Share

๔ เช้าของความวุ่นวาย

Penulis: วอลจู
last update Tanggal publikasi: 2026-02-28 00:05:39

เช้าวันถัดมา

แสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้า

หัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่า

หลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้าน

ทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิบใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดู

หลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง

ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้น

ดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุก

แต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่อย ๆ จับภาพบางอย่างได้ชัด

เงาร่างสูงใหญ่ สง่างาม ใบหน้าหล่อคมคายที่ทั้งเย็นชาและน่าหวาดเกรง…หลงอี้เสวียน!

หัวใจของเซวียนอี้หยางสะดุดวูบทันที ความง่วงงุนที่มีก่อนหน้าสะบัดหายไปในชั่วพริบตา

เหตุใดมังกรตนนั้นจึง…ยืนอยู่ข้างเตียงของเขา!?

และยิ่งพอมองรอบห้อง ลวดลายกองมังกรบนเสา ผ้าม่านแพรสีทองอ่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ แปลกเช่นนี้

นี่ไม่ใช่เรือนของเขาที่สกุลเซวียน!

แต่เป็นตำหนักของบุรุษผู้นั้นหรือ!?

หลงอี้เสวียนนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองใบหน้าขาวอย่างลุ่มหลงก็ไม่ปาน ริมฝีปากหนายกยิ้มบางๆ อย่างควบคุมไม่อยู่

“หึ! เมื่อวานคงเหนื่อยมากใช่หรือไม่…”

เซวียนอี้หยางเบิกตากว้างทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งพรวดพราดตามสัญชาตญาณ แต่เพียงแค่ขยับผ้าห่มก็รู้ทันทีว่าเมื่อคืนเขานอนบนเตียง…ขอบุรุษตรงหน้า

พื้นที่เตียงข้างๆ ยังคงมีไออุ่นจากกายไม่จาง

หรือแท้จริงแล้วเป็นเขาที่ตาฝาดไปเอง?

ไม่แน่ว่านี่คงเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น

เหตุใดถึงกล้าคิดว่าบุรุษผู้นั้นจะมายืนมองเช่นนี้ตั้งแต่เช้า!?

หัวใจดวงน้อยของเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก เขายกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรงอรกครั้ง

“หรือ…ข้ายังไม่ตื่น” น้ำเสียงพึมพำกับตัวเองเบาๆ

และเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เงาร่างนั้นยังคงอยู่…ยืนนิ่ง มองเขาด้วยสายตาอ่านไม่ออก

นี่หาใช่ภาพลวงตา…มิใช่ความฝัน แต่เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆ

แรงลมจากขอบหน้าต่างพัดโชยเข้า พลันทำเอาผมเส้นเล็กของเซวียนอี้หยางปลิวปัดทาบแก้มจนดูยุ่งขึ้นเล็กน้อย หลงอี้เสวียนเห็นแล้วจึงยื่นมือไปจัดให้เข้าที่อย่างเผลอตัว แต่สัมผัสแผ่วเบาทำให้ขันทีหนุ่มขยับหนีเล็กน้อยแม้ยังไม่ตื่นดี ใบหน้าเนียนแนบหมอนนุ่มใกล้มือทำเอาอีกฝ่ายรู้สึกไหววาบในอกอย่งไรสาเหตุ

หลงอี้เสวียนมองอยู่นาน ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ช่างเป็นภาระแต่เช้าเสียจริง…”

เซวียนอี้หยางนิ่งงั้นคล้ายถูกแช่แข็ง มองดูอีกฝ่ายที่ขยับเข้าใกล้อีกนิด จับผ้าแพรดึงไปคลุมกายให้โดยไม่ใส่ใจ ดวงตาคมกริบพลันอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะจัดผ้าห่มให้คลุมแน่นขึ้นเล็กน้อย

หลงอี้เสวียนเอ่ย “นี่ยังเช้าอยู่นัก…นอนต่อเถิด”

