Home / วาย / ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม / ๔ เช้าของความวุ่นวาย

Share

๔ เช้าของความวุ่นวาย

last update Last Updated: 2026-02-28 00:05:39

เช้าวันถัดมา

แสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้า

หัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่า

หลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้าน

ทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิบใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดู

หลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง

ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้น

ดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุก

แต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่อย ๆ จับภาพบางอย่างได้ชัด

เงาร่างสูงใหญ่ สง่างาม ใบหน้าหล่อคมคายที่ทั้งเย็นชาและน่าหวาดเกรง…หลงอี้เสวียน!

หัวใจของเซวียนอี้หยางสะดุดวูบทันที ความง่วงงุนที่มีก่อนหน้าสะบัดหายไปในชั่วพริบตา

เหตุใดมังกรตนนั้นจึง…ยืนอยู่ข้างเตียงของเขา!?

และยิ่งพอมองรอบห้อง ลวดลายกองมังกรบนเสา ผ้าม่านแพรสีทองอ่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ แปลกเช่นนี้

นี่ไม่ใช่เรือนของเขาที่สกุลเซวียน!

แต่เป็นตำหนักของบุรุษผู้นั้นหรือ!?

หลงอี้เสวียนนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองใบหน้าขาวอย่างลุ่มหลงก็ไม่ปาน ริมฝีปากหนายกยิ้มบางๆ อย่างควบคุมไม่อยู่

“หึ! เมื่อวานคงเหนื่อยมากใช่หรือไม่…”

เซวียนอี้หยางเบิกตากว้างทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งพรวดพราดตามสัญชาตญาณ แต่เพียงแค่ขยับผ้าห่มก็รู้ทันทีว่าเมื่อคืนเขานอนบนเตียง…ขอบุรุษตรงหน้า

พื้นที่เตียงข้างๆ ยังคงมีไออุ่นจากกายไม่จาง

หรือแท้จริงแล้วเป็นเขาที่ตาฝาดไปเอง?

ไม่แน่ว่านี่คงเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น

เหตุใดถึงกล้าคิดว่าบุรุษผู้นั้นจะมายืนมองเช่นนี้ตั้งแต่เช้า!?

หัวใจดวงน้อยของเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก เขายกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรงอรกครั้ง

“หรือ…ข้ายังไม่ตื่น” น้ำเสียงพึมพำกับตัวเองเบาๆ

และเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เงาร่างนั้นยังคงอยู่…ยืนนิ่ง มองเขาด้วยสายตาอ่านไม่ออก

นี่หาใช่ภาพลวงตา…มิใช่ความฝัน แต่เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆ

แรงลมจากขอบหน้าต่างพัดโชยเข้า พลันทำเอาผมเส้นเล็กของเซวียนอี้หยางปลิวปัดทาบแก้มจนดูยุ่งขึ้นเล็กน้อย หลงอี้เสวียนเห็นแล้วจึงยื่นมือไปจัดให้เข้าที่อย่างเผลอตัว แต่สัมผัสแผ่วเบาทำให้ขันทีหนุ่มขยับหนีเล็กน้อยแม้ยังไม่ตื่นดี ใบหน้าเนียนแนบหมอนนุ่มใกล้มือทำเอาอีกฝ่ายรู้สึกไหววาบในอกอย่งไรสาเหตุ

หลงอี้เสวียนมองอยู่นาน ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ช่างเป็นภาระแต่เช้าเสียจริง…”

เซวียนอี้หยางนิ่งงั้นคล้ายถูกแช่แข็ง มองดูอีกฝ่ายที่ขยับเข้าใกล้อีกนิด จับผ้าแพรดึงไปคลุมกายให้โดยไม่ใส่ใจ ดวงตาคมกริบพลันอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะจัดผ้าห่มให้คลุมแน่นขึ้นเล็กน้อย

หลงอี้เสวียนเอ่ย “นี่ยังเช้าอยู่นัก…นอนต่อเถิด”

แสงแดดยามสายค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาทีละน้อย ทาบเงาอบอุ่นลงบนใบหน้าทั้งสองที่อยู่ไม่ห่างกันบนเตียงกว้างนั้น

และแม้จะไม่มีคำพูดใดแต่บรรยากาศกลับชัดเจนเหลือเกิน

เซวียนอี้หยางไม่รู้ว่าควรตกใจเรื่องใดก่อนดี…ระหว่างความจริงที่ว่า เขานอนบนเตียงของอีกฝ่ายเพราะดูจากร่องรอยบนผ้าปูแล้ว…คงนอนเคียงข้างกันทั้งคืนอีกด้วย!

