Se connecterบทที่ 2 เด็กเปรต
แสงแดดยามบ่ายทอดลำผ่านทิวสนและสวนมะม่วงสองข้างทาง ลลินลดกระจกรถลงเพื่อรับลมธรรมชาติที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง ความเงียบสงบและกลิ่นสาบดินโชยเข้ามาช่วยให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจากบทสนทนาเรื่องแฟนเก่าเริ่มเบาบางลง เธอฮัมเพลงในลำคอเบาๆ พลางทอดสายตาชมวิวทิวทัศน์บ้านเกิดอย่างเพลินตา จนเผลอละเลยความระมัดระวังที่ควรจะมีบนถนนลูกรังแคบๆ ทว่า... ความสุนทรีย์ก็พังทลายลงในพริบตา เมื่อรถเบนซ์คันงามเคลื่อนมาถึงทางแยกดินแดง บรื้นนนน!! เสียงเบิ้ลเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังสนั่นหู พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นในชุดนักเรียนขาสั้นสีน้ำเงินสามคันรวดที่ซิ่งแข่งกันมาด้วยความคึกคะนอง หนึ่งในนั้นพุ่งพรวดออกมาจากทางแยกตัดหน้าเธอในระยะกระชั้นชิด! เอี๊ยดดดดดดด!!! โครม!!! ลลินเหยียบเบรกจนตัวโก่ง เสียงยางบดไปกับพื้นดินแดงจนฝุ่นตลบอบอวล แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยแต่ส่งเสียงบาดใจทำเอาหัวใจเธอแทบร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่ฝุ่นจางลง เธอรีบเปิดประตูรถก้าวลงมาดูสภาพ 'ลูกรัก' ของเธอทันที กรี๊ดดดด! “หน้ารถฉัน!"ลลินแทบคลั่งเมื่อเห็นรอยยุบและรอยถลอกยาวบนกันชนหน้าสีขาวมุก เธอหันขวับไปหาต้นเหตุที่นอนตะแคงอยู่ไม่ไกล ก่อนจะพ่นไฟใส่กลุ่มเด็กนักเรียนที่กำลังพยุงรถกันขึ้นมา "ขี่มอเตอร์ไซค์ยังไงห๊ะ! ไม่มีหูมีตาหรือไง ถึงได้พุ่งพรวดออกมาเหมือนหมาโดนน้ำร้อนลวกแบบนี้!" "อ้าว... แล้วคุณป้าขับรถยังไงไม่ชะลอเล่า พวกผมก็ขี่ของพวกผมอยู่ดีๆ"เสียงทุ้มห้าวที่สวนกลับมาทำให้ลลินชะงัก เธอจ้องมองเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เป็นคนขับชน เขาอยู่ในชุดนักเรียนที่กระดุมหลุดลุ่ยหนึ่งเม็ด เผยให้เห็นแผงอกตึงแน่นตามวัยหนุ่ม ใบหน้าคมเข้มนั้นไม่ได้มีความสลดใจแม้แต่น้อย แถมยังจ้องหน้าเธอตอบด้วยสายตาพราวระยับ "กริ๊ด!! เด็กเปรต! แกเรียกใครป้า! ตบปากแตกเลยดีไหมห๊ะ!" ลลินแว้ดลั่นจนตัวสั่น มือเรียวชี้หน้าเด็กหนุ่มอย่างเอาเรื่อง "ก็เรียกป้านี่ไง จะกริ๊ดทำไมหนวกหูชะมัด" เด็กหนุ่มยักไหล่อย่างกวนอารมณ์ พลางยกมือขึ้นปัดฝุ่นดินแดงออกจากกางเกงนักเรียน "ชุดก็สวย คนก็น่าจะสวย แต่ทำไมดุเหมือนหมาแม่ลูกอ่อนเลย" "ไอ้เด็กบ้า! พ่อแม่เป็นใคร ถึงได้สอนลูกให้ก้าวร้าว ไร้การศึกษาแบบนี้!" "ป้าพูดดีๆ นะ... พวกผมพูดด้วยเหตุผล แต่ป้ากลับมาด่าผมว่าเด็กเปรต ใครกันแน่ที่ไร้การศึกษา?" เด็กหนุ่มก้าวเท้าเดินเข้ามาหา ร่างสูง 180เซนติเมตรของเขาข่มขวัญลลินได้ไม่น้อย แต่ความโมโหมันมีมากกว่าความกลัว "แล้วมันไม่จริงหรือไง! พวกเด็กแว้นสร้างปัญหา! แล้วนี่มีปัญญารับผิดชอบไหม รถฉันคันละกี่ล้านแกรรู้บ้างหรือเปล่า!" "รับผิดชอบได้ แต่ผมไม่ผิดนะ" เด็กหนุ่มเลิกคิ้วกวนๆ "เขาเรียกว่าประมาทร่วม ป้าขับมาเร็ว ทางแยกก็ไม่ชะลอ รถผมก็พังเหมือนกันเนี่ย" "งั้นจะเรียกตำรวจ! เอาให้เข้าคุกไปเลยจะได้เข็ดราบ!" ลลินควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าอย่างสั่นเทา "ก็ตามใจป้าเลยครับ ถ้าอยากเสียเวลาครึ่งค่อนวันอยู่กลางถนนร้อนๆ แบบนี้ ตำรวจโรงพักนี้ก็ญาติผมทั้งนั้นแหละ" เด็กหนุ่มหัวเราะในลำคอพลางมองสำรวจร่างกายหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ โดยเฉพาะจังหวะที่เธอหายใจแรงด้วยความโกรธจนหน้าอกหน้าใจกระเพื่อมไหว "ฝากไว้ก่อนเหอะ! อย่าให้ฉันเจอแกอีกนะ!" ลลินรู้ดีว่าเถียงไปก็เสียเวลา แถมแดดสุพรรณฯ ยามบ่ายก็เริ่มจะแผดเผาผิวเนียนของเธอจนแสบไปหมด เธอกระแทกเท้าเดินสะบัดสะโพกงอนงามกลับไปที่รถ ท่ามกลางเสียงหวีดปากไล่หลังของกลุ่มเด็กนักเรียน "รีบกลับมาเอาคืนนะครับคุณป้า! ผมจะรอ!" เด็กหนุ่มตะโกนไล่หลังอย่างอารมณ์ดี "ไอ้เด็กเหี้ย!" ลลินทิ้งท้ายด้วยคำด่าสุดหยาบก่อนจะปิดประตูรถเสียงดังปัง แล้วกระชากรถเบนซ์ออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้กลุ่มเด็กแสบยืนขำอยู่ท่ามกลางฝุ่นดินแดง "หึ... ป้าเหรอ? สวยชะมัด" ร่างสูงของเด็กหนุ่มมองตามท้ายรถไปพลางเลียริมฝีปากเบาๆ ความรู้สึกสนุกบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นในใจของเด็กหนุ่มเสียแล้ว หลังจากการปะทะคารมกับเด็กแสบกลางถนน ลลินก็หมดอารมณ์ที่จะไปจิบกาแฟหรือเจอหน้าแฟนเก่าให้เสียสุขภาพจิตเพิ่ม เธอตัดสินใจหักพวงมาลัยเลี้ยวรถกลับมายังบ้านสวนทันที เสียงเบรกดังลั่นบ่งบอกถึงระดับความหงุดหงิดที่พุ่งทะลุปรอท “อ้าวๆ ไหนล่ะกาแฟ ไปไวมาไวแท้ลูกสาวข้า” แม่ช้อยที่ยังคงง่วนอยู่กับการแพ็กกล้วยแขกใส่ถุงเงยหน้าขึ้นทักทายอย่างแปลกใจ “ไปถึงที่ไหนกันล่ะแม่! ยังไปไม่ทันถึงครึ่งทางเลยเนี่ย ลูกใครก็ไม่รู้ขี่มอเตอร์ไซค์ไร้มารยาทมาชนรถหนู!” ลลินแว้ดขึ้นมาพลางเดินกระแทกส้นเท้าลงจากรถมาชี้ให้แม่ดูรอยบุบที่หน้ารถเบนซ์คันงาม “อ้าว! แล้วนั่นเป็นอะไรมากไหม เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” แม่รีบวางมือจากของกิน เดินเข้ามาสำรวจตัวลูกสาวด้วยความตกใจ “หนูไม่เป็นไรจ้ะแม่ แต่รถเนี่ยสิยุบไปเลย... เสียโฉมหมด!” เธอเบะปากอย่างเอาแต่ใจ พลางนึกถึงใบหน้ากวนประสาทของเด็กหนุ่มคนนั้นแล้วก็นึกอยากจะฟาดด้วยกระเป๋าแบรนด์เนมให้หายแค้น “คนไม่เป็นไรก็บุญแล้วลินเอ๊ย รถมันซ่อมได้... คงจะเป็นเด็กแถวนี้แหละมั้ง มันชอบขี่รถเล่นกันไม่ค่อยระวัง”แม่ช้อยเดินเข้ามาใกล้พลางทอดถอนใจ มือหยาบกร้านตามประสาคนทำงานหนักเอื้อมมาตบไหล่ลูกสาวเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ หวังจะให้ความอุ่นซ่านจากฝ่ามือช่วยบรรเทาความเดือดดาลในใจของอีกฝ่าย “ไปพักเถอะไป ล้างหน้าล้างตาให้ใจร่มๆ เสียก่อน” ลินฟึดฟัดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าสะสวยยังคงงอง้ำขณะปรายตา มองรอยบุบถลอกบนตัวถังรถที่เพิ่งถอยมาใหม่ด้วยความเสียดาย กระนั้นเธอก็ยอมผ่อนลมหายใจออกมาหนักๆ เมื่อเห็นสายตาที่เป็นห่วงของมารดา “จ้ะ... หนูไปแต่งนิยายดีกว่า อยู่แถวนี้แล้วหงุดหงิด!”หญิงสาวสะบัดหน้าหนี เดินกระแทกเท้าเข้าบ้านไปทันที ทิ้งไว้เพียงเสียงบ่นพึมพำกับความวุ่นวายที่ยังกรุ่นอยู่ในอก “เอ่อ... เดี๋ยวพอค่ำๆ ก็ลงมากินข้าวนะ แม่ทำของโปรดไว้ให้”แม่ช้อยเอ่ยไล่หลังด้วยน้ำเสียงละล้าละลัง อ้อมแอ้มคล้ายไม่แน่ใจว่ากับข้าวฝีมือตนจะช่วยชโลมใจลูกสาวที่กำลังหัวเสียได้มากน้อยแค่ไหน แววตาของคนเป็นแม่ทอดมองตามแผ่นหลังของลูกสาวด้วยความอาทร “จ้ะแม่”ลลินรับคำสั้นๆ โดยไม่หันกลับมามอง เธอคว้าหูหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเขื่องแล้วออกแรงฉุดกระชาก เดินปั้นปึ่งขึ้นไปบนบ้านไม้หลังเก่า เสียงฝีเท้ากระทบขั้นบันไดไม้ดังปึงปังพอกับจังหวะหัวใจที่ยังเต้นเร่าด้วยความโกรธ ทว่าเมื่อก้าวพ้นธรณีประตู กลิ่นอายไม้เก่าและความเย็นสบายที่หมุนเวียนอยู่ใต้ชายคากลับปะทะเข้าอย่างจัง แต่น่าแปลกที่ความเย็นฉ่ำซึ่งเคยโอบอุ้มเธอมาแต่เยาว์วัย กลับไม่ได้ช่วยให้ความร้อนในใจลดลงเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงกำสายกระเป๋าแน่น แววตาจ้องมองขวางไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ลลินลากกระเป๋าเข้าห้องนอนก่อนจะปิดประตูลงกลอนแรงๆ หนึ่งทีเพื่อระบายอารมณ์ เธอทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่มที่คุ้นเคย กลิ่นหอมจางๆ ของดอกปีบที่โชยมาจากหน้าต่างช่วยชะโลมความพลุ่งพล่านให้เริ่มสงบลงบ้าง หญิงสาวถอนใจยาว พยายามสลัดเรื่องอุบัติเหตุบ้าบอนั่นออกไปจากหัว เธอหยิบโน้ตบุ๊กคู่ใจขึ้นมาเปิด วางบนตักเตรียมจะร่ายตัวอักษรเพื่อพาตัวเองเข้าสู่โลกจินตนาการ ทว่าทันทีที่แสงสว่างจากหน้าจอสะท้อนเข้าดวงตา ภาพพล็อตนิยายวายที่เคยลิสต์เอาไว้กลับเลือนหายไปเสียดื้อๆ กลายเป็นภาพเหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่เข้ามาซ้อนทับภาพ 'ใบหน้าคมเข้ม' ที่ดูยียวนกวนประสาท กับ 'นัยน์ตาพราวระยับ' คู่ที่จ้องมองมาอย่างไม่สะทกสะท้านของเด็กเปรตคนนั้น มันเด่นชัดเสียจนเธอต้องเผลอกัดริมฝีปากตัวเอง เสียงทุ้มกวนประสาทนั้นยังดังวนเวียนอยู่ในหู ลลินสะบัดหัวไล่ความคิดบ้าๆ ออกไป