แสงแดดยามสายค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาทีละน้อย ทาบเงาอบอุ่นลงบนใบหน้าทั้งสองที่อยู่ไม่ห่างกันบนเตียงกว้างนั้น

และแม้จะไม่มีคำพูดใดแต่บรรยากาศกลับชัดเจนเหลือเกิน

เซวียนอี้หยางไม่รู้ว่าควรตกใจเรื่องใดก่อนดี…ระหว่างความจริงที่ว่า เขานอนบนเตียงของอีกฝ่ายเพราะดูจากร่องรอยบนผ้าปูแล้ว…คงนอนเคียงข้างกันทั้งคืนอีกด้วย!

หรือควรตกใจกับถ้อยคำเมื่อคืนที่อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหมือนกำลังสั่งภรรยาที่ต้องประคับประคองให้พักผ่อนมากกว่าออกคำสั่งกับขันทีเฉกเช่นเขา!?

ใบหน้าของเซวียนอี้หยางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะพังเตียงเสียให้ได้

เขากลายเป็นคนที่คนผู้นั้นจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่เมื่อไรกัน!?

ความวุ่นวายตีกันยุ่งในหัวจนเขาแทบลืมหายใจ

แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ การเห็นอีกฝ่ายเป็นคนแรกของวันเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา

ทำให้เขาทั้งสับสน ทั้งประหม่า ทั้งทำตัวไม่ถูกอย่างที่สุด!

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นใกล้หน้าประตู ราวกับเหล่านางประจำตำหนักได้รับสัญญาณว่าฝ่าบาทตื่นแล้ว ไม่นานนักบานประตูก็ถูกผลักเปิดออก ร่างของกำนัลหลายคนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม

“ฝ่าบาท…เพคะ”

ทว่าหลงอี้เสวียนกลับยกมือขึ้นห้ามเสียงเบาแต่เด็ดขาด

“เงียบเสีย…อย่าทำให้เขาตื่น”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ย ก่อนจะละสายตาจากคนบนเจียงหันไปมองอีกทางพร้อมเดินออกห่างไปเล็กน้อย

เช้าวันถัดมา

แสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้า

หัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่า

หลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้าน

ทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิ้มใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดู

หลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง

ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้น

ดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุก

แต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่อย ๆ จับภาพบางอย่างได้ชัด

เงาร่างสูงใหญ่ สง่างาม ใบหน้าหล่อคมคายที่ทั้งเย็นชาและน่าหวาดเกรง…หลงอี้เสวียน!

หัวใจของเซวียนอี้หยางสะดุดวูบทันที ความง่วงงุนที่มีก่อนหน้าสะบัดหายไปในชั่วพริบตา

เหตุใดมังกรตนนั้นจึง…ยืนอยู่ข้างเตียงของเขา!?

และยิ่งพอมองรอบห้อง ลวดลายกองมังกรบนเสา ผ้าม่านแพรสีทองอ่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ แปลกเช่นนี้

นี่ไม่ใช่เรือนของเขาที่สกุลเซวียน!

แต่เป็นตำหนักของบุรุษผู้นั้นหรือ!?

หลงอี้เสวียนนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองใบหน้าขาวอย่างลุ่มหลงก็ไม่ปาน ริมฝีปากหนายกยิ้มบางๆ อย่างควบคุมไม่อยู่

“หึ! เมื่อวานคงเหนื่อยมากใช่หรือไม่…”

เซวียนอี้หยางเบิกตากว้างทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งพรวดพราดตามสัญชาตญาณ แต่เพียงแค่ขยับผ้าห่มก็รู้ทันทีว่าเมื่อคืนเขานอนบนเตียง…ขอบุรุษตรงหน้า

พื้นที่เตียงข้างๆ ยังคงมีไออุ่นจากกายไม่จาง

หรือแท้จริงแล้วเป็นเขาที่ตาฝาดไปเอง?

