LOGINบรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูก
แสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผู้หนึ่งกำลังสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดชีวิต เซวียนอี้หยางนั่งพิงเสาไม้กลางห้อง ดวงตาค่อยๆ ปรือลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย คล้ายจะเผลอหลับไปทั้งที่ยังอยู่ในหน้าที่ คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาต้องคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ มังกรผู้นี้แต่ร่างกายกลับล้าเกินรับไหว หนังตาหนักราวถูกค้อนทุบ แม้หน้าที่ของขันทีจะดูเหมือนไร้ประโยชน์ เอาแต่เดินตามฮ่องเต้รายงานทุกลมหายใจ แต่หากพูดกันตามตรง…ทั้งวังกว้างใหญ่นี่ มีผู้ใดทำงานหนักกว่าเขาบ้างไหม! นี่หาใช่งานขันทีแล้ว นี่มันงานพี่เลี้ยงเด็กชัดๆ! ทั้งที่งานไม่หนักก็จริง แต่เรื่องยิบย่อยมากมายเสียจนแทบลากสังขารไม่ไหว โดยเฉพาะการต้องคอยเดาความคิดของมังกรผู้นั้นที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความต้องการของตนสักคำ! หากอยากดื่มชาก็ควรพูดออกมา มิใช่เพียงเหลือบมองจอกน้ำชาแห้งเหือดจนริมฝีปากแห้งผาก หากทรงหิว ก็บอกเถิด! ไม่ใช่ปล่อยให้ท้องร้องครวญครางราวกับไม่รู้จักพูด! เซวียนอี้หยางรู้สึกว่ากำลังเลี้ยงเด็กสามขวบ มากกว่ารับใช้ฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นเสียอีก! และสิ่งที่ทำให้เขาหมดแรงที่สุดคือ…คำสั่งสุดท้ายเมื่อตอนพลบค่ำ ‘อยู่ใกล้ๆ ข้า อย่าให้คลาดสายตา’ ถ้อยคำนั้นยังคงดังก้องอยู่โสตประสาท ทั้งผู้ที่สมควรพูดประโยคนี้…ควรเป็นเขาต่างหากเล่า! ดังนั้น ขันทีหนุ่มที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน จำต้องยืนเกาะตำหนักนี้ทั้งคืน จนในที่สุด…ก็หมดแรงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ทว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งอ่านฎีกาอยู่หลังโต๊ะไม้หอม ข้างกายมีเพียงเสียงพู่กันเสียดสีกระดาษเป็นจังหวะเบาๆ ก้องอยู่ในตำหนักกว้างที่เงียบงัน เซวียนอี้หยางพยายามกลั้นหาวครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าดวงตากลมโตที่ฝืนลืมค้างกลับดูเหมือนลูกสุนัขตัวเล็กยามง่วงงุน แดงเรื่อและใกล้จะปิดเต็มที จนในที่สุด เปลือกตาก็ปรือปิดลงอย่างช้าๆ หมดแรงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว ร่างเล็กเอนพิงเสาด้านข้าง พลันหลับสนิทโดยไม่รู้ตัว ลมหายใจแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันอย่างน่าเอ็นดูราวเด็กสามขวบที่กำลังฝันดี หลงอี้เสวียนเงยหน้าขึ้นพอดี ตั้งใจจะเรียกให้มาเติมชา ทว่าเมื่อสายตาหันไปยังตำแหน่งที่ควรมีขันทีคอยยืนรอรับคำสั่ง…กลับพบว่าเจ้าตัวเล็กหน้าหวานคนนั้นนอนหลับอยู่เสียแล้ว ดวงตาคมกริบของเขาชะงักเล็กน้อย วางพู่กันลงอย่างช้าๆ มุมปากหนาโค้งนกยิ้มบางๆ โดยไม่รู้ตัว “หลับแล้วงั้นหรือ…” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเบาราวกระซิบ กลัวจะปลุกอีกฝ่ายให้ตื่น ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาเพียงมองใบหน้าที่หลับฟุบอยู่อย่างสงบนั้น เสียงวุ่นวายทุกอย่างในหัว ทั้งเรื่องแค้น บ้านเมือง ขุนนางคิดคด และผู้ที่หมายทำลายบัลลังก์ก็กลับเงียบลงราวถูกปัดทิ้งไปในชั่วพริบตา ในตำหนักกว้าง…เหลือเพียงความสงบที่หาได้ยากยิ่ง หลงอี้เสวียนลุกขึ้น ก้าวเท้าแผ่วเบาจนแทบไม่มีเสียง แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายที่หลับสนิท ใบหน้าขาวจัดของเด็กหนุ่มอยู่ในระยะใกล้เพียงคืบเสียจนเห็นได้แม้กระทั่งเส้นขนตาที่สั่นตามลมหายใจ ปลายจมูกรั้นเล็กๆ รับกับริมฝีปากสีชมพูอ่อนนุ่มนวล ไม่น่าเชื่อเลยว่า…นี่คือบุรุษ หลงอี้เสวียนโน้มตัวลง ก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายต้องการมองให้ชัดกว่าเดิม หัวใจแกร่งกระตุกวูบเต้นช้าลงอย่างประหลาด ทั้งที่ไม่เคยยอมให้สิ่งใดทำให้ไขว้เขว “เจ้าช่าง…” เขาพึมพำแผ่วเบา ทว่าไม่จบประโยค เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรใช้คำใดอธิบายคนตรงหน้า… เด็กหนุ่มผู้นี้ที่ดูนุ่มนิ่มเกินกว่าจะเป็นขันทีได้ ในจังหวะนั้น เซวียนอี้หยางขยับตัวเบาๆ งึมงำคล้ายละเมอ หน้าผากขาวเนียนเกือบชนชายอาภรณ์ของฮ่องเต้หนุ่มโดยไม่รู้ตัว หลงอี้เสวียนยื่นมือไปโดยไม่ทันคิด ตั้งใจจะดึงชายผ้าให้พ้นใบหน้าอีกฝ่าย ทว่าปลายนิ้วกลับแตะโดนแก้มอุ่นๆ แทน สัมผัสนั้นนุ่มราวกับจะจมลงไปได้ ทันใดนั้น พลันชะงักกึก มองปลายนิ้วราวกับถูกสะกด นี่เขากำลังทำอะไรอยู่? แววตาเย็นเยียบที่เคยไม่ไหวเอนกลับสั่นวูบไปเล็กน้อย มีบางอย่างลึกซึ้งผุดขึ้นมาในดวงตา ทว่าเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น ใบหน้าหล่อเหล่าเย็นชาไร้อารมณ์ก็กลับคืนดังเดิมราวไม่เคยเปลี่ยนแปลง บรรยากาศภายในตำหนักมีเพียงเสียงลมหายใจอ่อนๆ ของขันทีตัวน้อยดังก้องอยู่เบาๆ หลงอี้เสวียนกลับไปนั่งยังโต๊ะอีกครั้งแต่เพียงไม่นาน ก็อ่านต่อไม่ไหว เพราะสายตาถูกดึงไปยังเด็กหนุ่มที่หลับครั้งแล้วครั้งเล่า จนเขาเผลอถอนหายใจแผ่วๆ ออกมา “วุ่นวายเสียจริง…” ไม่ทันสิ้นความ และทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักออกเต็มแรง ไม่สนกฎระเบียบใดทั้งสิ้น “หม่อมฉัน เหม่ยเฟย…มาปรนนิบัติฝ่าบาทเพคะ” เสียงหวานเยิ้มของสตรีผู้หนึ่งลากหางยาว บรรยากาศสงบภายในตำหนักไปจนหมด เหม่ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นใจ ใบหน้าคนงามฉาบด้วยแป้งขาวจัดและชาดสีเข้ม อาภรณ์สีแดงสดผ่าสูงเผยเรียวขาอย่างจงใจ เครื่องประดับบนหัวส่ายไหวแวววาวทุกย่างก้าว จงใจดูยั่วยวนที่สุดเท่าที่สนมคนหนึ่งจะเป็นได้ ทันทีที่สายตาของเหม่ยเฟยเห็นภาพเบื้องหน้า ฮ่องเต้ผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาไร้หัวใจ กำลังมองคนผู้หนึ่งที่หลับพิงประตูด้วยสายตาอ่อนโยนอย่างไม่รู้ตัว นางถึงกับชะงัก ก้าวเท้าหยุดกลางอากาศในบัดดล ระยะใกล้ชิดและสายตาอ่อนโยนเพียงนั้น…เกรงว่าสตรีทั้งวังหลวงยังไม่เคยได้รับด้วยซ้ำกระมัง! หลงอี้เสวียนเพียงเหลือบตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ เขาเหยียดกายยืนนั่งหลังตรง ท่วงท่ากลับมาขรึมขลังดุจเดิม ต่างจากเมื่อครู่นี้ลิบลับ สายตาคมกริบจ้องสตรีตรงหน้าอย่างไม่ปิดบังความรำคาญ “เข้ามาโดยไม่แจ้ง…ถือว่าเสียมารยาท” แน่นอนว่า เขาจะไม่รู้เจตนาของสตรีในตำหนักพวกนี้ สายตาของหลงอี้เสวียนไล่กวาดมองสตรีตรงหน้าตั้งแต่บนลงล่าง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ใดๆ ฉายออกมา แม้แต่ความสนใจยังไม่มี อาภรณ์ผืนบางสีแดงสดขับผิวขาวราวหิมะที่เผยออดมาให้เห็นอย่างจงใจ มองดูแล้วงดงาม เย้ายวนไม่น้อย… แต่ขององค์ฮ่องเต้กลับมีเพียงความน่ารำคาญ “ข้าบอกให้เข้ามาหรือ” เหม่ยเฟยกัดริมฝีปากแน่น แต่ยังฝืนยกยิ้ม นางแสร้งทำท่ากล้าแกร่งราวกับไม่หวาดกลัว ทั้งที่ใจเต้นระส่ำ เพียงแค่ได้แนบชิดใกล้อีกนิด นางมั่นใจว่าไม่ว่าบุรุษใดก็ไม่พ้นเสน่ห์ของนางได้แน่ นางก้าวเข้าใกล้ เดินทอดน่องช้าๆ พลางแกว่งสะโพกอย่างระมัดระวัง แฝงความยั่วยวนอย่างจงใจ หวังให้ฮ่องเต้หนุ่มตรงหน้าไม่อาจละสายตา “หม่อมฉันคิดถึงฝ่าบาทนักเพคะ จึงรีบมาหา…ไม่นึกว่าจะมีผู้ใดมาก่อนหน้า” นัยน์ตาเมล็ดปรายมองขันทีตัวเล็กที่หลับสนิทอย่างไร้เดียงสา จนเมื่อเดินเข้าใกล้จึงเห็นใบหน้าชัดเจน ใบหน้าเนียนละมุนราวสตรี…แต่เป็นบุรุษ มุมปากของเหม่ยเฟยโค้งยกอย่างดูแคลนปนหึงหวงขึ้นมา “แท้จริงก็เป็นขันทีเองหรือเพคะ หม่อมฉันนึกว่าฝ่าบาทซุกซ่อนสตรีไว้ในตำหนักเสียอีก เห็นจ้องมองไม่ยอมกระพริบตา…” คำพูดช่างแฝงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง หลงอี้เสวียนชะงักไปเสี้ยวอึดใจก่อนที่ใบหน้าคมคายจะถูกปกคลุมด้วยความเย็นเยียบราวกับสายลมเหนือพัดวูบ ส่วนผู้ถูกนินทานั้นยังคงหลับสนิท ไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย ฮ่องเต้หนุ่มเอ่ยเสียงต่ำเยียบเย็นจนลมหายใจในห้องคล้ายหยุดชะงัก “ระวังคำพูดเสีย หุบปากเอาไว้กินข้าว ก่อนที่เจ้าจะไม่มีแม้แต่ลมหายใจไว้กินสิ่งใด” ดวงตาคมกริบของหลงอี้เสวียนแข็งกร้าวขึ้นทันที ภายในใจลึกๆ เต็มไปด้วยความโกรธที่เหล่าทหารหน้าตำหนักปล่อยให้สตรีน่ารำคาญเช่นนี้เข้ามา ระรานรกหูรกตาเสียจริง เหม่ยเฟยชะงักไป ใจหายวาบ รีบเปลี่ยนโทนเสียงให้หวานราวเคลือบน้ำผึ้ง “หม่อมฉันเพียงห่วงเพคะ…กลัวว่าจะไม่มีผู้ใดมาปรนนิบัติฝ่าบาทเพียงเท่านั้นเพคะ” ทว่าหลงอี้เสวียนไม่แม้แต่ปรายตามอง “ออกไป…” น้ำเสียงทุ้มเย็นชาเอ่ยขึ้น สายตายังคงจับจ้องไปที่อีกฝ่ายที่หลับหลับสนิทไม่รู้เรื่องบนพื้นเย็นเยียบ “ฝ่าบาทเพคะ…” เหม่ยเฟยร้องขึ้นด้วยความไม่พอใจ หัวคิ้วเรียวขมวดทันที