LOGINเซวียนอี้หยาง บุตรชายสกุลขุนนางฝ่ายบู๊ ผู้มีพรสวรรค์ด้านการจับไหสุรา เกียจคร้านจนใครๆ ต่างส่ายหน้า ชีวิตอยู่กับโรงเตี๊ยมมากกว่าสนามรบ ทว่าชะตากลับเล่นตลก จู่ๆ เขาก็ต้องเข้าวังหลวงในฐานะขันที...ภายใต้ภารกิจลับสำคัญ หน้าที่ของเขาหาใช่ดูแลรินน้ำชา หาใช่พัดวีแต่คือปกป้องมังกรหนุ่มให้รอดถึงวันพรุ่งนี้! และไม่มีใครควรรู้ว่าเขา…คือ บุรุษครบสามส่วน การปลอมตัวควรทำให้เขากลมกลืนและอยู่รอดอย่างเงียบเชียบ ทว่าใบหน้าหวานเกินเหตุกลับไปสะดุดตาคนผู้หนึ่งเข้าเต็มๆ จากที่คิดว่าจะหลบสายตามังกร กลายเป็นว่ามังกรกลับจับตาเขาทุกลมหายใจ ยิ่งนานวัน “ฮ่องเต้หลงเฉิงเทียน” ยิ่งแสดงท่าทีไม่ปกติ จับแขน เขย่าคาง ลากเข้าไปใกล้ไม่เว้นวัน ราวกับทุกฝีก้าวตะโกนว่า 'เจ้าต้องเป็นของข้าเพียงผู้เดียว' ยิ่งตามติด เขายิ่งกลัวว่าความลับจะถูกเปิด แต่พอยิ่งดิ้นให้หลุด มังกรกลับยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม “ฝ่าบาท! ปล่อยข้าเถิด ข้าเป็นขันทีหาใช่สนม!” แทนที่จะปล่อย อีกฝ่ายกลับยิ้ม ราวกับกำลังตอบในใจว่า ไม่ว่าสนมหรือขันที ตราบใดที่เป็นเจ้า ข้าก็อยากได้ทั้งนั้น
View Moreหลายเดือนผ่านไปวันนี้ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัด ทั้งที่ก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางมากมายจนแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับคล้ายว่างเปล่า จนไร้แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คน ราวกับเสียงฝีเท้าและคำพูดทุกคำจากภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้แสงอาทิตย์ตอนสายสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นเรียบ เงาและแสงเล่นซ้อนกัน ขับเน้นให้ความว่างเปล่าของท้องพระโรงเด่นชัดยิ่งขึ้นเหล่าขุนนางทุกคนต่างชะงัก ท่าทางเกร็งเครียดด้วยความหวาดระแวง ผวากับอารมณ์ของผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น เดี๋ยวก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว อีกหน่อยเดี๋ยวก็หัวเราะร่าแผ่วเบา ราวกับจิตใจกำลังโลดแล่นไปกับสิ่งใดไม่อาจหยั่งถึงท่าทางเช่นนี้เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว คราแรกผู้ใดเห็นก็คิดว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนคงทรุดไข้หรือไม่ก็อยู่ในอาการเจ็บป่วยแต่ผ่านมาหลายเดือนเช่นนี้…ผู้ใดเลยจะกล้าสรุปเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจกันอารมณ์ที่ผิดปกติและแปลกประหลาดนี้…ทำให้ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงหดเกร็ง ระวังทุกคำพูด ทุกท่าที เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดหรือหวังสิ่งใดอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นพว
ภายหลังจากความวุ่นวายสงบลง ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ในวังหลวงอีกครั้ง หลงอี้เสวียนนั่งเหยียดหลังตรงอยู่หลังโต๊ะดวลหมากในศาลาข้างสระบัวน้ำสีใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ทอเป็นประกายราวระยิบระยับ สีหน้าของเขาคงราบเรียบไร้อารมณ์ใดให้สังเกต แต่แววตาคมกริบกลับแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสายลมอ่อนพัดพลิ้วผ่านผืนน้ำและใบบัว เสียงกิ่งไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเรียกให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายหลงอี้เสวียนโน้มตัวไปจับหมากบนโต๊ะ ปลายนิ้วยาววางลงอย่างใจเย็น ท่าทางเคลื่อนไหวช้าๆ นั้นเผยถึงความอ่อนล้า“ฝ่าบาท…ดูเหนื่อยนัก ข้าจะไปเตรียมน้ำชาให้ขอรับ”เซวียนอี้หยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปที่อีกฝ่าย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่บนริมฝีปาก ทำให้บรรยากาศรอบศาลาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดหลงอี้เสวียนละสายตาจากหมาก ขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาอบอุ่นที่ลอยมาจากคนใกล้ๆ จนต้องเหลียวมอง“ข้าไม่ต้องการน้ำชาแค่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้ เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เย็นยะเยือกแต่กลับเต็มไปด้วยความห่