ไม่แน่ว่านี่คงเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น

เหตุใดถึงกล้าคิดว่าบุรุษผู้นั้นจะมายืนมองเช่นนี้ตั้งแต่เช้า!?

หัวใจดวงน้อยของเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก เขายกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรงอีกครั้ง

“หรือ…ข้ายังไม่ตื่น” น้ำเสียงพึมพำกับตัวเองเบาๆ

และเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เงาร่างนั้นยังคงอยู่…ยืนนิ่ง มองเขาด้วยสายตาอ่านไม่ออก

นี่หาใช่ภาพลวงตา…มิใช่ความฝัน แต่เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆ

แรงลมจากขอบหน้าต่างพัดโชยเข้า พลันทำเอาผมเส้นเล็กของเซวียนอี้หยางปลิวปัดทาบแก้มจนดูยุ่งขึ้นเล็กน้อย หลงอี้เสวียนเห็นแล้วจึงยื่นมือไปจัดให้เข้าที่อย่างเผลอตัว แต่สัมผัสแผ่วเบาทำให้ขันทีหนุ่มขยับหนีเล็กน้อยแม้ยังไม่ตื่นดี ใบหน้าเนียนแนบหมอนนุ่มใกล้มือทำเอาอีกฝ่ายรู้สึกไหววาบในอกอย่างไรสาเหตุ

หลงอี้เสวียนมองอยู่นาน ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ช่างเป็นภาระแต่เช้าเสียจริง…”

เซวียนอี้หยางนิ่งงั้นคล้ายถูกแช่แข็ง มองดูอีกฝ่ายที่ขยับเข้าใกล้อีกนิด จับผ้าแพรดึงไปคลุมกายให้โดยไม่ใส่ใจ ดวงตาคมกริบพลันอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะจัดผ้าห่มให้คลุมแน่นขึ้นเล็กน้อย

หลงอี้เสวียนเอ่ย “นี่ยังเช้าอยู่นัก…นอนต่อเถิด”

แสงแดดยามสายค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาทีละน้อย ทาบเงาอบอุ่นลงบนใบหน้าทั้งสองที่อยู่ไม่ห่างกันบนเตียงกว้างนั้น

และแม้จะไม่มีคำพูดใดแต่บรรยากาศกลับชัดเจนเหลือเกิน

เซวียนอี้หยางไม่รู้ว่าควรตกใจเรื่องใดก่อนดี…ระหว่างความจริงที่ว่า เขานอนบนเตียงของอีกฝ่ายเพราะดูจากร่องรอยบนผ้าปูแล้ว…คงนอนเคียงข้างกันทั้งคืนอีกด้วย!

หรือควรตกใจกับถ้อยคำเมื่อคืนที่อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหมือนกำลังสั่งภรรยาที่ต้องประคับประคองให้พักผ่อนมากกว่าออกคำสั่งกับขันทีเฉกเช่นเขา!?

ใบหน้าของเซวียนอี้หยางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะพังเตียงเสียให้ได้

เขากลายเป็นคนที่คนผู้นั้นจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่เมื่อไรกัน!?

ความวุ่นวายตีกันยุ่งในหัวจนเขาแทบลืมหายใจ

แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ การเห็นอีกฝ่ายเป็นคนแรกของวันเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา

ทำให้เขาทั้งสับสน ทั้งประหม่า ทั้งทำตัวไม่ถูกอย่างที่สุด!

