Se connecterบทที่ 1 เบื่อหน่าย
ท่ามกลางความเงียบงันภายในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น ลลิน นักเขียนนิยายวายระดับเบสต์เซลเลอร์กำลังทอดร่างระลวยอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเฉลียวฉลาดบัดนี้กลับหม่นแสงลงอย่างคนไร้จุดหมาย เธอถอนหายใจทิ้งครั้งที่ร้อยของวัน พลางจ้องมองหน้าจอแมคบุ๊กที่ว่างเปล่า มีเพียงเคอร์เซอร์กระพริบถถี่ราวกับจะเยาะเย้ยว่าสมองของเธอนั้นตันสนิท “พี่ลินเป็นอะไรคะเนี่ย นอนหมดสภาพเป็นปลาขาดน้ำเลย” ปิ่น เลขาสาวรุ่นน้องหน้าตาสะสวยเดินเข้ามาในห้องพร้อมปึกเอกสารในมือ เธอหยุดยืนมองรุ่นพี่สาววัย 35 ที่ถึงแม้จะอยู่ในชุดลำลองอยู่บ้าน แต่ทรวดทรงองเอวส่วนเว้าส่วนโค้ง โดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจไซซ์คัพซีที่ดันรัดรูปเสื้อยืดตัวบางนั้น ก็ยังดูดีจนน่าอิจฉา “พี่เบื่อจังเลยปิ่น... เบื่อไปหมดทุกอย่าง”ลลินกระแทกเสียงใส่ด้วยความขัดใจพลางทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนัน หล่อนตวัดสายตาคมกริบมองคนสนิทอย่างคาดคั้น ราวกับจะโบยตีทุกคนรอบข้างให้พินาศไปพร้อมกับความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เจ้าตัวกำลังเผชิญ “พลอตนิยายที่วางไว้มันดูจืดชืดไปหมด คิดอะไรก็ไม่ออก สมองมันฝืดเหมือนไม่ได้หยอดน้ำมัน!” “แต่พี่ลินคะ... บก. เริ่มส่งอีเมลทวงต้นฉบับยิบเลยนะพี่ ถ้าเลทกว่านี้โดนค่าปรับแน่ๆ” ปิ่นพยายามเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ “บอกให้เลื่อนไปก่อน! บอกว่าพี่ป่วย สมองอักเสบ หรืออะไรก็ได้ไปสิ!” ลลินสะบัดหน้าหนีอย่างแง่งอนตามสไตล์สาวขี้วีน “ใครมันจะไปมีอารมณ์เขียนฉากรักหวานชื่น ในเมื่อชีวิตจริงพี่แห้งเหี่ยวขนาดนี้” ปิ่นถอนหายใจสั้นๆ ก่อนจะเสนอทางออก “ถ้างั้น พี่ลองไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศดูไหมคะ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ” คำพูดของเลขาทำให้ลลินชะงักไปครู่หนึ่ง เธอนิ่งคิดถึงบ้านสวนที่แสนร่มรื่นในจังหวัดสุพรรณบุรี กลิ่นดิน กลิ่นต้นไม้ และกับข้าวฝีมือแม่ที่เธอไม่ได้สัมผัสมานาน “เออ... ความคิดดี งั้นเดี๋ยวพี่กลับสุพรรณไปหาแม่ดีกว่า ไปอยู่ที่นั่นสักพักเผื่อหัวจะแล่น” “ดีเลยค่ะ ให้ปิ่นไปส่งไหม หรือจะให้เรียกคนขับรถ?” “ไม่ต้อง! กรุงเทพฯ-สุพรรณฯ แค่นี้เอง พี่ขับไปเองได้” ลลินลุกขึ้นยืนบิดกายไล่ความเมื่อยล้า “ถ้ามีอะไรด่วนก็โทรมานะปิ่น แต่อย่าโทรมาเรื่องทวงงานล่ะ ไม่งั้นพี่จะวีนให้หูชาเลยคอยดู” “รับทราบค่ะพี่สาว” ปิ่นยิ้มขำก่อนจะขอตัวลา เมื่อประตูห้องปิดลง ลลินก็เริ่มสะบัดความเฉื่อยชาทิ้ง เธอเดินเข้าห้องแต่งตัว จัดเตรียมกระเป๋าเดินทางแบรนด์เนมใบเขื่อง ขนไปทั้งสกินแคร์ชุดใหญ่และเสื้อผ้าที่เน้นอวดรูปร่างตามความมั่นใจที่มีเต็มเปี่ยม ช่วงบ่ายคล้อยของวัน