แชร์

๕ ความลับที่ถูกคาดคั้น

ผู้เขียน: วอลจู
last update วันที่เผยแพร่: 2026-02-28 23:14:31

ไฉนเลยเซวียนอี้หยางจะข่มตานอนหลับลงได้อีก หลังจากที่ประตูตำหนักปิดลงอย่างแผ่วเบา ภายในจึงตกอยู่ในความเงียบงัน

เขานอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง กวาดสายตามองเพดานสูงตรงเบื้องบนอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าควรจัดการชีวิตของตนอย่างไร หรือคงต้องกลับไปจวนสกุลเซวียนแล้วสารภาพว่าไร้ความสามารถ ยอมจำนนต่อชะตากรรม ให้บิดาจับไปเป็นทหารในค่ายเสียให้สิ้นเรื่อง ส่วนชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปนั้น…

เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร หากไม่ตายกลางสนามรบก็คงใช้มันอย่างไร้จุดหมายแน่

เซวียนอี้หยางนอนนิ่งอยู่นาน ความเหน็ดเหนื่อยจากเมื่อวานทำให้เขาไม่รู้ว่าเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใด มิหนำซ้ำยังไม่ทันรู้ตัวอีกว่ามีผู้ใดอุ้มเขาขึ้นมานอนบนเตียง

ใครกัน…ผู้ใดอุ้มเขาเข้ามา!?

ความคิดนั้นทำให้เซวียนอี้หยางรู้สึกสับสน จนเอ็นขมับเต้นตุบๆ ปวดเกร็ง ก่อนจะดีดตัวลุกขึ้นและรีบออกจากตำหนักทันที

วังหลวงกว้างใหญ่เกินกว่าที่เขาเคยคิดไว้ และนี่ก็เป็นเพียงวันที่สองที่ได้เข้ามา

เมื่อวานนี้เซวียนอี้หยางยังไม่ทันได้สังเกตสิ่งใด เพราะมัวแต่ยุ่งวุ่นอยู่กับการปรนนิบัติบุรุษผู้นั้น

เซวียนอี้หยางเดินสำรวจรอบๆ ตำหนักที่เพิ่งออกมา

สายตาของเขากวาดมองไปทุกทิศทางแลซ้ายขวาราวกับกำลังตามหาคนผู้หนึ่ง เหล่านางกำนัลและทหารที่อยู่โดยรอบเห็นแล้วต่างแสดงออกด้วยความเคารพนอบน้อมทันที

ยามนี้ข่าวลือในวังหลวงกระจายออกไปทั่วแล้วว่าบุรุษหน้าหวานผู้หนึ่งนี้แท้จริงไม่ใช่สตรี หาได้เป็นผู้ที่ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนพาเข้าตำหนักตั้งแต่เมื่อวานทั้งวันจนถึงตอนนี้เพิ่งออกมา

แท้จริงแล้วอีกฝ่ายคือบุรุษ หาใช่สตรีอย่างที่หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด

มิหนำซ้ำยังเป็นขันทีอีก

ดังนั้นแล้ว หาได้เป็นอย่างที่ข่าวลือแผ่กระจายออกไป

เซวียนอี้หยางหาได้สนใจสายตาที่มอง เขายังคงเดินสำรวจไปตามทางเดินกว้าง ดวงตากลมโตสอดส่องทุกซอกทุกมุมทั่วของตำหนัก มิต่างจากหัวขโมยที่กำลังลอบวางแผนอยู่ในใจก็ไม่ปาน

ทว่าแท้จริงแล้ว เพียงแค่สับสนและประหลาดใจก็เท่านั้น

“นี่มันกว้างใหญ่เกินไป…” เขาพึมพำเบาๆ ขณะที่พยายามทำความเข้าใจกับตำหนักที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ขณะที่เขากำลังเดินเงียบๆ ผ่านระเบียงยาวสุดลูกหูลูกตาก็ได้ยินเสียงของสตรีผู้หนึ่งแผ่วเบาแต่ชัดเจนดังมาจากด้านข้าง

