ มือเรียวที่สั่นเทาหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาเพื่อกดหาแม่ช้อย หวังเพียงจะบอกลาเพื่อกลับไปซ่อนตัวที่กรุงเทพฯ เหมือนคนขี้แพ้ที่ต้องการหลบไปเลียแผลใจก๊อก ก๊อก!เสียงเคาะกระจกที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบทำให้ลลินสะดุ้งสุดตัว เธอรีบใช้หลังมือเช็ดน้ำตาปรกๆ พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปรับโทนเสียงให้ปกติที่สุด ก่อนจะกดลดกระจกลงอย่างรวดเร็ว“เอ่อ... ฉันขอโทษที่จอดนานไปหน่อย ฉันกำลังจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” ลลินรัวคำพูดออกมาโดยไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตา

  • ป้าไม่แก่ แค่แพ้เด็ก   บทที่ 17 ยอมแพ้แล้ว

    บทที่ 17 ยอมแพ้แล้วความรู้สึกผิดที่กัดกินใจมาทั้งวันทำให้ลลินไม่อาจอยู่นิ่งได้ ความเงียบในบ้านสวนยามเย็นกลับยิ่งทวีคูณเสียงสะท้อนของความเย็นชาที่เขตต์มอบให้เธอเมื่อเช้า จนในที่สุดเธอก็ตัดสินใจคว้ากุญแจรถเบนซ์คู่ใจ วนกลับมาที่ร้านกาแฟของสินอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่รออยู่อาจเป็นเพียงกำแพงน้ำแข็งที่หนากว่าเดิม แต่หัวใจที่วูบไหวกลับสั่งให้เธอต้องลองเสี่ยงดูอีกสักตั้งทว่าเมื่อล้อรถหยุดสนิทที่หน้าร้าน บรรยากาศกลับเงียบเหงาผิดปกติ กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟที่เคยอบอวลจางหายไป เหลือเพียงแสงแดดสุดท้ายที่ทาบทับลงบนบานประตูไม้ที่ถูกปิดลง มีเพียง สิน และ ของขวัญ ภรรยาคนปัจจุบันของเขาที่กำลังช่วยกันเก็บเก้าอี้และคล้องกุญแจหน้าร้านอย่างขะมักเขม้น“อ้าวลิน... กลับมาสุพรรณตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ไม่เห็นส่งข่าวเลย” สินทักขึ้นด้วยน้ำเสียงมิตรภาพและรอยยิ้มอย่างคนเคยคุ้น“เมื่อวานนี้เอง พอดีมีธุระที่บ้านนิดหน่อย” ลลินตอบเสียงแผ่ว พยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น แววตาคู่สวยแอบกวาดมองผ่านกระจกร้านเข้าไปด้านในเพื่อหาเงาของเด็กหนุ่มที่เธอโหยหา แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่าและความมืดสลัวภายในร้าน“โทษทีนะล

  • ป้าไม่แก่ แค่แพ้เด็ก   บทที่ 16 รสชาติของการถูกเมิน

    บทที่ 16 รสชาติของการถูกเมินแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าขับไล่ความมืดมิดของค่ำคืนที่แสนยาวนาน กลิ่นดินและไอน้ำค้างยามเช้าลอยอบอวลไปทั่วบ้านสวน ลลินลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่ต่างไปจากเดิม ความอ่อนล้าจากวันวานถูกแทนที่ด้วยความกระวนกระวายใจที่สั่งให้เธอรีบดีดตัวออกจากที่นอนตั้งแต่ไก่โห่เธอสลัดความง่วงงุนทิ้งไป จัดการอาบน้ำแต่งกายด้วยชุดลำลองเรียบง่ายทว่ายังคงดูสง่างาม ก่อนจะก้าวลงจากบ้านไม้ด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบจนไปปะทะเข้ากับแม่ช้อยที่กำลังตักบาตรเสร็จพอดี“อ้าว!ตื่นเช้าก็เป็นรึ” แม่ช้อยถึงกับหยุดกะพริบตาปริบๆ มองบุตรสาวอย่างไม่เชื่อสายตา“ปกติกว่าจะคลานออกจากมุ้งได้ก็ตะวันโด่งนู่น”“จะรีบไปไหนแต่เช้าล่ะเรา?”“ไปซื้อกาแฟร้านสินจ้ะแม่” ลลินตอบเลี่ยงๆ ทว่าแก้มใสกลับขึ้นสีระเรื่ออย่างห้ามไม่อยู่ เธอจงใจหยิบกระเป๋าสะพายใบเก่งขึ้นมาคล้องไหล่เพื่อปกปิดอาการประหม่า“มันยังไม่ทันจะเปิดหรอก เจ้าสินน่ะเปิดร้านสายจะตายไป จะรีบไปทำไมตอนนี้” หญิงชราส่ายหน้าพลางพึมพำกับตัวเอง“เอ่อ...หนูจะไปหาสถานที่แต่งนิยายด้วยจ้ะแม่ อยู่ในห้องแล้วหัวมันไม่แล่น อยากได้บรรยากาศสดชื่นๆ หน่อย” ลลินหยิบยกงานที่เธอ

  • ป้าไม่แก่ แค่แพ้เด็ก   บทที่ 15 ทำตามหัวใจ

    บทที่ 15 ทำตามหัวใจกาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม นับตั้งแต่วันที่ลลินตัดสินใจหันหลังให้กับบ้านสวนที่สุพรรณบุรีในเย็นวันนั้น... วันที่เธอหอบเอาหัวใจที่บอบช้ำและเศษเสี้ยวความทรงจำอันกระจัดกระจายกลับสู่เมืองกรุงอย่างกะทันหันท่ามกลางความงุนงงของแม่ช้อยที่ตามอารมณ์บุตรสาวไม่ทัน ลลินเลือกที่จะขังตัวเองอยู่ในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงเทพฯ ตัดขาดจากบรรยากาศร่มรื่นของทุ่งนาและกลิ่นอายดินที่เคยคุ้นเธอใช้แสงสีเทาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และโลกมายาในตัวอักษรเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเพียงอย่างเดียว เพื่อหวังจะใช้มันลบเลือนใบหน้าคมเข้มและนัยน์ตาตัดพ้อของเด็กหนุ่มที่ชื่อ 'เขตต์' ออกไปจากมโนสำนึกทว่ายิ่งหนี... เธอกลับยิ่งรู้สึกเหมือนติดอยู่ในกรงขังที่ตัวเองสร้างขึ้นเสียงฝีเท้าสม่ำเสมอของ 'ปิ่น' เลขาสาวคนสนิทดังขึ้นในห้องทำงานที่เงียบสงัดและเย็นเฉียบด้วยไอเครื่องปรับอากาศ ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลังเจ้านายสาวที่ดูซูบเซียวลงไปถนัดตา“พี่ลิน... ไม่คิดจะออกไปไหนบ้างเลยเหรอคะ?” ปิ่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจพลางมองกองเอกสารและถ้วยกาแฟที่วางระเกะระกะ “ตั้งแต่พี่กลับมาจากสุพรรณวันนั้น พี่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status