เข้าสู่ระบบโรซี่ นักวางแผนการเงินสาวผู้เชื่อว่าคนฉลาดย่อมเป็นฝ่ายได้เปรียบ กลับทะลุมิติมาอยู่ในร่าง ซูหว่านหนิง สะใภ้ที่ถูกทั้งครอบครัวเดิมและจวนโหวเอาเปรียบจนเกือบตาย เมื่อได้ชีวิตใหม่ นางจึงไม่คิดยอมใครอีก สินเดิมของนาง ใครก็ห้ามแตะ บัญชีจวนที่รั่วไหล นางจะจัดการ ส่วนสามีที่เคยคิดหย่า หากอยากไปก็เชิญ!
ดูเพิ่มเติมคำสาปก่อนตาย
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ขณะที่โรซี่ หวัง ก้าวผ่านโถงสำนักงานของบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินชื่อดังใจกลางเมือง หญิงสาววัยยี่สิบห้าปีอยู่ในชุดสูทสีเข้มเรียบหรู เส้นผมยาวถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ใบหน้าสวยสะดุดตาแทบไม่มีรอยยิ้ม นอกจากโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องกับแฟ้มเอกสารบาง ๆ ในมือแล้ว เธอไม่เคยถืออะไรที่ไม่จำเป็น
พนักงานหลายคนหยุดพูดเมื่อเห็นเธอเดินผ่าน ไม่ใช่เพราะโรซี่มีตำแหน่งสูงที่สุดในบริษัท แต่เพราะทุกคนรู้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นหนึ่งในนักวางแผนการเงินที่ทำรายได้ให้บริษัทมากที่สุด
โรซี่ฉลาด แพรวพราว และอ่านเกมคนเก่งจนน่ากลัว
ลูกค้าคนไหนมีเงิน ลูกค้าคนไหนกำลังเดือดร้อน หรือลูกค้าคนไหนยอมรับเงื่อนไขได้มากเพียงใด เธอมองออกแทบทั้งหมดตั้งแต่การสนทนาไม่กี่ประโยคแรก
“คุณโรซี่คะ ลูกค้ารายใหม่มารอแล้วค่ะ”
เลขาสาวรีบเดินตามมารายงาน โรซี่เหลือบดูนาฬิกาข้อมือก่อนถาม
“นัดกี่โมง”
“เก้าโมงครึ่งค่ะ”
“ตอนนี้เก้าโมงยี่สิบเจ็ด ให้เขารออีกสามนาที”
เลขาสาวชะงักเล็กน้อย “แต่ลูกค้ามาถึงตั้งแต่เก้าโมงค่ะ”
“นั่นเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของฉัน”
โรซี่ตอบโดยไม่หยุดเดิน ก่อนเปิดประตูห้องทำงานแล้วเข้าไปนั่งหลังโต๊ะ เธอวางแฟ้มลง เปิดคอมพิวเตอร์ และตรวจตัวเลขในรายงานอย่างรวดเร็ว
สำหรับโรซี่ ทุกอย่างในโลกมีต้นทุนและผลตอบแทน แม้กระทั่งเวลา
เธอไม่เคยเชื่อว่าความสงสารจะทำให้ธุรกิจเติบโตได้ และยิ่งไม่เชื่อว่าคนทำงานควรต้องรับผิดชอบความผิดพลาดของลูกค้า
ไม่กี่นาทีต่อมา ลูกค้าชายวัยกลางคนถูกเชิญเข้ามา การเจรจาที่ควรใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงจบลงภายในสี่สิบนาที โรซี่ชี้ให้เห็นผลตอบแทน ความเสี่ยง และเงื่อนไขสำคัญทั้งหมดอย่างคล่องแคล่ว จนอีกฝ่ายยอมลงนามในสัญญา
เมื่อประตูปิดลง เลขาสาวจึงเดินเข้ามาพร้อมกาแฟ
“คุณเก่งจริง ๆ ค่ะ ลูกค้าคนนี้ฝ่ายขายคุยมาสามครั้งยังปิดไม่ได้เลย”
โรซี่รับกาแฟมาอย่างไม่ใส่ใจ