“ช่างบังเอิญนัก เจอกันอีกแล้วนะเพคะ” น้ำเสียงหวานปนเจ้าเล่ห์ทำให้เซวียนอี้หยางต้องหยุดเท้ากึก หันมองทันที

สตรีผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าหลังเขา ห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น อาภรณ์สีฉูดฉาดผ่าสูงเผยเรียวขาอย่างจงใจ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกึ่งเยาะเย้ย คล้ายกำลังตั้งใจล่อลวงเขาเข้ามาใกล้

“พูดกับข้ารึ…!” เซวียนอี้หยางพึมพำ ดวงตากลมโตตื่นตัว แต่ยังคงแฝงความระมัดระวัง ก่อนจะหันมองซ้ายแลขวาเผื่อว่าสตรีตรงหน้าอาจจำผิดคน หรือเขาเข้าใจผิดไปเอง

ทว่าสตรีผู้นั้นก้าวเข้าใกล้ ลากสายตามองเขาอย่างเชื่องช้า “เห็นท่านหน้าตาหวานเยิ้มราวกับสตรีเช่นนี้ หม่อมฉันก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าแท้จริงแล้วใช่สตรีที่แอบแปลงกายเป็นบุรุษไม่”

เหม่ยเฟยพูดราวกับหยอกล้ออย่างขบขัน ทว่าแววตากลับแฝงความสงสัยและคับแคลงใจชัดเจน

เซวียนอี้หยางขมวดคิ้วมุ่น รู้สึกว่าสตรีตรงหน้าไม่สมควรเข้าใกล้หรือข้องเกี่ยวด้วย เขาจึงถอยหลังเล็กน้อยพร้อมกลืนน้ำลายลงคออย่างประหม่า

“ข้าไม่ใช่สตรี...ได้โปรดแม่นางหลีกทางข้าด้วยขอรับ!” เขาตะโกนเสียงเบา แต่เต็มไปด้วยความจริงจัง

เหม่ยเฟยได้ยินแล้วหลุดหัวเราะร่าราวกับได้ใจ แต่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า

“อ๊ะ…หรือแท้จริงเป็นเช่นนั้นจริงเพคะ”

นางเลิกคิ้วถามต่อ สายตายังคงจับจ้องเรือนร่างบอบบางไม่วางราวกับจะมองทะลุผ่านไปถึงด้านใน

“หลอกลวงเพียงสูงมีโทษประหารนะเพคะ” น้ำเสียงหวานกดต่ำราวข่มขู่ อีกทั้งยังรู้สึกเจ็บใจจากเรื่องเมื่อวานไม่หาย

นางอุตส่าห์หาทางพยายามหาทางลอบเข้าไปในตำหนักให้ได้แต่ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนเอาแต่สนใจขันทีหน้าหวานผู้นั้น มองอย่างไม่กระพริบด้วยซ้ำกระมัง มิหนำซ้ำยังถูกข่มขู่จะเอาชีวิตอีก

ดังนั้น จึงทำให้หัวใจนางร้อนรุ่มเต็มไปด้วยความโกรธและความอับอาย

กว่าจะรุ่งเช้า เหม่ยเฟยเสียเงินไปไม่รู้กี่ตำลึงเพื่อที่จะได้เข้าใกล้ตำหนักหวังจะปืนป่ายขึ้นที่สูง แต่กลับได้รับเพียงความพ่ายแพ้ เจ็บช้ำใจ และถูกข่มขู่ให้ถอยห่างแทน

ความอับอายและความโกรธแค้นแล่นร้อนราวไฟในอก ทำให้นางบดกำมือแน่น พลางสบถออกมาเบาๆ ราวกับต้องการระบายทุกความคับข้องใจ

เหม่ยเฟยตะโกนคาดเค้นไม่ยอมลดละ

“หึ! คิดว่าข้าตาบอดมองไม่ออกหรืออย่างไร”

