Masukหลังจากตบตีแซวพอหอมปากหอมคอกันเป็นพิธีแล้ว พวกเราก็กดเริ่มเกมทันที เนื่องจากมีกันสี่คน หากเป็นปกติก็จะแข่งกันทีละคู่ จนกว่าจะหาผู้ชนะได้ ซึ่งจะใช้เวลาค่อนข้างนานอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงครึ่ง
แต่วันนี้ด้วยความที่ต้องการให้เกมจบไว เราจึงเข้าเกมพร้อมกันทั้งหมดโดยที่อยู่ทีมเดียวกัน กติกาง่าย ๆ เลยคือ ใครฆ่าฝ่ายตรงข้ามได้เยอะที่สุดคนนั้นชนะ
เกมที่พวกผมเล่นนั้นความจริงจะต้องเล่นตามตำแหน่งของใครของมัน ทว่าตรงจุดนี้คนที่เล่นเป็นเมจ ซัปพอร์ตหรือแทงก์ก็อาจจะเสียเปรียบฆ่าศัตรูไม่ทัน เพราะพลังโจมตีเบาและวิ่งช้ากว่าพวกตำแหน่งแอสซาซินหรือไฟเตอร์
และเพื่อไม่ให้ใครเสียเปรียบใคร พวกเราจึงลงมติกันว่าจะเอาแทงก์มาเลยสี่ตัว เกมนี้ทีมหนึ่งมีห้าคน แน่นอนว่าคนสุดท้ายก็ต้องสุ่มเอาเท่านั้น
[@$#^#@]
[ไอ้พวกหมา@#@%%^]
เพื่อนในเกมคนที่ห้าที่โชคร้ายสุ่มเจอพวกผมออกอาการหัวร้อนจนด่าออกมารัว ๆ นับสิบข้อความ โดยที่มีโอบตอบกลับไป
[ขอโทษนะพวก แต่นี่คือศึกแห่งโชคชะตาของพวกเรา]
[…]
ถึงจะเห็นใจ แต่ก็ทำใจซะเถอะ เหอเหอ
ช่วงเริ่มเกมนั้นไม่มีอะไรมาก พวกเราผลัดกันฆ่าศัตรูได้จำนวนใกล้เคียงกัน มองออกยากว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะในศึกนี้ ทว่าพอท้ายเกมจากที่ทีมเราฆ่าศัตรูกันสนุกสนาน กลับกลายเป็นฝ่ายโดนทีมตรงข้ามไล่ต้อนเอาเสียได้
แน่นอนว่าการเลือกแทงก์มาสี่ตัวนั้นย่อมต้องรู้แต่แรกแล้วว่ายังไงก็แพ้ ต่อให้แพ้แต่พวกเรายังมีการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่อยู่
ผมเปิดสเตตัสเพื่อนร่วมทีมดูคร่าว ๆ เห็นว่าคะแนนของตัวเองสูสีกับเซฟมาก ไม่ใช่สูสีว่าจะชนะหรอก แต่เป็นสูสีว่าใครจะแพ้ต่างหาก!
ในขณะที่คะแนนของเซฟเป็น 5/4/10
ส่วนของผมเป็น 5/5/12
คะแนนจะเรียงจาก จำนวนที่ฆ่าศัตรู/จำนวนครั้งที่ตัวเองตาย/และจำนวนการช่วยเหลือเพื่อนตามลำดับ
เห็นแบบนี้ผมยิ่งยอมไม่ได้ ผมไม่อยากแพ้!
และแล้วศัตรูก็บุกเข้ามาถึงบ้านฝั่งตัวเอง ผมอาศัยช่วงเวลานี้ไล่ตีศัตรูไปด้วย แม้ตอนท้ายเกมตัวแทงก์แทบจะทำอะไรฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็ยังมีตัวเลือดน้อยอย่างเมจหรือแครีอยู่ด้วย
ทว่าในตอนที่ผมกำลังจะกดใช้อัลติอันเป็นไม้ตายสุดยอดนั้น จู่ ๆ ผมก็...
“ฮัดชิ่ว ฮัดชิ่ว”
นิ้วลื่นพรืด กดอัลติไม่ติด
ผมรีบสูดน้ำมูก พลางเงยหน้ามองจอคอมตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง บนหน้าจอปรากฏคำว่า DEFEATED อันเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าทีมเราแพ้
ที่ทำเอาผมช็อกจนพูดไม่ออกเลยก็คือ คิลตัดสินชีวิตนั้นกลับโดนเซฟแย่งไปเสียได้!
