INICIAR SESIÓNเซวียนอี้หยาง บุตรชายสกุลขุนนางฝ่ายบู๊ ผู้มีพรสวรรค์ด้านการจับไหสุรา เกียจคร้านจนใครๆ ต่างส่ายหน้า ชีวิตอยู่กับโรงเตี๊ยมมากกว่าสนามรบ ทว่าชะตากลับเล่นตลก จู่ๆ เขาก็ต้องเข้าวังหลวงในฐานะขันที...ภายใต้ภารกิจลับสำคัญ หน้าที่ของเขาหาใช่ดูแลรินน้ำชา หาใช่พัดวีแต่คือปกป้องมังกรหนุ่มให้รอดถึงวันพรุ่งนี้! และไม่มีใครควรรู้ว่าเขา…คือ บุรุษครบสามส่วน การปลอมตัวควรทำให้เขากลมกลืนและอยู่รอดอย่างเงียบเชียบ ทว่าใบหน้าหวานเกินเหตุกลับไปสะดุดตาคนผู้หนึ่งเข้าเต็มๆ จากที่คิดว่าจะหลบสายตามังกร กลายเป็นว่ามังกรกลับจับตาเขาทุกลมหายใจ ยิ่งนานวัน “ฮ่องเต้หลงเฉิงเทียน” ยิ่งแสดงท่าทีไม่ปกติ จับแขน เขย่าคาง ลากเข้าไปใกล้ไม่เว้นวัน ราวกับทุกฝีก้าวตะโกนว่า 'เจ้าต้องเป็นของข้าเพียงผู้เดียว' ยิ่งตามติด เขายิ่งกลัวว่าความลับจะถูกเปิด แต่พอยิ่งดิ้นให้หลุด มังกรกลับยิ่งรัดแน่นกว่าเดิม “ฝ่าบาท! ปล่อยข้าเถิด ข้าเป็นขันทีหาใช่สนม!” แทนที่จะปล่อย อีกฝ่ายกลับยิ้ม ราวกับกำลังตอบในใจว่า ไม่ว่าสนมหรือขันที ตราบใดที่เป็นเจ้า ข้าก็อยากได้ทั้งนั้น
Ver másสายลมอ่อนต้นฤดูใบไม้ผลิพัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ อยู่หน้าประตูวังหลวง เหล่าทหาร นางกำนัล และขุนนางเดินขวักไขว่ไปตามหน้าที่ ทว่าเมื่อประตูใหญ่เปิดออก ใครคนหนึ่งกลับมุดผ่านช่องแคบระหว่างเหล่าผู้คุมแล้วก้าวพรวดเข้าไปเหมือนลูกหมาจรจัดหลงฝูง
เซวียนอี้หยาง บุรุษหนุ่มรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ดวงตากลมใสคล้ายสตรี สวมใส่อาภรณ์สีเข้ม ตั้งใจจะเข้าไปอย่างสงบเรียบร้อย ท่วงท่าสง่างาม แต่…เขาดันสะดุดชายเสื้อของตนเอง กึ่งล้มกึ่งกลิ้งเข้าไปต่อหน้าผู้คุมซะอย่างงั้น “เจ้าเป็นใคร!” น้ำเสียงเข้มของทหารยามดังขึ้นจนเขาตกใจแทบสิ้นสติ เซวียนอี้หยางยกมือขึ้นเหนือศีรษะทันที ดวงตากระพริบปริบๆ ริมฝีปากบางเม้มแน่น “ขะ…ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ!” ยิ่งพูดก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงหวานรื่นหูหาได้เล็กแหลมน่ารำคาญ มิหนำซ้ำเพราะใบหน้าอ่อนหวานนั้น ยังดูคล้ายคลึงสตรีไม่เหมือนขันทีสักนิด ทหารยามหรี่ตาลง ไล่สำรวจมองบุรุษหน้าหวานตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความลังเลและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ “ชื่อแซ่อะไร!” เซวียนอี้หยางสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นมา ท่าทางของเขาสั่นไหวชัดเจนราวกับความหวาดกลัวแล่นวาบขึ้นจนห้ามไม่อยู่ “อี้หยาง…เซวียนอี้หยางขอรับ” เขาพูดแต่สายตากลับหลุบต่ำก้มมองพื้น หัวใจในอกเต้นกระหน่ำโครมคราม เอาแต่ร้องว่า แย่แล้ว! เพราะกว่าจะหาทางเล็ดลอดเข้ามาได้ก็นับว่ายากเย็นนัก เขาสอดส่องสังเกตอยู่นานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน หากมิใช่เรื่องจำเป็นจริงๆ ชั่วชีวิตนี้คงไม่ย่างเหยียบสถานที่เช่นนี้แม้สักครึ่งก้าว