Beranda / วาย / ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม / ๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

Share

๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

Penulis: วอลจู
last update Tanggal publikasi: 2026-02-24 16:38:04

บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูก

แสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผู้หนึ่งกำลังสู้กับความง่วงงุนอย่างสุดชีวิต

เซวียนอี้หยางนั่งพิงเสาไม้กลางห้อง ดวงตาค่อยๆ ปรือลงด้วยความเหน็ดเหนื่อย คล้ายจะเผลอหลับไปทั้งที่ยังอยู่ในหน้าที่

คืนนี้เป็นคืนแรกที่เขาต้องคอยเฝ้าระวังความปลอดภัยให้ มังกรผู้นี้แต่ร่างกายกลับล้าเกินรับไหว หนังตาหนักราวถูกค้อนทุบ

แม้หน้าที่ของขันทีจะดูเหมือนไร้ประโยชน์ เอาแต่เดินตามฮ่องเต้รายงานทุกลมหายใจ แต่หากพูดกันตามตรง…ทั้งวังกว้างใหญ่นี่ มีผู้ใดทำงานหนักกว่าเขาบ้างไหม!

นี่หาใช่งานขันทีแล้ว นี่มันงานพี่เลี้ยงเด็กชัดๆ!

ทั้งที่งานไม่หนักก็จริง แต่เรื่องยิบย่อยมากมายเสียจนแทบลากสังขารไม่ไหว

โดยเฉพาะการต้องคอยเดาความคิดของมังกรผู้นั้นที่ไม่เคยเอ่ยปากบอกความต้องการของตนสักคำ!

หากอยากดื่มชาก็ควรพูดออกมา มิใช่เพียงเหลือบมองจอกน้ำชาแห้งเหือดจนริมฝีปากแห้งผาก

หากทรงหิว ก็บอกเถิด! ไม่ใช่ปล่อยให้ท้องร้องครวญครางราวกับไม่รู้จักพูด!

เซวียนอี้หยางรู้สึกว่ากำลังเลี้ยงเด็กสามขวบ มากกว่ารับใช้ฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นเสียอีก! และสิ่งที่ทำให้เขาหมดแรงที่สุดคือ…คำสั่งสุดท้ายเมื่อตอนพลบค่ำ

‘อยู่ใกล้ๆ ข้า อย่าให้คลาดสายตา’

ถ้อยคำนั้นยังคงดังก้องอยู่โสตประสาท ทั้งผู้ที่สมควรพูดประโยคนี้…ควรเป็นเขาต่างหากเล่า!

ดังนั้น ขันทีหนุ่มที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน จำต้องยืนเกาะตำหนักนี้ทั้งคืน จนในที่สุด…ก็หมดแรงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ทว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนยังคงนั่งอ่านฎีกาอยู่หลังโต๊ะไม้หอม ข้างกายมีเพียงเสียงพู่กันเสียดสีกระดาษเป็นจังหวะเบาๆ ก้องอยู่ในตำหนักกว้างที่เงียบงัน

เซวียนอี้หยางพยายามกลั้นหาวครั้งแล้วครั้งเล่า

ทว่าดวงตากลมโตที่ฝืนลืมค้างกลับดูเหมือนลูกสุนัขตัวเล็กยามง่วงงุน แดงเรื่อและใกล้จะปิดเต็มที จนในที่สุด เปลือกตาก็ปรือปิดลงอย่างช้าๆ หมดแรงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว

ร่างเล็กเอนพิงเสาด้านข้าง พลันหลับสนิทโดยไม่รู้ตัว

ลมหายใจแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันอย่างน่าเอ็นดูราวเด็กสามขวบที่กำลังฝันดี

หลงอี้เสวียนเงยหน้าขึ้นพอดี ตั้งใจจะเรียกให้มาเติมชา

ทว่าเมื่อสายตาหันไปยังตำแหน่งที่ควรมีขันทีคอยยืนรอรับคำสั่ง…กลับพบว่าเจ้าตัวเล็กหน้าหวานคนนั้นนอนหลับอยู่เสียแล้ว