รถเบนซ์สีขาวสะอาดตาเคลื่อนตัวผ่านถนนลูกรังที่ขนาบข้างด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี มุ่งหน้าสู่อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ลลินใช้เวลาเดินทางร่วมสี่ชั่วโมงกว่าจะมาถึงบ้านสวนหลังเดิมที่เธอเติบโตมา ทันทีที่รถจอดสนิท กลิ่นหอมกรุ่นของกล้วยแขกทอดก็ลอยมาปะทะจมูก ชวนให้ความรู้สึกโหยหาอดีตผุดขึ้นมาในใจอย่างประหลาด “ตายแล้ว! ฝนฟ้าคงจะถล่มพสุธาแน่ๆ ลูกสาวอีช้อยถึงได้เสด็จกลับบ้านถูก!”เสียงตะโกนหยอกล้อดังมาจากใต้ถุนบ้าน แม่ช้อย ที่กำลังง่วนอยู่กับการทอดกล้วยแขกในกระทะใบเขื่องเงยหน้าขึ้นมองพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อใบหน้าที่เริ่มมีรอยเหี่ยวย่นตามวัยฉายรอยยิ้มเอ็นดูเมื่อเห็นร่างระหงของลูกสาวเดินลงจากรถ “แม่อ่ะ! เจอหน้าก็แช่งกันเลยนะ หนูงอนแล้ว!” ลลินสะบัดหน้าพรืดใส่คนเป็นแม่พร้อมจีบปากจีบคอประท้วงตามนิสัยคนถูกสปอยล์มาตั้งแต่เด็ก ดวงตาคู่สวยตวัดค้อนวงเบ้อเร่อแต่ก็ไม่ได้มีความหมายโกรธเคืองจริงจัง ก่อนจะแสร้งทำเป็นกอดอกเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “แม่ก็พูดเล่นไปงั้นแหละ มาๆ มาช่วยกันกินนี่ กำลังร้อนๆ เลย”แม่ช้อยส่ายหัวยิ้มๆ อย่างระอาในความแง่งอนของลูกสาว มือหนึ่งหยิบชิ้นกล้วยแขกที่เพิ่งขึ้นจากกระทะมาพักไว้ในถุงกระดาษที่เริ่มมีรอยซึมของน้ำมัน กลิ่นแป้งทอดหอมกรุ่นปะทะเข้าจมูกคนขี้งอนจนหยดน้ำลายแทบสอ “ก็ได้จ้า... เห็นแก่ของกินหรอกนะ”ความโกรธก่อนหน้านี้ละลายหายไปกับกลิ่นของอร่อย ลลินเดินบิดสะโพกเข้าไปสวมกอดเอวแม่จากทางด้านหลัง อิงแอบศีรษะลงบนไหล่หนาอ้อนเหมือนสมัยยังเป็นเด็กสาว ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล้วยแขกชิ้นสีเหลืองทองมาเป่าลมออกจากปากเบาๆ เพื่อคลายความร้อน แล้วเคี้ยวเข้าปากจนแก้มตุ่ย “แล้วยังไงล่ะเรา ลมเพลมพัดท่าไหนถึงกลับมาบ้านได้ มีปัญหาอะไรหรือเปล่าแม่ตัวดี?”แม่ช้อยถามพลางสำรวจใบหน้าลูกสาวอย่างละเอียด แววตาของคนเป็นแม่ที่ผ่านโลกมามากฉายความกังวล มือที่กำลังจัดเรียงของกินหยุดชะงักลง เพราะปกติลูกสาวคนนี้ถ้าไม่ติดขัดอะไรจริงๆ มักจะติดแสงสีอยู่ที่เมืองกรุงเสียมากกว่า “หนูสมองตันน่ะแม่... คิดพล็อตนิยายไม่ออกเลย กะว่าจะกลับมาหาแรงบันดาลใจที่บ้านเราสักหน่อย”ลลินตอบเสียงอ่อย พลางปัดปอยผมที่ปรกหน้าทิ้งอย่างส่ง ๆ ใบหน้าที่เคยเชิดรั้นลดอาการพยศลงเหลือเพียงความอ่อนล้าจากการกรำงานหนักในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่กรุงเทพฯ เธอใช้ปลายนิ้วเขี่ยเศษแป้งกล้วยแขกในจานเล่นคล้ายคนใช้ความคิด “แรงบันดาลใจอะไรล่ะ บ้านนอกคอกนาแบบนี้ มันจะไปมีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนกรุงเทพฯ ที่ไหน”คนเป็นแม่เลิกคิ้วถามพลางแค่นหัวเราะน้อยๆ ในลำคอ แม่ช้อยกวาดสายตามองออกไปนอกชานบ้านที่มีเพียงทุ่งนาและเสียงจิ้งหรีดเรไรเริ่มระงมขานเมื่อยามเย็นมาเยือน ในสายตาของคนอยู่ที่นี่มาทั้งชีวิต เธอจินตนาการไม่ออกเลยว่าความสงบเงียบจนเกือบเหงาแบบนี้จะช่วยงานของลูกสาวได้อย่างไร “ไม่เห็นเป็นไรเลย หนูอยู่ได้... ว่าแต่แม่ แถวนี้พอจะมีคาเฟ่เก๋ๆ ให้นั่งทำงานบ้างไหม?”