เสียงเย็นชานั้นทำให้เซวียนอี้หยางทั้งงุนงง เริ่มหงุดหงิดในคราเดียวกัน ทั้งกลัวจะถูกจับได้ว่าไม่ใช่ขันที และยิ่งรำคาญที่ถูกอีกฝ่ายกล่าวหาว่าเป็นสตรี ไม่เพียงเท่านั้น ยังถูกยัดเยียดให้เขาจะเป็นสตรีอยู่ร่ำไปจนได้

มิหนำซ้ำ สายตาของสตรีตรงหน้าที่กำลังจับจ้องมองอย่างจับผิด ราวกับว่าหากถอดอาภรณ์ของเขาออกหมดทุกชิ้นจนได้ ก็คงทำไปแล้ว เพียงตรวจสอบยืนยันให้แน่ชัดว่าเขาเป็นบุรุษไม่ใช่สตรี

เซวียนอี้หยางหน้าร้อนวูบ ความโกรธและความอับอายปนกันไป สติเริ่มตั้งมั่น

“ข้าขันทีเซวียน! เป็นของฝ่าบาท…หาใช่สตรีอย่างที่แม่นางคิดไม่! ได้โปรดหลบทางเสียเถอะ!” เขาพูดพร้อมก้าวเท้าเข้าหานางอย่างมั่นคง หมายจะเดินผ่านไปโดยเร็ว แต่ก็แฝงความรำคาญและหวาดกลัวว่าจะหลุดพิรุธ

ทว่าสตรีผู้นั้นกลับขวางทางเอาไว้ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเย้ายวนและท้าทาย

เหม่ยเฟยคิดเอาไว้ในใจแล้วว่าสังหรณ์ใจของนางไม่ผิดแน่ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งจับจ้องลึกไปยังบุรุษหน้าหวานอย่างจับผิด ริมฝีปากโค้งยิ้มเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วราวท้าทาย

“หึ! หาไม่ใช่แล้วขันทีเซวียนจะรีบไปที่ใดกันเล่า ราวกับคนกำลังหนีความจริง และหากไม่ใช่…ไฉนพูดแล้วไม่กล้าสบตาข้ากัน”

ถ้อยคำนั้นทำเอาเซวียนอี้หยางสูดหายใจลึกอดกลั้นตั้งสติ เขากำมือแน่นระบายอารมณ์ เพราะความอดทนที่มีอยู่กำลังค่อยๆ ขาดสะบั้นลงในไม่ช้า

เซวียนอี้หยางสูดหายใจลึก เบี่ยงตัวหลบจะเดินผ่าน แต่อีกฝ่ายกลับยกมือขึ้นขวางทางอีกครั้ง

รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ฉายชัดบนใบหน้าคนงาม

เหม่ยเฟยเลิกคิ้วมองอย่างท้าทายไม่ยอมหลบไปง่ายๆ นางจะต้องฉีกหน้ากากของคนผู้นี้ออกให้จงได้!

“หึ! ข้าไม่ยอมให้เจ้าไปไหนง่ายๆ แน่ จนกลัวจะยอมรับความจริงออกมาว่า เจ้าเป็นสตรีหาใช่บุรุษ!” นางเอ่ย นัยน์ตาเมล็ดซิ่งแข็งกร้าวจ้องเขม็งมองขันทีหนุ่มอย่างเอาเรื่องจริงๆ จังๆ

เหม่ยเฟยพลางสูดลมหายใจ พยายามตั้งสติไม่ให้พุ่งเข้าไปกระชากความจริงออกมาจากปากอีกฝ่ายด้วยมือของตนเอง

ยามนี้บรรยากาศเริ่มครุ่นกรุ่นเสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนนางกำนัลที่เดินผ่านไปมาหรือทหารยาม ยังต้องหันมองด้วยความสนใจกันทั้งสิ้น

ไฉนเล่าจะไม่มีผู้ใดรู้จัก เหม่ยเฟย…สนมผู้เคยเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนเล่า