ดวงตาคมกริบของเขาชะงักเล็กน้อย วางพู่กันลงอย่างช้าๆ มุมปากหนาโค้งนกยิ้มบางๆ โดยไม่รู้ตัว

“หลับแล้วงั้นหรือ…”

น้ำเสียงทุ้มเอ่ยเบาราวกระซิบ กลัวจะปลุกอีกฝ่ายให้ตื่น

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาเพียงมองใบหน้าที่หลับฟุบอยู่อย่างสงบนั้น เสียงวุ่นวายทุกอย่างในหัว ทั้งเรื่องแค้น บ้านเมือง ขุนนางคิดคด และผู้ที่หมายทำลายบัลลังก์ก็กลับเงียบลงราวถูกปัดทิ้งไปในชั่วพริบตา

ในตำหนักกว้าง…เหลือเพียงความสงบที่หาได้ยากยิ่ง

หลงอี้เสวียนลุกขึ้น ก้าวเท้าแผ่วเบาจนแทบไม่มีเสียง แล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่ายที่หลับสนิท

ใบหน้าขาวจัดของเด็กหนุ่มอยู่ในระยะใกล้เพียงคืบเสียจนเห็นได้แม้กระทั่งเส้นขนตาที่สั่นตามลมหายใจ

ปลายจมูกรั้นเล็กๆ รับกับริมฝีปากสีชมพูอ่อนนุ่มนวล

ไม่น่าเชื่อเลยว่า…นี่คือบุรุษ

หลงอี้เสวียนโน้มตัวลง ก้มหน้าลงเล็กน้อย คล้ายต้องการมองให้ชัดกว่าเดิม หัวใจแกร่งกระตุกวูบเต้นช้าลงอย่างประหลาด ทั้งที่ไม่เคยยอมให้สิ่งใดทำให้ไขว้เขว

“เจ้าช่าง…”

เขาพึมพำแผ่วเบา ทว่าไม่จบประโยค เพราะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรใช้คำใดอธิบายคนตรงหน้า…

เด็กหนุ่มผู้นี้ที่ดูนุ่มนิ่มเกินกว่าจะเป็นขันทีได้

ในจังหวะนั้น เซวียนอี้หยางขยับตัวเบาๆ งึมงำคล้ายละเมอ หน้าผากขาวเนียนเกือบชนชายอาภรณ์ของฮ่องเต้หนุ่มโดยไม่รู้ตัว

หลงอี้เสวียนยื่นมือไปโดยไม่ทันคิด ตั้งใจจะดึงชายผ้าให้พ้นใบหน้าอีกฝ่าย ทว่าปลายนิ้วกลับแตะโดนแก้มอุ่นๆ แทน สัมผัสนั้นนุ่มราวกับจะจมลงไปได้

ทันใดนั้น พลันชะงักกึก มองปลายนิ้วราวกับถูกสะกด

นี่เขากำลังทำอะไรอยู่?

แววตาเย็นเยียบที่เคยไม่ไหวเอนกลับสั่นวูบไปเล็กน้อย มีบางอย่างลึกซึ้งผุดขึ้นมาในดวงตา ทว่าเพียงชั่วอึดใจเท่านั้น ใบหน้าหล่อเหล่าเย็นชาไร้อารมณ์ก็กลับคืนดังเดิมราวไม่เคยเปลี่ยนแปลง

บรรยากาศภายในตำหนักมีเพียงเสียงลมหายใจอ่อนๆ ของขันทีตัวน้อยดังก้องอยู่เบาๆ

หลงอี้เสวียนกลับไปนั่งยังโต๊ะอีกครั้งแต่เพียงไม่นาน ก็อ่านต่อไม่ไหว เพราะสายตาถูกดึงไปยังเด็กหนุ่มที่หลับครั้งแล้วครั้งเล่า

จนเขาเผลอถอนหายใจแผ่วๆ ออกมา

“วุ่นวายเสียจริง…”

ไม่ทันสิ้นความ และทันใดนั้น ประตูตำหนักก็ถูกผลักออกเต็มแรง ไม่สนกฎระเบียบใดทั้งสิ้น

