LOGINเช้าวันถัดมา
แสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้า หัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่า หลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้าน ทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิบใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดู หลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้น ดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุก แต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่อย ๆ จับภาพบางอย่างได้ชัด เงาร่างสูงใหญ่ สง่างาม ใบหน้าหล่อคมคายที่ทั้งเย็นชาและน่าหวาดเกรง…หลงอี้เสวียน! หัวใจของเซวียนอี้หยางสะดุดวูบทันที ความง่วงงุนที่มีก่อนหน้าสะบัดหายไปในชั่วพริบตา เหตุใดมังกรตนนั้นจึง…ยืนอยู่ข้างเตียงของเขา!? และยิ่งพอมองรอบห้อง ลวดลายกองมังกรบนเสา ผ้าม่านแพรสีทองอ่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ แปลกเช่นนี้ นี่ไม่ใช่เรือนของเขาที่สกุลเซวียน! แต่เป็นตำหนักของบุรุษผู้นั้นหรือ!? หลงอี้เสวียนนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองใบหน้าขาวอย่างลุ่มหลงก็ไม่ปาน ริมฝีปากหนายกยิ้มบางๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ “หึ! เมื่อวานคงเหนื่อยมากใช่หรือไม่…” เซวียนอี้หยางเบิกตากว้างทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งพรวดพราดตามสัญชาตญาณ แต่เพียงแค่ขยับผ้าห่มก็รู้ทันทีว่าเมื่อคืนเขานอนบนเตียง…ขอบุรุษตรงหน้า พื้นที่เตียงข้างๆ ยังคงมีไออุ่นจากกายไม่จาง หรือแท้จริงแล้วเป็นเขาที่ตาฝาดไปเอง? ไม่แน่ว่านี่คงเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น เหตุใดถึงกล้าคิดว่าบุรุษผู้นั้นจะมายืนมองเช่นนี้ตั้งแต่เช้า!? หัวใจดวงน้อยของเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก เขายกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรงอรกครั้ง “หรือ…ข้ายังไม่ตื่น” น้ำเสียงพึมพำกับตัวเองเบาๆ และเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เงาร่างนั้นยังคงอยู่…ยืนนิ่ง มองเขาด้วยสายตาอ่านไม่ออก นี่หาใช่ภาพลวงตา…มิใช่ความฝัน แต่เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆ แรงลมจากขอบหน้าต่างพัดโชยเข้า พลันทำเอาผมเส้นเล็กของเซวียนอี้หยางปลิวปัดทาบแก้มจนดูยุ่งขึ้นเล็กน้อย หลงอี้เสวียนเห็นแล้วจึงยื่นมือไปจัดให้เข้าที่อย่างเผลอตัว แต่สัมผัสแผ่วเบาทำให้ขันทีหนุ่มขยับหนีเล็กน้อยแม้ยังไม่ตื่นดี ใบหน้าเนียนแนบหมอนนุ่มใกล้มือทำเอาอีกฝ่ายรู้สึกไหววาบในอกอย่งไรสาเหตุ หลงอี้เสวียนมองอยู่นาน ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ช่างเป็นภาระแต่เช้าเสียจริง…” เซวียนอี้หยางนิ่งงั้นคล้ายถูกแช่แข็ง มองดูอีกฝ่ายที่ขยับเข้าใกล้อีกนิด จับผ้าแพรดึงไปคลุมกายให้โดยไม่ใส่ใจ ดวงตาคมกริบพลันอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะจัดผ้าห่มให้คลุมแน่นขึ้นเล็กน้อย หลงอี้เสวียนเอ่ย “นี่ยังเช้าอยู่นัก…นอนต่อเถิด” แสงแดดยามสายค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาทีละน้อย