ทว่ากลับต้องมาตายเอาเพราะสะดุดชายเสื้อของตัวเอง! ช่างเป็นความอัปยศที่น่าอับอาย ไม่สมควรจะเกิดขึ้นกับคนสกุลเซวียนแม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้น ตอนนี้ยิ่งไม่เหมาะแก่การแสดงพิรุธใดๆ ยามนี้แผ่นดินสั่นคลอน บ้านเมืองกำลังกระสับกระส่าย ฮ่องเต้องค์ก่อนถูกลอบสังหารอย่างอุกอาจ คนร้ายยังไร้เงา แต่กลับมีผู้หนึ่งขึ้นครองราชย์แทน เพียงเพราะหลานชายที่เป็นองค์รัชทายาทโดยสายเลือดมังกร เพิ่งมีอายุเพียงไม่กี่เดือนหลังถือกำเนิด กลิ่นคาวของการช่วงชิงอำนาจอบอวลไปเมืองหลวง ยิ่งทำให้ทุกผู้คนหวาดหวั่น หากผู้ใดเคลื่อนไหวผิดจังหวะ เกรงว่าอาจถูกลากตัวไปไต่สวน ตัดหัวหรือลงโทษเฆี่ยนตีจนสิ้นใจได้ทุกเมื่อไม่มียกเว้น สำหรับสกุลเซวียนกล่าวได้ว่าเป็นตระกูลใหญ่ในราชสำนักที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมีความสัมพันธ์กับวังหลวงมานาน อีกทั้งพี่ชายของเซวียนอี้หยางยังเป็นองครักษ์ลับ ส่วนบิดาก็เป็นแม่ทัพใหญ่ และเหล่าญาติฝ่ายบิดาต่างรับราชการเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ทั้งสิ้น สำหรับบุรุษ นั่นคือเกียรติสูงสุด เป็นความภาคภูมิใจ เป็นความฝันของบุรุษทั้งเมืองหลวงได้กระมัง แต่สำหรับเซวียนอี้หยางแล้ว…มันคือพันธนาการ เขาอยากเป็นบุรุษเสเพล วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเที่ยวดื่ม เล่นสนุก และทำตัวอย่างขี้เกียจเท่านั้น ทว่าโชคชะตากลับกลั่นแกล้งอย่างเลือดเย็นนัก! ภายหลังจากเกิดเหตุลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อน องครักษ์ ขันที และขุนนางหลายฝ่ายถูกกวาดล้าง ราชสำนักเต็มไปด้วยความหวาดระแวง และผู้ที่ขึ้นครองบัลลังก์…คือฮ่องเต้หลงอี้เสวียน ผู้เป็นท่านอาของรัชทายาทน้อยเพียงไม่กี่เดือน ราชสำนักจึงกลายเป็นสนามรบ เต็มไปด้วยกลลวง ดังนั้น พี่ชายของเขาที่เป็นองครักษ์ลับผู้ภักดีจึงยิ่งไม่อาจไว้วางใจผู้ที่ใกล้ชิดในกับบัลลังก์มังกรได้ ขันทีที่ถูกส่งมาใหม่ล้วนไม่น่าเชื่อถือ กระทั่งพี่ชายของเขาจึงตัดสินใจขอให้ทำสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำในชีวิต ปลอมตัวเป็นขันที! ไม่ใช่เพียงขันทีธรรมดา หากแต่ต้องอยู่ใกล้ฮ่องเต้มากที่สุด ตามติดทุกฝีก้าว…ทำหน้าที่คอยสอดส่องหาหนอนบ่อนไส้ในราชสำนัก และคอยลอบปกป้องฮ่องเต้อย่างแนบเนียน สำหรับเขา…คนที่เคยหนีทหาร นี่คือฝันร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด แต่ไม่ว่าจะกลัวเพียงใด แต่เซวียนอี้หยางกลับต้องก้าวเท้าเข้ามาในวังหลวง…เพราะครั้งนี้มิใช่แค่หน้าตาของตระกูล หากยังเป็นชีวิตที่เขาจะได้ภายหลังจากนี้ต่างหาก! ในขณะที่ทหารยามยังจับตามองอย่างไม่ลดละ ขวางทางไม่ยอมให้ผ่านไปง่ายๆ ริมฝีปากของเซวียนอี้หยางแห้งผากจนเกือบพูดไม่ออก “เข้าไปได้…” น้ำเสียงเข้มต่ำ แต่ชัดเจน แม้ว่าวังหลวงยามนี้จะมีผู้คนเข้าออกจวนเป็นว่าเล่น ย่อมต้องระมัดระวังความปลอดภัยให้มาก หากจะกล่าวถึงในฐานะขันที มองดูแล้วรูปร่างอาจบอบบางไปเสียหน่อย แต่มั่นใจได้ว่าปลอดภัยจากอันตราย