“...”
สุดท้ายผมก็แพ้ ทำคะแนนได้น้อยที่สุดในทีม ทำไมต้องมาจามเอาตอนนี้ด้วยเนี่ย!
“ว้าย วันนี้มึงแพ้นะ” เซฟพูดใส่ไมค์ด้วยน้ำเสียงน่าหมั่นไส้สุด ๆ
“โชคไม่ดีเลยนะ คิรินลูกพ่อ” เปาพูดตามมาอีกคน ทำทีเหมือนเห็นใจ ทว่าน้ำเสียงกลับไม่ได้ต่างไปจากเซฟเลยสักนิด
“คิริน เกมลงโทษหลังจากนี้ สู้ ๆ นะ หุหุ” โอบพูดให้กำลังใจ แต่จะดีกว่านี้ถ้าไม่มีเสียงหัวเราะอุบาทว์ตามหลังมาด้วย
แหงสิ คนโดนลงโทษไม่ใช่พวกมันนี่หว่า
“ขอบใจ” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงอู้อี้ เพราะกำลังใช้ทิชชูซับจมูกตัวเองอยู่
“เสียงบี้ ๆ นะ เป็นหวัดเหรอ เมื่อกี้เหมือนได้ยินเสียงจามด้วย” เปาถาม
“เออ คงเพราะโดนน้ำตอนเย็นมั้ง”
“เออ ใช่ ๆ ตอนเย็นมีไอ้คนรวยนิสัยเสียขับรถเหยียบน้ำใส่กูกับรินตรงหน้ามออะสิ เปียกตั้งแต่หัวยันเท้าเลย”
เซฟรีบเสริมทันที ยิ่งพูดน้ำเสียงมันก็ยิ่งทวีความโมโหราวกับอยากจะฆ่าคน
“ช่างมันเหอะ ไหน จะลงโทษอะไรว่ามา”
ผมรีบเปลี่ยนเรื่องก่อนที่เซฟจะทำให้บรรยากาศแย่ไปมากกว่าเดิม แน่นอนว่าเปาก็เข้าใจในสิ่งที่ผมต้องการเป็นอย่างดี เขาเริ่มหันไปพูดคุยกับแฟนคลับของตัวเอง จากนั้นก็ให้แฟนคลับพิมพ์บทลงโทษมา บทลงโทษของใครที่ได้จำนวนไลก์เยอะสุดก็จะใช้อันนั้น
เต้นหน้ามหา’ลัย
“อืม อันนี้เข้าท่าแฮะ แต่มันจะซ้ำกับไอ้เซฟน่ะสิ” เปาพึมพำ
แต่งชุดผู้หญิงไปเรียนหนึ่งวัน
“เฮ้ย อันนี้ก็เจ๋งอะ อยากเห็นเหมือนกัน!” เปาพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น
ล่องเรือเลี้ยงบุฟเฟต์สุดหรู
“อืม คราวก่อนมันก็เลี้ยงข้าวพวกผมไปแล้ว ถ้าเลี้ยงอีกต้องไม่มีเงินกินข้าวแน่ ๆ ยิ่งตัวนิดเดียวอยู่ด้วย”
ผมนั่งฟังเปาคุยกับแฟนคลับพลางอ่านบทลงโทษไปด้วย บทลงโทษพวกนี้มีแต่ธรรมดา ๆ ที่เคยผ่านตามาเกือบหมดแล้ว เพราะงั้นจะอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ
นั่งฟังอยู่นานจนเกือบหลับ จู่ ๆ ผมก็ต้องสะดุ้งเฮือกขึ้นมาด้วยเสียงที่ดังขึ้นของเปา
“เฮ้ย! ทำไมข้อความนี้คนไลก์เยอะจังวะ”
“อะไร” ผมถาม
“ให้คิรินทักแชตไปขอคนที่หล่อที่สุดในคณะตัวเองคบ” เปาอ่านทวนช้า ๆ ให้ผมฟัง
“หล่อ? พิมพ์ผิดจากสวยหรือเปล่า” ผมถามซ้ำ
“เหมือนว่าจะไม่ผิดนะ เพราะหลังจากกูพูดบทลงโทษนี้เขาก็โดเนตชุดใหญ่มาด้วย” เปาพูดด้วยน้ำเสียงอึ้ง ๆ
“อะไรกัน คนที่ต้องโดนลงโทษมันกูไม่ใช่เหรอ ทำไมไปโดเนตมึงล่ะ” ผมแกล้งพูด
จบประโยคนี้ หน้าจอไลฟ์สตรีมของผมก็ขึ้นเป็นรูปพลุหลากสี กินเนื้อที่หน้าจอทั้งหมดอยู่เป็นเวลาห้าวินาทีเลยทีเดียว
“...”