“หม่อมฉัน เหม่ยเฟย…มาปรนนิบัติฝ่าบาทเพคะ” เสียงหวานเยิ้มของสตรีผู้หนึ่งลากหางยาว บรรยากาศสงบภายในตำหนักไปจนหมด

เหม่ยเฟยก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นใจ ใบหน้าคนงามฉาบด้วยแป้งขาวจัดและชาดสีเข้ม อาภรณ์สีแดงสดผ่าสูงเผยเรียวขาอย่างจงใจ เครื่องประดับบนหัวส่ายไหวแวววาวทุกย่างก้าว จงใจดูยั่วยวนที่สุดเท่าที่สนมคนหนึ่งจะเป็นได้

ทันทีที่สายตาของเหม่ยเฟยเห็นภาพเบื้องหน้า ฮ่องเต้ผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาไร้หัวใจ กำลังมองคนผู้หนึ่งที่หลับพิงประตูด้วยสายตาอ่อนโยนอย่างไม่รู้ตัว

นางถึงกับชะงัก ก้าวเท้าหยุดกลางอากาศในบัดดล

ระยะใกล้ชิดและสายตาอ่อนโยนเพียงนั้น…เกรงว่าสตรีทั้งวังหลวงยังไม่เคยได้รับด้วยซ้ำกระมัง!

หลงอี้เสวียนเพียงเหลือบตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ เขาเหยียดกายยืนนั่งหลังตรง ท่วงท่ากลับมาขรึมขลังดุจเดิม ต่างจากเมื่อครู่นี้ลิบลับ

สายตาคมกริบจ้องสตรีตรงหน้าอย่างไม่ปิดบังความรำคาญ

“เข้ามาโดยไม่แจ้ง…ถือว่าเสียมารยาท”

แน่นอนว่า เขาจะไม่รู้เจตนาของสตรีในตำหนักพวกนี้

สายตาของหลงอี้เสวียนไล่กวาดมองสตรีตรงหน้าตั้งแต่บนลงล่าง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ใดๆ ฉายออกมา แม้แต่ความสนใจยังไม่มี อาภรณ์ผืนบางสีแดงสดขับผิวขาวราวหิมะที่เผยออดมาให้เห็นอย่างจงใจ มองดูแล้วงดงาม เย้ายวนไม่น้อย…

แต่ขององค์ฮ่องเต้กลับมีเพียงความน่ารำคาญ

“ข้าบอกให้เข้ามาหรือ”

เหม่ยเฟยกัดริมฝีปากแน่น แต่ยังฝืนยกยิ้ม นางแสร้งทำท่ากล้าแกร่งราวกับไม่หวาดกลัว ทั้งที่ใจเต้นระส่ำ เพียงแค่ได้แนบชิดใกล้อีกนิด นางมั่นใจว่าไม่ว่าบุรุษใดก็ไม่พ้นเสน่ห์ของนางได้แน่

นางก้าวเข้าใกล้ เดินทอดน่องช้าๆ พลางแกว่งสะโพกอย่างระมัดระวัง แฝงความยั่วยวนอย่างจงใจ หวังให้ฮ่องเต้หนุ่มตรงหน้าไม่อาจละสายตา

“หม่อมฉันคิดถึงฝ่าบาทนักเพคะ จึงรีบมาหา…ไม่นึกว่าจะมีผู้ใดมาก่อนหน้า” นัยน์ตาเมล็ดปรายมองขันทีตัวเล็กที่หลับสนิทอย่างไร้เดียงสา จนเมื่อเดินเข้าใกล้จึงเห็นใบหน้าชัดเจน

ใบหน้าเนียนละมุนราวสตรี…แต่เป็นบุรุษ

มุมปากของเหม่ยเฟยโค้งยกอย่างดูแคลนปนหึงหวงขึ้นมา

“แท้จริงก็เป็นขันทีเองหรือเพคะ หม่อมฉันนึกว่าฝ่าบาทซุกซ่อนสตรีไว้ในตำหนักเสียอีก เห็นจ้องมองไม่ยอมกระพริบตา…”