เซวียนอี้หยางได้ยินแล้วรีบเดินทันก่อนอีกฝ่าจะเปลี่ยนใจ หรือเขาเผยออกมาจนจับสังเกตบางอย่างได้ เพราะดีใจจนเกือบเก็บอาการไม่อยู่ ใบหน้าแดงราวกับไฟลาม หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก รอดแล้วหนึ่ง! เกือบไปแล้วจริงๆ เซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายพลางปลอบใจตัวเองไม่หยุด เรื่องที่เขาปลอมตัวเป็นขันทีลอบเข้าวัง…มีเพียงบิดาและพี่ชายเท่านั้นที่รู้ หากความแตก ต่อให้สกุลเซวียนยิ่งใหญ่เพียงใด ก็ปกป้องเขาไม่ได้แน่นอน เขาจึงได้แต่สูดลมหายใจลึกๆ แล้วทำทีเป็นสงบนิ่ง แต่ในใจกลับร้องลั่น ขออย่าให้ถูกจับได้อีกเลย! เซวียนอี้หยางเดินตามเส้นทางอันยาวเหยียดของวังหลวง ดวงตากลมกวาดมองไปโดยรอบบริเวณตำหนักยิ่งใหญ่โอ่อ่า ท้องฟ้าสดใสเหนือหลังคากระเบื้องสีมรกต กลิ่นอ่อนๆ ของไม้หอมลอยฟุ้งมาตามลม…แทบทำเขาหลงลืมเป้าหมายไปชั่วครู่ กระทั่งมาถึงลานกว้างหน้าตำหนักหย่งเทียน บานประตูกำลังเปิดออกพอดี ขุนนางในชุดสีน้ำเงินเข้มเดินออกมาด้วยใบหน้าเร่งรีบ “ขันทีใหม่ใช่หรือไม่…เข้ามาเสีย ฝ่าบาทเพิ่งเสด็จกลับจากว่าราชการ พระองค์ไม่ชอบเสียงรบกวน หากเผลอส่งเสียงดังแม้นิดเดียว…” ยังพูดไม่ทันจบ ด้านในก็มีเสียงทุ้มเย็นดังลอดออกมา “น่ารำคาญ! วุ่นวายกันนัก” ขุนนางผู้นั้นสะดุ้งเฮือก หน้าถอดสีราวกับเลือดไหลหนีหาย ส่วนเซวียนอี้หยางก็ยืนตัวแข็งทื่อ กระพริบตาปริบๆ อ้าปากพะงาบอย่างคนพูดไม่ออก ยังไม่ทันได้เอ่ยสักคำก็ถูกคนตรงหน้าร่ายยาวใส่ หาได้คิดจะไถ่ถามเขาเลยแม้แต่น้อย ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมกลางห้อง ใบหน้าหล่อคมคายราวกับแกะสลักจากหยกเนื้อดี ท่วงท่าเย็นชาเฉกเช่นหิมะเหนือยอดเขา ดวงตาคู่นั้นเพียงทอดมองเพียงครั้งเดียว…แต่กลับทำให้หัวใจของอี้หยางเหมือนโดนบีบเข้าอย่างแรง นี่ใช่หรือ…คนที่ทั้งเมืองหลวงกล่าวว่าเย็นชาที่สุดในใต้หล้า แต่เหตุใดถึงได้หล่อเหล่าเพียงนี้กันเล่า! “เจ้าคือขันทีใหม่…” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ แต่กดความเย็นเยียบไว้จนสั่นสะท้านถึงกระดูก หัวคิ้วเข้มเลิกขึ้นเอ่ยถาม อี้หยางคุกเข่าลงทันที เสียงดังสะท้อนกลับมาฟังแล้วคงเจ็บไม่น้อย “พะย่ะค่ะ ข้า...เซวียนอี้หยาง ขอรับ!” น้ำเสียงของเขาตะกุกตะกักเต็มไปด้วยความประหม่าและลังเล ทั้งชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยคลุกคลีหรือเรียนรู้มารยาทในวังหลวง ถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับเกร็งๆ กังๆ ไม่รู้ชัดเจนว่าควรหรือไม่ พอได้รู้ว่าถูกเรียกให้ปลอมตัวเป็นขันที เขาเพียงพยักหน้ารับและตัดสินใจเข้ามาโดยไม่ลังเล ทันใดนั้น บรรยากาศเงียบไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบลึกล้ำคู่นั้น จ้องมองด้วยความรู้สึกบางอย่างเหมือนกำลังพิจารณาสิ่งของหายาก พลางกวาดมองตั้งแต่ศีรษะถึงปลายเท้าอย่างละเอียด เซวียนอี้หยางเกิดความรู้สึกกระอักกระอ่วน ราวกับถูกลอกผิวทีละชั้นทั้งขนลุกและประหม่าไปพร้อมๆ กัน แม้สายตาจะหลุบต่ำ ไม่กล้าเงยมองตรงๆ แต่กลับอดไม่ได้ลอบมองอย่างหวาดหวั่น กระทั่ง น้ำเสียงทุ้มต่ำของฮ่องเต้หลงอี้เสวียนเอ่ยเบาๆ “หน้าตาแบบเจ้ารึ…เป็นขันที” พอสิ้นคำนั้น หัวใจของเซวียนอี้หยางแทบหยุดเต้น เขาเงยหน้าขึ้นประสานสบตาเข้ากับอีกฝ่ายทันที รู้แล้วเหรอ!? จบกันแล้ว…ชีวิตข้าจบตอนแรกเลยหรือ!? แต่ยังไม่ทันที่จะตอบ ก็ได้ยินน้ำเสียงทุ้มอ่อนลงจากคราวที่แล้ว…แต่นิดเดียวจริงๆ “อือ…ตั้งแต่นี้ จะเป็นผู้ติดตามใกล้ชิดของเรา” เซวียนอี้หยางเงยหน้า พูดไม่ออก ได้แต่มองตาปริบๆ งุนงง ขุนนางผู้นั้นถึงกับตาโตด้วยความตกใจ มองดูผิวเผินแม้อีกฝ่ายจะมีใบหน้าหวานเยิ้มราวสตรี รูปร่างบอบบาง ดูไร้เรี่ยวแรง แต่กลับแฝงความเด็ดขาดแผ่ซ่านออกมาอย่างเหลือเชื่อ แท้จริงแล้ว ผู้ใดจะรู้กันเล่าว่าบุรุษหน้าหวานตรงหน้าคงจะมีฝีมือไม่น้อย ทว่าเขากลับก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่า ใครกันแน่จะคุ้มครองใครในยามนี้ ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนเอื้อมมือแตะถ้วยชาเบาๆ สายตามองขันทีหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ลดละ “ตามติดข้าทุกฝีก้าว อย่าให้ข้าผิดหวัง…เซวียนอี้หยาง” หัวใจเขาเต้นแรงจนแทบทะลุอก ทั้งตกใจ ทั้งโล่งอก และ…สั่นอย่างประหลาด เริ่มงานวันแรกก็ได้ติดตามฮ่องเต้แล้วรึ…ง่ายเกินไปกระมัง แต่ชีวิตเขาจะมีชีวิตรอดถึงวันพรุ่งนี้ไหม!? เซวียนอี้หยางมองใบหน้าหล่อคมเย็นชาที่นั่งอยู่ตรงนั้น เขาถึงกับยิ้มไม่ออก…แต่ก็หยุดยิ้มไม่ได้เสียทีหลายเดือนผ่านไปวันนี้ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัด ทั้งที่ก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางมากมายจนแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับคล้ายว่างเปล่า จนไร้แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คน ราวกับเสียงฝีเท้าและคำพูดทุกคำจากภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้แสงอาทิตย์ตอนสายสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นเรียบ เงาและแสงเล่นซ้อนกัน ขับเน้นให้ความว่างเปล่าของท้องพระโรงเด่นชัดยิ่งขึ้นเหล่าขุนนางทุกคนต่างชะงัก ท่าทางเกร็งเครียดด้วยความหวาดระแวง ผวากับอารมณ์ของผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น เดี๋ยวก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว อีกหน่อยเดี๋ยวก็หัวเราะร่าแผ่วเบา ราวกับจิตใจกำลังโลดแล่นไปกับสิ่งใดไม่อาจหยั่งถึงท่าทางเช่นนี้เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว คราแรกผู้ใดเห็นก็คิดว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนคงทรุดไข้หรือไม่ก็อยู่ในอาการเจ็บป่วยแต่ผ่านมาหลายเดือนเช่นนี้…ผู้ใดเลยจะกล้าสรุปเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจกันอารมณ์ที่ผิดปกติและแปลกประหลาดนี้…ทำให้ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงหดเกร็ง ระวังทุกคำพูด ทุกท่าที เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดหรือหวังสิ่งใดอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นพว