ทาบเงาอบอุ่นลงบนใบหน้าทั้งสองที่อยู่ไม่ห่างกันบนเตียงกว้างนั้น และแม้จะไม่มีคำพูดใดแต่บรรยากาศกลับชัดเจนเหลือเกิน เซวียนอี้หยางไม่รู้ว่าควรตกใจเรื่องใดก่อนดี…ระหว่างความจริงที่ว่า เขานอนบนเตียงของอีกฝ่ายเพราะดูจากร่องรอยบนผ้าปูแล้ว…คงนอนเคียงข้างกันทั้งคืนอีกด้วย! หรือควรตกใจกับถ้อยคำเมื่อคืนที่อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหมือนกำลังสั่งภรรยาที่ต้องประคับประคองให้พักผ่อนมากกว่าออกคำสั่งกับขันทีเฉกเช่นเขา!? ใบหน้าของเซวียนอี้หยางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะพังเตียงเสียให้ได้ เขากลายเป็นคนที่คนผู้นั้นจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่เมื่อไรกัน!? ความวุ่นวายตีกันยุ่งในหัวจนเขาแทบลืมหายใจ แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ การเห็นอีกฝ่ายเป็นคนแรกของวันเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ทำให้เขาทั้งสับสน ทั้งประหม่า ทั้งทำตัวไม่ถูกอย่างที่สุด! ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นใกล้หน้าประตู ราวกับเหล่านางประจำตำหนักได้รับสัญญาณว่าฝ่าบาทตื่นแล้ว ไม่นานนักบานประตูก็ถูกผลักเปิดออก ร่างของกำนัลหลายคนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม “ฝ่าบาท…เพคะ” ทว่าหลงอี้เสวียนกลับยกมือขึ้นห้ามเสียงเบาแต่เด็ดขาด “เงียบเสีย…อย่าทำให้เขาตื่น” น้ำเสียงทุ้มเอ่ย ก่อนจะละสายตาจากคนบนเจียงหันไปมองอีกทางพร้อมเดินออกห่างไปเล็กน้อย เช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้า หัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่า หลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้าน ทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิ้มใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดู หลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้น ดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุก แต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่อย ๆ จับภาพบางอย่างได้ชัด เงาร่างสูงใหญ่ สง่างาม ใบหน้าหล่อคมคายที่ทั้งเย็นชาและน่าหวาดเกรง…หลงอี้เสวียน! หัวใจของเซวียนอี้หยางสะดุดวูบทันที ความง่วงงุนที่มีก่อนหน้าสะบัดหายไปในชั่วพริบตา เหตุใดมังกรตนนั้นจึง…ยืนอยู่ข้างเตียงของเขา!? และยิ่งพอมองรอบห้อง ลวดลายกองมังกรบนเสา ผ้าม่านแพรสีทองอ่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ แปลกเช่นนี้ นี่ไม่ใช่เรือนของเขาที่สกุลเซวียน! แต่เป็นตำหนักของบุรุษผู้นั้นหรือ!? หลงอี้เสวียนนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองใบหน้าขาวอย่างลุ่มหลงก็ไม่ปาน ริมฝีปากหนายกยิ้มบางๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ “หึ! เมื่อวานคงเหนื่อยมากใช่หรือไม่…” เซวียนอี้หยางเบิกตากว้างทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งพรวดพราดตามสัญชาตญาณ แต่เพียงแค่ขยับผ้าห่มก็รู้ทันทีว่าเมื่อคืนเขานอนบนเตียง…ขอบุรุษตรงหน้า พื้นที่เตียงข้างๆ ยังคงมีไออุ่นจากกายไม่จาง หรือแท้จริงแล้วเป็นเขาที่ตาฝาดไปเอง? ไม่แน่ว่านี่คงเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น เหตุใดถึงกล้าคิดว่าบุรุษผู้นั้นจะมายืนมองเช่นนี้ตั้งแต่เช้า!? หัวใจดวงน้อยของเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก เขายกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรงอีกครั้ง “หรือ…ข้ายังไม่ตื่น” น้ำเสียงพึมพำกับตัวเองเบาๆ และเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เงาร่างนั้นยังคงอยู่…ยืนนิ่ง มองเขาด้วยสายตาอ่านไม่ออก นี่หาใช่ภาพลวงตา…มิใช่ความฝัน แต่เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆ แรงลมจากขอบหน้าต่างพัดโชยเข้า พลันทำเอาผมเส้นเล็กของเซวียนอี้หยางปลิวปัดทาบแก้มจนดูยุ่งขึ้นเล็กน้อย หลงอี้เสวียนเห็นแล้วจึงยื่นมือไปจัดให้เข้าที่อย่างเผลอตัว แต่สัมผัสแผ่วเบาทำให้ขันทีหนุ่มขยับหนีเล็กน้อยแม้ยังไม่ตื่นดี ใบหน้าเนียนแนบหมอนนุ่มใกล้มือทำเอาอีกฝ่ายรู้สึกไหววาบในอกอย่างไรสาเหตุ หลงอี้เสวียนมองอยู่นาน ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ช่างเป็นภาระแต่เช้าเสียจริง…” เซวียนอี้หยางนิ่งงั้นคล้ายถูกแช่แข็ง มองดูอีกฝ่ายที่ขยับเข้าใกล้อีกนิด จับผ้าแพรดึงไปคลุมกายให้โดยไม่ใส่ใจ ดวงตาคมกริบพลันอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะจัดผ้าห่มให้คลุมแน่นขึ้นเล็กน้อย หลงอี้เสวียนเอ่ย “นี่ยังเช้าอยู่นัก…นอนต่อเถิด” แสงแดดยามสายค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาทีละน้อย ทาบเงาอบอุ่นลงบนใบหน้าทั้งสองที่อยู่ไม่ห่างกันบนเตียงกว้างนั้น และแม้จะไม่มีคำพูดใดแต่บรรยากาศกลับชัดเจนเหลือเกิน เซวียนอี้หยางไม่รู้ว่าควรตกใจเรื่องใดก่อนดี…ระหว่างความจริงที่ว่า เขานอนบนเตียงของอีกฝ่ายเพราะดูจากร่องรอยบนผ้าปูแล้ว…คงนอนเคียงข้างกันทั้งคืนอีกด้วย! หรือควรตกใจกับถ้อยคำเมื่อคืนที่อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหมือนกำลังสั่งภรรยาที่ต้องประคับประคองให้พักผ่อนมากกว่าออกคำสั่งกับขันทีเฉกเช่นเขา!? ใบหน้าของเซวียนอี้หยางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะพังเตียงเสียให้ได้ เขากลายเป็นคนที่คนผู้นั้นจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่เมื่อไรกัน!? ความวุ่นวายตีกันยุ่งในหัวจนเขาแทบลืมหายใจ แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ การเห็นอีกฝ่ายเป็นคนแรกของวันเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา ทำให้เขาทั้งสับสน ทั้งประหม่า ทั้งทำตัวไม่ถูกอย่างที่สุด! ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นใกล้หน้าประตู ราวกับเหล่านางประจำตำหนักได้รับสัญญาณว่าฝ่าบาทตื่นแล้ว ไม่นานนักบานประตูก็ถูกผลักเปิดออก ร่างของกำนัลหลายคนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม “ฝ่าบาท…เพคะ” ทว่าหลงอี้เสวียนกลับยกมือขึ้นห้ามเสียงเบาแต่เด็ดขาด “เงียบเสีย…อย่าทำให้เขาตื่น” น้ำเสียงทุ้มเอ่ย ก่อนละสายตาจากคนบนเตียงหันไปมองอีกทางพร้อมเดินออกห่างไปเล็กน้อย เหล่านางกำนัลสะดุ้งเล็กน้อย รีบก้มหน้าจนแทบติดพื้น “ไปรอด้านนอก ข้าจะออกไปเอง” น้ำเสียงฮ่องเต้ยังคงเบา แต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่มีใครกล้าขัด “เพคะ!” พอสิ้นคำนั้น เหล่านางกำนัลที่เพิ่งเข้ามายังไม่ถึงเสี้ยวอึดใจต่างพากันกรูออกไปอย่างเร่งรีบ ในตำหนักจึงตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง หลงอี้เสวียนยืนมองคนบนเตียงคล้ายกำลังลังเลว่าจะปลุกหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เลือกหมุนตัวเดินออกจากห้องแทน ไม่อยากให้ร่างเล็กที่ดูเหนื่อยล้าตลอดคืนต้องตื่นขึ้นมาเพราะตน “นอนต่อเถอะ…” เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมองสักนิด บานประตูไม้ใหญ่ถูกเปิดออกอีกครั้ง แสงยามสายสาดเข้ามาแรงกว่าในตำหนัก เมื่อฮ่องเต้หนุ่มก้าวออกจากตำหนัก เสียงนางกำนัลและองครักษ์ที่ยืนรออยู่ต่างคุกเข่าลงพร้อมเพรียง หลงอี้เสวียนหาได้สนใจแม้แต่น้อย เพียงปรายตาชำเลืองมองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกคำสั่ง “เตรียมท้องพระโรงให้พร้อม...ดูท่าวันนี้คงมีคนอยากแสดงละครให้ข้าชมสักฉากกระมัง” ยามนี้วังหลวงช่างกระสับกระส่ายนัก บ้านเมืองไร้ซึ่งสงบและมั่นคง เหล่าขุนนางแบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน สาเหตุล้วนเริ่มจากเหตุการณ์ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนเมื่อหลายเดือนก่อน ขณะที่เสด็จออกล่าสัตว์นอกวังหลวงทรงถูกลูกธนูพิษจนยารักษาไม่ทันการณ์ และยิ่งไปกว่านั้น องค์รัชทายาทก็ยังมีอายุเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ทำให้ราชสำนักปั่นป่วนหนักขึ้นไปอีก ถึงกระนั้นยังมีผู้เป็นพี่ชายเหลืออยู่คือ ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนในยามนี้ ทว่าแม้จะเป็นสายเลือดเดียวกันแต่นิสัยใจคอกลับแตกต่างจากอดีตฮ่องเต้ราวฟ้ากับเหว ผู้ก่อนหน้าอ่อนเยาว์แต่เด็ดเดี่ยว กล้าหาญและแน่วแน่ ส่วนผู้ที่สวมนั่งบัลลังก์อยู่ตอนนี้…กลับเสเพล เย็นชา และไม่เคยใส่ใจเรื่องบ้านเมืองมาก่อนหรือมีสายสัมพันธ์กับผู้ใด เช้าวันนี้ที่ท้องพระโรงมีประชุมสำคัญ เหล่าขุนนางต่างพากันมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีด้วยซ้ำ ทว่าฮ่องเต้กลับมิได้ปรากฏต้องรอจนกระทั่งแสงแดดเกือบสาดลงกลางหัวจึงเสด็จมานั่งบนบัลลังก์ และกว่าประชุมจะเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีครามของยามค่ำพอดี แต่ภายในยังคงอบอวลด้วยความกระอักกระอ่วนจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างอิดโรย เส้นเอ็นข้างขมับเต้นตุบ ๆ ราวกับจะปะทุออกตามอารมณ์ที่ถูกกดไว้ทั้งวัน หลงอี้เสวียนเอนกายบนบัลลังก์ท่าทางเบื่อหน่ายเต็มที ยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างเชื่องช้า ราวกับไม่เห็นสายตาเดือดดาลที่จ้องมองเป็นตาอยู่ทั่วทั้งท้องพระโรง ใกล้จะเลิกอยู่แล้วเชียว แต่เรื่องก็ไม่วายก็มีเรื่องปะทุขึ้นในชั่วลมหายใจสุดท้าย “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าปัญหานี้ควรรีบตัดสินใจเสียที พะย่ะค่ะ ไม่ใช่ปล่อยให้ค้างคาอย่างไร้ระเบียบเช่นนี้!” พอสิ้นคำตะโกนนั้น ขุนนางฝ่ายหนึ่งก็ตบโต๊ะดังสนั่น