หรือควรตกใจกับถ้อยคำเมื่อคืนที่อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหมือนกำลังสั่งภรรยาที่ต้องประคับประคองให้พักผ่อนมากกว่าออกคำสั่งกับขันทีเฉกเช่นเขา!?

ใบหน้าของเซวียนอี้หยางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะพังเตียงเสียให้ได้

เขากลายเป็นคนที่คนผู้นั้นจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่เมื่อไรกัน!?

ความวุ่นวายตีกันยุ่งในหัวจนเขาแทบลืมหายใจ

แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ การเห็นอีกฝ่ายเป็นคนแรกของวันเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา

ทำให้เขาทั้งสับสน ทั้งประหม่า ทั้งทำตัวไม่ถูกอย่างที่สุด!

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นใกล้หน้าประตู ราวกับเหล่านางประจำตำหนักได้รับสัญญาณว่าฝ่าบาทตื่นแล้ว ไม่นานนักบานประตูก็ถูกผลักเปิดออก ร่างของกำนัลหลายคนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม

“ฝ่าบาท…เพคะ”

ทว่าหลงอี้เสวียนกลับยกมือขึ้นห้ามเสียงเบาแต่เด็ดขาด

“เงียบเสีย…อย่าทำให้เขาตื่น”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ย ก่อนจะละสายตาจากคนบนเจียงหันไปมองอีกทางพร้อมเดินออกห่างไปเล็กน้อย

เช้าวันถัดมา

แสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้า

หัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่า

หลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้าน

ทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิ้มใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดู

หลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง

ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้น

ดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุก

แต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่อย ๆ จับภาพบางอย่างได้ชัด

เงาร่างสูงใหญ่ สง่างาม ใบหน้าหล่อคมคายที่ทั้งเย็นชาและน่าหวาดเกรง…หลงอี้เสวียน!

หัวใจของเซวียนอี้หยางสะดุดวูบทันที ความง่วงงุนที่มีก่อนหน้าสะบัดหายไปในชั่วพริบตา

เหตุใดมังกรตนนั้นจึง…ยืนอยู่ข้างเตียงของเขา!?

และยิ่งพอมองรอบห้อง ลวดลายกองมังกรบนเสา ผ้าม่านแพรสีทองอ่อน กลิ่นหอมอ่อนๆ แปลกเช่นนี้

นี่ไม่ใช่เรือนของเขาที่สกุลเซวียน!

แต่เป็นตำหนักของบุรุษผู้นั้นหรือ!?

หลงอี้เสวียนนิ่งไปเล็กน้อย ดวงตาคมทอดมองใบหน้าขาวอย่างลุ่มหลงก็ไม่ปาน ริมฝีปากหนายกยิ้มบางๆ อย่างควบคุมไม่อยู่

“หึ! เมื่อวานคงเหนื่อยมากใช่หรือไม่…”

เซวียนอี้หยางเบิกตากว้างทันที ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่งพรวดพราดตามสัญชาตญาณ แต่เพียงแค่ขยับผ้าห่มก็รู้ทันทีว่าเมื่อคืนเขานอนบนเตียง…ขอบุรุษตรงหน้า

พื้นที่เตียงข้างๆ ยังคงมีไออุ่นจากกายไม่จาง

หรือแท้จริงแล้วเป็นเขาที่ตาฝาดไปเอง?

ไม่แน่ว่านี่คงเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่งเท่านั้น

เหตุใดถึงกล้าคิดว่าบุรุษผู้นั้นจะมายืนมองเช่นนี้ตั้งแต่เช้า!?