“เพราะพวกเขาพูดในสิ่งที่ตัวเองอยากขาย แต่ฉันพูดในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ยิน”
“ต่างกันมากหรือคะ”
โรซี่เงยหน้าขึ้นมอง
“ต่างสิ คนส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อสิ่งที่ดีที่สุด เขาซื้อสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง หน้าที่เราคือทำให้เขาเชื่อว่าสิ่งที่เราเสนอคือสิ่งนั้น”
เลขาสาวหัวเราะเบา ๆ ก่อนนึกบางอย่างขึ้นได้
“จริงสิคะ เมื่อเช้ามีผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาอีกแล้วค่ะ เรื่องสัญญากองทุนของบริษัทเล็ก ๆ ที่คุณดูแลเมื่อหลายเดือนก่อน”
มือของโรซี่หยุดอยู่บนเมาส์ชั่วขณะ
“คนไหน”
“คุณหลินค่ะ คนที่เคยขอเจรจาใหม่เพราะบอกว่าครอบครัวกำลังมีปัญหา”
โรซี่จำได้ทันที
หญิงคนนั้นนำเงินเก็บของครอบครัวมาลงทุนผ่านบริษัทโดยทำสัญญาที่มีเงื่อนไขหลายประการ ต่อมากิจการของครอบครัวประสบปัญหาและต้องการถอนเงินก่อนกำหนด แต่ตามเงื่อนไขในสัญญา หากถอนก่อนเวลาจะต้องเสียค่าธรรมเนียมและผลประโยชน์จำนวนมาก
“ฉันเคยตอบไปแล้ว”
“เธอบอกว่าตอนเซ็นสัญญาไม่มีใครอธิบายเรื่องค่าธรรมเนียมให้ชัดเจนค่ะ”
โรซี่เอนหลังพิงเก้าอี้
“อยู่ในสัญญาหรือเปล่า”
“อยู่ค่ะ แต่มันเป็นตัวหนังสือค่อนข้างเล็ก แล้วรายละเอียดก็หลายหน้า”
“ถ้าอยู่ในสัญญาก็จบ”
“แต่เธอบอกว่าเงินก้อนนั้นเป็นเงินทั้งหมดของครอบครัว ตอนนี้สามีป่วยและต้องใช้เงินรักษา เธออยากขอให้บริษัทลดค่าธรรมเนียมบางส่วน”
โรซี่วางแก้วกาแฟลง
“บริษัทไม่ใช่มูลนิธิ”
เลขาสาวเงียบ
“ถ้าลูกค้าทุกคนอ้างว่ามีปัญหาแล้วเรายกเว้นเงื่อนไขให้ สัญญาจะมีไว้ทำไม” โรซี่พูดต่อ “ส่งเรื่องให้ฝ่ายกฎหมาย ถ้าเธอโทรมาอีกให้แจ้งว่าบริษัทจะดำเนินการตามสัญญาเท่านั้น”
“ค่ะ”
เลขาสาวรับคำก่อนออกจากห้องไป
โรซี่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้นอีก
สำหรับเธอ มันเป็นเพียงหนึ่งในสัญญาหลายร้อยฉบับที่ผ่านมือในแต่ละปี คนที่เซ็นชื่อควรรู้ว่าตนกำลังยอมรับอะไร หากไม่อ่านให้ละเอียดก่อนลงนาม นั่นก็เป็นความผิดพลาดของตัวเอง
ช่วงบ่ายโรซี่เข้าประชุมกับผู้บริหาร บริษัทกำลังเตรียมเปิดผลิตภัณฑ์ทางการเงินตัวใหม่ และเธอเสนอวิธีปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมเพื่อเพิ่มกำไร
“ถ้าใช้วิธีนี้ รายได้จากค่าบริหารจะเพิ่มอย่างน้อยสิบห้าเปอร์เซ็นต์”
ผู้บริหารคนหนึ่งมองเอกสารแล้วถาม “แต่เงื่อนไขถอนก่อนกำหนดค่อนข้างหนักนะ”
“ลูกค้าที่วางแผนดีจะไม่ถอนก่อนกำหนดค่ะ”
“แล้วคนที่จำเป็นต้องถอนล่ะ”
โรซี่ยิ้มบาง ๆ
“เช่นนั้นก็ควรคิดตามสมควรเจ้าค่ะ เงินมีต้นทุนของมัน”“ซูหว่านหนิง!”เสียงเรียกดังจนบ่าวด้านนอกสะดุ้ง ซูหว่านหนิงกลับนั่งตัวตรงอย่างสงบ“เจ้าคะ”“เจ้าคิดว่าที่นี่คือร้านค้าสกุลซูหรือ ถึงจะมานั่งพูดเรื่องต้นทุน เรื่องดอกเบี้ยกับข้า!”“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”“ถ้าเช่นนั้นก็จำไว้ว่าที่นี่คือจวนฉางหนิงโหว!”“ข้าจำได้ดีเจ้าค่ะ” ซูหว่านหนิงมองรอบห้อง “เพราะเป็นจวนโหว จึงยิ่งควรมีระเบียบมากกว่าร้านค้าธรรมดาไม่ใช่หรือเจ้าคะ”ฉินซูอี๋ถึงกับหายใจแรง นางไม่เคยถูกลูกสะใภ้ย้อนเช่นนี้มาก่อน เมื่อก่อนเพียงนางขมวดคิ้ว ซูหว่านหนิงก็หน้าซีดแล้ว เพียงพูดว่านางทำให้จิ่งเหิงลำบากใจ ซูหว่านหนิงก็พร้อมยอมทุกอย่าง แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับนั่งไล่บัญชีกับนางเหมือนกำลังทวงหนี้จากลูกค้า“ข้าจะไม่ทำสัญญาอะไรทั้งนั้น” ฉินซูอี๋กล่าวเด็ดขาด“ได้เจ้าค่ะ” ซูหว่านหนิงกลับตอบง่ายเกินคาด ฉินซูอี๋ชะงัก“ถ้าเช่นนั้นก็คืนเงินภายในสามวันพร้อมกับของที่ยืมไป”“เจ้า!”“ข้าจะให้ชิงหลัวทำรายการส่งมาให้เจ้าค่ะ จะได้ไม่ตกหล่น”คราวนี้แม้แต่เสิ่นอวี้โหรวก็เริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์กำลังเลยเถิด“พี่สะใภ้ เรื่องนี้รอพี่จิ่งเหิงกลับมาก่อนดีหรือไม่เจ้
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ”“เมื่อก่อนเจ้าไม่ใช่คนคิดเงินทองกับคนในบ้าน”“เมื่อก่อนข้าเกือบเสียสินเดิมไปหนึ่งในสามแล้วเจ้าค่ะ”คำตอบตรงเกินไปจนฉินซูอี๋พูดไม่ออกชั่วขณะ ซูหว่านหนิงหยิบบัญชีอีกเล่ม“และยังมีเรื่องนี้”“อะไรอีก”“เงินจำนวนหลายร้อยตำลึงจากร้านของข้า ไม่ได้เข้าคลังใหญ่ แต่ถูกส่งตรงเข้าเรือนหลัก”บรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปทันที เสิ่นอวี้โหรวหลุบตา ฉินซูอี๋กลับยังคงวางท่าขรึม“ข้าเป็นผู้ดูแลจวน ย่อมมีค่าใช้จ่าย”“ข้าไม่ได้บอกว่าท่านแม่ไม่มีสิทธิ์ใช้เงิน” ซูหว่านหนิงกล่าว “ข้าเพียงถามว่า ใช้เงินของใคร”“เจ้า!”“หากเป็นเงินของจวน ข้าไม่ถาม แต่หากเป็นเงินจากสินเดิมของข้า ข้าย่อมต้องรู้”ฉินซูอี๋หัวเราะอย่างเย็นชา “แล้วเจ้าคิดจะให้ข้าทำอย่างไร คืนเงินให้เจ้าหรือ”“เจ้าค่ะ”คำตอบมาเร็วเสียจนคนทั้งห้องตกตะลึง ฉินซูอี๋มองนางเขม็ง“เจ้าพูดจริง?”“จริงเจ้าค่ะ”ซูหว่านหนิงเปิดกระดาษอีกแผ่น“ข้ารวมยอดเบื้องต้นไว้แล้ว เฉพาะเงินที่ตรวจพบว่าถูกส่งเข้าเรือนหลักโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน มีทั้งหมดเก้าร้อยแปดสิบตำลึง ยังไม่รวมเครื่องประดับ ผ้าไหม และของมีค่าที่ถูกนำออกจากเรือนข้า”ฉินซูอี๋หน้าแด