จนท้องพระโรงที่เพิ่งสงบลงคล้ายถูกเขย่าอีกครั้ง เสียงสะเทือนนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจและต้องการประกาศอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง ราวกับท้าทายสายตาเย็นชาของฮ่องเต้ให้ตอบโต้ต่อหน้าทุกคน ฝ่ายตรงข้ามแค่นหัวเราะในลำคอ “ขุนนางชิง…ช่างรีบร้อนราวกับกลัวว่าผู้ใดจะมาชิงผลประโยชน์ของท่านไปเสียก่อน หรือว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ” “เจ้า…เจ้ากล้าหาเรื่องข้ากลางท้องพระโรงเช่นนี้” “หาเรื่องหรือพูดความจริงกันแน่” เสียงถกเถียงลุกลามรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง ต่างฝ่ายต่างโต้แย้งกันจนเสียงท้องพระโรงแทบแตก บรรยากาศเริ่มบิดเกร็งด้วยความเคียดแค้นที่ถูกสะสมมานาน จนกระทั่ง เสียงของนั่งบนบัลลังก์พลางดังขึ้นอย่างเฉื่อยช้า แต่เย็นยะเยือกจนทุกคนต้องชะงัก “เบิกบานกันดีจริง! พวกเจ้านี่มัน…พร้อมกัดคอกันราวสุนัขแย่งกระดูกเสียจริงๆ เช่นนั้น ให้เจิ้นโยนกระดูกไปให้อีกดีหรือไม่” เพียงคำเดียว บรรยากาศเงียบสนิทราวตายทั้งเป็น แต่แววตาของขุนนางทั้งสองฝ่ายยังครุ่นกรุ่น พร้อมจะปะทุอีกครั้งหากมีผู้ใดแตะต้องหรือจุดชนวนเพิ่มเพียงนิดเดียว ทว่าในมุมหนึ่งของท้องพระโรงที่กำลังวุ่นวาย เสียงโต้เถียงดังสนั่นกลับไม่อาจกลบเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เงาของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่สายตาคมกริบกลับสอดส่องมองหาขันทีหนุ่มใหม่ที่ไร้แม้แต่เงา เขายืนอยู่ในความเงียบ เสมือนมองทุกการเคลื่อนไหว ราวกับจะประเมินทุกลมหายใจและท่าทีของอีกฝ่ายไว้ทั้งหมดเช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่าหลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้านทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิบใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดูหลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้นดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุกแต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่
บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผู้หนึ่งกำลังสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดชีวิตเซวียนอี้หยางนั่งพิงเสาไม้กลางห้อง ดวงตาค่อยๆ ปรือลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย คล้ายจะเผลอหลับไปทั้งที่ยังอยู่ในหน้าที่คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาต้องคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ มังกรผู้นี้แต่ร่างกายกลับล้าเกินรับไหว หนังตาหนักราวถูกค้อนทุบแม้หน้าที่ของขันทีจะดูเหมือนไร้ประโยชน์ เอาแต่เดินตามฮ่องเต้รายงานทุกลมหายใจ แต่หากพูดกันตามตรง…ทั้งวังกว้างใหญ่นี่ มีผู้ใดทำงานหนักกว่าเขาบ้างไหม!นี่หาใช่งานขันทีแล้ว นี่มันงานพี่เลี้ยงเด็กชัดๆ!ทั้งที่งานไม่หนักก็จริง แต่เรื่องยิบย่อยมากมายเสียจนแทบลากสังขารไม่ไหวโดยเฉพาะการต้องคอยเดาความคิดของมังกรผู้นั้นที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความต้องการของตนสักคำ!หากอยากดื่มชาก็ควรพูดออกมา มิใช่เพียงเหลือบมองจอกน้ำชาแห้งเหือดจนริมฝีปากแ
