Beranda / วาย / ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม / ๗ เรื่องที่ไม่ควรกล่าวถึง

Share

๗ เรื่องที่ไม่ควรกล่าวถึง

Penulis: วอลจู
last update Tanggal publikasi: 2026-03-02 22:46:21

ความเงียบระหว่างทั้งคู่ยืดยาวขึ้นอย่างน่าอึดอัด

เซวียนอี้หยางเก้ๆ กังๆ สายตาล่อกแล่กไปมา นั่งนิ่งตรงนั้น แอบเหลือบตาขึ้นมองพี่ชายแล้วรีบหลุบลงทันที ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะมองทะลุความลับทั้งหมดของเขา

เซวียนจื่อเหวินเลิกคิ้วอย่างจับผิด

“เงียบเช่นนี้…น่าสงสัยนัก” เขาเอ่ยเสียงเรียบ พลางยกน้ำชาขึ้นจรดริมฝีปากค่อยๆ ลิ้มรสช้าๆ อย่างละเมียดละไม

พอได้ยินคำนั้น หัวใจของเซวียนอี้หยางกระตุกวาบ

เขารีบแสร้งกระแอมไอ พร้อมกับดึงสีหน้าราบเรียบให้ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้

“ข้า…เพียงคิดว่ายามเช้าเช่นนี้ หาได้อันตรายนัก ไม่ว่าผู้ใดก็นอนตื่นสายกันทั้งสิ้น ไม่เว้นแต่นักฆ่าที่ทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย ข้าจึงคิดว่าไม่จำเป็นต้องเร่งรีบนัก” น้ำเสียงของเขาสั่นน้อยๆ จนได้ยินชัดเจน

เซวียนอี้หยางเอาแต่จ้องมองจอกน้ำชาเย็นเฉียบในมือ

เซวียนจื่อเหวินขมวดคิ้ว เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้เพียงคืบ

“หึ! อย่างงั้นหรือ”

สายตาคมกริบจ้องมองนิ่งๆ เหมือนอยากจะควักหัวใจของอีกฝ่ายออกมาดูให้รู้ความจริง

ช่างเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเหลือเกิน!

ทว่า เพียงคำสั้นๆ คำนั้น หยาดเหงื่อเย็นก็ไหลซึมตามไรผมของเซวียนอี้หยางลงมาตามกรอบใบหน้าหวาน เขาเม้มริมปากแน่น สูดลมหายใจลึกข่มความประหม่าที่ก่อตัวอยู่ในใจ

เหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเขา…

เพราะในจังหวะที่เขาคิดกำลังหาข้ออ้างใหม่

น้ำเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของบุรุษตรงหน้าก็พลันดังขึ้นอีก

“เจ้าแน่ใจหรือ…ว่ามิใช่เพราะข้าเกียจคร้าน”

เซวียนจื่อหลงเลิกคิ้วสูงด้วยท่าทีจริงจัง

เขารู้จักนิสัยของน้องชายผู้นี้ดีเกินไป…ดีจนบางครั้งก็อยากหยิบก้อนอิฐมาทุบหัวอีกฝ่ายเสียให้รู้แล้วรู้รอดทั้งที่อายุก็มากเพียงนี้ หากยังไม่คิดออกเรือนแต่งงานไปให้พ้นหูพ้นตา อย่างน้อยก็น่าจะช่วยทำงาน พยุงภาระในจวนบ้างแต่เปล่าเลย…

น้องชายผู้นี้กลับเอาแต่ทำตัวเกียจคร้าน เพลิดเพลินใช้เงินไปมากมายราวกับตนเองเป็นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ทั้งที่แท้จริงแล้ว สกุลเซวียนเป็นผู้จ่ายแทบทั้งหมด

ทว่าคราวนี้…สถานการณ์แตกต่างออกไป

เพราะมีงานบางอย่างที่เขาจำต้องให้อีกฝ่ายทำลับๆ เรื่องที่ไม่อาจให้คนในวังหลวงล่วงรู้ได้