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นใกล้หน้าประตู ราวกับเหล่านางประจำตำหนักได้รับสัญญาณว่าฝ่าบาทตื่นแล้ว ไม่นานนักบานประตูก็ถูกผลักเปิดออก ร่างของกำนัลหลายคนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม

“ฝ่าบาท…เพคะ”

ทว่าหลงอี้เสวียนกลับยกมือขึ้นห้ามเสียงเบาแต่เด็ดขาด

“เงียบเสีย…อย่าทำให้เขาตื่น”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ย ก่อนละสายตาจากคนบนเตียงหันไปมองอีกทางพร้อมเดินออกห่างไปเล็กน้อย

เหล่านางกำนัลสะดุ้งเล็กน้อย รีบก้มหน้าจนแทบติดพื้น

“ไปรอด้านนอก ข้าจะออกไปเอง” น้ำเสียงฮ่องเต้ยังคงเบา แต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่มีใครกล้าขัด

“เพคะ!”

พอสิ้นคำนั้น เหล่านางกำนัลที่เพิ่งเข้ามายังไม่ถึงเสี้ยวอึดใจต่างพากันกรูออกไปอย่างเร่งรีบ ในตำหนักจึงตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง

หลงอี้เสวียนยืนมองคนบนเตียงคล้ายกำลังลังเลว่าจะปลุกหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เลือกหมุนตัวเดินออกจากห้องแทน ไม่อยากให้ร่างเล็กที่ดูเหนื่อยล้าตลอดคืนต้องตื่นขึ้นมาเพราะตน

“นอนต่อเถอะ…” เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมองสักนิด

บานประตูไม้ใหญ่ถูกเปิดออกอีกครั้ง แสงยามสายสาดเข้ามาแรงกว่าในตำหนัก เมื่อฮ่องเต้หนุ่มก้าวออกจากตำหนัก เสียงนางกำนัลและองครักษ์ที่ยืนรออยู่ต่างคุกเข่าลงพร้อมเพรียง

หลงอี้เสวียนหาได้สนใจแม้แต่น้อย เพียงปรายตาชำเลืองมองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกคำสั่ง

“เตรียมท้องพระโรงให้พร้อม...ดูท่าวันนี้คงมีคนอยากแสดงละครให้ข้าชมสักฉากกระมัง”

ยามนี้วังหลวงช่างกระสับกระส่ายนัก บ้านเมืองไร้ซึ่งสงบและมั่นคง เหล่าขุนนางแบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน สาเหตุล้วนเริ่มจากเหตุการณ์ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนเมื่อหลายเดือนก่อน ขณะที่เสด็จออกล่าสัตว์นอกวังหลวงทรงถูกลูกธนูพิษจนยารักษาไม่ทันการณ์

และยิ่งไปกว่านั้น องค์รัชทายาทก็ยังมีอายุเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ทำให้ราชสำนักปั่นป่วนหนักขึ้นไปอีก

ถึงกระนั้นยังมีผู้เป็นพี่ชายเหลืออยู่คือ ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนในยามนี้ ทว่าแม้จะเป็นสายเลือดเดียวกันแต่นิสัยใจคอกลับแตกต่างจากอดีตฮ่องเต้ราวฟ้ากับเหว

ผู้ก่อนหน้าอ่อนเยาว์แต่เด็ดเดี่ยว กล้าหาญและแน่วแน่

ส่วนผู้ที่สวมนั่งบัลลังก์อยู่ตอนนี้…กลับเสเพล เย็นชา และไม่เคยใส่ใจเรื่องบ้านเมืองมาก่อนหรือมีสายสัมพันธ์กับผู้ใด

เช้าวันนี้ที่ท้องพระโรงมีประชุมสำคัญ เหล่าขุนนางต่างพากันมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีด้วยซ้ำ

ทว่าฮ่องเต้กลับมิได้ปรากฏต้องรอจนกระทั่งแสงแดดเกือบสาดลงกลางหัวจึงเสด็จมานั่งบนบัลลังก์

และกว่าประชุมจะเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีครามของยามค่ำพอดี แต่ภายในยังคงอบอวลด้วยความกระอักกระอ่วนจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างอิดโรย เส้นเอ็นข้างขมับเต้นตุบ ๆ ราวกับจะปะทุออกตามอารมณ์ที่ถูกกดไว้ทั้งวัน

