Share

๖ ปั้นน้ำเป็นตัว

last update publish date: 2026-03-01 18:49:11

เหล่านางกำนัลและทหารยามที่เดินผ่านบริเวณนั้นต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับชะลอฝีเท้า หยุดมองด้วยความสนใจทั้งสิ้น

ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า…คือขันทีเซวียนกำลังชักสีหน้ามีปากเสียง แถมยังหาเรื่องพระสนมเหม่ยเฟยงั้นหรือ!?

หลายคนถึงกับยกมือขึ้นขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลัวว่าตนเองจะสายตาเลอะเลือนมองผิดไป

ร่างบางของเซวียนอี้หยางชะงักกึกทันที ดวงตากลมโตเบิกขึ้นด้วยความตกใจคล้ายไม่อยากเชื่อ เขามองตามฝ่ามือตนเองที่ถูกสตรีตรงหน้าบีบบังคับให้ยื่นไปคว้าอาภรณ์ของนางอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำท่าทางให้ดูราวกับเขาเป็นคนลงมือเสียเอง

นี่นาง…กำลังปั้นน้ำเป็นตัวใส่เขาอย่างนั้นหรือ!?

“ปะ…ปล่อยข้า!”

เขาสะบัดมือบางออกตามสัญชาตญาณ ทั้งยังสะบัดทิ้งแต่กลับยิ่งทำให้อาภรณ์ของนางขยับตามแรง ทว่าภาพที่ออกมากลับดู เหมือนเขาลงมือจริง ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เสียงซุบซิบเริ่มดังตามมาเกือบจะทันที

สั่นไหวในอากาศเหมือนเปลวไฟที่กำลังลามไปทั่วตำหนัก

“ตายแล้ว…ขันทีไปจับอาภรณ์พระสนมเหม่ยเฟยหรือ!?”

“นี่มันเรื่องใหญ่แล้วนะ!”

“เขาบ้าหรืออย่างไร!”

ถ้อยคำซุบซิบเหล่านั้นดังแว่วมาถึงหูของเซวียนอี้หยางเป็นระลอกไม่หยุด จนเขาได้แต่ยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวถูกตรึงไว้

ขณะที่เหม่ยเฟยได้ยินแล้วยิ่งได้ใจนัก ทันทันทีที่นางปล่อยมือนั้น ร่างบางจึงทรุดตัวลงล้มกับพื้นอย่างน่าเวทนาราวกับถูกผลักเข้าเต็มแรง อาภรณ์สีฉูดฉาดของนางปลิวตามแรงลม เผยผิวขาวซีดราวกับถูกล่วงเกิน

เสียงร้องโอดโอยเบาๆ ก็พลันหลุดออกมาจากริมฝีปากบาง

“อ๊ะ…! ขันทีเซวียน…เหตุใดจึงต้องลงมือเช่นนี้ด้วยเพคะ!”

แม้น้ำเสียงของนางไม่ดังมาก หากแต่ในวังหลัง…อะไรเพียงนิดเดียว ก็สามารถลุกลามเป็นไฟทั้งวังหลวงได้

พอเหม่ยเฟยเห็นท่าทางของคนตรงหน้าแล้ว กลับยิ้มหวานกว่าเดิม ราวกับตั้งใจจะลากลงเหวให้ได้ “ข้าทำอันใดให้ขันทีเซวียนไม่พอใจอย่างงั้นหรือเพคะ…ไฉนต้องถึงขั้นลงไม้ลงมือเพียงนี้”

น้ำเสียงหวานแต่แฝงพิษร้ายไม่ต่างจากงูใต้หญ้า

นัยน์ตาเมล็ดซิ่งช้อนขึ้นสบตากับบุรุษตรงหน้า มองดูแล้วราวกับดรุณีน้อยอ่อนแอถูกอันธพาลรังแกก็ไม่ปาน

เหม่ยเฟยสาดน้ำมันเข้าใส่กองเพียง เอ่ยต่ออีกว่า “หรือว่าขันทีเซวียน…แอบอิจฉาที่ฮ่องเต้ทรงโปรดหม่อมฉันยิ่งนักเพคะ”