ลลินยืดตัวขึ้นเล็กน้อย พยายามทำเสียงมั่นอกมั่นใจเพื่อกลบเกลื่อนความเคยชินกับความสะดวกสบาย เธอเริ่มกวาดสายตาไปรอบๆ เพื่อมองหามุมสงบที่พอจะวางโน้ตบุ๊กคู่ใจได้บ้าง แม่ช้อยนิ่งไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังนึกทบทวนเส้นทางในหัว ก่อนจะเอ่ยปากบอกทางด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าแววตามีเลศนัย “มีสิ... แกขับรถตรงไปตามทางที่จะไปบ้าน 'ไอ้สิน' แฟนเก่าแกนั่นแหละ เห็นว่ามันเพิ่งลงทุนเปิดร้านกาแฟใหม่ สวยเชียวล่ะ คนไปเช็คอินกันให้ควั่ก” “สินเปิดร้านกาแฟ!!”ลลินอุทานเสียงหลงจนเกือบจะสำลักกล้วยแขก ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจจนลืมรักษาภาพกุลสตรีที่เพิ่งปั้นแต่งมา ชื่อของอดีตคนเคยรักที่ไม่ได้ยินมานานทำเอาความทรงจำเก่าๆ พุ่งเข้าชนอย่างจัง “จะตะโกนทำไมล่ะนั่น! อยู่กันแค่นี้เอง หูแม่จะแตก”แม่ช้อยหัวเราะร่วนอย่างขบขันเมื่อเห็นท่าทางเลิ่กลั่กของลูกสาว มือหนึ่งก็ยกขึ้นแคะหูทำท่าประกอบเพื่อให้ดูเกินจริงไปอย่างนั้นเอง “ก็มันน่าตกใจนี่นา แล้ว... แล้วมันเปิดกับใครล่ะแม่?”ลลินถามตะกุกตะกัก พยายามปรับน้ำเสียงให้ดูเหมือนแค่สงสัยใคร่รู้ตามประสาคนรู้จักเก่า แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นไม่เป็นจังหวะ “ก็เปิดกับเมียมันน่ะสิ แกไม่กลับบ้านไม่ช่องเลยจะไปรู้อะไรกับเขาล่ะ”คำตอบที่หลุดออกมาจากปากแม่ช้อยเหมือนค้อนปอนด์ที่เหวี่ยงเข้ากลางแสกหน้า ประโยคท้ายของแม่ทำเอาความมั่นใจที่มีมาเต็มร้อยของลลินฮวบลงทันที ความรู้สึกโหวงเหวงแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่คอหอยพร้อมกับความอับอายที่เผลอแสดงอาการออกตัวแรงไปเมื่อครู่ “เหรอ... แล้วมีร้านอื่นอีกไหมแม่ ไม่อยากไปร้านนั้นเลย”น้ำเสียงที่เคยแง่งอนเปลี่ยนเป็นอ้อมแอ้มแผ่วเบา ลลินเบือนหน้าหนีไปทางทุ่งนาที่เริ่มมืดมิด เธอไม่ได้เสียดายผู้ชายคนนั้นหรอก... เธอปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่มันเป็นความรู้สึกเสียหน้าและหน้าแตกจนไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหนมากกว่า “ไม่มีหรอก ในระแวกนี้ก็ร้านมันนี่แหละดูดีที่สุดแล้ว”แม่ช้อยตอบตามตรงโดยไม่ได้หันมามองท่าทางที่เปลี่ยนไปของลูกสาว ลลินนิ่งเงียบไป พลางหลุบสายตาลงต่ำ จ้องมองปลายนิ้วตัวเองที่สั่นน้อยๆ “อ๋อ...”คำรับคำสั้นๆ นั้นดูหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด ความเงียบเข้าปกคลุมชานเรือนอยู่ครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงถอนหายใจยาวของหญิงสาวที่เพิ่งรู้ตัวว่าแรงบันดาลใจที่ตามหา อาจจะกลายเป็นขวากหนามแทงใจเข้าเสียแล้ว “อ๋อ... แล้วจะไปไหมล่ะ?”