หากปล่อยให้คนอื่นทำแทน เกรงว่าจะเสี่ยงเกินไป

กล่าวตามตรง หากไม่จำเป็นจริงๆ และไร้หนทาง เกรงว่า…เซวียนจื่อเหวินก็ไม่มีทางคิดจะพึ่งพาคนไร้ประโยชน์ผู้นี้เลยสักนิด

ความเงียบกินเวลายาวนานขึ้นเรื่อยๆ ราวกับอากาศในห้องถูกสูบออกไปจนเหลือเพียงความตึงเครียดที่กดทับอยู่เหนือหัวของเซวียนอี้หยาง

เซวียนจื่อเหวินวางจอกน้ำชาลงอย่างแผ่วเบา แต่เสียงกลับกระทบโต๊ะไม้ดังสะท้อนกังวานราวกับค้อนทุบลงบนใจน้องชาย เขายกมือลูบคาง พลางจ้องใบหน้าหวานและดวงตากลมโตที่แฝงความกระวนกระวายของคนตรงข้ามไม่วางตา

“เซวียนอี้หยาง”

เสียงเรียกชื่อเต็มของเขาจากปากอีกฝ่ายหนักแน่นกว่าทุกครั้ง จนเซวียนอี้หยางสะดุ้งวาบเล็กน้อย เขาอ้าปากจะตอบ แต่พลันต้องชะงักเมื่อเห็นใบหน้าของพี่ชายมืดครึ้มลงก่อน

“เจ้ามั่นใจหรือว่า…จะทำงานนี้สำเร็จ”

หัวใจของเซวียนอี้หยางแทบหยุดเต้น ลมหายใจติดขัดในลำคอ กล้ามเนื้อไหล่เกร็งแน่นจนเจ็บ เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง

“ข…ข้าทำได้!”

ถ้อยคำนั้นหลุดตอบออกมาเร็วเกินไป เร็วเสียจนกลายเป็นข้อสงสัยยิ่งกว่าเดิม

ทำได้กับได้ทำนั้น…ความหมายย่อมต่างกัน

ดวงตาคมกริบของเซวียนจื่อเหวินหรี่ลงเล็กน้อย เพ่งมองอย่างเย็นยะเยียบจ้องเสมือนมองเด็กที่โกหกอย่างทุลักทุเล

“ถึงกับตอบไวปานนี้”

น้ำเสียงทุ้มทอดยาว พร้อมบรรยากาศรอบตัวเย็นวาบลงชั่วอึดใจ

เซวียนอี้หยางถึงกับเม้มริมฝีปากแน่น สายตาล่อกแล่กไปมา อยากจะกระทืบตัวเองที่เผลอตอบตามสัญชาตญาณ

เซวียนจื่อเหวินยันตัวลุกขึ้นช้าๆ ท่าทางสงบนิ่ง แต่แฝงแรงกดดันจนอีกฝ่ายเผลอลุกขึ้นพรวดพราดถอยกรูดไปหนึ่งก้าวอย่างไม่รู้ตัวคล้ายกลัวว่าความจะแตกเรื่องที่เขานอนบนเตียงของมังกรผู้นั้น มิหนำซ้ำยังตื่นสายไม่ทำงานอีก!

“เซวียนอี้หยาง” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“คิดว่าข้าไม่รู้หรือไร…ว่าเจ้ามีนิสัยเกียจคร้านแอบหนีงาน ไปวนเวียนทำเรื่องไร้สาระอยู่ตามซอกมุมของวังหลวง”

คำถามนั้นราวกับมีดปลายคม จิ้มเข้าเป้าหมายตรงๆ

เซวียนอี้หยางกลืนน้ำลายอีกรอบ ถอนหายใจออกมายาวเหยียดโล่งอกแต่ไม่อาจไว้วางใจได้

เขากำแน่นจนชักปวดข้อนิ้ว

ทว่าในจังหวะนั้น เสียงถอนหายใจยาวของเซวียนจื่อเหวินก็ดังขึ้น แต่กลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยหน่ายคนไม่พอใจ