“คิริน เงียบไมวะ”
“มีคนโดเนตมาอะ”
“เอาแล้ว ๆ โดเนตให้ตามที่มึงพูด แถมยังเป็นเมนต์ที่ได้ไลก์เยอะที่สุดด้วย แบบนี้ก็ต้องทำแล้วปะวะ”
“อย่าเบี้ยวนา”
“เออ อย่าปอดนะ”
“ยังไม่ได้บอกเลยว่าจะไม่ทำ” ผมแหวกลับพวกเพื่อนที่พากันล้อเลียน ทั้งที่ผมยังไม่ได้พูดอะไรออกไปเลย “ว่าแต่...แค่บอกชอบไรงี้ได้ปะ ไม่ขอคบได้มั้ย”
“ไม่ได้!!!” เพื่อนต่างคณะทั้งสามพากันประสานเสียงกลับมาจนหูผมแทบแตก
“แล้วถ้าเขาตกลงอะ” ผมยังคงลีลาต่อ
“แหม คิรินลูกพ่อ มึงคิดว่าตัวเองเป็นสาวสวยหรือไง ที่ไปสารภาพรักแล้วหนุ่มหล่อจะต้องตอบตกลงน่ะ” เปา
“นี่ยังไม่นับว่ามึงเป็นผู้ชายอีกนะ” โอบ
“อีกฝ่ายคงคิดว่าเป็นคนประสาทไม่ดีทักไปนั่นแหละ เผลอ ๆ อาจจะบล็อกมึงทันทีเลยก็ได้นะ” เซฟ
“นี่ปลอบใจหรือหลอกด่า?”
ผมถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ พาให้เพื่อนทั้งสามคนขำก๊ากกันจนสำลักไม่หยุด
“ขอให้น้ำลายติดคอตายไปเลย”
“อย่าโอ้เอ้น่า ทำเดี๋ยวนี้เลย แล้วก็เอามาโชว์กล้องด้วย”
“เออ!”
หลังจากกระแทกเสียงไปผมก็ก้มหน้าก้มตาจิ้มโทรศัพท์อยู่พักใหญ่ มันคงจะนานมากเสียจนเซฟอดทนไม่ไหวส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง
“นานจังวะ ตกลงส่งแชตยังเนี่ย”
“คนที่หล่อที่สุดก็น่าจะเป็นหมอนั่นอะ คนที่เคยแข่งเดือนคณะ แต่กูไม่มีคอนแท็กต์เขาอะดิ เลยกำลังนั่งหาจากกลุ่มแชตรวมสมาชิกคณะบริหาร”
ผมเงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มาตอบ สายตาเลื่อนดูช่องคอมเมนต์ของตัวเองที่เงียบกริบไม่มีสักข้อความ ทว่าตัวเลขคนดูกลับยังอยู่ที่หลักร้อยเหมือนเดิม
บางทีก็ชักไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่มาดูผมนี่คนจริง ๆ หรือบอตกันแน่ เพราะมันจะมีคนเป็นร้อยที่ชอบมานั่งดูสตรีมเมอร์ที่แทบไม่ตอบโต้อะไรเยอะขนาดนี้เชียวเหรอ
“แล้วเจอไหม” โอบถาม
“ไม่”
“ควายเอ๊ย คงจะเจอหรอก คณะมึงคนเป็นร้อย ไม่มีคอนแท็กต์ก็ไม่บอกแต่แรกวะ เอ้านี่”
เซฟด่าผมเสร็จก็ส่งคอนแท็กต์เหยื่อ แค่ก ผู้โชคร้ายของเกมลงโทษในคืนนี้มาให้ ผมมองผู้ติดต่อที่เพื่อนส่งมา พลางเอียงคอเล็กน้อย
มิน่าถึงหาไม่เจอ ก็รูปโพรไฟล์หมอนี่เป็นรูปแมวดำตาสีฟ้า แถมชื่อไลน์ยังเป็น Olive_2 อีกด้วย แทบจะหาความเชื่อมโยงอะไรกับหนุ่มหล่อคนนั้นไม่ได้เลย มิหนำซ้ำชื่อนี้พอปัดผ่าน ๆ ก็คล้ายกับชื่อผู้หญิงโคตร ๆ
“ขอบใจ ว่าแต่มึงไปมีคอนแท็กต์เขาได้ไง” ผมหรี่ตามองกล้อง ถามเสียงสูง