แม่ช้อยวางมือจากตะหลิวที่ถือค้างไว้ เดินเข้ามาใกล้แล้ววางมือจับไหล่ลูกสาวเบาๆ สัมผัสนั้นเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจของคนเป็นแม่ที่มองเห็นทะลุเข้าไปถึงรอยแผลเก่าในใจลูก “เรื่องมันก็นานมาแล้วนะลิน แกควรจะเลิกอคติแล้วมองมันเป็นแค่คนรู้จักได้แล้ว โตๆ กันทั้งนั้น” “หนูรู้แล้วแม่...”ลลินตอบเสียงแผ่วเลื่อนลอย ความดื้อรั้นที่เคยมีดูจะมอดดับลงไปชั่วขณะ ทิ้งไว้เพียงความว้าวุ่นที่ตีตื้นขึ้นมาจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าวอย่างห้ามไม่ได้ “รู้... แต่แกก็ไม่เคยลืมมันใช่ไหมล่ะ? ที่ไม่ค่อยยอมกลับบ้านก็เพราะไม่อยากเจอหน้ามันด้วยส่วนหนึ่งล่ะสิ แม่ว่าแกอยู่กับปัจจุบันเถอะ อดีตอะไรที่มันผ่านไปแล้วก็ให้มันปลิวไปกับลมไปเสีย” คำพูดแทงใจดำของแม่ทำให้ลลินชะงักกึก เธอรู้สึกเหมือนถูกแก้ผ้าประจานกลางทุ่งนา ความจริงที่เธอพยายามซุกซ่อนไว้ใต้ใบหน้าที่เชิดรั้นถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนหมดเปลือก หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ก่อนจะรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง “ใครอยากจะจำกันล่ะ!”ลลินแว้ดกลับทันควัน เสียงแหลมสูงนั้นดังกลบเสียงเรไรยามเย็นเพื่อปกปิดความอ่อนแอที่เริ่มสั่นคลอนอยู่ในใจ เธอสะบัดไหล่ออกจากการเกาะกุมของแม่เบาๆ พลางเชิดหน้าขึ้นตามสไตล์คนไม่ยอมคน ทั้งที่ในอกมันสั่นรัวจนแทบจะยืนไม่อยู่ “เห้อ ข้าล่ะเหนื่อยใจกับพวกแกจริงๆ คิดเอาเองละกัน โตจนจะเป็นป้าคนอยู่แล้ว”แม่ช้อยส่ายหน้าพลางทอดถอนใจยาวทิ้งท้าย ก่อนจะหันไปวุ่นวายกับตะหลิวในกระทะต่อ ทิ้งให้ลูกสาวคนดีเกาะกินความขุ่นมัวที่จุดประทุขึ้นมาใหม่อยู่เพียงลำพัง “แม่อ่ะ! หนูไม่กินแล้วกล้วยแขก ไปหากาแฟกินดีกว่า!”ลลินกระทืบเท้าเร่าๆ แก้เขินเมื่อถูกจี้ใจดำจนไปไม่เป็น เธอวางจานของว่างลงบนโต๊ะไม้เสียงดังปึก ก่อนจะสะบัดหลังเดินกลับไปที่รถด้วยท่าทางกระฟัดกระเฟียดตามนิสัยคนไม่ชอบเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ “เอ้า! กินตอนนี้นอนตอนไหนละคืนนี้”แม่ช้อยตะโกนไล่หลังมาด้วยความตกใจที่อยู่ดีๆ ยัยลูกตัวดีก็เกิดผีเข้าลุกพรวดพราดขึ้นมากลางคัน แสงไฟหน้ารถเบนซ์คู่ใจสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิดที่เริ่มโอบล้อมตัวบ้าน “ตอนไหนก็ตอนนั้นแหละ เดี๋ยวหนูมา!”ลลินตะโกนตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง เธอพาตัวเองเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัย สตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มก่อนจะเหยียบคันเร่งออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบอบอวลอยู่หน้าบ้านไม้หลังเก่า หัวใจที่เคยนิ่งสงบกลับเต้นระรัวอย่างคุมไม่อยู่ มือที่จับพวงมาลัยเกร็งแน่นจนปลายนิ้วขึ้นสีขาวซีด ทั้งความหงุดหงิดจากการถูกแม่ล้อ ความเสียหน้าที่เพิ่งรู้ข่าวเรื่อง 'เมีย' ของแฟนเก่า และเศษเสี้ยวความทรงจำเก่าๆ ที่พยายามฝังไว้อย่างดี บัดนี้มันกลับตีรวนกันไปหมดในหัวจนเธอแทบจะแยกไม่ออกว่า ที่กำลังบึ่งรถไปหาเขานี้เป็นเพราะความโหยหาหรืออยากจะเอาชนะใจตัวเองกันแน่!