ยามนี้ ผู้คนเกือบทั้งเมืองหลวงต่างแห่กันมาห้อมล้อมหน้าประตูวังหลวง เสียงซุบซิบนินทา พูดคุยและเสียงตื่นตระหนกผสมกันเป็นคลื่นวุ่นวายบางคนมายืนทอดมองด้วยความสนใจบางคนหวังตรวจสอบความมั่นคงของเมืองหลวงบางคนลอบถามข้างหูขุนนางถึงเรื่องข่าวลือที่ลั่นลือไปทั่วว่า มีพวกที่พยายามสอดแนมและหาทางแย่งบัลลังก์!และเมื่อพวกเขาเห็นฮ่องเต้หลงอี้เสวียนผู้ที่มีข่าวลือว่าถูกโจรป่าซุ้มดักปล้นระหว่างทางไปสุสานและภายหลังจากนั้นก็ไปหายสาบสูญนานหลายสิบวันปรากฏตัวอีกครั้งหน้าประตูวังหลวงความตื่นตระหนกและความตื่นเต้นปะปนกัน ผู้คนถอยห่างกันราวกับถูกแรงดึงดูดจากความเกรงกลัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้หนุ่ม ดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นคล้ายกำลังทะลุหัวใจผู้ใดก็ได้หลงอี้เสวียนเดินออกมาแต่ละก้าวหนักแน่นและมั่นคง ร่างสูงสง่าราวภูผา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับภาพวาด ทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมความโกรธนั้น…ที่ฉายชัดออกมาจนเหล่าขุนนางและผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบถึงกับปิดปากเงียบกริบ กลัวเป็นเป้าของดวงตาคมกริบเฉียดเฉียนลมหายใจคู่นั
ผ้าห่มบนเตียงขยับแผ่วเบา ก่อนที่ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจะโผล่มองขึ้นมา ทั้งดื้อ ทั้งขุ่นเคืองปนความหึงหวงฉายชัดออกมาเซวียนอี้หยางเห็นดังนั้นก็แทบถอนหายใจอีกรอบหลงอี้เสวียนพึมพำต่ำๆ ราวกับออกคำสั่ง“เช่นนั้น ก็อย่าไปดื่มชากับมัน” เขาผ้าห่มขยับอีกนิด เสียงทุ้มต่ำยังคงเจือด้วยดื้อรั้นไม่ยินยอม“วังหลวงก็มีชา…หากเจ้าอยากดื่ม ข้าก็ชงให้ได้!”สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนสบกับบุรุษหน้ายังคงเจือด้วยความไม่พอใจอยู่เจ็ดส่วน ริมฝีปากหนาเม้มเป็นเส้นตรง“รูปร่างบางเพียงนี้…จะดื่มอะไรกับมันได้มากเพียงใดกัน”ปลายน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำบ่นกับตนเอง แต่ก็ชัดพอให้เซวียนอี้หยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้ยินไปด้วย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ท่าทางออกนอกหน้าเช่นนี้นั้น…เขาเอ่ย “ฝ่าบาทกำลังหึงหวงข้าอย่างงั้นงั้นหรือ”เซวียนอี้หยางเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างหยอกเย้า พลางโน้มเข้าใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ“เพ่ย! หลงอี้เสวียน”ทันใดนั้น เสียงของหวังจื่อหลงก็ตะโกนร้องดังลั่นมาตั้งแต่ระเบียงหน้าตำหนัก ราวกับพายุหอบโทสะถั่งโถมเข้ามา“ทั้งวังหลวงกำลังปั่นป่วนโกลาหล! แต่ไฉนคนผู้นี้ยังนอนซุกหัวมุดอย
ณ วังหลวงไม่เพียงแต่เหล่าขุนนางในท้องพระโรงที่วุ่นวายกับการหายตัวไปหลายวันของฮ่องเต้หลงอี้เสวียน…หากมีชีวิตอยู่ก็ไร้แม้แต่เงาหากจากสิ้นใจตายไปแล้วก็ไร้แม้แต่ร่างให้กราบไหว้…คลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวอยู่ก่อนหน้าก็นี้ยิ่งปะทุรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ท้องพระโรงในยามนี้คล้ายถูกพัดถล่มด้วยพายุลูกใหญ่ ทุกฝ่ายต่
หลายวันผ่านไปภายหลังจากฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนถูกลอบสังหาร วังหลวงตกอยู่ในความโศกเศร้าและเงียบสงัด ประกาศให้ไว้ทุกข์ยาวนานถึงสามปี ทำให้งานรื่นเริงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพิธีแต่งงานหรือเทศกาลสำคัญต่างถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดแม้แต่คู่บ่าวสาวก็ไม่มียกเว้น ทั้งที่ยกแม่สื่อไปสู่ขอแล้วและเตรียมกราบไหว้ฟ
ไฉนเบื้องหลังแผนลอบสังหารน้องชายเมื่อหลายเดือนก่อนนั้น หลงอี้เสวียนจะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ทว่าทั้งที่มีร่องรอยจางๆ หลงเหลืออยู่แต่กลับไม่หนักแน่นพอที่จะพิสูจน์ ดึงตัวเอาผู้ที่กระทำผิดทั้งหมดมายืนลงตรงหน้าได้สักคนแน่นอนว่า หลงอี้เสวียนย่อมโกรธแค้น และเจ็บใจยิ่งนักทั้งโทสะที่ปะทุในอก และความร
แม้แต่ฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนยังถูกลอบสังหาร ทั้งที่มีองครักษ์ล้อมหน้าล้อมหลังแน่นหนาปานนั้น จวบจนบัดนี้ก็ยังหาตัวคนร้ายไม่พบ เมืองหลวงยังกระสับกระส่าย บัลลังก์ยังไม่มั่นคง หวังจื่อหลงเพียงหวั่นเกรงว่า หากเมื่อใดที่บุรุษผู้นี้มีจุดอ่อนให้ใครคว้าได้ คงไม่เป็นผลดีนักเขายังพูดไม่ทันจบประโยคทันใดนั้น เสี