แต่นิ้วมือเจ้ากรรมกลับเริ่มรัวลงบนแป้นพิมพ์ บรรยายถึงตัวละครเอกที่มีนิสัยกะล่อน ขี้เล่น และชอบเอาชนะ... เหมือนไอ้เด็กนั่นไม่มีผิด! “เขียนแก้แค้นในนิยายแม่งเลย!” เธอพึมพำกับตัวเองบทที่ 5 ไปส่งหน่อยพ้นจากเหตุการณ์ชวนประสาทเสียที่คาเฟ่ของถ่านไฟเก่า ลลินก็ตัดสินใจกักตัวอยู่แต่ในอาณาเขตบ้านสวน เธอเลือกที่จะขลุกอยู่กับกองต้นฉบับและจินตนาการในหัวมากกว่าจะออกไปเผชิญโลกภายนอกที่เต็มไปด้วยอดีตคนรักและไอ้เด็กแสบนักเขียนสาวลากโต๊ะไม้พับตัวโปรดมาตั้งไว้ใต้ร่มเงาของต้นมะม่วงอกร่องขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มเย็น ลมทุ่งพัดโชยมาเป็นระยะห่างๆ พอให้เส้นผมสลวยปลิวไสวทว่าความเงียบสงบที่เธออุปโลกน์ขึ้นมาก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าของคนเป็นแม่“ลิน... ถามจริงเถอะ ไม่คิดจะขยับขยายออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างหรือไงลูก”แม่ช้อยเดินเท้าสะเอวฉับๆ เข้ามาหาพลางขมวดคิ้วมุ่นมองลูกสาวตัวดีที่นั่งขลุกอยู่บนแคร่ไม้ แสงจากหน้าจอโน้ตบุ๊กสะท้อนนัยน์ตาที่จ้องเขม็งจนแทบถลนออกมานอกเบ้า สภาพของนักเขียนสาวบัดนี้ดูห่างไกลจากคำว่านางพญาไปโข เพราะเจ้าตัวเอาแต่ขยี้หัวจนฟูฟ่องแถมยังคาบปากกาค้างไว้ในปากคล้ายคนสติหลุด“แม่!!”ลลินแหวขึ้นมาทันควันพร้อมสะดุ้งสุดตัวจนปากกาแทบหล่นจากปาก เธอละสายตาจากหน้าจอที่ยังคงมีเพียงหน้ากระดาษว่างเปล่าขาวโพลน หันมามองค้อนคนเป็นแม่วงเบ้อเร่อ “หนูอยู่บ้านแม่ก็บ่น พอ
บทที่ 4 ลูกแฟนเก่า?ในจังหวะที่บรรยากาศระหว่างคนรักเก่ากำลังตึงเครียดและอัดแน่นไปด้วยตะกอนความหลัง เสียงแผดคำรามของท่อไอเสียมอเตอร์ไซค์เวฟแต่งซิ่งก็ดังสนั่นมาจากหน้าร้าน เสียงนั้นกรีดผ่านความเงียบในคาเฟ่จนลลินต้องขมวดคิ้วอย่างรำคาญใจ“บรื้นนนน!”เสียงเครื่องยนต์ดับลงกะทันหันที่หน้าประตูร้าน ร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีดำพอดีตัวก้าวลงจากรถ พลางสะบัดบ่าขยับปกเสื้อให้เข้าที่อย่างมาดมั่น สายตาคมกริบของเขาเหลือบไปเห็นรถเบนซ์สีขาวที่จอดสงบนิ่งอยู่ก่อนหน้า รอยบุบสะดุดตาตรงกันชนทำให้เขาชะงักฝีเท้าไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างนึกสนุก“คุ้นชะมัด... รอยบุบนั่นมันฝีมือเรานี่หว่า”เขตต์ สลัดความสงสัยทิ้งแล้วผลักประตูร้านเข้ามา เสียงกระดิ่งดัง กรุ๊งกริ๊ง รับกับการปรากฏตัวของเขา เขาเดินดุ่มเข้าไปหลังเคาน์เตอร์โดยไม่สนใจสายตาใคร เป้าหมายคือผู้เป็นแม่ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดจานของหวาน“แม่ค้าบ... เขตต์มาแล้วค้าบ” เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงกอดอ้อนผู้เป็นแม่จากด้านหลังอย่างที่ชอบทำประจำ“ว่าไงไอ้ตัวดี ไปเล่นซนที่ไหนมาอีกฮึเรา? ดูสิ เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นดินแดงไปหมด” ของขวัญ หันมาเอ็ดลูกชายหั