“ช่างเถิด…” เขาพูดต่อช้าๆ

“เกรงว่า…คุณชายเซวียนคงเหมาะกับการนอนอยู่บนเตียง ทำเรื่องไร้ประโยชน์ ไปวันๆ เสียมากกว่า เป็นข้าที่คาดหวังเจ้าเกินจริง” น้ำเสียงของเซวียนจื่อหลงไม่ได้ดัง แต่หนักและเต็มไปด้วยถ้อยคำเหน็บแนมราวค้อนเหล็กทุบลงกลางอก

เซวียนอี้หยางชะงักงัน ในอกเหมือนมีบางอย่างที่ถูกบีบรัดอย่างแรงจนหายใจติดขัดไปชั่วขณะ ดวงตาของเขากระพริบถี่ ความอึดอัดแล่นวาบขึ้นมาจนปลายหูร้อนผ่าว

นอนบนเตียง…ทำเรื่องไร้ประโยชน์งั้นหรือ!?

ภาพบนเตียงของมังกรผู้นั้นแล่นวาบขึ้นมาในหัวอย่างช่วยไม่ได้ ทำเอาใบหน้าเขาขาวผ่องค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแดงระเรื่อ

“ขะ…ข้าไม่ได้!” เซวียนอี้หยางเผลอยกเสียงสูงขึ้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองสบเข้ากับสายตานิ่งสนิทของพี่ชายก็ต้องรีบกลืนปลายประโยคลงคอ พลางก้มหน้าลงราวกับเด็กถูกผู้ใหญ่ตำหนิ

“ข้าไม่ได้ทำเรื่องไร้ประโยชน์เสียหน่อย…”

เซวียนจื่อหลงถอนหายใจยาวอย่างผู้ที่พยายามอดทนเต็มที่

“เจ้าใช้เงินมากมาย เดือนหนึ่งมากเท่าใดเจ้ารู้หรือไม่…หากไม่ใช่เพราะมีเรื่องที่ต้องให้ทำลับๆ ป่านนี้คงถูกข้าจับโยนออกไปหางานทำเองแล้ว”

ประโยคนั้นแทงเข้าไปอีกดอก

เซวียนอี้หยางพลางเม้มปากแน่นพูดไม่ออก นิ้วมือเรียวบีบชายเสื้อของตนเองจนยับย่น

ท่าทางนั้นยิ่งทำให้เขาดูเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโตอย่างที่ถูกว่าหาไม่มีผิด แต่ภายในสายตาที่ก้มต่ำของเขา…กลับแฝงไฟโกรธจัดที่ปะทุเงียบๆ

ก็เพราะงานลับๆ นั่นแหละ…

เขาถึงต้องไปอยู่บนเตียงของมังกรผู้นั้น!

แต่จะให้พูดออกไปได้อย่างไรเล่า

พูดออกมา…ก็ตายพอดี!

“ข้า…” เขาเม้มปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบาลง “ข้าจะตั้งใจมากขึ้นก็แล้วกัน”

เซวียนจื่อหลงเพียงยกคิ้วเบาๆ ราวกับไม่เชื่อแม้ครึ่งคำ

“ถ้อยคำพูดที่ออกจากปากของคุณเซวียน ข้าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใดกัน” อย่างไรเขาก็ไม่อยากจะเชื่อเต็มสิบส่วนนัก

เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่นัก ปานเมืองกระสับกระส่ายซ้ำยังชี้ตัวกบฏที่ลอบสังหารฮ่องเต้องค์ก่อนไม่ได้อีก

ดังนั้น เขาจึงอาจไว้ในผู้ใดได้ แต่ก็ไม่สามารถรั้งอยู่ข้างกายของฮ่องเต้หลงอี้เสวียนได้ตลอดเวลาและตามติดทุกฝีก้าวได้ตลอด เพราะมีภรรยาที่ตั้งครรภ์ใกล้คลอดรออยู่ที่จวน

เซวียนอี้หยางเงยหน้าขึ้นทันที แววตาวูบไหว เขาได้ยินแล้วอดไม่ได้จะบ่นพึมพำออกมา

“เหอะ! เช่นนั้น ไยไม่มาตามต้อยเองเล่า!”