ทว่ายามนี้บัลลังก์ได้เปลี่ยนมือไปแล้ว

ความอวดดีและหยิ่งทะนงของนางกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย แทนที่จะสำนึกและใช้ชีวิตอย่างสงบเสงี่ยมหลังรอดพ้นชะตากรรม ทว่านางยังหวงความเป็นใหญ่และแสดงความเหนือผู้อื่นอยู่เช่นเดิม

แทนที่จะวางอยู่อย่างสงบเสงี่ยม แต่กลับหาเรื่องผู้อื่นไปทั่ว ไม่เกรงกลัวกฎเกณฑ์ใดๆ

เซวียนอี้หยางขมวดคิ้วจนแน่น เขาแทบอยากจะตะโกนใส่หน้าตอกกลับ แต่เสียงเล็กๆ ของเขากลับเอ่ยออกมาราวกระซิบ

“แม่นาง…หลีกไปเสียที อย่าให้ข้าต้องหมดความอดทน!”

เหม่ยเฟยหัวเราะราวกับได้ใจ ดวงตาประกายเจ้าเล่ห์

“หมดความอดทน…หรือเพราะเจ้ากลัวความจริงกันแน่”

เซวียนอี้หยางสูดลมหายใจลึก ใบหน้าร้อนผ่าวจนแทบไหม้ ลมปราณของเขาสั่นเล็กน้อย ความอดทนที่มีขาดสะบั้นทันที

“ข้าบอกแล้ว…ว่าข้าคือขันที! หาใช่สตรีไม่!” เขาเค้นเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย กัดฟันกรอดจนแน่น ทว่าท่าทางหาได้ดูหวาดกลัวสักนิด มองดูแล้วพลันเกิดความเอ็นดูเสียมากกว่า

เหม่ยเฟยยักไหล่ พลางยิ้มอ่อนหวานอย่างยียวน “อือ…ข้าหลีกทางให้ก็ได้ แต่คงต้องให้ข้าตรวจสอบก่อนว่าแท้จริงแล้ว เจ้าคือบุรุษหรือสตรีกันเป็นอะไรแน่”

เซวียนอี้หยางรู้สึกหัวใจเต้นแรงขึ้นทันที ทั้งหงุดหงิดและทั้งกลัวหลุดโป๊ะแตก

“หยุดพูด! ข้าไม่ใช่สตรี! หากพูดอีกคำเดียว…”

เหม่ยเฟยแกล้งทำเป็นทำหน้างุนงง ใสซื่อ “ข้าหาได้พูดอันใดผิดเสียหน่อย เพียงแต่เห็นใบหน้าหวานๆ ของเจ้าแล้ว…ทำไมช่างคล้ายคลึงสตรีเหลือเกินนะ”

เขาข่มใจแทบไม่อยู่ ความโกรธปนความอายระเบิดออก

“เพียงพอแล้ว! ข้าเตือนท่านครั้งสุดท้าย! หากยังไม่ออกไป ข้าจะ…” ก่อนที่เขาจะได้พูดจบ เสียงฝ่ามือหนาจับชายเสื้อของนางไว้แน่น เซวียนอี้หยางตกใจ แต่เหม่ยเฟยกลับยิ้มเย็น รู้ทัน

“ขันทีเซวียน…ใจเย็นก่อนเถอะ ข้าไม่อยากให้ท่านใช้ความรุนแรงกับข้าเช่นกันนะ”

เหม่ยเฟยมองตาปริบๆ อย่างใสซื่อไร้เดียงสา จับมืออีกฝ่าย บังคับมาจับชายอาภรณ์ของนางเอาไว้แน่นราวกับจงใจให้บุรุษตรง หน้ากำลังจะทำร้ายร่างกาย