เซวียนอี้หยางก้าวเข้ามาในตำหนักหย่งเทียนตามคำสั่ง มือไม้ยังสั่นระริกด้วยความลนลานทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทว่าเขากลับอยากจะวิ่งหนีให้พ้นสายตาคมกริบของบุรุษผู้นั้นที่จับจ้องมองไม่วางตาเหลือเกินแต่กลับต้องพยายามรักษาท่วงท่าตนเองให้สง่างาม สุขุมและเย็นชาให้สมกับเป็นขันทีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อบานประตูปิดลง ความเงียบงันก็แผ่เข้าปกคลุมฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมไม่ขยับทว่าดวงตาคมกริบที่กวาดมองมาทางเขาเพียงครู่เดียว แต่ทำเอาหัวใจเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนผิดจังหวะ“ฝนหมึกให้ข้า…และอย่าได้ทำตัวน่ารำคาญ”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นราบเรียบ แต่กลับไม่กดดันเสียจนหายใจไม่ออกเซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความยากลำบาก“ขะ…ขอรับ!”เขาพยักหน้าหงึกๆ แต่มือกลับกำชายเสื้อจนแน่น ก่อนจะเหลือบมองแท่นฝนหมึกที่แห้งเหือดอยู่ข้างกาย แล้วแอบถอยห่างจากบุรุษผู้นั้นอย่างไม่รู้ตัวหลงอี้เสวียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ สายตาลุ่มลึกกวาดมองบุรุษหนุ่มที่มีท่าทางฮวบฮาบราวกับสตรี มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้มแต่กลับกดดันจนคนมองใจสั่นเขาเห็นอีกฝ่ายถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว จึง
สายลมอ่อนต้นฤดูใบไม้ผลิพัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ อยู่หน้าประตูวังหลวง เหล่าทหาร นางกำนัล และขุนนางเดินขวักไขว่ไปตามหน้าที่ ทว่าเมื่อประตูใหญ่เปิดออก ใครคนหนึ่งกลับมุดผ่านช่องแคบระหว่างเหล่าผู้คุมแล้วก้าวพรวดเข้าไปเหมือนลูกหมาจรจัดหลงฝูงเซวียนอี้หยาง บุรุษหนุ่มรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ดวงตากลมใสคล้ายสตรี สวมใส่อาภรณ์สีเข้ม ตั้งใจจะเข้าไปอย่างสงบเรียบร้อย ท่วงท่าสง่างามแต่…เขาดันสะดุดชายเสื้อของตนเอง กึ่งล้มกึ่งกลิ้งเข้าไปต่อหน้าผู้คุมซะอย่างงั้น“เจ้าเป็นใคร!”น้ำเสียงเข้มของทหารยามดังขึ้นจนเขาตกใจแทบสิ้นสติเซวียนอี้หยางยกมือขึ้นเหนือศีรษะทันที ดวงตากระพริบปริบๆ ริมฝีปากบางเม้มแน่น “ขะ…ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ!”ยิ่งพูดก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงหวานรื่นหูหาได้เล็กแหลมน่ารำคาญ มิหนำซ้ำเพราะใบหน้าอ่อนหวานนั้น ยังดูคล้ายคลึงสตรีไม่เหมือนขันทีสักนิดทหารยามหรี่ตาลง ไล่สำรวจมองบุรุษหน้าหวานตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความลังเลและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ“ชื่อแซ่อะไร!”เซวียนอี้หยางสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นมา ท่าทางของเขาสั่นไหวชัดเจนราวกับความหว




![เฝ้า(รอ)รัก [Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

![[Mpreg]หวนคืนครานี้ข้าจะไม่(รัก)สามีไร้ใจเช่นท่าน](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