ภายหลังจากความวุ่นวายสงบลง ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ในวังหลวงอีกครั้ง หลงอี้เสวียนนั่งเหยียดหลังตรงอยู่หลังโต๊ะดวลหมากในศาลาข้างสระบัวน้ำสีใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ทอเป็นประกายราวระยิบระยับ สีหน้าของเขาคงราบเรียบไร้อารมณ์ใดให้สังเกต แต่แววตาคมกริบกลับแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสายลมอ่อนพัดพลิ้วผ่านผืนน้ำและใบบัว เสียงกิ่งไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเรียกให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายหลงอี้เสวียนโน้มตัวไปจับหมากบนโต๊ะ ปลายนิ้วยาววางลงอย่างใจเย็น ท่าทางเคลื่อนไหวช้าๆ นั้นเผยถึงความอ่อนล้า“ฝ่าบาท…ดูเหนื่อยนัก ข้าจะไปเตรียมน้ำชาให้ขอรับ”เซวียนอี้หยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปที่อีกฝ่าย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่บนริมฝีปาก ทำให้บรรยากาศรอบศาลาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดหลงอี้เสวียนละสายตาจากหมาก ขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาอบอุ่นที่ลอยมาจากคนใกล้ๆ จนต้องเหลียวมอง“ข้าไม่ต้องการน้ำชาแค่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้ เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เย็นยะเยือกแต่กลับเต็มไปด้วยความห่
ยามนี้ ผู้คนเกือบทั้งเมืองหลวงต่างแห่กันมาห้อมล้อมหน้าประตูวังหลวง เสียงซุบซิบนินทา พูดคุยและเสียงตื่นตระหนกผสมกันเป็นคลื่นวุ่นวายบางคนมายืนทอดมองด้วยความสนใจบางคนหวังตรวจสอบความมั่นคงของเมืองหลวงบางคนลอบถามข้างหูขุนนางถึงเรื่องข่าวลือที่ลั่นลือไปทั่วว่า มีพวกที่พยายามสอดแนมและหาทางแย่งบัลลังก์!และเมื่อพวกเขาเห็นฮ่องเต้หลงอี้เสวียนผู้ที่มีข่าวลือว่าถูกโจรป่าซุ้มดักปล้นระหว่างทางไปสุสานและภายหลังจากนั้นก็ไปหายสาบสูญนานหลายสิบวันปรากฏตัวอีกครั้งหน้าประตูวังหลวงความตื่นตระหนกและความตื่นเต้นปะปนกัน ผู้คนถอยห่างกันราวกับถูกแรงดึงดูดจากความเกรงกลัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้หนุ่ม ดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นคล้ายกำลังทะลุหัวใจผู้ใดก็ได้หลงอี้เสวียนเดินออกมาแต่ละก้าวหนักแน่นและมั่นคง ร่างสูงสง่าราวภูผา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับภาพวาด ทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมความโกรธนั้น…ที่ฉายชัดออกมาจนเหล่าขุนนางและผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบถึงกับปิดปากเงียบกริบ กลัวเป็นเป้าของดวงตาคมกริบเฉียดเฉียนลมหายใจคู่นั