บทที่ 5 ไปส่งหน่อยพ้นจากเหตุการณ์ชวนประสาทเสียที่คาเฟ่ของถ่านไฟเก่า ลลินก็ตัดสินใจกักตัวอยู่แต่ในอาณาเขตบ้านสวน เธอเลือกที่จะขลุกอยู่กับกองต้นฉบับและจินตนาการในหัวมากกว่าจะออกไปเผชิญโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยอดีตคนรักและไอ้เด็กแสบนักเขียนสาวลากโต๊ะไม้พับตัวโปรดมาตั้งไว้ใต้ร่มเงาของต้นมะม่วงอกร่องขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็น ลมทุ่งพัดโชยมาเป็นระยะห่างๆ พอให้เส้นผมสลวยปลิวไสวทว่าความเงียบสงบที่เธออุปโลกน์ขึ้นมาก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าของคนเป็นแม่“ลิน... ถามจริงเถอะ ไม่คิดจะขยับขยายออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างหรือไงลูก”แม่ช้อยเดินเท้าสะเอวฉับๆ เข้ามาหาพลางขมวดคิ้วมุ่นมองลูกสาวตัวดีที่นั่งขลุกอยู่บนแคร่ไม้ แสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กสะท้อนนัยน์ตาที่จ้องเขม็งจนแทบถลนออกมานอกเบ้า สภาพของนักเขียนสาวบัดนี้ดูห่างไกลจากคำว่านางพญาไปโข เพราะเจ้าตัวเอาแต่ขยี้หัวจนฟูฟ่องแถมยังคาบปากกาค้างไว้ในปากคล้ายคนสติหลุด“แม่!!”ลลินแหวขึ้นมาทันควันพร้อมสะดุ้งสุดตัวจนปากกาแทบหล่นจากปาก เธอละสายตาจากหน้าจอที่ยังคงมีเพียงหน้ากระดาษว่างเปล่าขาวโพลน หันมามองค้อนคนเป็นแม่วงเบ้อเร่อ “หนูอยู่บ้านแม่ก็บ่น พอ
บทที่ 4 ลูกแฟนเก่า?ในจังหวะที่บรรยากาศระหว่างคนรักเก่ากำลังตึงเครียดและอัดแน่นไปด้วยตะกอนความหลัง เสียงแผดคำรามของท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์เวฟแต่งซิ่งก็ดังสนั่นมาจากหน้าร้าน เสียงนั้นกรีดผ่านความเงียบในคาเฟ่จนลลินต้องขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจ“บรื้นนนน!”เสียงเครื่องยนต์ดับลงกะทันหันที่หน้าประตูร้าน ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีดำพอดีตัวก้าวลงจากรถ พลางสะบัดบ่าขยับปกเสื้อให้เข้าที่อย่างมาดมั่น สายตาคมกริบของเขาเหลือบไปเห็นรถเบนซ์สีขาวที่จอดสงบนิ่งอยู่ก่อนหน้า รอยบุบสะดุดตาตรงกันชนทำให้เขาชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างนึกสนุก“คุ้นชะมัด... รอยบุบนั่นมันฝีมือเรานี่หว่า”เขตต์ สลัดความสงสัยทิ้งแล้วผลักประตูร้านเข้ามา เสียงกระดิ่งดัง กรุ๊งกริ๊ง รับกับการปรากฏตัวของเขา เขาเดินดุ่มเข้าไปหลังเคาน์เตอร์โดยไม่สนใจสายตาใคร เป้าหมายคือผู้เป็นแม่ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดจานของหวาน“แม่ค้าบ... เขตต์มาแล้วค้าบ” เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงกอดอ้อนผู้เป็นแม่จากด้านหลังอย่างที่ชอบทำประจำ“ว่าไงไอ้ตัวดี ไปเล่นซนที่ไหนมาอีกฮึเรา? ดูสิ เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นดินแดงไปหมด” ของขวัญ หันมาเอ็ดลูกชายหั