คำพูดช่างแฝงความเป็นเจ้าของอย่างโจ่งแจ้ง

หลงอี้เสวียนชะงักไปเสี้ยวอึดใจก่อนที่ใบหน้าคมคายจะถูกปกคลุมด้วยความเย็นเยียบราวกับสายลมเหนือพัดวูบ

ส่วนผู้ถูกนินทานั้นยังคงหลับสนิท ไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย

ฮ่องเต้หนุ่มเอ่ยเสียงต่ำเยียบเย็นจนลมหายใจในห้องคล้ายหยุดชะงัก “ระวังคำพูดเสีย หุบปากเอาไว้กินข้าว ก่อนที่เจ้าจะไม่มีแม้แต่ลมหายใจไว้กินสิ่งใด”

ดวงตาคมกริบของหลงอี้เสวียนแข็งกร้าวขึ้นทันที ภายในใจลึกๆ เต็มไปด้วยความโกรธที่เหล่าทหารหน้าตำหนักปล่อยให้สตรีน่ารำคาญเช่นนี้เข้ามา ระรานรกหูรกตาเสียจริง

เหม่ยเฟยชะงักไป ใจหายวาบ รีบเปลี่ยนโทนเสียงให้หวานราวเคลือบน้ำผึ้ง

“หม่อมฉันเพียงห่วงเพคะ…กลัวว่าจะไม่มีผู้ใดมาปรนนิบัติฝ่าบาทเพียงเท่านั้นเพคะ”

ทว่าหลงอี้เสวียนไม่แม้แต่ปรายตามอง

“ออกไป…” น้ำเสียงทุ้มเย็นชาเอ่ยขึ้น สายตายังคงจับจ้องไปที่อีกฝ่ายที่หลับหลับสนิทไม่รู้เรื่องบนพื้นเย็นเยียบ

“ฝ่าบาทเพคะ…” เหม่ยเฟยร้องขึ้นด้วยความไม่พอใจ หัวคิ้วเรียวขมวดทันที เมื่อเห็นสายตาฮ่องเต้หนุ่มจดจ้องไปยังขันทีตัวเล็กแทนที่จะสนใจนาง ยิ่งทำให้นางรู้สึกทั้งอับอายและหงุดหงิด

“ไยไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างเราบ้างเพคะ…”

ถ้อยคำพูดนั้นทำให้หลงอี้เสวียนถอนหายใจ ก่อนขยับก้าวเข้าใกล้ทีละก้าว สายตาคมราวคมดาบเฉียดเฉือน จนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะใบหน้าของนาง

หัวใจของเหม่ยเฟยกระตุกวูบ นางจะถอยหนีก็ไม่ทัน ฝ่ามือหนาของอีกฝ่ายค่อยๆ ลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างเชื่องช้า จนทำให้หัวใจเต้นโครมจนแทบจะหลุดออกมา

เหม่ยเฟยกำมือแน่น เล็บจิกลงบนผิวจนเลือดซึม ความไม่พอใจและความหวาดกลัวแล่นขึ้นจนแทบปิดไม่มิด

“ฝ่าบาทเพคะ…เหม่ยเฟย” นางยกยิ้มหวานแต่ดวงตากลับแดงก่ำอย่างยากจะควบคุม

“กลับตำไปเสีย”

หลงอี้เสวียนแทรกขึ้นกลางประโยค เสียงเย็นเยียบราวคมดาบ “ข้าและเจ้าเคยมีความหลังอันใดกัน เกรงว่าจะต้องทวนความทรงจำว่าเจ้าเป็นสตรีของผู้ใด”

แม้ว่าเขาจะมีนิสัยเสเพล เคยคลุกคลีสตรีไม่เว้นหน้าแต่นั้นเป็นเรื่องในวันวานไปแล้ว

มิหนำซ้ำ แม้ยามนี้จะนั่งบนบัลลังก์ แต่สตรีหลังวังเหล่านั้นล้วนเป็นของน้องชายผู้ล่วงลับทั้งสิ้น หลงอี้เสวียนไม่เคยแตะต้องแม้แต่เพียงนิ้ว หากเป็นเมื่อก่อนเพียงมองด้วยสายตาความแทะโลมเท่านั้น หาได้คิดอื่นใด

เหม่ยเฟยนิ่งไป สีหน้าเปลี่ยนทันที จางลงจนเห็นได้ชัดเจน

ไฉนเมื่อครั้งฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนยังอยู่ อีกฝ่ายถึงได้เอาแต่จ้องนางด้วยสายตาเจ้าเล่ห์หาได้มองเฉกเช่นทองผู้อื่น

ดังนั้น พอทางสะดวกจึงแวะมาเสียหน่อย แต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะถูกทำให้ทั้งเสียหน้าและขายหน้าในคราเดียวกัน

“แต่ฝ่าบาทเคยมองหม่อมฉัน…” นางทักท้วง ไม่ยอมถอย

ทว่าทันใดนั้น น้ำเสียงทุ้มกลับเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากหนาอย่างเย็นเยียบ ฟังแล้วพลันรู้สึกเสียวสันหลัง

“เกรงว่าคงต้องตามน้องชายของข้าไปแล้วกระมัง…”

พอสิ้นคำนั้น หัวใจเหม่ยเฟยกระตุกวูบด้วยความหวาดกลัว พลางส่ายหน้าหลบทันที ไม่กล้าเงยหน้าสบตา ความกล้าดีก่อนหน้านี้พลันหายวับไปชั่วพริบตา

นางทรุดคุกเข่าลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังสะท้อน ฟังแล้วราวเจ็บปวดไปถึงหัวใจ

“หม่อมฉันผิดไปแล้ว…ผิดไปแล้วเพคะ”

หลงอี้เสวียนเพียงมองนิ่งๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเจือความรำคาญ “ไสหัวไปให้พ้น…ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน แล้วกลบฝังดินเจ้าทั้งเป็นไปพร้อมกับฮ่องเต้หลงเฉิงเทียนเสีย”

น้ำเสียงทุ้มนิ่ง เย็นเยียบยิ่งกว่าลมหนาวยามเหมันต์

หลงอี้เสวียนก้าวประชิด ริมฝีปากหนาโค้งยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายรอยยิ้ม…ทว่าไร้ซึ่งความอ่อนโยนแม้แต่น้อย

“ตามลงไปให้เขาอบรมสั่งสอนสตรีของตนเสียบ้าง”

เขาเอ่ยช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “เกรงว่าอยู่ข้างล่างนั้นคงสบายเกินไปกระมัง ถึงได้ทิ้งภาระสารพัดไว้ให้ข้าต้องสะสางเสียหมด…”

“หม่อมฉัน…ผิดไปแล้วเพคะ” น้ำเสียงเหม่ยเฟยสั่นเครือ

นางก้มหน้าลงจนหน้าผากแนบพื้น พยักหน้าหงึกๆ จนหัวพลันกระแทกกับพื้นไปด้วยพลาง

จากนั้นรีบลุกขึ้น วิ่งหนีไปทันที

เสียงประตูตำหนักปิดลง เงียบสงัดอีกครั้ง

หลงอี้เสวียนถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเหนื่อยหน่ายปนรำคาญ เขาหันกลับไปมองอีกฝ่ายที่ยังนอนหลับลึกไม่รู้เรื่อง มุมปากเขายกขึ้นเล็กน้อย

“เจ้าช่างวุ่นวายจริง…”

เขาพึมพำ พลางมือใหญ่ยกผ้าคลุมขึ้น จัดให้อีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง ราวกับสัมผัสนั้นเป็นเพียงสายลมเบา