น้ำเสียงหวานเอ่ยออกมาแผ่วเบาอย่างนุ่มนวล ฟังแล้วราวกับถูกรังแกจริงๆ แต่กลับมีความหมายกลับคมกริบประหนึ่งคมมีด

ถ้อยคำนั้นเสมือนฟ้าผ่าลงกลางลานกลางวันแสกๆ ซ้ำยังไร้เค้าของเมฆฝนสักนิด

เหล่านางกำนัลที่มุงดูอยู่ต่างกลั้นหายใจแทบพร้อมกัน

บัดซบเถอะ! เขาหรือจะไปอิจฉา

“พูด…พูดเช่นนั้นออกมาได้อย่างไร!” เซวียนอี้หยางกัดฟันกรอด ใบหน้าอ่อนหวานของเขาเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ ด้วยโทสะและความโกรธที่พลุ่งพล่านคับอก

เซวียนอี้หยางกำมือแน่นจนเส้นเลือดขึ้น เขาเงยหน้าจ้องนางตรงๆ เป็นครั้งแรก

แววตาที่มักจะอ่อนหวานกลับแข็งกร้าววาบราวดาบเฉือน

เหม่ยเฟยพลางยันตัวลุกขึ้นจากพื้น สองมือโอบกอดตนเองเอาไว้ ท่าทางอ่อนแรง ไร้หนทางสู้

“หม่อมฉันเพียงแค่พูดสิ่งที่รู้สึกออกไปเท่านั้น ไม่ทันระวังจึงเผลอล่วงเกินความรู้สึกต้องห้ามของขันทีเซวียนเข้า…ต้องขออภัยด้วยเพคะ” เหม่ยเฟยกัดริมฝีปากแน่น ก่อนค่อยๆ คลี่ยกยิ้มอย่างร้ายกาจ ยั่วยวนโทสะ ราวกับมีแผนบางอย่างซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนหวาน

เซวียนอี้หยางมองอย่างตกตะลึง หัวคิ้วขมวดแน่น จ้องสตรีตรงหน้าอย่างไร้ถ้อยคำจะอธิบายถึงความเจ้าเล่ห์ของนาง

ทว่าเขาเพียงอ้าปากยังไม่ทันได้พูด เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังก้องขึ้นตามระเบียงไม้ เหล่าทหารองครักษ์สามสี่นายกรูเข้ามาอย่างรีบร้อน ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายอันเย็นเยียบอาบไอสังหาร กดดันเหล่านางกำนัลและทหารยามที่ยืนอยู่ใกล้ให้ต้องถอยหนีแทบไม่ทัน

“เกิดเรื่องอันใดกันที่นี่!?” น้ำเสียงเข้มดังขึ้น

ใบหน้าของเหม่ยเฟยที่เมื่อครู่ยังยกยิ้มเยาะกลับอ่อนแอลงราวดอกไม้ถูกพายุพัด ทั้งสีหน้าและนัยน์ตาคู่งามสั่นระริก จนทำให้ใครเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้

นางหันหลังกลับ หลุบสายตาต่ำลงเล็กน้อยก่อน เอ่ยเสียงแผ่วเบา “องครักษ์จื่อ…หม่อมฉันเพียงอยากพูดคุยกับขันทีเซวียนเท่านั้นเพคะ” น้ำเสียงหวานสั่นเครือ ราวกับพยายามกลั้นสะอื้น

“แต่ขันทีเซวียนกลับ…จับอาภรณ์หม่อมฉันไว้ไม่ปล่อย”

เซวียนอี้หยางได้ยินคำพูดนั้นถึงกับเบิกตาโพลง ถลึงตามองสตรีเจ้าเล่ห์ที่ยังไม่วางตา ก่อนจะหันไปมองพี่ชาย แค่นเสียงฮึดฮัดเบาๆ ส่งสัญญาณว่าเขาหาได้ทำเช่นนั้นไม่!