หัวใจดวงน้อยของเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกมานอกอก เขายกมือขึ้นขยี้ตาอย่างแรงอีกครั้ง

“หรือ…ข้ายังไม่ตื่น” น้ำเสียงพึมพำกับตัวเองเบาๆ

และเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง เงาร่างนั้นยังคงอยู่…ยืนนิ่ง มองเขาด้วยสายตาอ่านไม่ออก

นี่หาใช่ภาพลวงตา…มิใช่ความฝัน แต่เขาอยู่ตรงนั้นจริงๆ

แรงลมจากขอบหน้าต่างพัดโชยเข้า พลันทำเอาผมเส้นเล็กของเซวียนอี้หยางปลิวปัดทาบแก้มจนดูยุ่งขึ้นเล็กน้อย หลงอี้เสวียนเห็นแล้วจึงยื่นมือไปจัดให้เข้าที่อย่างเผลอตัว แต่สัมผัสแผ่วเบาทำให้ขันทีหนุ่มขยับหนีเล็กน้อยแม้ยังไม่ตื่นดี ใบหน้าเนียนแนบหมอนนุ่มใกล้มือทำเอาอีกฝ่ายรู้สึกไหววาบในอกอย่างไรสาเหตุ

หลงอี้เสวียนมองอยู่นาน ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

“ช่างเป็นภาระแต่เช้าเสียจริง…”

เซวียนอี้หยางนิ่งงั้นคล้ายถูกแช่แข็ง มองดูอีกฝ่ายที่ขยับเข้าใกล้อีกนิด จับผ้าแพรดึงไปคลุมกายให้โดยไม่ใส่ใจ ดวงตาคมกริบพลันอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะจัดผ้าห่มให้คลุมแน่นขึ้นเล็กน้อย

หลงอี้เสวียนเอ่ย “นี่ยังเช้าอยู่นัก…นอนต่อเถิด”

แสงแดดยามสายค่อยๆ เคลื่อนที่เข้ามาทีละน้อย ทาบเงาอบอุ่นลงบนใบหน้าทั้งสองที่อยู่ไม่ห่างกันบนเตียงกว้างนั้น

และแม้จะไม่มีคำพูดใดแต่บรรยากาศกลับชัดเจนเหลือเกิน

เซวียนอี้หยางไม่รู้ว่าควรตกใจเรื่องใดก่อนดี…ระหว่างความจริงที่ว่า เขานอนบนเตียงของอีกฝ่ายเพราะดูจากร่องรอยบนผ้าปูแล้ว…คงนอนเคียงข้างกันทั้งคืนอีกด้วย!

หรือควรตกใจกับถ้อยคำเมื่อคืนที่อีกฝ่ายเอ่ยเสียงเรียบชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เหมือนกำลังสั่งภรรยาที่ต้องประคับประคองให้พักผ่อนมากกว่าออกคำสั่งกับขันทีเฉกเช่นเขา!?

ใบหน้าของเซวียนอี้หยางพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะพังเตียงเสียให้ได้

เขากลายเป็นคนที่คนผู้นั้นจะต้องคอยดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่เมื่อไรกัน!?

ความวุ่นวายตีกันยุ่งในหัวจนเขาแทบลืมหายใจ

แต่สิ่งเดียวที่ชัดเจนคือ การเห็นอีกฝ่ายเป็นคนแรกของวันเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา

ทำให้เขาทั้งสับสน ทั้งประหม่า ทั้งทำตัวไม่ถูกอย่างที่สุด!

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นใกล้หน้าประตู ราวกับเหล่านางประจำตำหนักได้รับสัญญาณว่าฝ่าบาทตื่นแล้ว ไม่นานนักบานประตูก็ถูกผลักเปิดออก ร่างของกำนัลหลายคนเดินเข้ามาอย่างนอบน้อม

“ฝ่าบาท…เพคะ”

ทว่าหลงอี้เสวียนกลับยกมือขึ้นห้ามเสียงเบาแต่เด็ดขาด

“เงียบเสีย…อย่าทำให้เขาตื่น”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ย ก่อนละสายตาจากคนบนเตียงหันไปมองอีกทางพร้อมเดินออกห่างไปเล็กน้อย

เหล่านางกำนัลสะดุ้งเล็กน้อย รีบก้มหน้าจนแทบติดพื้น

“ไปรอด้านนอก ข้าจะออกไปเอง” น้ำเสียงฮ่องเต้ยังคงเบา แต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่มีใครกล้าขัด

“เพคะ!”

