เข้าสู่ระบบหลี่หยวนหยวนหย่อนกายลงในอ่างอาบน้ำ ไป๋เยว่มองดูรอยตามเนินอกของนางแล้วหน้าสลด “หวางเฟย เมื่อคืนท่านอ๋องอ่อนโยนกับท่านหรือไม่เจ้าคะ”
หวางเฟยคนงามมองดูท่อนแขนที่มีรอยช้ำทั้งสองข้าง นางถูกเขากระชากขึ้นบนเตียงและจับพลิกคว่ำพลิกหงายตามใจอยู่ทั้งคืน ส่วนรอยที่เนินหน้าอกและต้นขา หญิงสาวก้มลงมองแล้วหน้าร้อนผ่าว เขาทำเพื่อระบายความกรุ่นโกรธผสมอารมณ์พิศวาสที่พลุ่งพล่าน
“เธอ เอ๊ย! เจ้าอย่าคิดมาก เขาทำให้ข้าช้ำ มีรอยพวกนี้ได้ ข้าก็กัดเขาไปหลายทีเหมือนกัน ไม่เสียเปรียบเลยสักนิด” หลี่หยวนหยวนนึกถึงตอนที่ท่านอ๋องทำหน้าเหวอตอนที่นางกัดหัวไหล่เขา
‘เรื่องอะไรฉันจะยอมเจ็บตัวอยู่คนเดียว ป่านนี้ตานั่นคงมีรอยฟันของฉันอยู่ตามตัวไม่น้อยหรอก’
แม้การตอบโต้อ๋องบ้าผู้นั้นจะทำให้เขารุนแรงกับเธอมากกว่าเดิม แต่เธอก็ไม่ได้ยอมให้อีกฝ่ายรังแกได้ง่ายนัก สถานการณ์บนเตียงเมื่อคืนไม่ต่างจากสงครามครั้งใหญ่ ทั้งสองฝ่ายต่างได้รับความบอบช้ำ เพียงแต่เธอเรี่ยวแรงน้อยจึงเป็นฝ่ายที่ถูกเขาทำให้ต้องร้องขอชีวิต
‘คนชั่วช้า! น่าเสียดายที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกัน’
หลี่หยวนหยวนไม่อยากจะยอมรับว่าบางขณะนางก็เคลิบเคลิ้ม แต่โดยรวมแล้ว ป่าเถื่อนไปสักหน่อย
“กัดหรือเจ้าคะ” ไป๋ซวงร้องครางออกมา
ไป๋ซวงกับไป๋เยว่พากันตกตะลึง หนิงเฉิงอ๋องเป็นบุรุษที่ไม่ควรจะล่วงเกินเลยสักนิด ก่อนหน้านี้หลี่หยวนหยวนตอนยังเป็นคุณหนูรองจวนป๋อเคยถูกท่านอ๋องตวาดและชักกระบี่พาดคอข่มขู่ยังแข้งขาอ่อนทรุดตัวลงปิดหน้าร้องไห้อยู่เลย เหตุไฉนยามนี้ถึงกับกล้าทำหน้าภูมิใจที่ได้กัดท่านอ๋อง
“หวางเฟย ท่านจำไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะว่าท่านอ๋องมีสมญานามว่าปีศาจหน้าหยก” ไป๋เยว่รีบสำทับ
หลี่หยวนหยวนนิ่งไปครู่ ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมในส่วนนี้ก็ผุดขึ้นมาอีกคราหนึ่ง หนิงเฉิงอ๋องได้สืบต่อบรรดาศักดิ์เนื่องจากบิดาของเขาสละชีพในศึกใหญ่ชายแดนเพื่อพิทักษ์แผ่นดินต้าหลง เขาได้รับสิทธิ์ในการปกครองเมืองเฉินม่ายที่อยู่ค่อนไปทางชายแดนตอนใต้ของแคว้น