เซวียนจื่อเหวินเลิกคิ้วขึ้น หนังตากระตุกริกๆ

น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเฉียบของเซวียนจื่อเหวินเย็นเฉียบ

บรรยากาศภายในห้องพลันเงียบกริบลงราวกับทุกสรรพสิ่งหยุดหายใจไปในทันที

“ระวังคำพูดเสียบ้าง” เขาเอ่ยช้าๆ ทีละคำ ดวงตาคมกริบดุดันจับจ้องมาที่น้องชายอย่างข่มขู่และเตือนสติในคราเดียวกัน

“หากคนผู้นั้นได้ยินเข้า แล้วเกิดโกรธไม่พอใจขึ้นมา…สั่งให้ลงโทษประหารเจ้าในทันที ต่อให้วันนั้นข้าจะเป็นถึงเง็กเซียนฮ่องเต้ ก็ช่วยเจ้าไม่ได้ เซวียนอี้หยาง”

คำว่าคนผู้นั้นถูกเน้นเสียงจนรู้ได้ทันทีว่าคือผู้ใด คล้ายเป็นชื่อก็เหมือนต้องห้ามที่ไม่อาจเอ่ยตรงๆ ได้

เซวียนอี้หยางเงยหน้าขึ้นมองพี่ชาย

ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนจะกลืนคำตอบทั้งหมดกลับเข้าไป ก่อนจะพยักหน้าราวกับยอมจำนน

“ข้า…รู้แล้ว”

น้ำเสียงทุ้มเบาคล้ายกระซิบ แต่ปลายเสียงแข็ง

มังกรผู้นั้นจะมีอันใดน่ากลัว…นิสัยราวกับเด็กสามขวบก็ไม่ปาน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๓ มังกรผู้หลงภรรยา

    หลายเดือนผ่านไปวันนี้ท้องพระโรงกว้างใหญ่เงียบสงัด ทั้งที่ก็เต็มไปด้วยเหล่าขุนนางมากมายจนแน่นขนัด แต่บรรยากาศกลับคล้ายว่างเปล่า จนไร้แม้แต่เสียงลมหายใจของผู้คน ราวกับเสียงฝีเท้าและคำพูดทุกคำจากภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้แสงอาทิตย์ตอนสายสาดส่องผ่านหน้าต่างสูงลงมากระทบพื้นเรียบ เงาและแสงเล่นซ้อนกัน ขับเน้นให้ความว่างเปล่าของท้องพระโรงเด่นชัดยิ่งขึ้นเหล่าขุนนางทุกคนต่างชะงัก ท่าทางเกร็งเครียดด้วยความหวาดระแวง ผวากับอารมณ์ของผู้ที่ประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น เดี๋ยวก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ทันตั้งตัว อีกหน่อยเดี๋ยวก็หัวเราะร่าแผ่วเบา ราวกับจิตใจกำลังโลดแล่นไปกับสิ่งใดไม่อาจหยั่งถึงท่าทางเช่นนี้เกิดขึ้นหลายเดือนแล้ว คราแรกผู้ใดเห็นก็คิดว่าฮ่องเต้หลงอี้เสวียนคงทรุดไข้หรือไม่ก็อยู่ในอาการเจ็บป่วยแต่ผ่านมาหลายเดือนเช่นนี้…ผู้ใดเลยจะกล้าสรุปเช่นนั้นได้อย่างมั่นใจกันอารมณ์ที่ผิดปกติและแปลกประหลาดนี้…ทำให้ชีวิตของทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงหดเกร็ง ระวังทุกคำพูด ทุกท่าที เพราะไม่อาจรู้ได้ว่าฮ่องเต้กำลังคิดหรือหวังสิ่งใดอยู่ หรือบางทีอาจจะเป็นพว