บทที่ 3 ยินดีที่รู้จักแสงแดดจัดจ้าของเวลาเกือบเที่ยงส่องลอดผ่านรอยแยกของฝาปะกนไม้ขีดเป็นเส้นตรงลงบนเตียงนอน ลลิน ซุกหน้าลงกับหมอน ขยับกายหนีความร้อนที่เริ่มไล่ล่า แต่นั่นยังไม่เท่ากับเสียงกัมปนาทที่ดังรบกวนการนิทราอันแสนสุขปัง! ปัง! ปัง!“ลิน! ตื่นได้แล้ว จะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหนห๊ะ!” เสียงแม่ช้อยทั้งเคาะทั้งตะโกนอยู่หน้าห้อง จนไม้กระดานสั่นสะเทือนตามแรงอารมณ์“ตื่นแล้วค่าาา!” ลลินตะโกนตอบกลับด้วยเสียงแหบพร่า เธอพยายามขุดร่างตัวเองขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย เมื่อคืนนิ้วเจ้ากรรมดันรัวแป้นพิมพ์เขียนนิยายจนเกือบเช้า เพราะภาพเหตุการณ์ ‘ประมาทร่วม’ และใบหน้ากวนประสาทของไอ้เด็กเปรตคนนั้นมันวนเวียนอยู่ในหัวจนกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี“ตื่นแล้วก็ลุก! จะมานอนอุตุอยู่ทำไม”แม่ช้อยยืนอยู่หน้าห้อง มือหนึ่งเท้าสะเอว รอลูกสาวตัวดีโผล่หัวออกมาจากถ้ำ“แม่อ่ะ... หนูมาพักผ่อนนะแม่ ขอนอนหน่อยไม่ได้หรือไง”สิ้นเสียงโอดยางคาง บานประตูไม้ก็ค่อยๆ แง้มเปิดออก ลลินเดินก้าวออกมาในสภาพที่ดูไม่จืด ผมเผ้ายุ่งเหยิงฟูฟ่องรุงรังจนเกือบจะบังใบหน้า เสื้อสายเดี่ยวผ้าซาตินตัวบางที่ใส่นอนเลื่อนหลุดลงมาพาดอยู่ตรงต้นแข
บทที่ 2 เด็กเปรตแสงแดดยามบ่ายทอดลำผ่านทิวสนและสวนมะม่วงสองข้างทาง ลลินลดกระจกรถลงเพื่อรับลมธรรมชาติที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง ความเงียบสงบและกลิ่นสาบดินโชยเข้ามาช่วยให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจากบทสนทนาเรื่องแฟนเก่าเริ่มเบาบางลง เธอฮัมเพลงในลำคอเบาๆ พลางทอดสายตาชมวิวทิวทัศน์บ้านเกิดอย่างเพลินตา จนเผลอละเลยความระมัดระวังที่ควรจะมีบนถนนลูกรังแคบๆทว่า... ความสุนทรีย์ก็พังทลายลงในพริบตา เมื่อรถเบนซ์คันงามเคลื่อนมาถึงทางแยกดินแดงบรื้นนนน!!เสียงเบิ้ลเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ดังสนั่นหู พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มเด็กวัยรุ่นในชุดนักเรียนขาสั้นสีน้ำเงินสามคันรวดที่ซิ่งแข่งกันมาด้วยความคึกคะนอง หนึ่งในนั้นพุ่งพรวดออกมาจากทางแยกตัดหน้าเธอในระยะกระชั้นชิด!เอี๊ยดดดดดดด!!! โครม!!!ลลินเหยียบเบรกจนตัวโก่ง เสียงยางบดไปกับพื้นดินแดงจนฝุ่นตลบอบอวล แรงกระแทกเพียงเล็กน้อยแต่ส่งเสียงบาดใจทำเอาหัวใจเธอแทบร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันทีที่ฝุ่นจางลง เธอรีบเปิดประตูรถก้าวลงมาดูสภาพ 'ลูกรัก' ของเธอทันทีกรี๊ดดดด! “หน้ารถฉัน!"ลลินแทบคลั่งเมื่อเห็นรอยยุบและรอยถลอกยาวบนกันชนหน้าสีขาวมุก เธอหันขวับไปหาต้นเหตุที่นอนตะแคงอยู่ไม่
