Masukคราวนี้ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เหลือแค่ผมส่งแชตไปเท่านั้น ท่ามกลางสายตาเพื่อนและคนดูเป็นร้อย แน่นอนว่าผมไม่สามารถลีลาต่อได้ ลมหายใจถูกสูดเข้าลึกเพื่อให้กำลังใจตัวเอง นิ้วกดไปที่ปุ่มเพิ่มเพื่อน ก่อนที่จะเลื่อนไปตรง [แชต]
“เอ่อ พิมพ์ไรดี” ผมเงยหน้าขึ้นมาถามอีกรอบ
“โอ๊ย ไอ้คิรินโว้ย กูลุ้นจนฉี่จะราด มึงก็ช็อตฟีลตลอด” เปาบ่นกระปอดกระแปด
“ก็พิมพ์ไปแนะนำตัวสิ ชื่ออะไร อายุ เรียนปีไหน สาขาอะไร แล้วก็ค่อยบอกชอบตามด้วยขอคบ” โอบแนะนำอย่างเป็นการเป็นงาน
“ไม่ให้กูบอกน้ำหนัก ส่วนสูง ชื่อพ่อแม่ ที่อยู่บ้านไปเลยล่ะ” ผมประชด
“ก็ได้นะ” โอบตอบอย่างไม่คิดอะไร ทั้งยังเห็นดีเห็นงาม
“ไอ้โอบ มึงจีบสาวแบบนี้เหรอวะ” เซฟถามน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ใช่ แล้วก็จีบติดตลอดด้วย”
“หา!!!”
ผม เซฟ และเปาประสานเสียงออกมาพร้อมกันอย่างไม่อยากจะเชื่อ แม้แต่คอมเมนต์ในช่องสตรีมยังเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเต็มไปหมด
สาวคนนั้นต้องประหลาดแบบไอ้โอบแน่ ๆ ถึงได้มาหลงคารมคนแบบมัน
“ตกใจอะไรวะ คนตรง ๆ จริงใจสาวชอบนะเว้ย”
“จริงเหรอวะ”
ผมพึมพำเบา ๆ ในใจกำลังครุ่นคิดถึงประโยคทักทายแรก ทว่าคิดไปคิดมาผมก็ไม่ได้อยากจะรู้จักหรือคบกับหมอนี่จริง ๆ เสียหน่อย ทำไมจะต้องไปแนะนำตัวด้วยล่ะ ตอนนี้พวกเราก็แค่เล่นเกมลงโทษกันสนุก ๆ เท่านั้น
อืม เอาสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็พอ!
[ฉันชอบนาย]
“ส่งแล้ว!” ผมตะโกนออกมาเสียงดังพลางยกโทรศัพท์ขึ้นโชว์หน้ากล้อง
“ไหนวะ ๆ” เปาถามอย่างตื่นเต้น
“อะไรเนี่ย บอกว่าต้องขอคบด้วย” โอบท้วงเมื่อเห็นว่าเพื่อนทำไม่ครบเงื่อนไข
“ไปพิมพ์เพิ่มเลย” เซฟได้ทีขี่แพะไล่ผมทันที
“เออ ๆ ชิ!” ผมสบถออกมา อุตส่าห์ว่าจะแอบโกงสักหน่อย ไอ้พวกนี้นี่มันเขี้ยวจังเลยเว้ย!
[มาคบกันเถอะนะ]
“พอใจยัง”
พอข้อความที่สองถูกส่งไปแล้วก็ราวกับได้ยกภูเขาออกจากอกยังไงก็ไม่รู้ ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ โชคดีที่อีกฝ่ายยังไม่ได้เปิดอ่านข้อความ
ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้เขานอนไปแล้วเท่านั้น เพราะหลังจากจบสตรีมกับเพื่อน ๆ ผมจะได้ไปกดยกเลิกข้อความยังไงล่ะ!