แต่เป็นสตรีผู้นี้ที่กุเรื่องขึ้นมาเอง

“เหอะ!” เซวียนอี้หยางแค่นเสียงฮึดฮัดเอือมระอา หาได้พูดอะไรออกมาแก้ตัวสักนิด

เหม่ยเฟยเหลือบหางตาไปมองอีกฝ่าย เห็นว่ายังเงียบอยู่ก็ยิ่งได้ใจ รอยยิ้มกว้างลอบปรากฏบนใบหน้าทันที

“หม่อมฉัน…เพียงเห็นว่า ขันทีเซวียนมีใบหน้าหวานเยิ้มคล้ายสตรี คราแรกก็คิดว่าสตรีใดแอบเข้ามาในตำหนัก ก็เลยรีบมาดูด้วยความห่วงใยฝ่าบาทคิดว่าคนถูกผู้ใดส่งเข้ามาให้ลอบทำร้าย แต่กลับไม่คิดเพคะ ว่าขันทีเซวียนจะเข้าใจผิด คิดว่าหม่อมฉันเหิมเกริมไม่รู้จักฐานะตนเอง”

นางได้ทีสาดน้ำมันใส่กุเรื่องให้ใหญ่โตยิ่งขึ้น

แม้เขาจะเป็นขันทีแล้วก็หาได้ทำให้เหม่ยเฟยรู้สึกกลัว นางกลับตงิดใจแปลกๆ ราวสังหรณ์ไม่ดีเสียมากกว่า

“ข้าไม่ได้ทำ!” เซวียนอี้หยางตะโกนสุดเสียง “นางเป็นคนจับมือข้าก่อน ข้าไม่ได้แตะต้องแม้แต่นิดเดียว!”

เขายืนเงียบอยู่นาน กระทั่งความอดทนขาดสะบั้น

เหม่ยเฟยปรายตามอง นางเสแสร้งยกยิ้มบางจางๆ ราวกับหมอก แต่ที่มุมปากนั้นเต็มไปด้วยความสะใจ

“ขันทีเซวียน…” นางเอ่ยเสียงหวาน พร้อมกับหันกลับไปมององครักษ์หนุ่มตรงหน้า “หากเรื่องนี้หม่อมฉันผิดก็พร้อมจะรับโทษ แต่หาไม่ได้เป็นคนเริ่ม เกรงว่าคงจะไม่ยุติธรรมเกินไปกระมัง”

เซวียนอี้หยางหน้าชา ราวถูกน้ำแข็งสาดเข้าที่ใบหน้า

เขาได้แต่ยืนฟังสตรีผู้นั้นสุ่มไฟใส่ไม่หยุด

“กล้ากล่าวหาข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”

ยังไม่ทันสิ้นความ น้ำเสียงทุ้มต่ำขององครักษ์ก็ดังขึ้น

“พอเถิด!”

องครักษ์จื่อเอ่ยขึ้น เขาละสายตาจากสตรีตรงหน้าไปมองน้องชายที่เพิ่งได้เห็นหน้าเสียที มุมปากโค้งยิ้มบางๆ ท่าทางเหนื่อยหน่าย ที่มาไม่ทันไรก็ก่อเรื่องเสียแล้ว

“นี่หาใช่วังหลังสถานที่ที่สตรีควรอยู่หรือ…”

เขาพูดพลางหันไปมองสตรีผู้นั้น หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้น “เหตุใดสนมเหม่ยเฟยจึงมาอยู่ที่นี่ได้…มิต่างจากละเมิดกฎเกณฑ์หรือไม่เห็นหัวฝ่าบาทแล้วงั้นรึ”

ดวงตาคมกริบเย็นเยียบจับจ้องมองทั้งสองสลับกันไปมา

เซวียนอี้หยางพลันหลุดหัวเราะออกมาเย็นเยียบจนน่าขนลุก ทันทีที่ได้ยินประโยคกล่าวหาเมื่อครู่พร้อมทั้งเห็นสีหน้าซีดเซียวที่แสร้งทำอ่อนแรงของสตรีตรงหน้า

เขาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ก่อนยกมือกอดอกแล้วก้าวเท้าเข้าไปใกล้เสียจนมองเห็นทุกริ้วรอยบนใบหน้าของนาง