พอสิ้นคำนั้น เหล่านางกำนัลที่เพิ่งเข้ามายังไม่ถึงเสี้ยวอึดใจต่างพากันกรูออกไปอย่างเร่งรีบ ในตำหนักจึงตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง

หลงอี้เสวียนยืนมองคนบนเตียงคล้ายกำลังลังเลว่าจะปลุกหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เลือกหมุนตัวเดินออกจากห้องแทน ไม่อยากให้ร่างเล็กที่ดูเหนื่อยล้าตลอดคืนต้องตื่นขึ้นมาเพราะตน

“นอนต่อเถอะ…” เขาเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมองสักนิด

บานประตูไม้ใหญ่ถูกเปิดออกอีกครั้ง แสงยามสายสาดเข้ามาแรงกว่าในตำหนัก เมื่อฮ่องเต้หนุ่มก้าวออกจากตำหนัก เสียงนางกำนัลและองครักษ์ที่ยืนรออยู่ต่างคุกเข่าลงพร้อมเพรียง

หลงอี้เสวียนหาได้สนใจแม้แต่น้อย เพียงปรายตาชำเลืองมองเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกคำสั่ง

“เตรียมท้องพระโรงให้พร้อม...ดูท่าวันนี้คงมีคนอยากแสดงละครให้ข้าชมสักฉากกระมัง”

ยามนี้วังหลวงช่างกระสับกระส่ายนัก บ้านเมืองไร้ซึ่งสงบและมั่นคง เหล่าขุนนางแบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน สาเหตุล้วนเริ่มจากเหตุการณ์ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนเมื่อหลายเดือนก่อน ขณะที่เสด็จออกล่าสัตว์นอกวังหลวงทรงถูกลูกธนูพิษจนยารักษาไม่ทันการณ์

และยิ่งไปกว่านั้น องค์รัชทายาทก็ยังมีอายุเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ทำให้ราชสำนักปั่นป่วนหนักขึ้นไปอีก

ถึงกระนั้นยังมีผู้เป็นพี่ชายเหลืออยู่คือ ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนในยามนี้ ทว่าแม้จะเป็นสายเลือดเดียวกันแต่นิสัยใจคอกลับแตกต่างจากอดีตฮ่องเต้ราวฟ้ากับเหว

ผู้ก่อนหน้าอ่อนเยาว์แต่เด็ดเดี่ยว กล้าหาญและแน่วแน่

ส่วนผู้ที่สวมนั่งบัลลังก์อยู่ตอนนี้…กลับเสเพล เย็นชา และไม่เคยใส่ใจเรื่องบ้านเมืองมาก่อนหรือมีสายสัมพันธ์กับผู้ใด

เช้าวันนี้ที่ท้องพระโรงมีประชุมสำคัญ เหล่าขุนนางต่างพากันมาตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีด้วยซ้ำ

ทว่าฮ่องเต้กลับมิได้ปรากฏต้องรอจนกระทั่งแสงแดดเกือบสาดลงกลางหัวจึงเสด็จมานั่งบนบัลลังก์

และกว่าประชุมจะเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีครามของยามค่ำพอดี แต่ภายในยังคงอบอวลด้วยความกระอักกระอ่วนจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างอิดโรย เส้นเอ็นข้างขมับเต้นตุบ ๆ ราวกับจะปะทุออกตามอารมณ์ที่ถูกกดไว้ทั้งวัน

หลงอี้เสวียนเอนกายบนบัลลังก์ท่าทางเบื่อหน่ายเต็มที ยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มอย่างเชื่องช้า ราวกับไม่เห็นสายตาเดือดดาลที่จ้องมองเป็นตาอยู่ทั่วทั้งท้องพระโรง

ใกล้จะเลิกอยู่แล้วเชียว แต่เรื่องก็ไม่วายก็มีเรื่องปะทุขึ้นในชั่วลมหายใจสุดท้าย

“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าปัญหานี้ควรรีบตัดสินใจเสียที พะย่ะค่ะ ไม่ใช่ปล่อยให้ค้างคาอย่างไร้ระเบียบเช่นนี้!”