นัยน์ตาเมล็ดซิ่งพลันสั่นระริกอย่างเสแสร้งชัดเจน

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๓ มังกรผู้หลงภรรยา

    หลายเดือนผ่านไปวันนี้ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัด ทั้งที่ก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางมากมายจนแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับคล้ายว่างเปล่า จนไร้แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คน ราวกับเสียงฝีเท้าและคำพูดทุกคำจากภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้แสงอาทิตย์ตอนสายสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นเรียบ เงาและแสงเล่นซ้อนกัน ขับเน้นให้ความว่างเปล่าของท้องพระโรงเด่นชัดยิ่งขึ้นเหล่าขุนนางทุกคนต่างชะงัก ท่าทางเกร็งเครียดด้วยความหวาดระแวง ผวากับอารมณ์ของผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น เดี๋ยวก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว อีกหน่อยเดี๋ยวก็หัวเราะร่าแผ่วเบา ราวกับจิตใจกำลังโลดแล่นไปกับสิ่งใดไม่อาจหยั่งถึงท่าทางเช่นนี้เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว คราแรกผู้ใดเห็นก็คิดว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนคงทรุดไข้หรือไม่ก็อยู่ในอาการเจ็บป่วยแต่ผ่านมาหลายเดือนเช่นนี้…ผู้ใดเลยจะกล้าสรุปเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจกันอารมณ์ที่ผิดปกติและแปลกประหลาดนี้…ทำให้ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงหดเกร็ง ระวังทุกคำพูด ทุกท่าที เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดหรือหวังสิ่งใดอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นพว

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๒ เป็นของข้าเพียงผู้เดียว

    ภายหลังจากความวุ่นวายสงบลง ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ในวังหลวงอีกครั้ง หลงอี้เสวียนนั่งเหยียดหลังตรงอยู่หลังโต๊ะดวลหมากในศาลาข้างสระบัวน้ำสีใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ทอเป็นประกายราวระยิบระยับ สีหน้าของเขาคงราบเรียบไร้อารมณ์ใดให้สังเกต แต่แววตาคมกริบกลับแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสายลมอ่อนพัดพลิ้วผ่านผืนน้ำและใบบัว เสียงกิ่งไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเรียกให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายหลงอี้เสวียนโน้มตัวไปจับหมากบนโต๊ะ ปลายนิ้วยาววางลงอย่างใจเย็น ท่าทางเคลื่อนไหวช้าๆ นั้นเผยถึงความอ่อนล้า“ฝ่าบาท…ดูเหนื่อยนัก ข้าจะไปเตรียมน้ำชาให้ขอรับ”เซวียนอี้หยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปที่อีกฝ่าย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่บนริมฝีปาก ทำให้บรรยากาศรอบศาลาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดหลงอี้เสวียนละสายตาจากหมาก ขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาอบอุ่นที่ลอยมาจากคนใกล้ๆ จนต้องเหลียวมอง“ข้าไม่ต้องการน้ำชาแค่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้ เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เย็นยะเยือกแต่กลับเต็มไปด้วยความห่

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๑ ความลับถูกเปิดเผย

    ยามนี้ ผู้คนเกือบทั้งเมืองหลวงต่างแห่กันมาห้อมล้อมหน้าประตูวังหลวง เสียงซุบซิบนินทา พูดคุยและเสียงตื่นตระหนกผสมกันเป็นคลื่นวุ่นวายบางคนมายืนทอดมองด้วยความสนใจบางคนหวังตรวจสอบความมั่นคงของเมืองหลวงบางคนลอบถามข้างหูขุนนางถึงเรื่องข่าวลือที่ลั่นลือไปทั่วว่า มีพวกที่พยายามสอดแนมและหาทางแย่งบัลลังก์!และเมื่อพวกเขาเห็นฮ่องเต้หลงอี้เสวียนผู้ที่มีข่าวลือว่าถูกโจรป่าซุ้มดักปล้นระหว่างทางไปสุสานและภายหลังจากนั้นก็ไปหายสาบสูญนานหลายสิบวันปรากฏตัวอีกครั้งหน้าประตูวังหลวงความตื่นตระหนกและความตื่นเต้นปะปนกัน ผู้คนถอยห่างกันราวกับถูกแรงดึงดูดจากความเกรงกลัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้หนุ่ม ดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นคล้ายกำลังทะลุหัวใจผู้ใดก็ได้หลงอี้เสวียนเดินออกมาแต่ละก้าวหนักแน่นและมั่นคง ร่างสูงสง่าราวภูผา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับภาพวาด ทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมความโกรธนั้น…ที่ฉายชัดออกมาจนเหล่าขุนนางและผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบถึงกับปิดปากเงียบกริบ กลัวเป็นเป้าของดวงตาคมกริบเฉียดเฉียนลมหายใจคู่นั