เมื่อเห็นสายตาฮ่องเต้หนุ่มจดจ้องไปยังขันทีตัวเล็กแทนที่จะสนใจนาง ยิ่งทำให้นางรู้สึกทั้งอับอายและหงุดหงิด “ไยไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างเราบ้างเพคะ…” ถ้อยคำพูดนั้นทำให้หลงอี้เสวียนถอนหายใจ ก่อนขยับก้าวเข้าใกล้ทีละก้าว สายตาคมราวคมดาบเฉียดเฉือน จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะใบหน้าของนาง หัวใจของเหม่ยเฟยกระตุกวูบ นางจะถอยหนีก็ไม่ทัน ฝ่ามือหนาของอีกฝ่ายค่อยๆ ลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างเชื่องช้า จนทำให้หัวใจเต้นโครมจนแทบจะหลุดออกมา เหม่ยเฟยกำมือแน่น เล็บจิกลงบนผิวจนเลือดซึม ความไม่พอใจและความหวาดกลัวแล่นขึ้นจนแทบปิดไม่มิด “ฝ่าบาทเพคะ…เหม่ยเฟย” นางยกยิ้มหวานแต่ดวงตากลับแดงก่ำอย่างยากจะควบคุม “กลับตำไปเสีย” หลงอี้เสวียนแทรกขึ้นกลางประโยค เสียงเย็นเยียบราวคมดาบ “ข้าและเจ้าเคยมีความหลังอันใดกัน เกรงว่าจะต้องทวนความทรงจำว่าเจ้าเป็นสตรีของผู้ใด” แม้ว่าเขาจะมีนิสัยเสเพล เคยคลุกคลีสตรีไม่เว้นหน้าแต่นั้นเป็นเรื่องในวันวานไปแล้ว มิหนำซ้ำ แม้ยามนี้จะนั่งบนบัลลังก์ แต่สตรีหลังวังเหล่านั้นล้วนเป็นของน้องชายผู้ล่วงลับทั้งสิ้น หลงอี้เสวียนไม่เคยแตะต้องแม้แต่เพียงนิ้ว หากเป็นเมื่อก่อนเพียงมองด้วยสายตาความแทะโลมเท่านั้น หาได้คิดอื่นใด เหม่ยเฟยนิ่งไป สีหน้าเปลี่ยนทันที จางลงจนเห็นได้ชัดเจน ไฉนเมื่อครั้งฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนยังอยู่ อีกฝ่ายถึงได้เอาแต่จ้องนางด้วยสายตาเจ้าเล่ห์หาได้มองเฉกเช่นทองผู้อื่น ดังนั้น พอทางสะดวกจึงแวะมาเสียหน่อย แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะถูกทำให้ทั้งเสียหน้าและขายหน้าในคราเดียวกัน “แต่ฝ่าบาทเคยมองหม่อมฉัน…” นางทักท้วง ไม่ยอมถอย ทว่าทันใดนั้น น้ำเสียงทุ้มกลับเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหนาอย่างเย็นเยียบ ฟังแล้วพลันรู้สึกเสียวสันหลัง “เกรงว่าคงต้องตามน้องชายของข้าไปแล้วกระมัง…” พอสิ้นคำนั้น หัวใจเหม่ยเฟยกระตุกวูบด้วยความหวาดกลัว พลางส่ายหน้าหลบทันที ไม่กล้าเงยหน้าสบตา ความกล้าดีก่อนหน้านี้พลันหายวับไปชั่วพริบตา นางทรุดคุกเข่าลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังสะท้อน ฟังแล้วราวเจ็บปวดไปถึงหัวใจ “หม่อมฉันผิดไปแล้ว…ผิดไปแล้วเพคะ” หลงอี้เสวียนเพียงมองนิ่งๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเจือความรำคาญ “ไสหัวไปให้พ้น…ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน แล้วกลบฝังดินเจ้าทั้งเป็นไปพร้อมกับฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนเสีย” น้ำเสียงทุ้มนิ่ง เย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาวยามเหมันต์ หลงอี้เสวียนก้าวประชิด ริมฝีปากหนาโค้งยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายรอยยิ้ม…ทว่าไร้ซึ่งความอ่อนโยนแม้แต่น้อย “ตามลงไปให้เขาอบรมสั่งสอนสตรีของตนเสียบ้าง” เขาเอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “เกรงว่าอยู่ข้างล่างนั้นคงสบายเกินไปกระมัง ถึงได้ทิ้งภาระสารพัดไว้ให้ข้าต้องสะสางเสียหมด…” “หม่อมฉัน…ผิดไปแล้วเพคะ” น้ำเสียงเหม่ยเฟยสั่นเครือ นางก้มหน้าลงจนหน้าผากแนบพื้น พยักหน้าหงึกๆ จนหัวพลันกระแทกกับพื้นไปด้วยพลาง จากนั้นรีบลุกขึ้น วิ่งหนีไปทันที เสียงประตูตำหนักปิดลง เงียบสงัดอีกครั้ง หลงอี้เสวียนถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเหนื่อยหน่ายปนรำคาญ เขาหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่ยังนอนหลับลึกไม่รู้เรื่อง มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย “เจ้าช่างวุ่นวายจริง…” เขาพึมพำ พลางมือใหญ่ยกผ้าคลุมขึ้น จัดให้อีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง ราวกับสัมผัสนั้นเป็นเพียงสายลมเบาเช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจคร้านแล้วเลื่อนตัวไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเตียง ตำแหน่งที่ไร้แสงสะท้อนส่องและให้ความเย็นมากกว่าหลงอี้เซวียนหาได้จะดีดตัวตื่นขึ้นมาไม่ เปลือกตายังคงปิดสนิทอย่างเกียจคร้านทว่า ขณะที่ร่างสูงขยับตัว…ที่ข้างๆ บนเตียงอ่อนพลันอ่อนยวบลงไป จนเขาที่กำลังเคลิบใกล้หลับต้องลืมตาขึ้นมาดูหลงอี้เสวียนลุกขึ้นยืนอยู่ข้างเตียง สายตาคมกริบมองร่างบางที่นอนขดตัวอยู่บนมุมเตียงด้านนอกในท่าที่ดูไม่ค่อยสบายนัก ผ้าห่มถูกดึงไปถึงครึ่ง ทว่ากลับยังคงหลับสนิทเหมือนไม่รู้ตัวว่าเมื่อคืนได้ผล็อยหลับอยู่ข้างฮ่องเต้เสียอย่างนั้นดวงตาของเซวียนอี้หยางพร่ามัวราวกับปกคลุมด้วยหมอกยามเช้า เขากระพริบตาถี่ๆ อยู่หลายครั้งแต่ก็ยังไม่ตื่นเต็มตาเสียที ร่างกายยังอ่อนล้าเหมือนถูกดึงไว้ให้อยู่บนเตียงนุ่มไม่ยอมลุกแต่แล้ว…สายตาที่พร่าเลือนค่
บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผู้หนึ่งกำลังสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดชีวิตเซวียนอี้หยางนั่งพิงเสาไม้กลางห้อง ดวงตาค่อยๆ ปรือลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย คล้ายจะเผลอหลับไปทั้งที่ยังอยู่ในหน้าที่คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาต้องคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ มังกรผู้นี้แต่ร่างกายกลับล้าเกินรับไหว หนังตาหนักราวถูกค้อนทุบแม้หน้าที่ของขันทีจะดูเหมือนไร้ประโยชน์ เอาแต่เดินตามฮ่องเต้รายงานทุกลมหายใจ แต่หากพูดกันตามตรง…ทั้งวังกว้างใหญ่นี่ มีผู้ใดทำงานหนักกว่าเขาบ้างไหม!นี่หาใช่งานขันทีแล้ว นี่มันงานพี่เลี้ยงเด็กชัดๆ!ทั้งที่งานไม่หนักก็จริง แต่เรื่องยิบย่อยมากมายเสียจนแทบลากสังขารไม่ไหวโดยเฉพาะการต้องคอยเดาความคิดของมังกรผู้นั้นที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความต้องการของตนสักคำ!หากอยากดื่มชาก็ควรพูดออกมา มิใช่เพียงเหลือบมองจอกน้ำชาแห้งเหือดจนริมฝีปากแ