“เจ้าค่ะ”“เอาบัญชีสามเล่มนั้นมาด้วย”ชิงหลัวมองตามนิ้วของนาง “ทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ”“ทั้งหมด”“เจ้าค่ะ”ซูหว่านหนิงเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวนอกให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือนอย่างไม่รีบร้อน บ่าวที่เห็นนางระหว่างทางต่างพากันหลบสายตา แต่เมื่อหญิงสาวเดินผ่านไปแล้วก็เริ่มกระซิบ“นั่นฮูหยินใหญ่จริง ๆ หรือ”“หน้าตาเหมือนเดิม แต่ดูน่ากลัวขึ้นมาก”“เมื่อก่อนนางเดินผ่านยังยิ้มให้พวกเรา”“ข้าได้ยินว่าพ่อบ้านเฉียนโดนถามบัญชีจนพูดไม่ออก”“ระวังเถอะ อย่าพูดดัง”ซูหว่านหนิงได้ยินบางประโยค แต่ไม่สนใจ สำหรับโรซี่ คนที่มัวเสียเวลาใส่ใจคำนินทาย่อมไม่มีเวลาจัดการเรื่องสำคัญ และตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือเงินเมื่อมาถึงเรือนหลัก นางเห็นฉินซูอี๋นั่งรออยู่แล้ว ข้างกายคือเสิ่นอวี้โหรว หญิงสาวผู้นั้นลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นนาง“พี่สะใภ้”ซูหว่านหนิงมองเพียงชั่วครู่ “คุณหนูเสิ่น”เสิ่นอวี้โหรวชะงัก เมื่อก่อนซูหว่านหนิงมักเรียกนางว่า “อวี้โหรว” ตามคนในครอบครัว แต่วันนี้กลับเรียกห่างเหินเช่นนั้น ฉินซูอี๋เห็นลูกสะใภ้เข้ามาแล้วไม่รีบคารวะก็ยิ่งไม่พอใจ“หว่านหนิง”“ท่านแม่”ซูหว่านหนิงคำนับตามมารยาทอย่างพอดี ฉินซูอี๋มองนา
ซูหว่านหนิงปิดสมุดบัญชี นางคิดมาตลอดว่าเงินจากสินเดิมถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายของจวนอย่างไร้ระเบียบ แต่ดูเหมือนเรื่องจะมากกว่านั้นมีคนใช้คำว่า “ค่าใช้จ่ายของจวน” เป็นข้ออ้างเพื่อดึงเงินออกจากทรัพย์สินของนาง แล้วส่งตรงไปยังเรือนส่วนตัว ที่สำคัญ ทุกครั้งล้วนมีลายมือชื่อของซูหว่านหนิงเอง เจ้าของร่างเดิมถูกทำให้เชื่อว่าตนกำลังช่วยครอบครัวสามี แต่แท้จริงแล้วนางกำลังจ่ายเงินให้คนอื่นใช้ชีวิตหรูหรา โรซี่นั่งลงช้า ๆ คราวนี้มุมปากของนางไม่ได้มีรอยยิ้ม“ข้าเข้าใจแล้ว”ชิงหลัวถามเบา ๆ “เข้าใจอะไรเจ้าคะ”ซูหว่านหนิงวางฝ่ามือลงบนบัญชีเล่มแรกที่เปิดโปงเส้นทางเงินได้อย่างชัดเจน“เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเขาถึงไม่อยากให้ข้าตรวจบัญชี”เพราะเพียงบัญชีเล่มแรกที่นางตรวจอย่างจริงจัง ก็เผยความลับออกมาเสียแล้ว เงินจากสินเดิมของซูหว่านหนิงจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ถูกใช้เพื่อจวนฉางหนิงโหว แต่มันถูกส่งตรงเข้าเรือนของฉินซูอี๋ แม่สามีของนางสะใภ้เริ่มทวงหนี้ข่าวที่ซูหว่านหนิงสั่งตรวจบัญชีและเรียกพ่อบ้านใหญ่มาซักถามเรื่องเงินแพร่ไปถึงเรือนหลักในเวลาไม่ถึงครึ่งวันฉินซูอี๋นั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก ใบหน้าที่ได้รับการดูแลอย่าง

