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๓ มังกรผู้หลงภรรยา

    หลายเดือนผ่านไปวันนี้ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัด ทั้งที่ก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางมากมายจนแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับคล้ายว่างเปล่า จนไร้แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คน ราวกับเสียงฝีเท้าและคำพูดทุกคำจากภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้แสงอาทิตย์ตอนสายสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นเรียบ เงาและแสงเล่นซ้อนกัน ขับเน้นให้ความว่างเปล่าของท้องพระโรงเด่นชัดยิ่งขึ้นเหล่าขุนนางทุกคนต่างชะงัก ท่าทางเกร็งเครียดด้วยความหวาดระแวง ผวากับอารมณ์ของผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น เดี๋ยวก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว อีกหน่อยเดี๋ยวก็หัวเราะร่าแผ่วเบา ราวกับจิตใจกำลังโลดแล่นไปกับสิ่งใดไม่อาจหยั่งถึงท่าทางเช่นนี้เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว คราแรกผู้ใดเห็นก็คิดว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนคงทรุดไข้หรือไม่ก็อยู่ในอาการเจ็บป่วยแต่ผ่านมาหลายเดือนเช่นนี้…ผู้ใดเลยจะกล้าสรุปเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจกันอารมณ์ที่ผิดปกติและแปลกประหลาดนี้…ทำให้ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงหดเกร็ง ระวังทุกคำพูด ทุกท่าที เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดหรือหวังสิ่งใดอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นพว

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๒ เป็นของข้าเพียงผู้เดียว

    ภายหลังจากความวุ่นวายสงบลง ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ในวังหลวงอีกครั้ง หลงอี้เสวียนนั่งเหยียดหลังตรงอยู่หลังโต๊ะดวลหมากในศาลาข้างสระบัวน้ำสีใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ทอเป็นประกายราวระยิบระยับ สีหน้าของเขาคงราบเรียบไร้อารมณ์ใดให้สังเกต แต่แววตาคมกริบกลับแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสายลมอ่อนพัดพลิ้วผ่านผืนน้ำและใบบัว เสียงกิ่งไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเรียกให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายหลงอี้เสวียนโน้มตัวไปจับหมากบนโต๊ะ ปลายนิ้วยาววางลงอย่างใจเย็น ท่าทางเคลื่อนไหวช้าๆ นั้นเผยถึงความอ่อนล้า“ฝ่าบาท…ดูเหนื่อยนัก ข้าจะไปเตรียมน้ำชาให้ขอรับ”เซวียนอี้หยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปที่อีกฝ่าย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่บนริมฝีปาก ทำให้บรรยากาศรอบศาลาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดหลงอี้เสวียนละสายตาจากหมาก ขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาอบอุ่นที่ลอยมาจากคนใกล้ๆ จนต้องเหลียวมอง“ข้าไม่ต้องการน้ำชาแค่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้ เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เย็นยะเยือกแต่กลับเต็มไปด้วยความห่

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๑ ความลับถูกเปิดเผย

    ยามนี้ ผู้คนเกือบทั้งเมืองหลวงต่างแห่กันมาห้อมล้อมหน้าประตูวังหลวง เสียงซุบซิบนินทา พูดคุยและเสียงตื่นตระหนกผสมกันเป็นคลื่นวุ่นวายบางคนมายืนทอดมองด้วยความสนใจบางคนหวังตรวจสอบความมั่นคงของเมืองหลวงบางคนลอบถามข้างหูขุนนางถึงเรื่องข่าวลือที่ลั่นลือไปทั่วว่า มีพวกที่พยายามสอดแนมและหาทางแย่งบัลลังก์!และเมื่อพวกเขาเห็นฮ่องเต้หลงอี้เสวียนผู้ที่มีข่าวลือว่าถูกโจรป่าซุ้มดักปล้นระหว่างทางไปสุสานและภายหลังจากนั้นก็ไปหายสาบสูญนานหลายสิบวันปรากฏตัวอีกครั้งหน้าประตูวังหลวงความตื่นตระหนกและความตื่นเต้นปะปนกัน ผู้คนถอยห่างกันราวกับถูกแรงดึงดูดจากความเกรงกลัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้หนุ่ม ดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นคล้ายกำลังทะลุหัวใจผู้ใดก็ได้หลงอี้เสวียนเดินออกมาแต่ละก้าวหนักแน่นและมั่นคง ร่างสูงสง่าราวภูผา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับภาพวาด ทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมความโกรธนั้น…ที่ฉายชัดออกมาจนเหล่าขุนนางและผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบถึงกับปิดปากเงียบกริบ กลัวเป็นเป้าของดวงตาคมกริบเฉียดเฉียนลมหายใจคู่นั