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๐ หึงหวงกลางวังหลวง

    ผ้าห่มบนเตียงขยับแผ่วเบา ก่อนที่ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจะโผล่มองขึ้นมา ทั้งดื้อ ทั้งขุ่นเคืองปนความหึงหวงฉายชัดออกมาเซวียนอี้หยางเห็นดังนั้นก็แทบถอนหายใจอีกรอบหลงอี้เสวียนพึมพำต่ำๆ ราวกับออกคำสั่ง“เช่นนั้น ก็อย่าไปดื่มชากับมัน” เขาผ้าห่มขยับอีกนิด เสียงทุ้มต่ำยังคงเจือด้วยดื้อรั้นไม่ยินยอม“วังหลวงก็มีชา…หากเจ้าอยากดื่ม ข้าก็ชงให้ได้!”สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนสบกับบุรุษหน้ายังคงเจือด้วยความไม่พอใจอยู่เจ็ดส่วน ริมฝีปากหนาเม้มเป็นเส้นตรง“รูปร่างบางเพียงนี้…จะดื่มอะไรกับมันได้มากเพียงใดกัน”ปลายน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำบ่นกับตนเอง แต่ก็ชัดพอให้เซวียนอี้หยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้ยินไปด้วย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ท่าทางออกนอกหน้าเช่นนี้นั้น…เขาเอ่ย “ฝ่าบาทกำลังหึงหวงข้าอย่างงั้นงั้นหรือ”เซวียนอี้หยางเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างหยอกเย้า พลางโน้มเข้าใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ“เพ่ย! หลงอี้เสวียน”ทันใดนั้น เสียงของหวังจื่อหลงก็ตะโกนร้องดังลั่นมาตั้งแต่ระเบียงหน้าตำหนัก ราวกับพายุหอบโทสะถั่งโถมเข้ามา“ทั้งวังหลวงกำลังปั่นป่วนโกลาหล! แต่ไฉนคนผู้นี้ยังนอนซุกหัวมุดอย

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๙ เด็กสามขวบบนบัลลังก์มังกร

    เดิมทีท้องพระโรงก็วุ่นวายพออยู่แล้ว แต่วันนี้กลับโกลาหลยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านักข่าวลือที่ว่า ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทางไปสุสานหายสาบสูญ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง และก่อนที่ผู้ใดจะทันตั้งหลักทัน เหล่าขุนนางบางส่วนก็พากันยื่นฎีกาฉบับหนาปึกเรียงรายเป็นตั้ง เขียนร้องทุกข์ด้วยตัดพ้อสั่นเครือว่าหากฝ่าบาทสิ้นพระชนม์เสียแล้ว เหตุใดราชสำนักจึงยังไร้ผู้ขึ้นนั่งบัลลังก์!หรือราชวงศ์จะไร้ผู้นำปกป้องบ้านเมืองกระนั้นหรือ!ไม่เพียงเท่านั้น ผู้คนในเมืองหลวงจึงเริ่มกระซิบกระซาบว่า บ้านเมืองกระสับกระส่ายสั่นคลอน ความมั่นคงกำลังหายไปต่อหน้าต่อตา ความหวาดหวั่นแผ่ไปทั่วเหมือนหมอกหนาทึบในยามเช้าตรู่และผู้นำความวุ่นวายครั้งนี้ก็ไม่ใช่ผู้ใดอื่นนอกจากคุณชายฉางที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าแถวขุนนาง สวมใส่ชุดเต็มยศ สีหน้าแข็งกร้าวคล้ายตั้งใจจุดไฟกลางลานท้องพระโรงให้ลุกโชนเป็นเพลิงเสียงตีฆ้องดังสะท้อนก้องไปทั่วประตูวังหลวงทุกครั้งที่ตีฆ้องกระทบ เสียงลือก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้น หัวใจของเหล่ากำนัลในวังหลวงและทหารก็สั่นไหวไม่เป็นส่ำฉางเจ๋อเจียนจงใจตีฆ้องไม่หยุดคล้ายตั้งใ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๘ ดื้อรั้นยิ่งกว่าเด็กสามขวบ

