เข้าสู่ระบบเย่ซูเซียวที่ปลอมเป็นหมายเลขสิบแอบมองหนานกงโจวที่ตามเสด็จฮ่องเต้กลับไปยังห้องโถงจัดเลี้ยงอย่างไม่วางตา เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น นางเห็นโดยตลอด ‘นึกไม่ถึงเลยว่า ฮ่องเต้กับต้วนกุ้ยเฟยจะอยู่เบื้องหลังแผนชั่วในครั้งนี้ อำนาจของสกุลหยางยิ่งใหญ่จนกลบรัศมีฮ่องเต้ คงยากที่ฮ่องเต้จะทำใจรับได้’ ซ่งหลิงผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์ลับเหลือบมองเย่ซูเซียวแล้วส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงเตือนให้นางรู้ว่า เรื่องเหล่านี้ล้วนมิใช่ธุระของพวกตน หยางหลิวเหว่ยถูกท่านปู่อุ้มไว้ เขาเหลือบมองไปยังตำแหน่งที่องครักษ์ลับทั้งสองซ่อนอยู่ ทำให้ซ่งหลิงกับเย่ซูเซียวถึงกับสะดุ้ง “ท่านปู่! ฝีมือข้ากับพี่หญิงเป็นอย่างไรบ้าง” ซื่อจื่อใช้มือน้อยๆ สองข้างนาบที่แก้มสองข้างของแม่ทัพใหญ่หยาง แล้วบีบเข้า “สุดยอด! หลิวเหว่ยเก่งที่สุดแล้ว” แม่ทัพใหญ่หยางไม่ตระหนี่คำชม คนรอบข้างที่เดินรายล้อมแม่ทัพใหญ่หยางพากันหัวเราะเสนาบดีฝ่ายซ้ายเจียงอวิ๋นซีมองทายาทสกุลหยางตัวน้อยด้วยความชื่นชม เขาเอียงหน้าไปกระซิบกับบุตรชาย “ดูท่าหลานชายของแม่ทัพใหญ่จะไม่ธรรมดาจริงๆ กระทั่งแผนของฝ่าบาทกับกุ้ยเฟย
“ฝ่าบาท! เป็นกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” ศีรษะเล็กๆ ของเด็กชายโผล่ออกมาจากผ้าห่มที่คลุมถึงอกของอ๋องหยาง “หยางซื่อจื่อ! เจ้ามาอยู่นี่ตั้งแต่เมื่อใด” ฮ่องเต้ร้องออกมาด้วยความผิดหวัง พลันศีรษะเล็กๆ ของเด็กหญิงอีกคนก็โผล่ออกมาอยู่คู่เด็กชาย “ยังมีหม่อมฉันด้วยเพคะ” “ท่านหญิงน้อย! ที่แท้ท่านก็หลบมาอยู่ที่นี่เองหรือเจ้าคะ ข้าน้อยตามหาท่านตั้งนาน” หูเหลียนฮวาที่ยืนอยู่เยื้องไปด้านหลังของหลี่หยวนหยวนร้องออกมา “ข้ากับหลิวเหว่ยมาพร้อมกับท่านพ่อน่ะ ไม่คิดเลยว่าในห้องนี้จะมีคุณหนูเฉียวอยู่ด้วย”หน้าตาของท่านหญิงน้อยพูดจาประสาซื่อทำเอาคนทั้งกลุ่มตกใจ “ไม่จริง! ข้าแต่งตัวอยู่ในห้องนี้ก่อน ท่านอ๋องบุกเข้ามาเพียงลำพัง พวกเจ้าสองพี่น้องต่างหากที่แอบเข้ามา” เฉียวซืออวี่ร้องเสียงดัง หลี่หยวนหยวนก้าวออกมายืนอยู่ข้างเตียง “คุณหนูเฉียว เมื่อครู่พวกเราทุกคนก็เห็นด้วยกันว่าห้องนี้ถูกปิดไว้แน่น เป็นเจ้าที่ออกมาเปิดประตูให้ พวกเราจึงเข้ามาได้” ปลายนิ้วของนางชี้ไปรอบๆ “ดูสิ! หน้าต่างห้องนี้ถูกปิดสนิท เด็กสองคนตัวเล็กแค่นี้จะแอบเข้ามาโดยที่ท่านไม่เห็นได้อย่
“เจ้าค่ะ ข้าไม่พลาดแน่ๆ กุ้ยเฟยบอกว่าจะให้รางวัลใหญ่กับข้า ข้าย่อมทำเต็มที่อยู่แล้ว” เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทของเฉียวซืออวี่ตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เช่นนั้น เจ้าไปแอบดูทีว่าอ๋องหยางถูกพามาหรือยัง” “เจ้าค่ะ คุณหนู” แค่เสี่ยวซวงก้าวขาออกจากห้องได้ไม่ถึงสองก้าว ขันทีหนุ่มสองคนก็หามอ๋องหยางตรงเข้ามา “เร็วเข้า! เรามีเวลาไม่มากแล้ว” ขันทีผู้หนึ่งร้องขึ้น เสี่ยวซวงรีบหันกลับไปเปิดประตูให้กว้างออก ครั้นท่านอ๋องผู้เกรียงไกรแห่งทัพสกุลหยางถูกประคองขึ้นไปนอนบนเตียงแล้ว ขันทีทั้งสองก็ช่วยกันถอดเสื้อตัวนอกของเขาออกพาดไว้ปลายเตียง “เอาล่ะ! ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของคุณหนูเฉียวแล้ว” ขันทีผู้นั้นหันไปยิ้มให้กับเฉียวซืออวี่ “ไม่ต้องห่วง! พวกเจ้ารีบออกไปเถิด ร้องเรียกคนให้มาเร็วๆ ก็แล้วกัน” เฉียวซืออวี่สั่ง ขันทีทั้งสองและเสี่ยวซวงพากันออกไปนอกห้อง ปล่อยให้เฉียวซืออวี่อยู่กับอ๋องหยางที่นอนไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่บนเตียงกันสองต่อสอง เฉียวซืออวี่ถอดเสื้อตัวนอกของตนเองออก กำลังคิดจะก้าวเท้าขึ้นบนเตียง จู่ๆ ก็มีควั
“พระชายาหลี่ ข้าน้อยขอดื่มให้ท่านสักจอกเถิด ท่านเองก็สร้างคุณงามความดีให้กับแคว้นเราไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ” ฮูหยินขั้นสองผู้นั้นเอ่ยประจบอย่างไม่เคอะเขิน สองพี่น้องฝาแฝดหันไปสบตากัน พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล “ข้าว่า ท่านพ่อกับท่านแม่กำลังถูกรุมเสียแล้วล่ะ” ซื่อจื่อน้อยเอ่ยขึ้น "อืม...ข้าว่าสถานการณ์นี้ดูคุ้นๆ คงอีกไม่นานแล้ว รอท่านพ่อเริ่มเมา จากนั้นก็...” หยางเยี่ยนฟางจุดยิ้มมุมปากคู่แฝดค่อยๆ ถอยออกจากโต๊ะที่ตนเองนั่งอยู่ ออกไปด้านหลังห้อง สองปีศาจพี่เลี้ยงที่ติดตามเข้ามาในวังหลวงรีบเดินตามนายน้อยทั้งสองของตนออกไปข้างนอก คนทั้งสี่ยืนอยู่ในที่ลับตาข้างตำหนักที่กำลังจัดงานเลี้ยง “เจ้าไปดูเฉียวซืออวี่ที ข้าสังหรณ์ว่าคืนนี้นางถูกยกให้เป็นตัวเอก หากเกิดเรื่องขึ้นกับนาง คงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่” หยางเยี่ยนฟางบอกกับหูเหมยกุ้ย จากนั้นก็เปิดชายกระโปรงของตนขึ้นแล้วยื่นเอาห่อผ้าที่พันเอาไว้ข้างขาด้านซ้ายและขวาให้กับนาง “ท่านหญิงไม่ต้องห่วง ข้าจะเฝ้านางเอาไว้เอง” หูเหมยกุ้ยยิ้มน้อยๆ รับเอาห่อแผ่นมีดที่เป็นอาวุธลับของตนจากหยางเยี่ยนฟางก
ข่าวลือเรื่องความร่ำรวยของสกุลหยางไม่รู้ว่าเกิดจากผู้ใด แต่กลับแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เดิมบารมีทัพสกุลหยางก็มากอยู่แล้ว พอผนวกกับเรื่องราวความรวยของพระชายาหลี่ก็ยิ่งทำให้ผู้คนในเมืองหลวงพากันจับจ้องสกุลหยางมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะให้แก่สองผู้นำทัพที่ยิ่งใหญ่แห่งสกุลหยาง ขุนนางทั้งหลายจึงดาหน้าเข้ามายืนออกันเพื่อกล่าวถ้อยคำสรรเสริญเยินยอแก่ท่านอ๋องสกุลหยางสองพ่อลูก ครั้นทุกคนเข้าที่นั่งประจำของตนแล้ว โจวฮ่องเต้ก็เสด็จออกมา ด้านหลังมีต้วนกุ้ยเฟย และฉินเฟยตามลำดับ ท่านหญิงน้อยมองดูผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่แท่นสูงแล้วหันไปกระซิบกระซาบกับมารดา “ต้วนเหม่ยหลิงถูกกักบริเวณนานแล้วนะเจ้าคะ” “สายในวังรายงานว่านางป่วย คงจะตรอมใจที่ไม่ถูกฮ่องเต้รังเกียจกระมัง” หลี่หยวนหยวนกระซิบตอบบุตรสาว “ท่านแม่ วางสายไว้ในวังเยอะหรือไม่” “ก็มีพอสมควร” ยามนั้นฮ่องเต้กำลังฟังกงกงเอ่ยรายงานอยู่ ครู่หนึ่งก็เงยพระพักตร์ขึ้นมากล่าวกับขุนนางทั้งหลายในห้องโถง “ขุนนางที่รักทั้งหลาย งานเลี้ยงในคืนนี้ จัดเพื่