บทที่ 3 ยินดีที่รู้จักแสงแดดจัดจ้าของเวลาเกือบเที่ยงส่องลอดผ่านรอยแยกของฝาปะกนไม้ขีดเป็นเส้นตรงลงบนเตียงนอน ลลิน ซุกหน้าลงกับหมอน ขยับกายหนีความร้อนที่เริ่มไล่ล่า แต่นั่นยังไม่เท่ากับเสียงกัมปนาทที่ดังรบกวนการนิทราอันแสนสุขปัง! ปัง! ปัง!“ลิน! ตื่นได้แล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนห๊ะ!” เสียงแม่ช้อยทั้งเคาะทั้งตะโกนอยู่หน้าห้อง จนไม้กระดานสั่นสะเทือนตามแรงอารมณ์“ตื่นแล้วค่าาา!” ลลินตะโกนตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า เธอพยายามขุดร่างตัวเองขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย เมื่อคืนนิ้วเจ้ากรรมดันรัวแป้นพิมพ์เขียนนิยายจนเกือบเช้า เพราะภาพเหตุการณ์ ‘ประมาทร่วม’ และใบหน้ากวนประสาทของไอ้เด็กเปรตคนนั้นมันวนเวียนอยู่ในหัวจนกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี“ตื่นแล้วก็ลุก! จะมานอนอุตุอยู่ทำไม”แม่ช้อยยืนอยู่หน้าห้อง มือหนึ่งเท้าสะเอว รอลูกสาวตัวดีโผล่หัวออกมาจากถ้ำ“แม่อ่ะ... หนูมาพักผ่อนนะแม่ ขอนอนหน่อยไม่ได้หรือไง”สิ้นเสียงโอดยางคาง บานประตูไม้ก็ค่อยๆ แง้มเปิดออก ลลินเดินก้าวออกมาในสภาพที่ดูไม่จืด ผมเผ้ายุ่งเหยิงฟูฟ่องรุงรังจนเกือบจะบังใบหน้า เสื้อสายเดี่ยวผ้าซาตินตัวบางที่ใส่นอนเลื่อนหลุดลงมาพาดอยู่ตรงต้นแข
บทที่ 2 เด็กเปรตแสงแดดยามบ่ายทอดลำผ่านทิวสนและสวนมะม่วงสองข้างทาง ลลินลดกระจกรถลงเพื่อรับลมธรรมชาติที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง ความเงียบสงบและกลิ่นสาบดินโชยเข้ามาช่วยให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจากบทสนทนาเรื่องแฟนเก่าเริ่มเบาบางลง เธอฮัมเพลงในลำคอเบาๆ พลางทอดสายตาชมวิวทิวทัศน์บ้านเกิดอย่างเพลินตา จนเผลอละเลยความระมัดระวังที่ควรจะมีบนถนนลูกรังแคบๆทว่า... ความสุนทรีย์ก็พังทลายลงในพริบตา เมื่อรถเบนซ์คันงามเคลื่อนมาถึงทางแยกดินแดงบรื้นนนน!!เสียงเบิ้ลเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังสนั่นหู พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นในชุดนักเรียนขาสั้นสีน้ำเงินสามคันรวดที่ซิ่งแข่งกันมาด้วยความคึกคะนอง หนึ่งในนั้นพุ่งพรวดออกมาจากทางแยกตัดหน้าเธอในระยะกระชั้นชิด!เอี๊ยดดดดดดด!!! โครม!!!ลลินเหยียบเบรกจนตัวโก่ง เสียงยางบดไปกับพื้นดินแดงจนฝุ่นตลบอบอวล แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยแต่ส่งเสียงบาดใจทำเอาหัวใจเธอแทบร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่ฝุ่นจางลง เธอรีบเปิดประตูรถก้าวลงมาดูสภาพ 'ลูกรัก' ของเธอทันทีกรี๊ดดดด! “หน้ารถฉัน!"ลลินแทบคลั่งเมื่อเห็นรอยยุบและรอยถลอกยาวบนกันชนหน้าสีขาวมุก เธอหันขวับไปหาต้นเหตุที่นอนตะแคงอยู่ไม่