ระหว่างที่หยางหลีเหว่ยออกศึกกับชนเผ่าหมาป่าที่ชายแดนเมืองจู๋หลิงซึ่งอยู่ถัดไปจากเมืองเฉินม่าย ไท่เฟยผู้เป็นมารดาถูกนำตัวมาอยู่จวนในเมืองหลวง พอชายหนุ่มได้รับชัยชนะกลับมาก็ได้รับข่าวร้ายว่ามารดาเป็นโรคร้ายที่ยากจะเยียวยา
ฮ่องเต้ทรงมอบหมายให้หัวหน้าหมอหลวงมาช่วยตรวจรักษา สุดท้ายพบว่ายาที่สามารถรักษาได้นั่นเป็นสูตรยาลับประจำตระกูลหลี่
“ที่ข้าได้แต่งงานก็เพราะท่านอ๋องต้องการยา คนเขาจะไม่ชอบใจข้าก็ย่อมเป็นเรื่องปกติ”
“หวางเฟย ท่านลืมอีกเรื่องไปอีกแล้วเจ้าค่ะ”
“เรื่องใดอีก”
“ท่านอ๋องมีไมตรีกับคุณหนูเซียวจวนเฉิงซิ่นโหวมาก่อน เป็นท่านที่ไปชิงวาสนารักผู้อื่นมาเจ้าค่ะ” ไป๋ซวงแย้งอ่อยๆ คุณหนูใหญ่ของนางไม่เพียงแต่ความรู้ตื้นเขิน ทุกอย่างที่คิดล้วนทำไปตามใจ
คราวนี้หลี่หยวนหยวนอึ้งไปจริงๆ หญิงสาวยกนิ้วขึ้นกดขมับ ความทรงจำที่เข้ามาก็คือข่าวลือระหว่างหนิงเฉิงอ๋องกับเซียวหว่านเป็นที่รู้กันทั่วเมืองหลวง ทั้งสองฝ่ายกำลังสานไมตรีกัน เป็นหลี่หยวนหยวนผู้นี้ที่เข้าไปแทรกตรงกลาง อ๋องหนุ่มรูปงามกำลังจะตกลงหมั้นหมายกับเซียวหว่านแต่เพราะท่านป๋อหลี่บิดาของหลี่หยวนหยวนที่ยื่นข้อเสนอเด็ดขาด...ท่านอ๋องจำต้องตกปากรับคำแต่งกับนาง
“ปวดศีรษะหรือเจ้าคะ” ไป๋เยว่รีบใช้สองมือช่วยนวดขมับ
“ใช่ คราวนี้ข้าปวดหัวจริงๆ แล้ว เรื่องมันยุ่งเหยิงถึงเพียงนี้ มิน่าเล่า...” หลี่หยวนหยวนนึกถึงคำพูดบนเตียงเมื่อคืนของเขา เจ้าบ่าวที่ถูกบังคับให้แยกจากคนรักมาแต่งงานกับนางด้วยความจำใจ ไม่แปลกที่จะแสดงท่าทีชิงชังถึงเพียงนั้น
หลี่หยวนหยวนเริ่มทบทวนหาเหตุที่ตนต้องเข้ามาอยู่ในร่างของสตรีผู้นี้ ดูเหมือนว่าเจ้าของร่างเดิมจะสิ้นใจตายไปก่อนการมาถึงของนางเพียงครู่เดียว ซ้ำยังเป็นการตายแบบฉับพลัน
ความเจ็บที่คอเตือนให้รู้ว่าร่างนี้ถูกปักเข็มเข้าที่คออย่างรวดเร็ว ยาพิษนั่นแล่นเข้าสู่หัวใจเพียงอึดใจเดียว เจ้าของร่างเดิมก็สิ้นชีวิต
...คงมิใช่ว่าหนิงเฉิงอ๋องวางยาฆ่าหลี่หยวนหยวนตัวจริงให้ตายในคืนแต่งงานหรอกนะ...