“ก็ตอนประกวดเดือน ทุกคนที่เข้าประกวดต้องเข้าไลน์กลุ่มนี่หว่า ถามเยอะจังวะ หึงกูหรือไง” ท้ายประโยคเซฟทำน้ำเสียงหล่อเข้ม น่าหมั่นไส้สุด ๆ
“ค...” ผมด่าใส่กล้องแบบไม่ออกเสียง เรียกเสียงขำของเพื่อนได้เป็นอย่างดี
ดวงตาเลื่อนไปมองช่องคอมเมนต์ที่ตอนแรกเงียบ ๆ ทว่าตอนนี้กลับเด้งรัว ๆ พากันหวีดโมเมนต์ที่เซฟขยันสร้าง
ผมถอนหายใจออกมา เคยบอกมันไปแล้วว่าไม่ต้องสร้างโมเมนต์คู่จิ้นบ่อย ๆ แต่ไอ้เพื่อนตัวดีกลับบอกว่าแบบนี้แหละดี แฟนคลับสาว ๆ ชอบ
แต่ผมขนลุกไง!
ท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวยามเย็น ชายหนุ่มร่างสูง หน้าตาหล่อเหลากำลังนั่งตบมือเชียร์ตามจังหวะเพลงด้วยความเบื่อหน่าย เมินทุกสายตาของเหล่ารุ่นพี่และเพื่อนร่วมชั้นปี ราวกับพวกเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ“ดังอีก! เสียงมีแค่นี้เหรอวะ!!!”รุ่นพี่ปีสองที่สถาปนาตัวเองเป็นพี่ว้ากตะโกนออกมาเสียงดัง ทั้งที่จะใช้โทรโข่งก็ได้แต่กลับไม่ทำ คงเพราะต้องการให้รุ่นน้องได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของตัวเอง ทว่าในสายตาเขามันกลับดูเหมือนฝูงลิงที่กำลังร้องแรกแหกกระเชอมากกว่า“ไอ้ฝุ่น รุ่นพี่กำลังมองมึงนะ ตั้งใจหน่อย”ทัพ เพื่อนสนิทที่ตามมาเรียนด้วยกันเอนตัวมากระซิบเสียงเบา ส่วนใบหน้ายังคงยิ้มแย้มประหนึ่งว่าชอบไอ้กิจกรรมนี่นักหนา“เออ”ไต้ฝุ่นถอนหายใจ เปล่งเสียงดังขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย ย้ำว่าเล็กน้อย เรื่องอะไรที่เขาต้องมาคอแตกกับกิจกรรมบ้านี่ด้วย ไม่นึกว่ายุคนี้ก็ยังต้องโดนบังคับมาทำกิจกรรมรับน้องอยู่อีกอยากรู้จริง ๆ ว่าที่ประเทศอื่นมีกิจกรรมแบบนี้กันไหม นี่ถ้าไม่ติดว่าต้องอยู่ช่วยงานพี่ฝน เขาก็ไม่คิดจะเร
ขึ้นชื่อว่าวันสงกรานต์ แน่นอนว่าต้องเล่นน้ำอยู่แล้ว!วันนี้ผมและเดอะแก๊ง รวมถึงไต้ฝุ่นกับทัพจึงนัดกันมาเล่นน้ำใจกลางกรุงเทพ ผู้คนจากทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง แม้แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตั้งใจบินมาเล่นน้ำที่ไทยก็มีเยอะมาก“ทำหน้าดี ๆ หน่อย” ผมยิ้มกว้าง พลางยกมือไปหยิกแก้มไต้ฝุ่นเบา ๆคุณชายที่ไม่ชอบความแออัดกลับทำหน้าบูดยิ่งกว่าเดิม “กลับกัน”“อะไรวะ เพิ่งมากันเองนะ” ทัพพูดขึ้นมา ก่อนหันไปเล่นกับพวกเซฟ เลิกสนใจพวกผมที่ยืนง้องอนกันอยู่ “พวกกูจะไปทางนู้นนะ”“เฮ้ย ไปด้วยดิ” ผมดึงมือไต้ฝุ่นที่ไม่ค่อยเต็มใจนักให้รีบตามไปแม้ร่างกายจะเคล็ดขัดยอกบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเล่นของผมหรอกนะส่วนสาเหตุที่เคล็ดขัดยอกน่ะเหรอ ก็เพราะไอ้คนด้านข้างนี่ไงล่ะ!พอผมบอกว่าจะไปเล่นน้ำกับเพื่อน นอกจากจะไม่ยอมให้ไปแล้ว ยังจับผมกินไปอีกหลายยกจนหนำใจตอนจะออกจากบ้าน พอเห็นว่าผมใส่แค่เสื้อกล้ามตัวบางกับกางเกงขาสามส่ว
วันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ ผมและผองเพื่อนนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวสวนสนุกด้วยกัน แน่นอนว่ารวมท่านชายไต้ฝุ่นด้วย รายนั้นต่อให้ไม่ชวนก็พาตัวเองตามมาประกบผมไม่ห่างอยู่แล้วทว่าเมื่อมาถึงทางเข้า ผมก็ได้รับข่าวร้ายโอบต้องไปติวหนังสือให้รุ่นน้องที่มาขอร้องกะทันหัน เปาต้องไปต่างจังหวัดกับที่บ้าน ส่วนทัพรายนี้ไม่ได้ตกลงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนนี้จึงเหลือแค่ผม ไต้ฝุ่น และเซฟ“ฉิบ” ผมสบถเสียงเบาเราสามคนยืนมองหน้ากันไปมาอย่างไม่รู้จะพูดอะไร ลำพังถ้าผมมาแค่กับไต้ฝุ่นสองคนหรือมากับเซฟแค่สองคนก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ตอนนี้ตรงหน้าผมราวกับมีเสือสองตัวอยู่ด้วยกันอย่างไรอย่างนั้นถึงทั้งสองคนจะไม่ได้ด่ากันให้ผมได้ยินนานแล้ว แต่ลึก ๆ ผมก็มองออกว่าพวกเขายังคงมีเขม่นกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะไต้ฝุ่นที่ไม่รู้ทำไมถึงดูตั้งแง่กับเซฟนัก“เปลี่ยนไปกินข้าวแล้วแยกย้ายไหมล่ะ เหลือแค่นี้จะไปสนุกอะไร” เซฟกอดอก แม้ไม่ได้พูดออกมาแต่ดูก็รู้ว่าไม่อยากอยู่กันสามคนแบบนี้ส่วนไต้ฝุ่นรายนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับผมล้วน ๆ ถ้าผมก
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุด ร่างกายระบมตั้งแต่หัวยันนิ้วเท้ากันเลยทีเดียว ผมยกมือขยี้หัวอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเอื้อมไปคว้าโทรศัพท์มาเวลาบนหน้าจอคือสิบเอ็ดโมง ส่วนคนที่โทรมาก็เป็นเซฟ“ฮัลโหล” ผมกรอกเสียงแหบ ๆ ลงไป[ทำไมเสียงเป็นงั้นวะ]ผมกระแอมคอเล็กน้อย “มึงมีอะไร”[จะมีอะไรล่ะ ก็จะโทรมาชวนไปกินข้าวเที่ยงเนี่ย อย่าบอกนะว่ามึงยังไม่ตื่น]“อือ” ผมตอบกลับตามตรง ก็ยังไม่ตื่นจริง ๆ นี่[นอนบ้าอะไรขนาดนั้นวะ แล้วไต้ฝุ่นล่ะ] เซฟทำน้ำเสียงเหลือเชื่อ“...” ผมเงียบไปเล็กน้อย ดวงตาเหลือบมองคนรักที่กำลังนอนกอดเอวตัวเองอยู่ “ไต้ฝุ่นก็นอน เมื่อคืนเมามาก”ใครจะไปบอกล่ะวะว่าเมื่อคืนตัวเองเข้าหอกับไต้ฝุ่นไปจนเกือบเช้า ถ้าพวกมันรู้เข้าละก็ มีหวังผมต้องโดนล้อแน่[แต่เมื่อคืนมันไม่ได้ดูเมาขนาดนั้นนี่หว่า คนที่เมาน่าจะมีแค่มึงนี่] เซฟยังคงพูดต่อแล้วมึงจะสงสัยอะไรนักหนาวะ บอกว่าเมาก็คือเมาสิ!“มันเมาไม่แสด