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๒ เป็นของข้าเพียงผู้เดียว

    ภายหลังจากความวุ่นวายสงบลง ความเงียบสงบกลับคืนมาสู่ในวังหลวงอีกครั้ง หลงอี้เสวียนนั่งเหยียดหลังตรงอยู่หลังโต๊ะดวลหมากในศาลาข้างสระบัวน้ำสีใสในสระสะท้อนแสงแดดยามบ่ายที่ทอเป็นประกายราวระยิบระยับ สีหน้าของเขาคงราบเรียบไร้อารมณ์ใดให้สังเกต แต่แววตาคมกริบกลับแฝงความเหนื่อยล้าและร่องรอยความตึงเครียดจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาสายลมอ่อนพัดพลิ้วผ่านผืนน้ำและใบบัว เสียงกิ่งไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเรียกให้จิตใจที่ตึงเครียดผ่อนคลายหลงอี้เสวียนโน้มตัวไปจับหมากบนโต๊ะ ปลายนิ้วยาววางลงอย่างใจเย็น ท่าทางเคลื่อนไหวช้าๆ นั้นเผยถึงความอ่อนล้า“ฝ่าบาท…ดูเหนื่อยนัก ข้าจะไปเตรียมน้ำชาให้ขอรับ”เซวียนอี้หยางยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องไปที่อีกฝ่าย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่บนริมฝีปาก ทำให้บรรยากาศรอบศาลาอ่อนโยนลงอย่างน่าประหลาดหลงอี้เสวียนละสายตาจากหมาก ขยับตัวเล็กน้อย รู้สึกถึงสายตาอบอุ่นที่ลอยมาจากคนใกล้ๆ จนต้องเหลียวมอง“ข้าไม่ต้องการน้ำชาแค่ให้เจ้าอยู่ตรงนี้ เงียบๆ ก็เพียงพอแล้ว” น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า เย็นยะเยือกแต่กลับเต็มไปด้วยความห่

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๑ ความลับถูกเปิดเผย

    ยามนี้ ผู้คนเกือบทั้งเมืองหลวงต่างแห่กันมาห้อมล้อมหน้าประตูวังหลวง เสียงซุบซิบนินทา พูดคุยและเสียงตื่นตระหนกผสมกันเป็นคลื่นวุ่นวายบางคนมายืนทอดมองด้วยความสนใจบางคนหวังตรวจสอบความมั่นคงของเมืองหลวงบางคนลอบถามข้างหูขุนนางถึงเรื่องข่าวลือที่ลั่นลือไปทั่วว่า มีพวกที่พยายามสอดแนมและหาทางแย่งบัลลังก์!และเมื่อพวกเขาเห็นฮ่องเต้หลงอี้เสวียนผู้ที่มีข่าวลือว่าถูกโจรป่าซุ้มดักปล้นระหว่างทางไปสุสานและภายหลังจากนั้นก็ไปหายสาบสูญนานหลายสิบวันปรากฏตัวอีกครั้งหน้าประตูวังหลวงความตื่นตระหนกและความตื่นเต้นปะปนกัน ผู้คนถอยห่างกันราวกับถูกแรงดึงดูดจากความเกรงกลัว สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ร่างสูงสง่าขององค์ฮ่องเต้หนุ่ม ดวงตาเย็นเฉียบคู่นั้นคล้ายกำลังทะลุหัวใจผู้ใดก็ได้หลงอี้เสวียนเดินออกมาแต่ละก้าวหนักแน่นและมั่นคง ร่างสูงสง่าราวภูผา ใบหน้าหล่อคมคายราวกับภาพวาด ทว่ากลับเจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยวเต็มเปี่ยมความโกรธนั้น…ที่ฉายชัดออกมาจนเหล่าขุนนางและผู้คนที่ยืนดูอยู่โดยรอบถึงกับปิดปากเงียบกริบ กลัวเป็นเป้าของดวงตาคมกริบเฉียดเฉียนลมหายใจคู่นั

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓๐ หึงหวงกลางวังหลวง

    ผ้าห่มบนเตียงขยับแผ่วเบา ก่อนที่ดวงตาคมกริบคู่หนึ่งจะโผล่มองขึ้นมา ทั้งดื้อ ทั้งขุ่นเคืองปนความหึงหวงฉายชัดออกมาเซวียนอี้หยางเห็นดังนั้นก็แทบถอนหายใจอีกรอบหลงอี้เสวียนพึมพำต่ำๆ ราวกับออกคำสั่ง“เช่นนั้น ก็อย่าไปดื่มชากับมัน” เขาผ้าห่มขยับอีกนิด เสียงทุ้มต่ำยังคงเจือด้วยดื้อรั้นไม่ยินยอม“วังหลวงก็มีชา…หากเจ้าอยากดื่ม ข้าก็ชงให้ได้!”สายตาคมกริบคู่นั้นช้อนสบกับบุรุษหน้ายังคงเจือด้วยความไม่พอใจอยู่เจ็ดส่วน ริมฝีปากหนาเม้มเป็นเส้นตรง“รูปร่างบางเพียงนี้…จะดื่มอะไรกับมันได้มากเพียงใดกัน”ปลายน้ำเสียงแผ่วเบาคล้ายพึมพำบ่นกับตนเอง แต่ก็ชัดพอให้เซวียนอี้หยางที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้ยินไปด้วย ก่อนจะหลุดยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้ท่าทางออกนอกหน้าเช่นนี้นั้น…เขาเอ่ย “ฝ่าบาทกำลังหึงหวงข้าอย่างงั้นงั้นหรือ”เซวียนอี้หยางเอ่ยเสียงอ่อน ใบหน้าหวานปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างหยอกเย้า พลางโน้มเข้าใกล้ จนระยะห่างเหลือเพียงคืบ“เพ่ย! หลงอี้เสวียน”ทันใดนั้น เสียงของหวังจื่อหลงก็ตะโกนร้องดังลั่นมาตั้งแต่ระเบียงหน้าตำหนัก ราวกับพายุหอบโทสะถั่งโถมเข้ามา“ทั้งวังหลวงกำลังปั่นป่วนโกลาหล! แต่ไฉนคนผู้นี้ยังนอนซุกหัวมุดอย

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๙ เด็กสามขวบบนบัลลังก์มังกร

    เดิมทีท้องพระโรงก็วุ่นวายพออยู่แล้ว แต่วันนี้กลับโกลาหลยิ่งกว่าเดิมหลายเท่านักข่าวลือที่ว่า ฮ่องเต้หลงอี้เสวียนถูกโจรป่าดักปล้นระหว่างทางไปสุสานหายสาบสูญ แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าแห้ง และก่อนที่ผู้ใดจะทันตั้งหลักทัน เหล่าขุนนางบางส่วนก็พากันยื่นฎีกาฉบับหนาปึกเรียงรายเป็นตั้ง เขียนร้องทุกข์ด้วยตัดพ้อสั่นเครือว่าหากฝ่าบาทสิ้นพระชนม์เสียแล้ว เหตุใดราชสำนักจึงยังไร้ผู้ขึ้นนั่งบัลลังก์!หรือราชวงศ์จะไร้ผู้นำปกป้องบ้านเมืองกระนั้นหรือ!ไม่เพียงเท่านั้น ผู้คนในเมืองหลวงจึงเริ่มกระซิบกระซาบว่า บ้านเมืองกระสับกระส่ายสั่นคลอน ความมั่นคงกำลังหายไปต่อหน้าต่อตา ความหวาดหวั่นแผ่ไปทั่วเหมือนหมอกหนาทึบในยามเช้าตรู่และผู้นำความวุ่นวายครั้งนี้ก็ไม่ใช่ผู้ใดอื่นนอกจากคุณชายฉางที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าแถวขุนนาง สวมใส่ชุดเต็มยศ สีหน้าแข็งกร้าวคล้ายตั้งใจจุดไฟกลางลานท้องพระโรงให้ลุกโชนเป็นเพลิงเสียงตีฆ้องดังสะท้อนก้องไปทั่วประตูวังหลวงทุกครั้งที่ตีฆ้องกระทบ เสียงลือก็ยิ่งโหมกระพือรุนแรงขึ้น หัวใจของเหล่ากำนัลในวังหลวงและทหารก็สั่นไหวไม่เป็นส่ำฉางเจ๋อเจียนจงใจตีฆ้องไม่หยุดคล้ายตั้งใ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๒๘ ดื้อรั้นยิ่งกว่าเด็กสามขวบ