หลงอี้เสวียนเอนกายบนบัลลังก์ท่าทางเบื่อหน่ายเต็มที ยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างเชื่องช้า ราวกับไม่เห็นสายตาเดือดดาลที่จ้องมองเป็นตาอยู่ทั่วทั้งท้องพระโรง

ใกล้จะเลิกอยู่แล้วเชียว แต่เรื่องก็ไม่วายก็มีเรื่องปะทุขึ้นในชั่วลมหายใจสุดท้าย

“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าปัญหานี้ควรรีบตัดสินใจเสียที พะย่ะค่ะ ไม่ใช่ปล่อยให้ค้างคาอย่างไร้ระเบียบเช่นนี้!”

พอสิ้นคำตะโกนนั้น ขุนนางฝ่ายหนึ่งก็ตบโต๊ะดังสนั่น จนท้องพระโรงที่เพิ่งสงบลงคล้ายถูกเขย่าอีกครั้ง เสียงสะเทือนนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจและต้องการประกาศอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง ราวกับท้าทายสายตาเย็นชาของฮ่องเต้ให้ตอบโต้ต่อหน้าทุกคน

ฝ่ายตรงข้ามแค่นหัวเราะในลำคอ “ขุนนางชิง…ช่างรีบร้อนราวกับกลัวว่าผู้ใดจะมาชิงผลประโยชน์ของท่านไปเสียก่อน หรือว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ”

“เจ้า…เจ้ากล้าหาเรื่องข้ากลางท้องพระโรงเช่นนี้”

“หาเรื่องหรือพูดความจริงกันแน่”

เสียงถกเถียงลุกลามรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง ต่างฝ่ายต่างโต้แย้งกันจนเสียงท้องพระโรงแทบแตก บรรยากาศเริ่มบิดเกร็งด้วยความเคียดแค้นที่ถูกสะสมมานาน

จนกระทั่ง เสียงของนั่งบนบัลลังก์พลางดังขึ้นอย่างเฉื่อยช้า แต่เย็นยะเยือกจนทุกคนต้องชะงัก

“เบิกบานกันดีจริง! พวกเจ้านี่มัน…พร้อมกัดคอกันราวสุนัขแย่งกระดูกเสียจริงๆ เช่นนั้น ให้เจิ้นโยนกระดูกไปให้อีกดีหรือไม่”

เพียงคำเดียว บรรยากาศเงียบสนิทราวตายทั้งเป็น

แต่แววตาของขุนนางทั้งสองฝ่ายยังครุ่นกรุ่น พร้อมจะปะทุอีกครั้งหากมีผู้ใดแตะต้องหรือจุดชนวนเพิ่มเพียงนิดเดียว

ทว่าในมุมหนึ่งของท้องพระโรงที่กำลังวุ่นวาย เสียงโต้เถียงดังสนั่นกลับไม่อาจกลบเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เงาของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่สายตาคมกริบกลับสอดส่องมองหาขันทีหนุ่มใหม่ที่ไร้แม้แต่เงา

เขายืนอยู่ในความเงียบ เสมือนมองทุกการเคลื่อนไหว ราวกับจะประเมินทุกลมหายใจและท่าทีของอีกฝ่ายไว้ทั้งหมด