    อู๋เซียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยอย่างมั่นคงเฉกเช่นทุกวัน ร่างสูงสวมใส่อาภรณ์ซีดเซียวหากแต่สะอาดสะอ้านและเรียบร้อย กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยละมุนตามมาติดตัว ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงชั่วขณะ“บาดแผลของฝ่าบาทสาหัสไม่น้อย” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ แต่กลับแฝงความเย็นชาที่ทำให้หลงอี้เสวียนเห็นหน้าแล้วเบื่อหน่ายเขาแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ มุมปากหนากระตุกโค้งยกยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยัน สายตาของหลงอี้เสวียนทอดมองบุรุษผู้มาใหม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้ง่ายๆ แน่ ที่มีลมหายใจก็หาใช่เพราะฝีมือของเจ้าเก่งกาจแต่เป็นข้ากัดฟันอดทนมาจนถึงตอนนี้ต่างหาก” น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเย้ยหยันไม่ปิดบังเลยว่า เขาไม่ถูกชะตากับหมอหนุ่มผู้นั้นสักนิดกล่าวได้ว่าชังขี้หน้าเข้ากระดูกดำเสียด้วยซ้ำ!อู๋เซียนมองอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย “อา…ที่หายดีหาใช่เพราะฝีมือข้า หากแต่เป็นความสามารถของเจ้าใช่หรือไม่”สายตาของอู๋เซียนจับจ้องเขม็งไปที่คนป่วยดื้อรั้นนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ เหตุใดจึงเถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ เสมือนเด็กสามขวบที่พยายามอยากเอาชนะก็ไม่ปาน มิหนำซ้ำยังกล้าดีอย่างไรกล่าวว่าเป็นความสามาร

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๗ เรื่องที่ไม่ควรกล่าวถึง

    ความเงียบระหว่างทั้งคู่ยืดยาวขึ้นอย่างน่าอึดอัดเซวียนอี้หยางเก้ๆ กังๆ สายตาล่อกแล่กไปมา นั่งนิ่งตรงนั้น แอบเหลือบตาขึ้นมองพี่ชายแล้วรีบหลุบลงทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุความลับทั้งหมดของเขาเซวียนจื่อเหวินเลิกคิ้วอย่างจับผิด“เงียบเช่นนี้…น่าสงสัยนัก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พลางยกน้ำชาขึ้นจรดริม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๖ ปั้นน้ำเป็นตัว

    เหล่านางกำนัลและทหารยามที่เดินผ่านบริเวณนั้นต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับชะลอฝีเท้า หยุดมองด้วยความสนใจทั้งสิ้นภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า…คือขันทีเซวียนกำลังชักสีหน้ามีปากเสียง แถมยังหาเรื่องพระสนมเหม่ยเฟยงั้นหรือ!?หลายคนถึงกับยกมือขึ้นขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลัวว่าตนเองจะสายตาเลอะเลือนมองผิดไปร่างบางขอ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๔ เช้าของความวุ่นวาย

    เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

    บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status