    อู๋เซียนก้าวเข้ามาในห้องด้วยอย่างมั่นคงเฉกเช่นทุกวัน ร่างสูงสวมใส่อาภรณ์ซีดเซียวหากแต่สะอาดสะอ้านและเรียบร้อย กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยละมุนตามมาติดตัว ทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงชั่วขณะ“บาดแผลของฝ่าบาทสาหัสไม่น้อย” น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ แต่กลับแฝงความเย็นชาที่ทำให้หลงอี้เสวียนเห็นหน้าแล้วเบื่อหน่ายเขาแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ มุมปากหนากระตุกโค้งยกยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยัน สายตาของหลงอี้เสวียนทอดมองบุรุษผู้มาใหม่ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า“วางใจเถอะ ข้าไม่ได้ง่ายๆ แน่ ที่มีลมหายใจก็หาใช่เพราะฝีมือของเจ้าเก่งกาจแต่เป็นข้ากัดฟันอดทนมาจนถึงตอนนี้ต่างหาก” น้ำเสียงทุ้มเต็มไปด้วยความเย้ยหยันไม่ปิดบังเลยว่า เขาไม่ถูกชะตากับหมอหนุ่มผู้นั้นสักนิดกล่าวได้ว่าชังขี้หน้าเข้ากระดูกดำเสียด้วยซ้ำ!อู๋เซียนมองอย่างไม่สะทกสะท้าน พลางเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย “อา…ที่หายดีหาใช่เพราะฝีมือข้า หากแต่เป็นความสามารถของเจ้าใช่หรือไม่”สายตาของอู๋เซียนจับจ้องเขม็งไปที่คนป่วยดื้อรั้นนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจ เหตุใดจึงเถียงคำไม่ตกฟากเช่นนี้ เสมือนเด็กสามขวบที่พยายามอยากเอาชนะก็ไม่ปาน มิหนำซ้ำยังกล้าดีอย่างไรกล่าวว่าเป็นความสามาร

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๖ ปั้นน้ำเป็นตัว

    เหล่านางกำนัลและทหารยามที่เดินผ่านบริเวณนั้นต่างเบิกตากว้าง บางคนถึงกับชะลอฝีเท้า หยุดมองด้วยความสนใจทั้งสิ้นภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า…คือขันทีเซวียนกำลังชักสีหน้ามีปากเสียง แถมยังหาเรื่องพระสนมเหม่ยเฟยงั้นหรือ!?หลายคนถึงกับยกมือขึ้นขยี้ตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลัวว่าตนเองจะสายตาเลอะเลือนมองผิดไปร่างบางขอ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๕ ความลับที่ถูกคาดคั้น

    ไฉนเลยเซวียนอี้หยางจะข่มตานอนหลับลงได้อีก หลังจากที่ประตูตำหนักปิดลงอย่างแผ่วเบา ภายในจึงตกอยู่ในความเงียบงันเขานอนนิ่งอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง กวาดสายตามองเพดานสูงตรงเบื้องบนอย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าควรจัดการชีวิตของตนอย่างไร หรือคงต้องกลับไปจวนสกุลเซวียนแล้วสารภาพว่าไร้ความสามารถ ยอมจำนนต่อชะตากรรม

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๔ เช้าของความวุ่นวาย

    เช้าวันถัดมาแสงแดดอ่อนยามสายสาดส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา แพขนตางามคู่นั้นกระพริบสั่นถี่คล้ายถูกรบกวน ร่างเล็กที่นอนสงบนิ่งบนเตียงกว้างจึงพลิกตัวเลี่ยงแสงที่เริ่มทาบทับลงบนใบหน้าหัวเข้มขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงความร้อนเบาบางจากแสงแดด เขาลืมตามองเพดานเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับกายหนีอย่างเกียจ

  • ฝ่าบาท ข้าเป็นขันทีไม่ใช่สนม   ๓ คือแรกในตำหนักหย่งเทียน

    บรรยากาศยามค่ำคืนภายในของวังหลวงเงียบสงัดจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง สายลมเย็นพลิ้วผ่านมาแผ่วเบาปะทะผิวกายราวจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกแสงโคมไฟสลัวส่องพร่าอยู่ทั่วทั้งตำหนักหย่งเทียน เหล่าองครักษ์ผลัดเปลี่ยนเวรยามตามตำแหน่งเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด โดยไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของตำหนักนั้น มีคนผ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status