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๐ หึงหวงกลางวังหลวง

    ผ้าห่มบนเตียงขยับแผ่วเบา ก่อนที่ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจะโผล่มองขึ้นมา ทั้งดื้อ ทั้งขุ่นเคืองปนความหึงหวงฉายชัดออกมาเซวียนอี้หยางเห็นดังนั้นก็แทบถอนหายใจอีกรอบหลงอี้เสวียนพึมพำต่ำๆ ราวกับออกคำสั่ง“เช่นนั้น ก็อย่าไปดื่มชากับมัน” เขาผ้าห่มขยับอีกนิด เสียงทุ้มต่ำยังคงเจือด้วยดื้อรั้นไม่ยินยอม“วังหลวงก็มีชา…หากเจ้าอยากดื่ม ข้าก็ชงให้ได้!”สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนสบกับบุรุษหน้ายังคงเจือด้วยความไม่พอใจอยู่เจ็ดส่วน ริมฝีปากหนาเม้มเป็นเส้นตรง“รูปร่างบางเพียงนี้…จะดื่มอะไรกับมันได้มากเพียงใดกัน”ปลายน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำบ่นกับตนเอง แต่ก็ชัดพอให้เซวียนอี้หยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้ยินไปด้วย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ท่าทางออกนอกหน้าเช่นนี้นั้น…เขาเอ่ย “ฝ่าบาทกำลังหึงหวงข้าอย่างงั้นงั้นหรือ”เซวียนอี้หยางเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างหยอกเย้า พลางโน้มเข้าใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ“เพ่ย! หลงอี้เสวียน”ทันใดนั้น เสียงของหวังจื่อหลงก็ตะโกนร้องดังลั่นมาตั้งแต่ระเบียงหน้าตำหนัก ราวกับพายุหอบโทสะถั่งโถมเข้ามา“ทั้งวังหลวงกำลังปั่นป่วนโกลาหล! แต่ไฉนคนผู้นี้ยังนอนซุกหัวมุดอย

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๙ เด็กสามขวบบนบัลลังก์มังกร

    เดิมทีท้องพระโรงก็วุ่นวายพออยู่แล้ว แต่วันนี้กลับโกลาหลยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านักข่าวลือที่ว่า ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทางไปสุสานหายสาบสูญ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง และก่อนที่ผู้ใดจะทันตั้งหลักทัน เหล่าขุนนางบางส่วนก็พากันยื่นฎีกาฉบับหนาปึกเรียงรายเป็นตั้ง เขียนร้องทุกข์ด้วยตัดพ้อสั่นเครือว่าหากฝ่าบาทสิ้นพระชนม์เสียแล้ว เหตุใดราชสำนักจึงยังไร้ผู้ขึ้นนั่งบัลลังก์!หรือราชวงศ์จะไร้ผู้นำปกป้องบ้านเมืองกระนั้นหรือ!ไม่เพียงเท่านั้น ผู้คนในเมืองหลวงจึงเริ่มกระซิบกระซาบว่า บ้านเมืองกระสับกระส่ายสั่นคลอน ความมั่นคงกำลังหายไปต่อหน้าต่อตา ความหวาดหวั่นแผ่ไปทั่วเหมือนหมอกหนาทึบในยามเช้าตรู่และผู้นำความวุ่นวายครั้งนี้ก็ไม่ใช่ผู้ใดอื่นนอกจากคุณชายฉางที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าแถวขุนนาง สวมใส่ชุดเต็มยศ สีหน้าแข็งกร้าวคล้ายตั้งใจจุดไฟกลางลานท้องพระโรงให้ลุกโชนเป็นเพลิงเสียงตีฆ้องดังสะท้อนก้องไปทั่วประตูวังหลวงทุกครั้งที่ตีฆ้องกระทบ เสียงลือก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้น หัวใจของเหล่ากำนัลในวังหลวงและทหารก็สั่นไหวไม่เป็นส่ำฉางเจ๋อเจียนจงใจตีฆ้องไม่หยุดคล้ายตั้งใ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๘ ดื้อรั้นยิ่งกว่าเด็กสามขวบ