รอยยิ้มกว้างบนริมฝีปากเขาไม่ใช่เพียงความขบขันธรรมดา แต่เป็นความสะใจเสียมากกว่า

“นั่นสิ…น่าแปลกใจนัก”

น้ำเสียงทุ้มของเขาเอ่ยเย้ยหยัน แววตาสะท้อนประกายเย็นเฉียบ “ที่นี่คือตำหนักของฝ่าบาท...แล้วเหตุใด สนมเฉกเช่นแม่นาง ถึงได้มาเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้กันเล่า”

เซวียนอี้หยางเอ่ยถามกลับ ดวงตาฉายแววยียวนโทสะ

ใบหน้าของเหม่ยเฟยกระตุกวูบ สีเลือดจางลงอีกจนซีด

นางขยับริมฝีปาก แต่กลับพูดไม่ออก เพราะไม่คิดว่าเขาจะพูดตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังเอาเงียบงัน

เซวียนอี้หยางโน้มตัวลงเล็กน้อย มุมปากหนายกขึ้นอย่างดูแคลน แม้น้ำเสียงฟังดูหวานเยิ้มแต่ทุกคำกล่าวกลับคมจนเลือดซิบ

“หรือว่า…สนมเช่นเจ้า มีธุระสำคัญนักถึงต้องมาหาฝ่าบาทถึงตำหนักโดยไม่บอกกล่าวผู้ใด”

เหม่ยเฟยเบิกตากว้างเล็กน้อย ลมหายใจหอบถี่ รอยยิ้มที่เคยเสแสร้งวูบหายไปเกือบหมด

บรรยากาศรอบตัวสั่นสะเทือนเพียงชั่วลมหายใจเดียว

นางจะกัดริมฝีปากแน่น กลั้นน้ำเสียงสั่นเครือ เอ่ยเอ่ยตอบเสียงแผ่วพยายามรักษาหน้าตนเอง

“บอกแล้วมิใช่หรือเพคะ ก็เพราะหม่อมฉันเห็นใบหน้าของขันทีเซวียนจึงเผลอคิดว่าเป็นสตรีอื่นลักลอบเข้ามา” เหม่ยเฟยยังคงพูดอ้อมแอ้ม ตะกุกตะกักเหมือนคนจนมุม

เซวียนจื่อเหวินส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้

น้ำเสียงทุ้มเย็นเยียบของเขายิ่งทำให้บรรยากาศตึงขึ้น

“ช่างเถิด…นี่มิใช่หน้าที่ของพระสนมที่ต้องมาคอยสอดส่องความปลอดภัยของฝ่าบาทเช่นนี้…”

ถ้อยคำที่เอ่ยแม้นุ่มนวล แต่กลับทิ่มแทงยิ่งกว่าคำด่าทอ

“รีบกลับไปยังตำหนักของพระสนมเถิด หากยังคงดื้อรั้นอยู่ตรงนี้ อาจถูกลงโทษฐานฝ่าฝืนกฎวังหลวงได้”

เซวียนอี้หยางที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ มุมปากยกขึ้นอย่างขบขัน แก้มป่องเล็กน้อยอย่างดูน่าเอ็นดูเสียจนองครักษ์หลายคนต้องเบือนหน้าหันหนี

ทว่าไม่ทันไร น้ำเสียงหัวเราะของเซวียนอี้หยางแผ่วลงเพียงในชั่วพริบตา เขาหันขวับกลับไปมองพี่ชาย

“ยามนี้ฝ่าบาทอยู่ท้องพระโรง แล้วเหตุใดขันทีเซวียนจึงมาอยู่ที่นี่กัน” เซวียนจื่อเหวินเลิกถามอย่างจริงจัง

พอสิ้นคำถามนั้น บรรยากาศชะงักในทันที

เซวียนอี้หยางกระพริบตาปริบๆ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างอย่างฝืนๆ จนแทบดูไม่ออกว่าเป็นยิ้มหรือสีหน้ากลั้นใจดี

จะให้เขาพูดออกไปอย่างไรเล่า

ว่าแท้จริงแล้ว…ที่เขาไม่ไปเพราะนอนตื่นสายแถมยังก็นอนอยู่บนเตียงของมังกรผู้นั้นอีกต่างหาก!

เพียงนึกถึงความจริงอันน่าอับอายที่หลุดจากปากไม่ได้

ใบหูของเซวียนอี้หยางก็แดงวาบขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๓ มังกรผู้หลงภรรยา

    หลายเดือนผ่านไปวันนี้ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัด ทั้งที่ก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางมากมายจนแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับคล้ายว่างเปล่า จนไร้แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คน ราวกับเสียงฝีเท้าและคำพูดทุกคำจากภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้แสงอาทิตย์ตอนสายสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นเรียบ เงาและแสงเล่นซ้อนกัน ขับเน้นให้ความว่างเปล่าของท้องพระโรงเด่นชัดยิ่งขึ้นเหล่าขุนนางทุกคนต่างชะงัก ท่าทางเกร็งเครียดด้วยความหวาดระแวง ผวากับอารมณ์ของผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น เดี๋ยวก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว อีกหน่อยเดี๋ยวก็หัวเราะร่าแผ่วเบา ราวกับจิตใจกำลังโลดแล่นไปกับสิ่งใดไม่อาจหยั่งถึงท่าทางเช่นนี้เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว คราแรกผู้ใดเห็นก็คิดว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนคงทรุดไข้หรือไม่ก็อยู่ในอาการเจ็บป่วยแต่ผ่านมาหลายเดือนเช่นนี้…ผู้ใดเลยจะกล้าสรุปเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจกันอารมณ์ที่ผิดปกติและแปลกประหลาดนี้…ทำให้ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงหดเกร็ง ระวังทุกคำพูด ทุกท่าที เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดหรือหวังสิ่งใดอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นพว

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๒ เป็นของข้าเพียงผู้เดียว

    ภายหลังจากความวุ่นวายสงบลง ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ในวังหลวงอีกครั้ง หลงอี้เสวียนนั่งเหยียดหลังตรงอยู่หลังโต๊ะดวลหมากในศาลาข้างสระบัวน้ำสีใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ทอเป็นประกายราวระยิบระยับ สีหน้าของเขาคงราบเรียบไร้อารมณ์ใดให้สังเกต แต่แววตาคมกริบกลับแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสายลมอ่อนพัดพลิ้วผ่านผืนน้ำและใบบัว เสียงกิ่งไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเรียกให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายหลงอี้เสวียนโน้มตัวไปจับหมากบนโต๊ะ ปลายนิ้วยาววางลงอย่างใจเย็น ท่าทางเคลื่อนไหวช้าๆ นั้นเผยถึงความอ่อนล้า“ฝ่าบาท…ดูเหนื่อยนัก ข้าจะไปเตรียมน้ำชาให้ขอรับ”เซวียนอี้หยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปที่อีกฝ่าย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่บนริมฝีปาก ทำให้บรรยากาศรอบศาลาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดหลงอี้เสวียนละสายตาจากหมาก ขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาอบอุ่นที่ลอยมาจากคนใกล้ๆ จนต้องเหลียวมอง“ข้าไม่ต้องการน้ำชาแค่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้ เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เย็นยะเยือกแต่กลับเต็มไปด้วยความห่