หญิงสาวตัวชาวาบ! นางช่างเคราะห์ร้ายนัก หนิงเฉิงอ๋องมีอำนาจและกองทัพในมือ กระทั่งฮ่องเต้ยังต้องดูสีหน้าเขาก่อนตัดสินพระทัย หลี่หยวนหยวนผู้นี้ขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ กล้าบังคับให้บุรุษเช่นนี้แต่งนางเป็นพระชายา สถานการณ์ไม่ต่างจากกดศีรษะพยัคฆ์เอาไว้ แต่...จะกดข่มไว้ได้นานเพียงใดก็ยากจะรู้ ถึงวันนั้นคงถูกพยัคฆ์ฉีกทึ้งร่างจนไม่มีชิ้นดี
“เสี่ยวซวง เจ้าไปดูที่ใต้โต๊ะกลมทีว่ามีเลือดอยู่กองหนึ่งหรือไม่”
“เจ้าค่ะ” ไป๋ซวงขมวดคิ้ว นางรีบเดินไปดูตามที่หวางเฟยสั่ง แต่พอไปถึงก้มลงมองใต้โต๊ะก็เห็นเลือดอยู่วงหนึ่ง นางตกตะลึงรีบกลับมารายงาน “มีจริงเจ้าค่ะ เป็นสีแดงปนดำ นี่มิใช่ว่า...”
“เป็นเลือดที่ข้ากระอักออกมาเมื่อคืนเพราะโดนพิษ เจ้าเอาผ้าเช็ดหน้าที่ขาวไปซับเลือดนั้นแล้วเก็บไว้เป็นหลักฐาน”
สาวใช้ทั้งสองตกใจ พวกนางอยู่ในจวนสกุลหลี่มาตั้งแต่เด็กจึงได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับยาสมุนไพรและยาพิษมาบ้าง เมื่อคืนอาหารทุกอย่างที่ถูกนำมาวางในห้องหอล้วนถูกตรวจสอบเพื่อป้องกันการวางยาพิษ แล้วหลี่หยวนหยวนถูกพิษได้อย่างไร
ไป๋ซวงเก็บหลักฐานใส่กล่องเรียบร้อยก็กลับมายืนข้างอ่างอาบน้ำ สีหน้าสงสัยของสาวใช้ทั้งสองทำให้หลี่หยวนหยวนรีบเฉลย
“เมื่อคืนมีคนลอบเข้ามาในห้องหอแล้วปักเข็มพิษเข้าที่ลำคอของข้า พิษพุ่งเข้าสู่หัวใจ ข้าจึงหมดสติไปครู่หนึ่ง หลังจากกระอักเลือดออกมาจึงได้ฟื้นในตอนที่ท่านอ๋องเข้าห้องหอ” หลี่หยวนหยวนนึกชมตนเองที่คิดคำโกหกได้อย่างคล่องแคล่ว “ข้าต้องหาตัวคนร้ายให้เจอ”
“รายงานท่านป๋อดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ไม่ได้! เรื่องนี้ห้ามบอกท่านพ่อเด็ดขาด ให้ข้าสืบเองเสียก่อน”
สีหน้าและท่าทางที่เปลี่ยนไปของหลี่หยวนหยวนทำเอาสองสาวใช้ตะลึงไปอีกหน เดิมทีคุณหนูรองหลี่ผู้นี้สติปัญญาน้อย ไร้มารยาท เอาแต่ใจตนเอง มีข้อดีอยู่เพียงเป็นคนตรงไปตรงมา และเมตตาคนรับใช้ข้างกาย ไม่ว่าเกิดเรื่องใดมักโวยวายจนทำให้เสียเรื่อง แต่ครั้งนี้ถูกวางยาพิษกลับห้ามมิให้พวกนางเก็บปากเก็บคำและจะสืบด้วยตนเอง
...หวางเฟย ท่านมีความสามารถเยี่ยงนี้เมื่อใดกัน คิดจะสืบคดีก็ต้องเริ่มจากเก็บสีหน้าอาการให้ได้ก่อนเถิดเจ้าค่ะ...