พอสิ้นคำตะโกนนั้น ขุนนางฝ่ายหนึ่งก็ตบโต๊ะดังสนั่น จนท้องพระโรงที่เพิ่งสงบลงคล้ายถูกเขย่าอีกครั้ง เสียงสะเทือนนั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจและต้องการประกาศอำนาจอย่างโจ่งแจ้ง ราวกับท้าทายสายตาเย็นชาของฮ่องเต้ให้ตอบโต้ต่อหน้าทุกคน

ฝ่ายตรงข้ามแค่นหัวเราะในลำคอ “ขุนนางชิง…ช่างรีบร้อนราวกับกลัวว่าผู้ใดจะมาชิงผลประโยชน์ของท่านไปเสียก่อน หรือว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ”

“เจ้า…เจ้ากล้าหาเรื่องข้ากลางท้องพระโรงเช่นนี้”

“หาเรื่องหรือพูดความจริงกันแน่”

เสียงถกเถียงลุกลามรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง ต่างฝ่ายต่างโต้แย้งกันจนเสียงท้องพระโรงแทบแตก บรรยากาศเริ่มบิดเกร็งด้วยความเคียดแค้นที่ถูกสะสมมานาน

จนกระทั่ง เสียงของนั่งบนบัลลังก์พลางดังขึ้นอย่างเฉื่อยช้า แต่เย็นยะเยือกจนทุกคนต้องชะงัก

“เบิกบานกันดีจริง! พวกเจ้านี่มัน…พร้อมกัดคอกันราวสุนัขแย่งกระดูกเสียจริงๆ เช่นนั้น ให้เจิ้นโยนกระดูกไปให้อีกดีหรือไม่”

เพียงคำเดียว บรรยากาศเงียบสนิทราวตายทั้งเป็น

แต่แววตาของขุนนางทั้งสองฝ่ายยังครุ่นกรุ่น พร้อมจะปะทุอีกครั้งหากมีผู้ใดแตะต้องหรือจุดชนวนเพิ่มเพียงนิดเดียว

ทว่าในมุมหนึ่งของท้องพระโรงที่กำลังวุ่นวาย เสียงโต้เถียงดังสนั่นกลับไม่อาจกลบเงาของบุรุษผู้หนึ่งที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ เงาของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่สายตาคมกริบกลับสอดส่องมองหาขันทีหนุ่มใหม่ที่ไร้แม้แต่เงา

เขายืนอยู่ในความเงียบ เสมือนมองทุกการเคลื่อนไหว ราวกับจะประเมินทุกลมหายใจและท่าทีของอีกฝ่ายไว้ทั้งหมด

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๔ เช้าของความวุ่นวาย

    เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่าหลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้านทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิบใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดูหลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้นดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุกแต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

    บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผู้หนึ่งกำลังสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดชีวิตเซวียนอี้หยางนั่งพิงเสาไม้กลางห้อง ดวงตาค่อยๆ ปรือลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย คล้ายจะเผลอหลับไปทั้งที่ยังอยู่ในหน้าที่คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาต้องคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ มังกรผู้นี้แต่ร่างกายกลับล้าเกินรับไหว หนังตาหนักราวถูกค้อนทุบแม้หน้าที่ของขันทีจะดูเหมือนไร้ประโยชน์ เอาแต่เดินตามฮ่องเต้รายงานทุกลมหายใจ แต่หากพูดกันตามตรง…ทั้งวังกว้างใหญ่นี่ มีผู้ใดทำงานหนักกว่าเขาบ้างไหม!นี่หาใช่งานขันทีแล้ว นี่มันงานพี่เลี้ยงเด็กชัดๆ!ทั้งที่งานไม่หนักก็จริง แต่เรื่องยิบย่อยมากมายเสียจนแทบลากสังขารไม่ไหวโดยเฉพาะการต้องคอยเดาความคิดของมังกรผู้นั้นที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความต้องการของตนสักคำ!หากอยากดื่มชาก็ควรพูดออกมา มิใช่เพียงเหลือบมองจอกน้ำชาแห้งเหือดจนริมฝีปากแ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒ ฮ่องเต้ผู้เป็นชาแต่ใจอ่อนกับผู้เดียว