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๑ ความลับถูกเปิดเผย

    ยามนี้ ผู้คนเกือบทั้งเมืองหลวงต่างแห่กันมาห้อมล้อมหน้าประตูวังหลวง เสียงซุบซิบนินทา พูดคุยและเสียงตื่นตระหนกผสมกันเป็นคลื่นวุ่นวายบางคนมายืนทอดมองด้วยความสนใจบางคนหวังตรวจสอบความมั่นคงของเมืองหลวงบางคนลอบถามข้างหูขุนนางถึงเรื่องข่าวลือที่ลั่นลือไปทั่วว่า มีพวกที่พยายามสอดแนมและหาทางแย่งบัลลังก์!และเมื่อพวกเขาเห็นฮ่องเต้หลงอี้เสวียนผู้ที่มีข่าวลือว่าถูกโจรป่าซุ้มดักปล้นระหว่างทางไปสุสานและภายหลังจากนั้นก็ไปหายสาบสูญนานหลายสิบวันปรากฏตัวอีกครั้งหน้าประตูวังหลวงความตื่นตระหนกและความตื่นเต้นปะปนกัน ผู้คนถอยห่างกันราวกับถูกแรงดึงดูดจากความเกรงกลัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้หนุ่ม ดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นคล้ายกำลังทะลุหัวใจผู้ใดก็ได้หลงอี้เสวียนเดินออกมาแต่ละก้าวหนักแน่นและมั่นคง ร่างสูงสง่าราวภูผา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับภาพวาด ทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมความโกรธนั้น…ที่ฉายชัดออกมาจนเหล่าขุนนางและผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบถึงกับปิดปากเงียบกริบ กลัวเป็นเป้าของดวงตาคมกริบเฉียดเฉียนลมหายใจคู่นั

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๐ หึงหวงกลางวังหลวง

    ผ้าห่มบนเตียงขยับแผ่วเบา ก่อนที่ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจะโผล่มองขึ้นมา ทั้งดื้อ ทั้งขุ่นเคืองปนความหึงหวงฉายชัดออกมาเซวียนอี้หยางเห็นดังนั้นก็แทบถอนหายใจอีกรอบหลงอี้เสวียนพึมพำต่ำๆ ราวกับออกคำสั่ง“เช่นนั้น ก็อย่าไปดื่มชากับมัน” เขาผ้าห่มขยับอีกนิด เสียงทุ้มต่ำยังคงเจือด้วยดื้อรั้นไม่ยินยอม“วังหลวงก็มีชา…หากเจ้าอยากดื่ม ข้าก็ชงให้ได้!”สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนสบกับบุรุษหน้ายังคงเจือด้วยความไม่พอใจอยู่เจ็ดส่วน ริมฝีปากหนาเม้มเป็นเส้นตรง“รูปร่างบางเพียงนี้…จะดื่มอะไรกับมันได้มากเพียงใดกัน”ปลายน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำบ่นกับตนเอง แต่ก็ชัดพอให้เซวียนอี้หยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้ยินไปด้วย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ท่าทางออกนอกหน้าเช่นนี้นั้น…เขาเอ่ย “ฝ่าบาทกำลังหึงหวงข้าอย่างงั้นงั้นหรือ”เซวียนอี้หยางเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างหยอกเย้า พลางโน้มเข้าใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ“เพ่ย! หลงอี้เสวียน”ทันใดนั้น เสียงของหวังจื่อหลงก็ตะโกนร้องดังลั่นมาตั้งแต่ระเบียงหน้าตำหนัก ราวกับพายุหอบโทสะถั่งโถมเข้ามา“ทั้งวังหลวงกำลังปั่นป่วนโกลาหล! แต่ไฉนคนผู้นี้ยังนอนซุกหัวมุดอย