“ทำดีมากลูกพ่อ” เปา
“เออ ก็แค่เนี้ย!” เซฟ
“กูว่ามันห้วน ๆ ไปนะ” โอบ
“มึงจะเอาขนาดไหนล่ะ แค่เล่นกันไม่ใช่เหรอ” ผมบ่นเล็กน้อย
ช่วงที่แข่งเกมกับตอนส่งข้อความ จิตใจผมค่อนข้างตื่นเต้นก็เลยไม่ได้รู้สึกง่วงแต่อย่างใด ทว่าตอนนี้พอทุกอย่างเสร็จสิ้น อาการง่วงก็ตีกลับขึ้นมาอีกครั้ง
“จบเรื่องแล้ว งั้นกูไปนอนก่อนนะ”
จะได้รีบลบข้อความด้วย ประโยคหลังผมไม่ได้พูดออกไป
ผมอ้าปากหาวกว้าง หางตามีน้ำออกมาเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำ ใบหน้าที่โชว์ในหน้าจอดูค่อนข้างเซื่องซึมราวกับคนใกล้ชัตดาวน์
ทว่ายังไม่ทันที่เพื่อนคนอื่นจะได้พูดอะไรต่อ จู่ ๆ หน้าแชตของคนที่ผมเพิ่งส่งข้อความไปแต่ยังไม่ได้กดออกก็ขึ้นคำว่าอ่านแล้ว ไม่ทันที่ผมจะได้พิมพ์เพิ่มว่าหยอกเล่น บรรทัดถัดมากลับมีสติกเกอร์หมีสีน้ำตาลตอบกลับ
มันจะไม่อะไรเลยถ้าอีหมีตัวนี้มันไม่มีคำว่า OK น่ะ!!!
“เชี่ย!”
ผมสบถ ยกหน้าจอโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมามองใกล้ ๆ อย่างไม่เชื่อสายตา ใบหน้าที่อยู่ในจอสตรีมแน่นอนว่าดูเหวอไปแล้ว
“อะไรวะ” เปารีบถามออกมาอย่างตกใจ
“มีอะไรเหรอ” โอบ
Rrrrrrr
“...!”
มันจะโทรมาทำไมเนี่ย!
“อะไรวะคิริน ไอ้หมอนั่นทักมาด่าเหรอ แล้วนี่ใครโทรมา” เซฟถามน้ำเสียงสงสัย เดาเข้าเป้าอย่างจัง แต่ถูกแค่ส่วนเดียว
“ไม่ได้ด่า...” ส่งข้อความบอกว่าโอเคแล้ว แต่ยังเสือกจะโทรมาอีก
ผมตอบเสียงเบาโดยละประโยคหลังเอาไว้ในใจ มองโทรศัพท์ที่แผดเสียงร้องไม่หยุดราวกับเผือกร้อน จนอยากจะโยนทิ้งไปเสียเดี๋ยวนี้ ผมนั่งนิ่งมองสายเรียกเข้าที่มาจากเจ้าของรูปโพรไฟล์แมวดำโดยไม่กล้ากดรับ
กระทั่งเสียงเรียกเข้าดับไป ยังไม่ทันที่จะได้ถอนหายใจ ข้อความใหม่ก็เด้งเข้ามา
[รับสาย]
“...”
ผมมองข้อความนั้นรู้สึกพูดไม่ออกอยู่บ้าง ประโยคนี้มันไม่ใช่การขอร้องแต่เป็นคำสั่งดี ๆ นี่เอง ให้ตายเถอะ!
“กูต้องไปนอนแล้วนะ ราตรีสวัสดิ์คนดูทุกคนนะครับ”
“เดี๋--”
ไม่ปล่อยให้เพื่อนคนไหนได้ถามต่อ ผมรีบกดปิดสตรีมอย่างรวดเร็ว เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงเรียกเข้าดังขึ้นมาอีกครั้ง ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ควบคุมนิ้วที่สั่นเทาเล็กน้อยก่อนจะกดรับ
“ครับ...”
[…ทำไมรับช้า]
“...”
ผมเงียบเพราะไม่รู้จะตอบอะไรดี ใครจะไปคิดว่าประโยคแรกของหมอนี่จะเป็นการทักเรื่องรับสายช้ากันล่ะ ทำอย่างกับรู้จักกันมานานแล้วอย่างงั้น
[เงียบทำไม]
“เอ่อ...มีอะไรหรือเปล่า” ผมกลั้นใจถามออกไป
[แล้วทำไมต้องไม่มีล่ะ] น้ำเสียงที่ส่งมาของอีกฝ่ายราบเรียบ เดาไม่ออกเลยว่าคิดอะไรอยู่ [ไม่ใช่ว่านายเป็นคนขอฉันคบ?]
“อ่า...ก็ใช่” ผมอึกอัก ทำไมต้องทำเสียงดุด้วยเนี่ย!
ถึงจะอยากพูดออกไปว่าล้อเล่นจ้าแต่กลับพูดไม่ออก ราวกับคนทำความผิดใหญ่หลวงเสียอย่างงั้น
เอิ่ม อันที่จริงก็ทำผิดนั่นแหละ
โตขนาดนี้แล้ว คนดี ๆ ที่ไหนเขาทักไปแกล้งคนไม่รู้จักแบบนี้กันบ้างเล่า แถมอีกฝ่ายยังตกลงอีกด้วย ถ้าผมบอกว่าล้อเล่นตอนนี้ มันก็เหมือนกับการหักหน้ากันเลยนะนั่น
[แล้วฉันก็ตกลงไง]
“นายจะไม่คิดดูก่อนเหรอ นายไม่ได้รู้จักฉันสักหน่อย” ผมตอบไปอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่กล้าพูดกูมึงกับเขาเหมือนที่พูดกับพวกเพื่อนสนิท
[ฉันรู้จักนาย ‘คิริน’]
“...” ได้ไง?
[เราอยู่คลาสเดียวกัน]
ประโยคนี้ทำเอาผมอ้าปากค้าง มือไม้อ่อนแรงโทรศัพท์แทบจะหลุดออกจากมือ ไม่คิดว่าเขาจะจำได้ด้วย!
ใช่แล้ว ไต้ฝุ่นคนนี้เป็นเพื่อนร่วมคลาสของผมเอง เราเรียนคณะเดียวกันแต่คนละสาขา และเพราะเป็นคณะเดียวกันนี่แหละ หลักสูตรบางวิชาจึงเหมือนกัน ทำให้พวกเราเรียนเซคเดียวกันเป็นบางครั้ง
ผมไม่เคยคิดเลยว่าหนุ่มหล่อโคตรดังคนนี้จะจำผมได้ด้วย เพราะถึงอีกฝ่ายจะหล่อแต่กลับเป็นเด็กเรียนสุด ๆ ทุกครั้งที่เข้าเรียนก็มักจะนั่งด้านหน้าเสมอ ส่วนผมแน่นอนว่าหลังห้องอยู่แล้ว
เห็นผมไม่ได้พูดอะไรต่อ ไต้ฝุ่นก็พูดมาอีกประโยคที่ทำเอาผมต้องกลั้นหายใจกันเลยทีเดียว
[พรุ่งนี้เที่ยงมาเจอกันที่โรงอาหารคณะ]
“ตะ แต่ฉันมีเรียนบ่าย ปกติก็กินจากที่บ้าน”
[เหรอ งั้นช่างเถอะ]
ให้ตาย! น้ำเสียงราวกับคนผิดหวังนี่มันอะไรกัน อย่ามาทำให้รู้สึกผิดได้ไหม
“เอ่อ...ไปก็ได้”
[นายโอเค?]
“อืม”
หลังจากนั้นก็เกิดเดดแอร์ต่อเป็นเวลานาน พอเขาเงียบ ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร แม่ง! กลั้นหายใจจนลมแทบจะหมดปอดอยู่แล้วเนี่ย จะวางก็วางสิ อยู่แบบนี้มันน่าอึดอัดนะ
ช่วยด้วย!