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๓ มังกรผู้หลงภรรยา

    หลายเดือนผ่านไปวันนี้ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัด ทั้งที่ก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางมากมายจนแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับคล้ายว่างเปล่า จนไร้แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คน ราวกับเสียงฝีเท้าและคำพูดทุกคำจากภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้แสงอาทิตย์ตอนสายสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นเรียบ เงาและแสงเล่นซ้อนกัน ขับเน้นให้ความว่างเปล่าของท้องพระโรงเด่นชัดยิ่งขึ้นเหล่าขุนนางทุกคนต่างชะงัก ท่าทางเกร็งเครียดด้วยความหวาดระแวง ผวากับอารมณ์ของผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น เดี๋ยวก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว อีกหน่อยเดี๋ยวก็หัวเราะร่าแผ่วเบา ราวกับจิตใจกำลังโลดแล่นไปกับสิ่งใดไม่อาจหยั่งถึงท่าทางเช่นนี้เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว คราแรกผู้ใดเห็นก็คิดว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนคงทรุดไข้หรือไม่ก็อยู่ในอาการเจ็บป่วยแต่ผ่านมาหลายเดือนเช่นนี้…ผู้ใดเลยจะกล้าสรุปเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจกันอารมณ์ที่ผิดปกติและแปลกประหลาดนี้…ทำให้ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงหดเกร็ง ระวังทุกคำพูด ทุกท่าที เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดหรือหวังสิ่งใดอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นพว

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๒ เป็นของข้าเพียงผู้เดียว

    ภายหลังจากความวุ่นวายสงบลง ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ในวังหลวงอีกครั้ง หลงอี้เสวียนนั่งเหยียดหลังตรงอยู่หลังโต๊ะดวลหมากในศาลาข้างสระบัวน้ำสีใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ทอเป็นประกายราวระยิบระยับ สีหน้าของเขาคงราบเรียบไร้อารมณ์ใดให้สังเกต แต่แววตาคมกริบกลับแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสายลมอ่อนพัดพลิ้วผ่านผืนน้ำและใบบัว เสียงกิ่งไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเรียกให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายหลงอี้เสวียนโน้มตัวไปจับหมากบนโต๊ะ ปลายนิ้วยาววางลงอย่างใจเย็น ท่าทางเคลื่อนไหวช้าๆ นั้นเผยถึงความอ่อนล้า“ฝ่าบาท…ดูเหนื่อยนัก ข้าจะไปเตรียมน้ำชาให้ขอรับ”เซวียนอี้หยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปที่อีกฝ่าย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่บนริมฝีปาก ทำให้บรรยากาศรอบศาลาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดหลงอี้เสวียนละสายตาจากหมาก ขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาอบอุ่นที่ลอยมาจากคนใกล้ๆ จนต้องเหลียวมอง“ข้าไม่ต้องการน้ำชาแค่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้ เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เย็นยะเยือกแต่กลับเต็มไปด้วยความห่

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๑ ความลับถูกเปิดเผย

    ยามนี้ ผู้คนเกือบทั้งเมืองหลวงต่างแห่กันมาห้อมล้อมหน้าประตูวังหลวง เสียงซุบซิบนินทา พูดคุยและเสียงตื่นตระหนกผสมกันเป็นคลื่นวุ่นวายบางคนมายืนทอดมองด้วยความสนใจบางคนหวังตรวจสอบความมั่นคงของเมืองหลวงบางคนลอบถามข้างหูขุนนางถึงเรื่องข่าวลือที่ลั่นลือไปทั่วว่า มีพวกที่พยายามสอดแนมและหาทางแย่งบัลลังก์!และเมื่อพวกเขาเห็นฮ่องเต้หลงอี้เสวียนผู้ที่มีข่าวลือว่าถูกโจรป่าซุ้มดักปล้นระหว่างทางไปสุสานและภายหลังจากนั้นก็ไปหายสาบสูญนานหลายสิบวันปรากฏตัวอีกครั้งหน้าประตูวังหลวงความตื่นตระหนกและความตื่นเต้นปะปนกัน ผู้คนถอยห่างกันราวกับถูกแรงดึงดูดจากความเกรงกลัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้หนุ่ม ดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นคล้ายกำลังทะลุหัวใจผู้ใดก็ได้หลงอี้เสวียนเดินออกมาแต่ละก้าวหนักแน่นและมั่นคง ร่างสูงสง่าราวภูผา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับภาพวาด ทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมความโกรธนั้น…ที่ฉายชัดออกมาจนเหล่าขุนนางและผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบถึงกับปิดปากเงียบกริบ กลัวเป็นเป้าของดวงตาคมกริบเฉียดเฉียนลมหายใจคู่นั