    อู๋เซียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยอย่างมั่นคงเฉกเช่นทุกวัน ร่างสูงสวมใส่อาภรณ์ซีดเซียวหากแต่สะอาดสะอ้านและเรียบร้อย กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยละมุนตามมาติดตัว ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงชั่วขณะ“บาดแผลของฝ่าบาทสาหัสไม่น้อย” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ แต่กลับแฝงความเย็นชาที่ทำให้หลงอี้เสวียนเห็นหน้าแล้วเบื่อหน่ายเขาแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ มุมปากหนากระตุกโค้งยกยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยัน สายตาของหลงอี้เสวียนทอดมองบุรุษผู้มาใหม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้ง่ายๆ แน่ ที่มีลมหายใจก็หาใช่เพราะฝีมือของเจ้าเก่งกาจแต่เป็นข้ากัดฟันอดทนมาจนถึงตอนนี้ต่างหาก” น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเย้ยหยันไม่ปิดบังเลยว่า เขาไม่ถูกชะตากับหมอหนุ่มผู้นั้นสักนิดกล่าวได้ว่าชังขี้หน้าเข้ากระดูกดำเสียด้วยซ้ำ!อู๋เซียนมองอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย “อา…ที่หายดีหาใช่เพราะฝีมือข้า หากแต่เป็นความสามารถของเจ้าใช่หรือไม่”สายตาของอู๋เซียนจับจ้องเขม็งไปที่คนป่วยดื้อรั้นนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ เหตุใดจึงเถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ เสมือนเด็กสามขวบที่พยายามอยากเอาชนะก็ไม่ปาน มิหนำซ้ำยังกล้าดีอย่างไรกล่าวว่าเป็นความสามาร

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๗ เรื่องที่ไม่ควรกล่าวถึง

    ความเงียบระหว่างทั้งคู่ยืดยาวขึ้นอย่างน่าอึดอัดเซวียนอี้หยางเก้ๆ กังๆ สายตาล่อกแล่กไปมา นั่งนิ่งตรงนั้น แอบเหลือบตาขึ้นมองพี่ชายแล้วรีบหลุบลงทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุความลับทั้งหมดของเขาเซวียนจื่อเหวินเลิกคิ้วอย่างจับผิด“เงียบเช่นนี้…น่าสงสัยนัก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พลางยกน้ำชาขึ้นจรดริม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๖ ปั้นน้ำเป็นตัว

    เหล่านางกำนัลและทหารยามที่เดินผ่านบริเวณนั้นต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับชะลอฝีเท้า หยุดมองด้วยความสนใจทั้งสิ้นภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า…คือขันทีเซวียนกำลังชักสีหน้ามีปากเสียง แถมยังหาเรื่องพระสนมเหม่ยเฟยงั้นหรือ!?หลายคนถึงกับยกมือขึ้นขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลัวว่าตนเองจะสายตาเลอะเลือนมองผิดไปร่างบางขอ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๕ ความลับที่ถูกคาดคั้น

    ไฉนเลยเซวียนอี้หยางจะข่มตานอนหลับลงได้อีก หลังจากที่ประตูตำหนักปิดลงอย่างแผ่วเบา ภายในจึงตกอยู่ในความเงียบงันเขานอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง กวาดสายตามองเพดานสูงตรงเบื้องบนอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าควรจัดการชีวิตของตนอย่างไร หรือคงต้องกลับไปจวนสกุลเซวียนแล้วสารภาพว่าไร้ความสามารถ ยอมจำนนต่อชะตากรรม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๔ เช้าของความวุ่นวาย

    เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status