“ฮัดชิ่ว” ท่ามกลางบรรยากาศอย่างกับหนังสยองขวัญ จู่ ๆ ผมก็จามออกมาเสียงดังลั่น
[เป็นหวัด?]
“อืม โดนฝนนิดหน่อย”
ผมตอบกลับไป ไม่ได้บอกว่าตัวเองโดนน้ำโคลนสาดมา รู้สึกโล่งอกนิดหน่อยที่อย่างน้อยบทสนทนามันมีทางให้ไปต่อ
[งั้นไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เจอกัน ฝันดี]
“อะ อืม ฝันดี”
ผมอ้อมแอ้มตอบกลับไปแบบไม่เต็มเสียง ผมมีเพื่อนผู้ชายเยอะ แต่เพิ่งเคยโดนพูดใส่แบบนี้เป็นครั้งแรก ยอมรับเลยก็ได้ว่าโคตรอาย เขินฉิบหาย ไม่ชินด้วย!
เพราะหากเป็นพวกเพื่อนเวรนั่นละก็ จะต้องเป็นประโยคแบบ นอนแล้วนะเว้ย ขอให้ผีหลอก หรือ อย่าฉี่ราดนะน้องคิริน ไม่ก็ กินนมแล้วไปนอนซะนะ อะไรประมาณนั้นมากกว่า
สายถูกตัดไปแล้ว แน่นอนว่าผมเป็นคนตัดเองนี่แหละ ทว่าครึ่งชั่วโมงผ่านไปผมก็ยังเอาแต่จ้องข้อความที่ตัวเองส่งไปไม่หยุด ปลายนิ้วแตะอยู่ที่คำว่า ‘ยกเลิกข้อความ’ สองจิตสองใจว่าควรจะเอายังไงกับมันดี
แต่พอคิดอีกที ไต้ฝุ่นก็เห็นข้อความแล้ว แถมยังตอบตกลงและนัดให้ไปเจอกันอีก ต่อให้ผมลบข้อความไปมันก็คงไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปหรอก แถมอาจจะมีคำถามมากมายตามมาอีกว่าจะลบแชตทำไม
ช่างมันแล้วกัน เอาไงก็เอากันวะ!
คบได้ก็เลิกได้สิ ไว้ค่อยหาจังหวะเหมาะ ๆ แล้วขอเลิกก็ได้นี่นา
เมื่อได้ข้อสรุปกับตัวเอง ความตื่นตระหนกก็ราวกับหายวับไป ผมเดินไปปิดไฟ จากนั้นก็มุดผ้าห่มหลับไปด้วยความรวดเร็ว
ท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวยามเย็น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งตบมือเชียร์ตามจังหวะเพลงด้วยความเบื่อหน่าย เมินทุกสายตาของเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี ราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ“ดังอีก! เสียงมีแค่นี้เหรอวะ!!!”รุ่นพี่ปีสองที่สถาปนาตัวเองเป็นพี่ว้ากตะโกนออกมาเสียงดัง ทั้งที่จะใช้โทรโข่งก็ได้แต่กลับไม่ทำ คงเพราะต้องการให้รุ่นน้องได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของตัวเอง ทว่าในสายตาเขามันกลับดูเหมือนฝูงลิงที่กำลังร้องแรกแหกกระเชอมากกว่า“ไอ้ฝุ่น รุ่นพี่กำลังมองมึงนะ ตั้งใจหน่อย”ทัพ เพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันเอนตัวมากระซิบเสียงเบา ส่วนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มประหนึ่งว่าชอบไอ้กิจกรรมนี่นักหนา“เออ”ไต้ฝุ่นถอนหายใจ เปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย เรื่องอะไรที่เขาต้องมาคอแตกกับกิจกรรมบ้านี่ด้วย ไม่นึกว่ายุคนี้ก็ยังต้องโดนบังคับมาทำกิจกรรมรับน้องอยู่อีกอยากรู้จริง ๆ ว่าที่ประเทศอื่นมีกิจกรรมแบบนี้กันไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ช่วยงานพี่ฝน เขาก็ไม่คิดจะเร