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๙ เด็กสามขวบบนบัลลังก์มังกร

    เดิมทีท้องพระโรงก็วุ่นวายพออยู่แล้ว แต่วันนี้กลับโกลาหลยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านักข่าวลือที่ว่า ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทางไปสุสานหายสาบสูญ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง และก่อนที่ผู้ใดจะทันตั้งหลักทัน เหล่าขุนนางบางส่วนก็พากันยื่นฎีกาฉบับหนาปึกเรียงรายเป็นตั้ง เขียนร้องทุกข์ด้วยตัดพ้อสั่นเครือว่าหากฝ่าบาทสิ้นพระชนม์เสียแล้ว เหตุใดราชสำนักจึงยังไร้ผู้ขึ้นนั่งบัลลังก์!หรือราชวงศ์จะไร้ผู้นำปกป้องบ้านเมืองกระนั้นหรือ!ไม่เพียงเท่านั้น ผู้คนในเมืองหลวงจึงเริ่มกระซิบกระซาบว่า บ้านเมืองกระสับกระส่ายสั่นคลอน ความมั่นคงกำลังหายไปต่อหน้าต่อตา ความหวาดหวั่นแผ่ไปทั่วเหมือนหมอกหนาทึบในยามเช้าตรู่และผู้นำความวุ่นวายครั้งนี้ก็ไม่ใช่ผู้ใดอื่นนอกจากคุณชายฉางที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าแถวขุนนาง สวมใส่ชุดเต็มยศ สีหน้าแข็งกร้าวคล้ายตั้งใจจุดไฟกลางลานท้องพระโรงให้ลุกโชนเป็นเพลิงเสียงตีฆ้องดังสะท้อนก้องไปทั่วประตูวังหลวงทุกครั้งที่ตีฆ้องกระทบ เสียงลือก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้น หัวใจของเหล่ากำนัลในวังหลวงและทหารก็สั่นไหวไม่เป็นส่ำฉางเจ๋อเจียนจงใจตีฆ้องไม่หยุดคล้ายตั้งใ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๘ ดื้อรั้นยิ่งกว่าเด็กสามขวบ

    อู๋เซียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยอย่างมั่นคงเฉกเช่นทุกวัน ร่างสูงสวมใส่อาภรณ์ซีดเซียวหากแต่สะอาดสะอ้านและเรียบร้อย กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยละมุนตามมาติดตัว ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงชั่วขณะ“บาดแผลของฝ่าบาทสาหัสไม่น้อย” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ แต่กลับแฝงความเย็นชาที่ทำให้หลงอี้เสวียนเห็นหน้าแล้วเบื่อหน่ายเขาแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ มุมปากหนากระตุกโค้งยกยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยัน สายตาของหลงอี้เสวียนทอดมองบุรุษผู้มาใหม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้ง่ายๆ แน่ ที่มีลมหายใจก็หาใช่เพราะฝีมือของเจ้าเก่งกาจแต่เป็นข้ากัดฟันอดทนมาจนถึงตอนนี้ต่างหาก” น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเย้ยหยันไม่ปิดบังเลยว่า เขาไม่ถูกชะตากับหมอหนุ่มผู้นั้นสักนิดกล่าวได้ว่าชังขี้หน้าเข้ากระดูกดำเสียด้วยซ้ำ!อู๋เซียนมองอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย “อา…ที่หายดีหาใช่เพราะฝีมือข้า หากแต่เป็นความสามารถของเจ้าใช่หรือไม่”สายตาของอู๋เซียนจับจ้องเขม็งไปที่คนป่วยดื้อรั้นนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ เหตุใดจึงเถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ เสมือนเด็กสามขวบที่พยายามอยากเอาชนะก็ไม่ปาน มิหนำซ้ำยังกล้าดีอย่างไรกล่าวว่าเป็นความสามาร

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๗ เรื่องที่ไม่ควรกล่าวถึง

    ความเงียบระหว่างทั้งคู่ยืดยาวขึ้นอย่างน่าอึดอัดเซวียนอี้หยางเก้ๆ กังๆ สายตาล่อกแล่กไปมา นั่งนิ่งตรงนั้น แอบเหลือบตาขึ้นมองพี่ชายแล้วรีบหลุบลงทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุความลับทั้งหมดของเขาเซวียนจื่อเหวินเลิกคิ้วอย่างจับผิด“เงียบเช่นนี้…น่าสงสัยนัก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พลางยกน้ำชาขึ้นจรดริม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๕ ความลับที่ถูกคาดคั้น

    ไฉนเลยเซวียนอี้หยางจะข่มตานอนหลับลงได้อีก หลังจากที่ประตูตำหนักปิดลงอย่างแผ่วเบา ภายในจึงตกอยู่ในความเงียบงันเขานอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง กวาดสายตามองเพดานสูงตรงเบื้องบนอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าควรจัดการชีวิตของตนอย่างไร หรือคงต้องกลับไปจวนสกุลเซวียนแล้วสารภาพว่าไร้ความสามารถ ยอมจำนนต่อชะตากรรม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๔ เช้าของความวุ่นวาย

    เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

    บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status