ท่านโหวแซ่ต้วนดีใจที่ฮ่องเต้ทรงเรียกเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์ในวันต่อมา โจวฮ่องเต้เหลือบมองท่าทีของคนตรงหน้าแล้วก็แสร้งแย้มพระโอษฐ์ “ต้วนโหว เจ้าพอจะรู้สถานการณ์ในตอนนี้หรือไม่” ท่านโหวรีบค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีเป็นดาบในมือฝ่าบาท” “ดี! ดียิ่งนัก เช่นนั้นเจ้าลองเสนอวิธีมาสิว่า เจิ้นควรทำเช่นไรกับสกุลหยางดี” จงอี้โหวแซ่ต้วนจุดยิ้มมุมปาก เรื่องนี้เขาคิดมาจากจวนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว “ฝ่าบาท หากว่าในงานเลี้ยงอ๋อง หยางสองพ่อลูกไม่ยอมมอบตราพยัคฆ์คุมกองทัพให้กับพระองค์ก็ถือโอกาสประกาศว่าพวกเขากระด้างกระเดื่องเสียเลยพ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้หัวเราะหึๆ หากตนต้องการคำแนะนำเพียงแค่นี้ ไหนเลยจะเรียกต้วนโหวเข้ามาหารือ วิธีการพื้นๆ ในการกดดันขุนนางสายบู๊เช่นนี้ ฮ่องเต้หลายยุคหลายสมัยล้วนนำมาใช้ “ท่านโหวต้วน หากข้าทำเช่นนั้นแล้วอ๋องหยางสองพ่อลูกเกิดตัดสินใจก่อกบฏ เกรงว่าเจิ้นจะต้องเสียเปรียบ เจ้าคงไม่รู้ว่าหลี่หยวนหยวนแท้จริงนางกุมการค้าของแคว้นเราไว้หมดแล้ว” ต้วนเหยียนชิงถึงกับตกตะลึง “จริงหรือ พ่ะย่ะค่ะ” “จริงสิ! เจิ้นตรวจส
หลี่หยวนหยวนนั่งคุยกับซ่งจิ้นหรานบนที่นั่งชั้นลอยที่ติดระเบียงหน้าร้าน ส่วนหนานกงโจวขอตัวออกไปลาดตระเวนรอบย่านนี้ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นคนพูดเก่งไปได้ ตอนเด็กๆ ข้าพยายามอยู่กับเจ้า เจ้ายังไม่อยากจะคุยกับข้าด้วยซ้ำ” ซ่งจิ้นหรานยิ้มน้อยๆ “ครั้งสุดท้ายที่เจ้ามาจวนข้า ก็นาน
“พี่ว่าไงนะ นางคือจางหว่านเหรอ” หนานกงโจวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามสะกดใจไม่ให้ตนเองร้องออกมาเสียงดัง “เบาหน่อย” หลี่หยวนหยวนมองไปรอบๆ “พี่เห็นประคำหยกร้อยด้วยด้ายถักสีแดงอยู่ที่ข้อมือ ใช่แน่ๆ นั่นคือเส้นที่หายไป ท่าทางคนที่ทะลุมิติมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสองคน” “ผมเห
หยางหลีเหว่ยเริ่มกังวล การหย่าเริ่มมาจากเขา หากว่าเขาต้องการให้นางกับลูกๆ กลับมา คงจะยากอยู่สักหน่อย “พรุ่งนี้ ท่านจะนำซางฮ่าวอวี่ไปเมืองจู๋หลิงหรือ” ประโยคนั้นของเฉาเฟิงทำให้อ๋องหยางหลุดจากภวังค์ “ถูกต้อง เจ้าเองก็ต้องติดตามข้าไปด้วย รีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้คงต
เซียวหว่านจำต้องอดทนอยู่ในจวนสกุลซางอย่างสงบเสงี่ยม รอเวลาที่นางจะพบช่องทางสลัดสามีที่เลวร้ายและด้อยสามารถผู้นี้ทิ้ง ต้วนเหม่ยหลิงเห็นสีหน้าของสหายก็ยิ้มน้อยๆ “เจ้ามาหาข้าเพราะหวังให้ข้ากระจายข่าวของอ๋องหยางกับหลี่หยวนหยวนใช่หรือไม่” เซียวหว่านรีบหยิบพัดมาโบกตรงหน้าสหายเพ