“พอเถิดเจ้าคะ น้ำเย็นแล้ว” ไป๋เยว่เอ่ยเตือนและประคองนายหญิงของตนให้ลุกจากอ่างน้ำ
คราวนี้หลี่หยวนหยวนดูทึ่มทื่อไปแล้วจริงๆ นางปล่อยให้สาวใช้คนสนิททั้งสองช่วยแต่งกาย ระหว่างนั้นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“เมื่อคืนในสุรามงคลนั่น....”
“หวางเฟยนึกออกแล้วหรือเจ้าคะ ซุนมามาทำตามที่ท่านสั่งเจ้าค่ะ สูตรยาที่คุณหนูใหญ่เคยใช้ได้ผลดีมิใช่หรือเจ้าคะ” ไป๋เยว่เอ่ยยิ้มๆ
“สูตรยา...” หลี่หยวนหยวนทวนคำ พลันในหัวก็ผุดความทรงจำขึ้นมา ในตระกูลหลี่มีสูตรยาคืนวสันต์ที่ช่วยให้มีบุตรได้ง่ายขึ้นโดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ยาตำรับพิเศษนี้มีใช้เพียงในสกุลและนำถวายฮ่องเต้
ใช่แล้ว! เมื่อคืนท่านอ๋องปากก็ด่าทอ ทว่ามือไม้และริมฝีปากกลับไม่ผละออกจากร่างของนาง เขารู้ว่าในสุรามงคลใส่ยาปลุกกำหนัดนี้ลงไป ที่เขาร่วมรักกับนางก็เป็นเพราะยา ในใจย่อมมีแต่ความคับแค้น
‘หลี่หยวนหยวนนะหลี่หยวนหยวน เธอมันช่างไร้ยางอายจริงอย่างที่เขาด่า มิน่า...เมื่อคืนถึงจะทำแบบนั้นเขาถึงได้เอามือปิดหน้าเธอไว้ เฮ้อ!’
หญิงสาวทอดถอนใจ คืนแต่งงานที่ฝันถึงนับครั้งไม่ถ้วนว่าจะเป็นความทรงจำที่สวยงาม กลับเป็นค่ำคืนที่ผู้หนึ่งมึนงงและอีกผู้หนึ่งเต็มไปด้วยความเกลียดชัง จุดเริ่มต้นเช่นนี้ก็คือจุดจบมิใช่หรือ
...ช่างเถอะ ในเมื่อสายน้ำไร้ไมตรี เหตุใดดอกไม้ต้องมีน้ำใจ...
แต่...ต่อให้หลี่หยวนหยวนเลวร้ายถึงขั้นบังคับเขาแต่งงาน หนิงเฉิงอ๋องก็ไม่มีสิทธิ์จะฆ่านาง หญิงสาวตัดสินใจที่จะสืบหาความจริงเพื่อเปิดโปงความเลวร้ายของชายโฉดให้จงได้
***************
เย่ซูเซียวที่อยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวใช้มือตวัดเอาผ้าคลุมหน้าออก โดยไม่รอให้เจ้าบ่าวเป็นผู้เปิด “ใต้เท้าหนานกง ช่างกล่าวได้ชัดเจนนัก ขอบคุณที่ท่านไม่ขับไล่ข้ากลับไป” หนานกงโจวตะลึงไปอึดใจหนึ่ง “เย่ซูเซียว! เป็นเจ้าได้อย่างไร” หนานกงโจวจำได้ว่าคราที่คนจวนสกุลชุยถูกนำตัวไปเนรเทศ เย่ซูเซียวผู้นี้มิใช่คนในสกุลชุยจึงถูกปล่อยตัวให้กลับบ้านเดิม “เหตุใดจะเป็นข้าไม่ได้เล่า” “เจ้าเป็นหลานสาวของชุยหนิงเทียน ฝ่าบาทยังกล้าใช้งานเจ้าอย่างนั้นหรือ” “ในเมื่อท่านกล้าเอ่ยเช่นนี้ ข้าก็ไม่ปิดบัง ฝ่าบาททรงมอบหมายให้ข้ามาสืบข่าวในจวนของท่าน