เซวียนอี้หยางก้าวเข้ามาในตำหนักหย่งเทียนตามคำสั่ง มือไม้ยังสั่นระริกด้วยความลนลานทั้งที่ยังไม่ได้ทำอะไรผิด ทว่าเขากลับอยากจะวิ่งหนีให้พ้นสายตาคมกริบของบุรุษผู้นั้นที่จับจ้องมองไม่วางตาเหลือเกินแต่กลับต้องพยายามรักษาท่วงท่าตนเองให้สง่างาม สุขุมและเย็นชาให้สมกับเป็นขันทีหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อบานประตูปิดลง ความเงียบงันก็แผ่เข้าปกคลุมฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมไม่ขยับทว่าดวงตาคมกริบที่กวาดมองมาทางเขาเพียงครู่เดียว แต่ทำเอาหัวใจเซวียนอี้หยางเต้นแรงจนผิดจังหวะ“ฝนหมึกให้ข้า…และอย่าได้ทำตัวน่ารำคาญ”น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้นราบเรียบ แต่กลับไม่กดดันเสียจนหายใจไม่ออกเซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ด้วยความยากลำบาก“ขะ…ขอรับ!”เขาพยักหน้าหงึกๆ แต่มือกลับกำชายเสื้อจนแน่น ก่อนจะเหลือบมองแท่นฝนหมึกที่แห้งเหือดอยู่ข้างกาย แล้วแอบถอยห่างจากบุรุษผู้นั้นอย่างไม่รู้ตัวหลงอี้เสวียนเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ สายตาลุ่มลึกกวาดมองบุรุษหนุ่มที่มีท่าทางฮวบฮาบราวกับสตรี มุมปากหนายกขึ้นเล็กน้อยคล้ายยิ้มแต่ไม่ถึงกับยิ้มแต่กลับกดดันจนคนมองใจสั่นเขาเห็นอีกฝ่ายถอยห่างออกไปหนึ่งก้าว จึง
สายลมอ่อนต้นฤดูใบไม้ผลิพัดต้องยอดสนจนเกิดเสียงเสียดสีกันเบาๆ อยู่หน้าประตูวังหลวง เหล่าทหาร นางกำนัล และขุนนางเดินขวักไขว่ไปตามหน้าที่ ทว่าเมื่อประตูใหญ่เปิดออก ใครคนหนึ่งกลับมุดผ่านช่องแคบระหว่างเหล่าผู้คุมแล้วก้าวพรวดเข้าไปเหมือนลูกหมาจรจัดหลงฝูงเซวียนอี้หยาง บุรุษหนุ่มรูปร่างเล็ก ผิวขาวจัด ดวงตากลมใสคล้ายสตรี สวมใส่อาภรณ์สีเข้ม ตั้งใจจะเข้าไปอย่างสงบเรียบร้อย ท่วงท่าสง่างามแต่…เขาดันสะดุดชายเสื้อของตนเอง กึ่งล้มกึ่งกลิ้งเข้าไปต่อหน้าผู้คุมซะอย่างงั้น“เจ้าเป็นใคร!”น้ำเสียงเข้มของทหารยามดังขึ้นจนเขาตกใจแทบสิ้นสติเซวียนอี้หยางยกมือขึ้นเหนือศีรษะทันที ดวงตากระพริบปริบๆ ริมฝีปากบางเม้มแน่น “ขะ…ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ!”ยิ่งพูดก็ยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อ น้ำเสียงหวานรื่นหูหาได้เล็กแหลมน่ารำคาญ มิหนำซ้ำเพราะใบหน้าอ่อนหวานนั้น ยังดูคล้ายคลึงสตรีไม่เหมือนขันทีสักนิดทหารยามหรี่ตาลง ไล่สำรวจมองบุรุษหน้าหวานตรงหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความลังเลและชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ“ชื่อแซ่อะไร!”เซวียนอี้หยางสะดุ้งเฮือกทันทีเมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มเข้มเอ่ยขึ้นมา ท่าทางของเขาสั่นไหวชัดเจนราวกับความหว