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๐ หึงหวงกลางวังหลวง

    ผ้าห่มบนเตียงขยับแผ่วเบา ก่อนที่ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจะโผล่มองขึ้นมา ทั้งดื้อ ทั้งขุ่นเคืองปนความหึงหวงฉายชัดออกมาเซวียนอี้หยางเห็นดังนั้นก็แทบถอนหายใจอีกรอบหลงอี้เสวียนพึมพำต่ำๆ ราวกับออกคำสั่ง“เช่นนั้น ก็อย่าไปดื่มชากับมัน” เขาผ้าห่มขยับอีกนิด เสียงทุ้มต่ำยังคงเจือด้วยดื้อรั้นไม่ยินยอม“วังหลวงก็มีชา…หากเจ้าอยากดื่ม ข้าก็ชงให้ได้!”สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนสบกับบุรุษหน้ายังคงเจือด้วยความไม่พอใจอยู่เจ็ดส่วน ริมฝีปากหนาเม้มเป็นเส้นตรง“รูปร่างบางเพียงนี้…จะดื่มอะไรกับมันได้มากเพียงใดกัน”ปลายน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำบ่นกับตนเอง แต่ก็ชัดพอให้เซวียนอี้หยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้ยินไปด้วย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ท่าทางออกนอกหน้าเช่นนี้นั้น…เขาเอ่ย “ฝ่าบาทกำลังหึงหวงข้าอย่างงั้นงั้นหรือ”เซวียนอี้หยางเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างหยอกเย้า พลางโน้มเข้าใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ“เพ่ย! หลงอี้เสวียน”ทันใดนั้น เสียงของหวังจื่อหลงก็ตะโกนร้องดังลั่นมาตั้งแต่ระเบียงหน้าตำหนัก ราวกับพายุหอบโทสะถั่งโถมเข้ามา“ทั้งวังหลวงกำลังปั่นป่วนโกลาหล! แต่ไฉนคนผู้นี้ยังนอนซุกหัวมุดอย

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๙ เด็กสามขวบบนบัลลังก์มังกร

    เดิมทีท้องพระโรงก็วุ่นวายพออยู่แล้ว แต่วันนี้กลับโกลาหลยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านักข่าวลือที่ว่า ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทางไปสุสานหายสาบสูญ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง และก่อนที่ผู้ใดจะทันตั้งหลักทัน เหล่าขุนนางบางส่วนก็พากันยื่นฎีกาฉบับหนาปึกเรียงรายเป็นตั้ง เขียนร้องทุกข์ด้วยตัดพ้อสั่นเครือว่าหากฝ่าบาทสิ้นพระชนม์เสียแล้ว เหตุใดราชสำนักจึงยังไร้ผู้ขึ้นนั่งบัลลังก์!หรือราชวงศ์จะไร้ผู้นำปกป้องบ้านเมืองกระนั้นหรือ!ไม่เพียงเท่านั้น ผู้คนในเมืองหลวงจึงเริ่มกระซิบกระซาบว่า บ้านเมืองกระสับกระส่ายสั่นคลอน ความมั่นคงกำลังหายไปต่อหน้าต่อตา ความหวาดหวั่นแผ่ไปทั่วเหมือนหมอกหนาทึบในยามเช้าตรู่และผู้นำความวุ่นวายครั้งนี้ก็ไม่ใช่ผู้ใดอื่นนอกจากคุณชายฉางที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าแถวขุนนาง สวมใส่ชุดเต็มยศ สีหน้าแข็งกร้าวคล้ายตั้งใจจุดไฟกลางลานท้องพระโรงให้ลุกโชนเป็นเพลิงเสียงตีฆ้องดังสะท้อนก้องไปทั่วประตูวังหลวงทุกครั้งที่ตีฆ้องกระทบ เสียงลือก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้น หัวใจของเหล่ากำนัลในวังหลวงและทหารก็สั่นไหวไม่เป็นส่ำฉางเจ๋อเจียนจงใจตีฆ้องไม่หยุดคล้ายตั้งใ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๘ ดื้อรั้นยิ่งกว่าเด็กสามขวบ