ผ้าห่มบนเตียงขยับแผ่วเบา ก่อนที่ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจะโผล่มองขึ้นมา ทั้งดื้อ ทั้งขุ่นเคืองปนความหึงหวงฉายชัดออกมาเซวียนอี้หยางเห็นดังนั้นก็แทบถอนหายใจอีกรอบหลงอี้เสวียนพึมพำต่ำๆ ราวกับออกคำสั่ง“เช่นนั้น ก็อย่าไปดื่มชากับมัน” เขาผ้าห่มขยับอีกนิด เสียงทุ้มต่ำยังคงเจือด้วยดื้อรั้นไม่ยินยอม“วังหลวงก็มีชา…หากเจ้าอยากดื่ม ข้าก็ชงให้ได้!”สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนสบกับบุรุษหน้ายังคงเจือด้วยความไม่พอใจอยู่เจ็ดส่วน ริมฝีปากหนาเม้มเป็นเส้นตรง“รูปร่างบางเพียงนี้…จะดื่มอะไรกับมันได้มากเพียงใดกัน”ปลายน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำบ่นกับตนเอง แต่ก็ชัดพอให้เซวียนอี้หยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้ยินไปด้วย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ท่าทางออกนอกหน้าเช่นนี้นั้น…เขาเอ่ย “ฝ่าบาทกำลังหึงหวงข้าอย่างงั้นงั้นหรือ”เซวียนอี้หยางเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างหยอกเย้า พลางโน้มเข้าใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ“เพ่ย! หลงอี้เสวียน”ทันใดนั้น เสียงของหวังจื่อหลงก็ตะโกนร้องดังลั่นมาตั้งแต่ระเบียงหน้าตำหนัก ราวกับพายุหอบโทสะถั่งโถมเข้ามา“ทั้งวังหลวงกำลังปั่นป่วนโกลาหล! แต่ไฉนคนผู้นี้ยังนอนซุกหัวมุดอย
ณ วังหลวงไม่เพียงแต่เหล่าขุนนางในท้องพระโรงที่วุ่นวายกับการหายตัวไปหลายวันของฮ่องเต้หลงอี้เสวียน…หากมีชีวิตอยู่ก็ไร้แม้แต่เงาหากจากสิ้นใจตายไปแล้วก็ไร้แม้แต่ร่างให้กราบไหว้…คลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวอยู่ก่อนหน้าก็นี้ยิ่งปะทุรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ท้องพระโรงในยามนี้คล้ายถูกพัดถล่มด้วยพายุลูกใหญ่ ทุกฝ่ายต่
หลายวันผ่านไปภายหลังจากฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนถูกลอบสังหาร วังหลวงตกอยู่ในความโศกเศร้าและเงียบสงัด ประกาศให้ไว้ทุกข์ยาวนานถึงสามปี ทำให้งานรื่นเริงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพิธีแต่งงานหรือเทศกาลสำคัญต่างถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดแม้แต่คู่บ่าวสาวก็ไม่มียกเว้น ทั้งที่ยกแม่สื่อไปสู่ขอแล้วและเตรียมกราบไหว้ฟ
ไฉนเบื้องหลังแผนลอบสังหารน้องชายเมื่อหลายเดือนก่อนนั้น หลงอี้เสวียนจะไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ใด ทว่าทั้งที่มีร่องรอยจางๆ หลงเหลืออยู่แต่กลับไม่หนักแน่นพอที่จะพิสูจน์ ดึงตัวเอาผู้ที่กระทำผิดทั้งหมดมายืนลงตรงหน้าได้สักคนแน่นอนว่า หลงอี้เสวียนย่อมโกรธแค้น และเจ็บใจยิ่งนักทั้งโทสะที่ปะทุในอก และความร
แม้แต่ฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนยังถูกลอบสังหาร ทั้งที่มีองครักษ์ล้อมหน้าล้อมหลังแน่นหนาปานนั้น จวบจนบัดนี้ก็ยังหาตัวคนร้ายไม่พบ เมืองหลวงยังกระสับกระส่าย บัลลังก์ยังไม่มั่นคง หวังจื่อหลงเพียงหวั่นเกรงว่า หากเมื่อใดที่บุรุษผู้นี้มีจุดอ่อนให้ใครคว้าได้ คงไม่เป็นผลดีนักเขายังพูดไม่ทันจบประโยคทันใดนั้น เสี