ขึ้นชื่อว่าวันสงกรานต์ แน่นอนว่าต้องเล่นน้ำอยู่แล้ว!วันนี้ผมและเดอะแก๊ง รวมถึงไต้ฝุ่นกับทัพจึงนัดกันมาเล่นน้ำใจกลางกรุงเทพ ผู้คนจากทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจบินมาเล่นน้ำที่ไทยก็มีเยอะมาก“ทำหน้าดี ๆ หน่อย” ผมยิ้มกว้าง พลางยกมือไปหยิกแก้มไต้ฝุ่นเบา ๆคุณชายที่ไม่ชอบความแออัดกลับทำหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม “กลับกัน”“อะไรวะ เพิ่งมากันเองนะ” ทัพพูดขึ้นมา ก่อนหันไปเล่นกับพวกเซฟ เลิกสนใจพวกผมที่ยืนง้องอนกันอยู่ “พวกกูจะไปทางนู้นนะ”“เฮ้ย ไปด้วยดิ” ผมดึงมือไต้ฝุ่นที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้รีบตามไปแม้ร่างกายจะเคล็ดขัดยอกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นของผมหรอกนะส่วนสาเหตุที่เคล็ดขัดยอกน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้คนด้านข้างนี่ไงล่ะ!พอผมบอกว่าจะไปเล่นน้ำกับเพื่อน นอกจากจะไม่ยอมให้ไปแล้ว ยังจับผมกินไปอีกหลายยกจนหนำใจตอนจะออกจากบ้าน พอเห็นว่าผมใส่แค่เสื้อกล้ามตัวบางกับกางเกงขาสามส่ว
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและผองเพื่อนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แน่นอนว่ารวมท่านชายไต้ฝุ่นด้วย รายนั้นต่อให้ไม่ชวนก็พาตัวเองตามมาประกบผมไม่ห่างอยู่แล้วทว่าเมื่อมาถึงทางเข้า ผมก็ได้รับข่าวร้ายโอบต้องไปติวหนังสือให้รุ่นน้องที่มาขอร้องกะทันหัน เปาต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน ส่วนทัพรายนี้ไม่ได้ตกลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผม ไต้ฝุ่น และเซฟ“ฉิบ” ผมสบถเสียงเบาเราสามคนยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ลำพังถ้าผมมาแค่กับไต้ฝุ่นสองคนหรือมากับเซฟแค่สองคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ตรงหน้าผมราวกับมีเสือสองตัวอยู่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นถึงทั้งสองคนจะไม่ได้ด่ากันให้ผมได้ยินนานแล้ว แต่ลึก ๆ ผมก็มองออกว่าพวกเขายังคงมีเขม่นกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ทำไมถึงดูตั้งแง่กับเซฟนัก“เปลี่ยนไปกินข้าวแล้วแยกย้ายไหมล่ะ เหลือแค่นี้จะไปสนุกอะไร” เซฟกอดอก แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ดูก็รู้ว่าไม่อยากอยู่กันสามคนแบบนี้ส่วนไต้ฝุ่นรายนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมล้วน ๆ ถ้าผมก
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด ร่างกายระบมตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้ากันเลยทีเดียว ผมยกมือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มาเวลาบนหน้าจอคือสิบเอ็ดโมง ส่วนคนที่โทรมาก็เป็นเซฟ“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงแหบ ๆ ลงไป[ทำไมเสียงเป็นงั้นวะ]ผมกระแอมคอเล็กน้อย “มึงมีอะไร”[จะมีอะไรล่ะ ก็จะโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยงเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ตื่น]“อือ” ผมตอบกลับตามตรง ก็ยังไม่ตื่นจริง ๆ นี่[นอนบ้าอะไรขนาดนั้นวะ แล้วไต้ฝุ่นล่ะ] เซฟทำน้ำเสียงเหลือเชื่อ“...” ผมเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนรักที่กำลังนอนกอดเอวตัวเองอยู่ “ไต้ฝุ่นก็นอน เมื่อคืนเมามาก”ใครจะไปบอกล่ะวะว่าเมื่อคืนตัวเองเข้าหอกับไต้ฝุ่นไปจนเกือบเช้า ถ้าพวกมันรู้เข้าละก็ มีหวังผมต้องโดนล้อแน่[แต่เมื่อคืนมันไม่ได้ดูเมาขนาดนั้นนี่หว่า คนที่เมาน่าจะมีแค่มึงนี่] เซฟยังคงพูดต่อแล้วมึงจะสงสัยอะไรนักหนาวะ บอกว่าเมาก็คือเมาสิ!“มันเมาไม่แสด
ผมกับไต้ฝุ่น รวมทั้งแก๊งเพื่อน จัดปาร์ตี้กันเหมือนคนตายอดตายอยาก กินกันไม่ยั้งชนิดที่อาหารทะเลไม่พอจนต้องไปซื้อเพิ่มกันเลยทีเดียว แถมไม่รู้ใครมันเอาเหล้าขึ้นมาอีกด้วยหนุ่มวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมที่จะพุ่งใส่เหมือนเสือกระหาย กินกันเละเทะ จากที่เป็นคนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหมากันเลยทีเดียว“ม่ายอาว จา กิน อีก เอิ๊ก” ผมโวยวาย แข้งขาอ่อนแรง ตาเริ่มโฟกัสเบื้องหน้าไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าคนที่ลากตัวเองอยู่คือคนรัก เพราะจำกลิ่นน้ำหอมของเขาได้“พอเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ผมเห็นราง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาหันไปเตะเซฟที่ยืนพิงทัพอยู่ “ใครใช้ให้เอาเหล้ามา”“กูใช้เอง” เซฟตอบเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ยังคงมีสติอยู่มากทีเดียว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธที่โดนไต้ฝุ่นเตะ “พวกมึงก็กินกันอร่อยนี่”พูดไปแล้วก็จริงนั่นแหละ พวกผมกินกันสนุก แม้แต่ไต้ฝุ่นก็ยังกระดกไปหลายแก้วเลย เห็นแบบนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ลากผมกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็วไต้ฝุ่นเพิ่งป
“เสร็จแล้วเหรอ” ผมถามพลางมองเขาที่แต่งตัวเต็มยศแล้วเรียบร้อยใบหน้าที่ปกติก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ เส้นผมที่เคยปรกหน้าผากถูกเสยเก็บขึ้นไปอย่างเรียบร้อย ขับให้วงหน้าของเขาดูหล่อคมมากกว่าเดิม ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบ แต่กลับเหมือนนักธุรกิจไฟแรงแทนร่างกายสูงโปร่ง มีความกำยำจากการออกกำลังกายเป็นประจำ พอมาอยู่ในชุดสูททางการสีขาวแล้วโคตรเข้ากันสุด ๆ ให้ตายสิ ผมชักจะหวงแล้วนะ“อืม” ไต้ฝุ่นยืนล้วงกระเป๋าพลางพยักหน้า“เอ่อ น้องคิรินก็ใกล้จะเสร็จแล้วจ้ะ ไต้ฝุ่นไปหาที่นั่งรอก่อนนะจ๊ะ” พี่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการเหงื่อตก ท่าทางหวั่นเกรงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้พวกเขาเมาท์แฟนผมกันโขมงโฉงเฉงเลยนี่นา“รีบหน่อยนะครับ คิรินต้องกินข้าวก่อนถ่ายรูป” ไต้ฝุ่นพยักหน้า พูดจบก็เดินออกไปทันที“แหม ประเสริฐเหลือเกินพ่อคุณ” คล้อยหลังไต้ฝุ่นไป เหล่าช่างแต่งหน้าที่เมื่อกี้เกร็งจนแทบลืมหายใจก็พากันจีบปากจีบคอต่อ ทั้งยังหันมาคุยกับผมด้วย “ผัวพี่ไม่เห็นดูแลด