    เซวียนอี้หยางก้าวเข้ามาในตำหนักหย่งเทียนตามคำสั่ง มือไม้ยังสั่นระริกด้วยความลนลานทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทว่าเขากลับอยากจะวิ่งหนีให้พ้นสายตาคมกริบของบุรุษผู้นั้นที่จับจ้องมองไม่วางตาเหลือเกินแต่กลับต้องพยายามรักษาท่วงท่าตนเองให้สง่างาม สุขุมและเย็นชาให้สมกับเป็นขันทีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อบานประตูปิดลง ความเงียบงันก็แผ่เข้าปกคลุมฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมไม่ขยับทว่าดวงตาคมกริบที่กวาดมองมาทางเขาเพียงครู่เดียว แต่ทำเอาหัวใจเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนผิดจังหวะ“ฝนหมึกให้ข้า…และอย่าได้ทำตัวน่ารำคาญ”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นราบเรียบ แต่กลับไม่กดดันเสียจนหายใจไม่ออกเซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความยากลำบาก“ขะ…ขอรับ!”เขาพยักหน้าหงึกๆ แต่มือกลับกำชายเสื้อจนแน่น ก่อนจะเหลือบมองแท่นฝนหมึกที่แห้งเหือดอยู่ข้างกาย แล้วแอบถอยห่างจากบุรุษผู้นั้นอย่างไม่รู้ตัวหลงอี้เสวียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ สายตาลุ่มลึกกวาดมองบุรุษหนุ่มที่มีท่าทางฮวบฮาบราวกับสตรี มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้มแต่กลับกดดันจนคนมองใจสั่นเขาเห็นอีกฝ่ายถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว จึง

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๑ ขันทีใหม่ในตำหนักมังกร

    สายลมอ่อนต้นฤดูใบไม้ผลิพัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ อยู่หน้าประตูวังหลวง เหล่าทหาร นางกำนัล และขุนนางเดินขวักไขว่ไปตามหน้าที่ ทว่าเมื่อประตูใหญ่เปิดออก ใครคนหนึ่งกลับมุดผ่านช่องแคบระหว่างเหล่าผู้คุมแล้วก้าวพรวดเข้าไปเหมือนลูกหมาจรจัดหลงฝูงเซวียนอี้หยาง บุรุษหนุ่มรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ดวงตากลมใสคล้ายสตรี สวมใส่อาภรณ์สีเข้ม ตั้งใจจะเข้าไปอย่างสงบเรียบร้อย ท่วงท่าสง่างามแต่…เขาดันสะดุดชายเสื้อของตนเอง กึ่งล้มกึ่งกลิ้งเข้าไปต่อหน้าผู้คุมซะอย่างงั้น“เจ้าเป็นใคร!”น้ำเสียงเข้มของทหารยามดังขึ้นจนเขาตกใจแทบสิ้นสติเซวียนอี้หยางยกมือขึ้นเหนือศีรษะทันที ดวงตากระพริบปริบๆ ริมฝีปากบางเม้มแน่น “ขะ…ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ!”ยิ่งพูดก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงหวานรื่นหูหาได้เล็กแหลมน่ารำคาญ มิหนำซ้ำเพราะใบหน้าอ่อนหวานนั้น ยังดูคล้ายคลึงสตรีไม่เหมือนขันทีสักนิดทหารยามหรี่ตาลง ไล่สำรวจมองบุรุษหน้าหวานตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความลังเลและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ“ชื่อแซ่อะไร!”เซวียนอี้หยางสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นมา ท่าทางของเขาสั่นไหวชัดเจนราวกับความหว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status