    อู๋เซียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยอย่างมั่นคงเฉกเช่นทุกวัน ร่างสูงสวมใส่อาภรณ์ซีดเซียวหากแต่สะอาดสะอ้านและเรียบร้อย กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยละมุนตามมาติดตัว ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงชั่วขณะ“บาดแผลของฝ่าบาทสาหัสไม่น้อย” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ แต่กลับแฝงความเย็นชาที่ทำให้หลงอี้เสวียนเห็นหน้าแล้วเบื่อหน่ายเขาแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ มุมปากหนากระตุกโค้งยกยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยัน สายตาของหลงอี้เสวียนทอดมองบุรุษผู้มาใหม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้ง่ายๆ แน่ ที่มีลมหายใจก็หาใช่เพราะฝีมือของเจ้าเก่งกาจแต่เป็นข้ากัดฟันอดทนมาจนถึงตอนนี้ต่างหาก” น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเย้ยหยันไม่ปิดบังเลยว่า เขาไม่ถูกชะตากับหมอหนุ่มผู้นั้นสักนิดกล่าวได้ว่าชังขี้หน้าเข้ากระดูกดำเสียด้วยซ้ำ!อู๋เซียนมองอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย “อา…ที่หายดีหาใช่เพราะฝีมือข้า หากแต่เป็นความสามารถของเจ้าใช่หรือไม่”สายตาของอู๋เซียนจับจ้องเขม็งไปที่คนป่วยดื้อรั้นนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ เหตุใดจึงเถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ เสมือนเด็กสามขวบที่พยายามอยากเอาชนะก็ไม่ปาน มิหนำซ้ำยังกล้าดีอย่างไรกล่าวว่าเป็นความสามาร

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๗ เรื่องที่ไม่ควรกล่าวถึง

    ความเงียบระหว่างทั้งคู่ยืดยาวขึ้นอย่างน่าอึดอัดเซวียนอี้หยางเก้ๆ กังๆ สายตาล่อกแล่กไปมา นั่งนิ่งตรงนั้น แอบเหลือบตาขึ้นมองพี่ชายแล้วรีบหลุบลงทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุความลับทั้งหมดของเขาเซวียนจื่อเหวินเลิกคิ้วอย่างจับผิด“เงียบเช่นนี้…น่าสงสัยนัก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พลางยกน้ำชาขึ้นจรดริม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๖ ปั้นน้ำเป็นตัว

    เหล่านางกำนัลและทหารยามที่เดินผ่านบริเวณนั้นต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับชะลอฝีเท้า หยุดมองด้วยความสนใจทั้งสิ้นภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า…คือขันทีเซวียนกำลังชักสีหน้ามีปากเสียง แถมยังหาเรื่องพระสนมเหม่ยเฟยงั้นหรือ!?หลายคนถึงกับยกมือขึ้นขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลัวว่าตนเองจะสายตาเลอะเลือนมองผิดไปร่างบางขอ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๕ ความลับที่ถูกคาดคั้น

    ไฉนเลยเซวียนอี้หยางจะข่มตานอนหลับลงได้อีก หลังจากที่ประตูตำหนักปิดลงอย่างแผ่วเบา ภายในจึงตกอยู่ในความเงียบงันเขานอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง กวาดสายตามองเพดานสูงตรงเบื้องบนอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าควรจัดการชีวิตของตนอย่างไร หรือคงต้องกลับไปจวนสกุลเซวียนแล้วสารภาพว่าไร้ความสามารถ ยอมจำนนต่อชะตากรรม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

    บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status