บทที่ 1 เบื่อหน่ายท่ามกลางความเงียบงันภายในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางกรุงที่ตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์น ลลิน นักเขียนนิยายวายระดับเบสต์เซลเลอร์กำลังทอดร่างระลวยอยู่บนโซฟาหนังราคาแพง ดวงตาคู่สวยที่เคยฉายแววเฉลียวฉลาดบัดนี้กลับหม่นแสงลงอย่างคนไร้จุดหมาย เธอถอนหายใจทิ้งครั้งที่ร้อยของวัน พลางจ้องมองหน้าจอแมคบุ๊กที่ว่างเปล่า มีเพียงเคอร์เซอร์กระพริบถถี่ราวกับจะเยาะเย้ยว่าสมองของเธอนั้นตันสนิท“พี่ลินเป็นอะไรคะเนี่ย นอนหมดสภาพเป็นปลาขาดน้ำเลย” ปิ่น เลขาสาวรุ่นน้องหน้าตาสะสวยเดินเข้ามาในห้องพร้อมปึกเอกสารในมือ เธอหยุดยืนมองรุ่นพี่สาววัย 35 ที่ถึงแม้จะอยู่ในชุดลำลองอยู่บ้าน แต่ทรวดทรงองเอวส่วนเว้าส่วนโค้ง โดยเฉพาะหน้าอกหน้าใจไซซ์คัพซีที่ดันรัดรูปเสื้อยืดตัวบางนั้น ก็ยังดูดีจนน่าอิจฉา“พี่เบื่อจังเลยปิ่น... เบื่อไปหมดทุกอย่าง”ลลินกระแทกเสียงใส่ด้วยความขัดใจพลางทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนัน หล่อนตวัดสายตาคมกริบมองคนสนิทอย่างคาดคั้น ราวกับจะโบยตีทุกคนรอบข้างให้พินาศไปพร้อมกับความรู้สึกเบื่อหน่ายที่เจ้าตัวกำลังเผชิญ“พลอตนิยายที่วางไว้มันดูจืดชืดไปหมด คิดอะไรก็ไม่ออก สมองมันฝืดเหมือนไม่ได้
“แวะมาทำความรู้จักกันก่อนนะครับ”สวัสดีครับนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน วันนี้กระผม tawan miki จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับคู่รักต่างวัยที่จะมาทำให้หัวใจของทุกคนเต้นแรงปนความหมั่นไส้ เตรียมตัวพบกับความวีนเหวี่ยงระดับตัวแม่ และความแสบซนของเด็กหนุ่มวัยฮอร์โมนพลุ่งพล่านกันได้เลยครับ!นางเอก: ลลิน (เจ๊ลิน)อายุ: 35 ปี | สูง170 ซม. / 60 กก. รูปลักษณ์: หุ่นนาฬิกาทรายคัพซี สวยสะพรั่งเกินวัย การแต่งกายมีเทสต์จนเด็กหนุ่มต้องเหลียวมองอาชีพ: นักเขียนนิยายวายระดับเบสต์เซลเลอร์ (สวยและรวยมาก!) นิสัย: สายเหวี่ยง งี่เง่ายืนหนึ่ง และเอาแต่ใจเป็นที่รัก แต่ลึกๆ ขี้เหงาและใจสปอร์ตสุดๆสถานะ เจ๊สายเปย์ ผู้อุปถัมภ์ค่าเทอมให้เด็กหนุ่มจนจบปริญญาพระเอก: เขตต์ อายุ: 18 ปี | สูง 180 ซม. / 70 กก. รูปลักษณ์: สูงใหญ่ ไหล่กว้าง แข็งแรงแบบเด็กวัยรุ่นสายลุยจุดเด่นเฉพาะตัวมี ‘ทีเด็ด’ (ไซซ์ 60++) ที่พร้อมจะกำราบเจ๊สายเปย์ให้ยอมจำนน!นิสัย: อารมณ์ดี ขี้เล่น ขี้อ้อน ยิ่งโดนดุยิ่งชอบ แต่มีความรับผิดชอบและซื่อสัตย์กับความรักมาก สถานะ: เด็กเลี้ยงที่ไต่เต้ามาเป็นคู่ชีวิต พร้อมใช้แรงงานชดใช้ค่าเทอมให้เมียรุ่นพี่ตลอดชีวิต บ