บทที่ 1 เบื่อหน่ายท่ามกลางความเงียบงันภายในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น ลลิน นักเขียนนิยายวายระดับเบสต์เซลเลอร์กำลังทอดร่างระลวยอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเฉลียวฉลาดบัดนี้กลับหม่นแสงลงอย่างคนไร้จุดหมาย เธอถอนหายใจทิ้งครั้งที่ร้อยของวัน พลางจ้องมองหน้าจอแมคบุ๊กที่ว่างเปล่า มีเพียงเคอร์เซอร์กระพริบถถี่ราวกับจะเยาะเย้ยว่าสมองของเธอนั้นตันสนิท“พี่ลินเป็นอะไรคะเนี่ย นอนหมดสภาพเป็นปลาขาดน้ำเลย” ปิ่น เลขาสาวรุ่นน้องหน้าตาสะสวยเดินเข้ามาในห้องพร้อมปึกเอกสารในมือ เธอหยุดยืนมองรุ่นพี่สาววัย 35 ที่ถึงแม้จะอยู่ในชุดลำลองอยู่บ้าน แต่ทรวดทรงองเอวส่วนเว้าส่วนโค้ง โดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจไซซ์คัพซีที่ดันรัดรูปเสื้อยืดตัวบางนั้น ก็ยังดูดีจนน่าอิจฉา“พี่เบื่อจังเลยปิ่น... เบื่อไปหมดทุกอย่าง”ลลินกระแทกเสียงใส่ด้วยความขัดใจพลางทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนัน หล่อนตวัดสายตาคมกริบมองคนสนิทอย่างคาดคั้น ราวกับจะโบยตีทุกคนรอบข้างให้พินาศไปพร้อมกับความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เจ้าตัวกำลังเผชิญ“พลอตนิยายที่วางไว้มันดูจืดชืดไปหมด คิดอะไรก็ไม่ออก สมองมันฝืดเหมือนไม่ได้
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ”สวัสดีครับนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน วันนี้กระผม tawan miki จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคู่รักต่างวัยที่จะมาทำให้หัวใจของทุกคนเต้นแรงปนความหมั่นไส้ เตรียมตัวพบกับความวีนเหวี่ยงระดับตัวแม่ และความแสบซนของเด็กหนุ่มวัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านกันได้เลยครับ!นางเอก: ลลิน (เจ๊ลิน)อายุ: 35 ปี | สูง170 ซม. / 60 กก. รูปลักษณ์: หุ่นนาฬิกาทรายคัพซี สวยสะพรั่งเกินวัย การแต่งกายมีเทสต์จนเด็กหนุ่มต้องเหลียวมองอาชีพ: นักเขียนนิยายวายระดับเบสต์เซลเลอร์ (สวยและรวยมาก!) นิสัย: สายเหวี่ยง งี่เง่ายืนหนึ่ง และเอาแต่ใจเป็นที่รัก แต่ลึกๆ ขี้เหงาและใจสปอร์ตสุดๆสถานะ เจ๊สายเปย์ ผู้อุปถัมภ์ค่าเทอมให้เด็กหนุ่มจนจบปริญญาพระเอก: เขตต์ อายุ: 18 ปี | สูง 180 ซม. / 70 กก. รูปลักษณ์: สูงใหญ่ ไหล่กว้าง แข็งแรงแบบเด็กวัยรุ่นสายลุยจุดเด่นเฉพาะตัวมี ‘ทีเด็ด’ (ไซซ์ 60++) ที่พร้อมจะกำราบเจ๊สายเปย์ให้ยอมจำนน!นิสัย: อารมณ์ดี ขี้เล่น ขี้อ้อน ยิ่งโดนดุยิ่งชอบ แต่มีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์กับความรักมาก สถานะ: เด็กเลี้ยงที่ไต่เต้ามาเป็นคู่ชีวิต พร้อมใช้แรงงานชดใช้ค่าเทอมให้เมียรุ่นพี่ตลอดชีวิต บ






![NightZ [IV] UNFAITHFUL](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