ผมกับไต้ฝุ่น รวมทั้งแก๊งเพื่อน จัดปาร์ตี้กันเหมือนคนตายอดตายอยาก กินกันไม่ยั้งชนิดที่อาหารทะเลไม่พอจนต้องไปซื้อเพิ่มกันเลยทีเดียว แถมไม่รู้ใครมันเอาเหล้าขึ้นมาอีกด้วยหนุ่มวัยรุ่นที่บรรลุนิติภาวะแล้วย่อมที่จะพุ่งใส่เหมือนเสือกระหาย กินกันเละเทะ จากที่เป็นคนอยู่ดี ๆ ก็เริ่มกลายร่างเป็นหมากันเลยทีเดียว“ม่ายอาว จา กิน อีก เอิ๊ก” ผมโวยวาย แข้งขาอ่อนแรง ตาเริ่มโฟกัสเบื้องหน้าไม่ได้ แต่ก็รู้ว่าคนที่ลากตัวเองอยู่คือคนรัก เพราะจำกลิ่นน้ำหอมของเขาได้“พอเถอะ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ” ไต้ฝุ่นถอนหายใจ ผมเห็นราง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาหันไปเตะเซฟที่ยืนพิงทัพอยู่ “ใครใช้ให้เอาเหล้ามา”“กูใช้เอง” เซฟตอบเสียงยานคาง ดวงตาปรือปรอย ยังคงมีสติอยู่มากทีเดียว ไม่ได้มีทีท่าว่าจะโกรธที่โดนไต้ฝุ่นเตะ “พวกมึงก็กินกันอร่อยนี่”พูดไปแล้วก็จริงนั่นแหละ พวกผมกินกันสนุก แม้แต่ไต้ฝุ่นก็ยังกระดกไปหลายแก้วเลย เห็นแบบนั้นเขาจึงไม่ได้ต่อล้อต่อเถียง แต่ลากผมกลับเข้าห้องด้วยความรวดเร็วไต้ฝุ่นเพิ่งป
“เสร็จแล้วเหรอ” ผมถามพลางมองเขาที่แต่งตัวเต็มยศแล้วเรียบร้อยใบหน้าที่ปกติก็หล่อเหลาอยู่แล้ว ตอนนี้ถูกแต่งด้วยเครื่องสำอางอ่อน ๆ เส้นผมที่เคยปรกหน้าผากถูกเสยเก็บขึ้นไปอย่างเรียบร้อย ขับให้วงหน้าของเขาดูหล่อคมมากกว่าเดิม ไม่เหมือนคนอายุยี่สิบ แต่กลับเหมือนนักธุรกิจไฟแรงแทนร่างกายสูงโปร่ง มีความกำยำจากการออกกำลังกายเป็นประจำ พอมาอยู่ในชุดสูททางการสีขาวแล้วโคตรเข้ากันสุด ๆ ให้ตายสิ ผมชักจะหวงแล้วนะ“อืม” ไต้ฝุ่นยืนล้วงกระเป๋าพลางพยักหน้า“เอ่อ น้องคิรินก็ใกล้จะเสร็จแล้วจ้ะ ไต้ฝุ่นไปหาที่นั่งรอก่อนนะจ๊ะ” พี่คนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการเหงื่อตก ท่าทางหวั่นเกรงเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้พวกเขาเมาท์แฟนผมกันโขมงโฉงเฉงเลยนี่นา“รีบหน่อยนะครับ คิรินต้องกินข้าวก่อนถ่ายรูป” ไต้ฝุ่นพยักหน้า พูดจบก็เดินออกไปทันที“แหม ประเสริฐเหลือเกินพ่อคุณ” คล้อยหลังไต้ฝุ่นไป เหล่าช่างแต่งหน้าที่เมื่อกี้เกร็งจนแทบลืมหายใจก็พากันจีบปากจีบคอต่อ ทั้งยังหันมาคุยกับผมด้วย “ผัวพี่ไม่เห็นดูแลด