เป็นการให้ข้าทำคุณเพื่อแสดงความจงรักภักดี” “หืม...” หนานกงโจวเลิกคิ้ว “นับว่าเจ้าเป็นคนกล้าหาญ เปิดเผย” เขาพูดพลางนั่งลงที่โต๊ะกลมกลางห้อง ใช้นิ้วเคาะโต๊ะสองสามครั้ง “ว่ามาเถอะ เจ้ามีเงื่อนไขใดจะแลกเปลี่ยนกับข้า” “ข้าอยากให้ท่านสบายใจ ขอเพียงท่านสัญญาว่าจะช่วยข้าเล่นงิ้วต่อหน้าคนภายนอก เรื่องใดที่ไม่ควรกราบทูล ข้าจะไม่กราบทูลเป็นอันขาด” “เล่นงิ้วรึ! เล่นงิ้วอันใด” “ฝ่าบาท
“ดี! คงมีแต่เจ้าที่ทำงานรอบคอบ สมกับที่เจิ้นไว้วางใจ” “กระหม่อม ไม่กล้าทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง” โจวจื่ออี้ถอนหายใจ “สกุลหยางเต็มไปด้วยคนมีฝีมือ เป็นเจิ้นเองที่ประมาทเกินไป” “ฝ่าบาท! กระหม่อมได้ยินมาว่ารองผู้บัญชาการหนานกงสนิทสนมกับพระชายาหลี่มาก ได้ยินว่าเขาเข้านอกออกในจวนสกุลหยางอยู่บ่อยๆ” “อืม...เจิ้นก็พอจะรู้มาบ้าง” ฮ่องเต้มิได้เล่าให้ลี้ฮวนฟังว่าตนเองส่งองครักษ์เงาไปซุ่มดูในจวนสกุลหนานกงอยู่บ่อยครั้ง “คนผู้นี้อยู่ในจวนเมืองหลวงเพียงลำพัง ไร้ภรรยาและบุตร บิดามารดาก็อยู่เมืองเฉินม่าย หากว่าส่งคนเข้าไปอยู่ในจวนของเขาได้สักคนก็น่าจะดี” ฮ่องเต้พยักพระพักตร์เห็นด้วย “ก่อนหน้านี้เสนาบดีชุยกับต้วนกุ้ยเฟยเคยพยายามยัดเยียดฮูหยินให้เขาแล้ว แต่เขาปฏิเสธ เจิ้นกำลังคิดว่า เช่นนั้นส่งเพียงอนุภรรยาพระราชทานให้เขาก่อนก็พอ” “ฝ่าบาททรงพระปรีชา! การพระราชทานอนุภรรยาให้ ถือว่าไม่มากและไม่น้อย ยากที่เขาจะปฏิเสธ พ่ะย่ะค่ะ” “เช่นนั้น พรุ่งนี้เจิ้นจะหาสตรีที่เหมาะสมขึ้นเกี้ยวไปส่งที่สกุลหนานกงเอง” โจวจื่ออี้ยิ้มกริ่ม คืนน
“ถ้าอย่างนั้นที่พวกเขาต้องการ คือใช้เราสองคนนำข่าวออกมาบอกจงอี้โหว อย่างนั้นรึ!” เย่ซูเซียวผงะ “เราเป็นเหยื่อของพวกเขาหรือนี่” “จะแปลกอันใด นี่คืออดีตฮ่องเต้กับองค์หญิงใหญ่นะ พวกเขาย่อมไม่ธรรมดา” ซ่งหลิงทำสีหน้าภาคภูมิใจ “เด็กสองคนนั่น กล้าหาญจริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะลอบสังหารแต่กลับกล้าออกมาเป็นเหยื่อล่อ” ซ่งหลิงหัวเราะเบาๆ “ผู้ใดว่าเป็นเหยื่อ เจ้าดูนั่นเสียก่อน” เขาพูดจบก็ชี้ไปยังบนกำแพงเรือนใกล้ลานต่อสู้ อ๋องหยางกับพระชายาหลี่พร้อมด้วยคุณชายใหญ่และคุณชายรองชิวยืนเรียงหน้ากระดานมองลงไปยังศพที่เกลื่อนบนพื้น เย่ซูเซียวถึงกับอ้าปากค้าง “ที่แท้พวกเขาก็รู้ตัว” “อืม...เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าทุกคนที่ติดตามซื่อจื่อกับท่านหญิงน้อยในวันนี้ ล้วนมีวรยุทธ์ร้ายกาจ หากข้าจำไม่ผิด เจ้าคนที่ขับรถม้ากับคนที่นั่งข้างหน้านั่น แท้จริงก็คือองครักษ์ข้างกายท่านอ๋องหยาง เจิ้งตู้กับซูจิ้ง” “มิน่า! วรยุทธ์ร้ายกาจจนข้ารู้สึกกลัว” “คนของหน่วยหยกทมิฬที่ติดตามมาในวันนี้ล้วนเป็นผู้ที่ฝึกหนักมาไม่ต่างจากองครักษ์ลับ และอ
เด็กชายเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะลั่น ก่อนจะหันมายิ้มเย้ย “ไม่หลอกเจ้า เจ้าจะยอมแสดงตัวหรือ” ท่านโหวแซ่ต้วนถอยหลังไปสามก้าว องครักษ์รีบพากันมาขวาหน้าเขาเอาไว้ “ฆ่ามัน! อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว” จงอี้โหวร้องสั่ง ครั้นจงอี้โหวถอยหลังไปหลบแล้วก็กระซิบกับองครักษ์ที่คอยดูแลความปลอดภัยให้ตนเอง “รีบหนีกันเถอะ! คนของพวกมันร้ายกาจถึงเพียงนี้ คนของเราอาจจะสู้ไม่ไหว” “ขอรับ!” ครั้นคนทั้งสามหันหลังหมายจะหนี ร่างเล็กๆ ก็ลอยข้ามศีรษะมาขว้างอยู่ข้างหน้า “จะรีบไปไหนเล่า จงอี้โหว เจ้าอยากฆ่าข้ามิใช่รึ!” จงอี้โหวยกยิ้มมุมปาก รีบสั่งองครักษ์ตน “พวกเจ้า! ฆ่าเด็กสองคนนี้เสีย” ยังไม่ทันจะได้ขยับ อาวุธลับก็แหวกอากาศมาโดยเร็วและแม่นยำปักเข้าที่คอด้านหลังขององครักษ์ทั้งสองของจงอี้โหวล้มหน้าคว่ำลงไป จงอี้โหวผงะ หันขวับกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลังก็พบว่าสาวใช้ทั้งสี่ของเด็กแฝดยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มของพวกนางดูเยือกเย็นคล้ายกำลังมองดูเหยื่อที่ใกล้จะสิ้นชีวิต “พวกเจ้า!” “จงอี้โหว เจ้าให้คนมาสืบเรื่องขอ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อนุญาตให้พวกเราออกไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” “อืม...ไปเถิด พ่อเดาว่าอาจารย์ของพวกเจ้าน่าจะกำลังตรวจโรงน้ำชาอยู่” เด็กแฝดประสานมือค้อมศีรษะ “ขอบคุณท่านพ่อ ท่านแม่” หลี่หยวนหยวนหันไปทางพี่เลี้ยงทั้งสี่ “ความปลอดภัยของลูกข้า ต้องฝากไว้กับพวกเจ้าแล้ว” “พระชายาโปรดวางใจ พวกเราจะดูแลซื่อจื่อและท่านหญิงด้วยชีวิต” หูเหมยกุ้ยค้อมศีรษะรับ เดิมทีพวกนางทั้งสี่คิดจะลาจากจวนสกุลหยางกลับสู่พรรคมาร ทว่าไม่อาจจะทำใจแยกจากเด็กฝาแฝดที่พวกตนคอยประคบประหงมเลี้ยงดูจึงได้แต่แอบตกลงกันว่ารอให้เด็กทั้งสองเติบโตกว่านี้อีกหน่อยก็จะขอกลับสู่ยุทธภพ รถม้าคันใหญ่ออกเดินทางจากจวนสกุลหยางไปตามถนนโดยมีสาวใช้ทั้งสี่เดินอยู่คนละมุม ขบวนองครักษ์มีทั้งยอดฝีมือจากหน่วยหยกทมิฬและองครักษ์ที่เป็นกองกำลังส่วนตัวของพระชายาหลี่ เงาดำสองสายวูบลงมาจากหลังคาจวนอย่างรวดเร็ว ข้ามกำแพงออกไปยังรถม้าคันใหญ่ที่จอดซุ่มอยู่ตรอกไม่ไกลนัก “จงอี้โหว ในรถม้าคันนั้นมีเพียงซื่อจื่อและท่านหญิง” ซ่งหลิงส่งเสียงอยู่ห่างๆ แล้วก็กระโจนลับหายไป องครั
โจวฮ่องเต้พยักหน้ารับ “ก่อนหน้านี้ เจิ้นเคยคิดจะส่งคนไปฆ่าหลี่หยวนหยวน แต่คาดไม่ถึงว่านางมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ สุดท้ายยังกลายเป็นผู้กอบกู้ทัพสกุลหยางในศึกปราบกบฏแดนเหนือ” จงอี้โหวตะลึง ที่แท้ฮ่องเต้ทรงพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่กลับไม่อาจทำร้ายคนสกุลหยางได้ แม้จะเปลี่ยนเป้าหมายแล้วแต่ก็ยังไม่ต่างจากเอาหัวไปชนกำแพง เด็กฝาแฝดคู่นั้น คนของเขารายงานว่าสามารถต่อสู้กับองครักษ์แบบหนึ่งต่อยี่สิบได้อย่างสบายๆ “ฝ่าบาท กระหม่อมเพิ่งรู้ว่าพระชายาหลี่นางเจ้าแผนการนัก ไม่แน่ว่านิทานทรราชที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจในยามนี้น่าจะเป็นฝีมือของพระชายาหลี่ พ่ะย่ะค่ะ” ท่านโหวต้วนไม่กล้าพูดเรื่องที่ตนสืบพบความจริงว่าเมื่อครั้งคนสกุลต้วนคิดฉวยโอกาสเอาเปรียบราษฎรในช่วงข้าวยากหมากแพงนั้น เป็นหลี่หยวนหยวนที่หาซื้อข้าวสารจากนอกแคว้นมาไว้ และนำมาจำหน่ายในราคายุติธรรม เขาจึงพบว่าพระชายาหลี่ผู้นี้ ช่างเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจ และมากแผนการยิ่งนัก “เป็นไปได้!” “ฝ่าบาท กระหม่อมทราบมาว่ารองผู้บัญชาการหนานกงสนิทสนมกับพระชายาหลี่และเด็กแฝดมากเลย พ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้ยกยิ้ม
หวังลู่เสียนอาศัยจังหวะที่หนานกงมี่เข้าไปเยี่ยมพี่ชายในเรือน รีบวิ่งกลับมาหาอ๋องหยางเพื่อเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าให้ฟัง “เมื่อครู่ ท่านหมอก็บอกข้าแล้วว่านางมีรอยถูกแมลงกัดหลายแห่ง มีอยู่รอยหนึ่งที่ค่อนข้างลึกน่าจะเป็นแมลงที่ตัวใหญ่หน่อย” “ขอรับ เป็นแมลงเลอะเลือน นี่ค
ชิวต้าซานมองหีบทองขนาดเขื่องสามใบที่ถูกชักรอกขึ้นมาจากบ่อร้างด้วยความตื่นเต้น ขณะเดียวก็กวาดตามองไปรอบๆ บริเวณนี้เคยมีบ้านเรือนอยู่สองสามหลัง ภายหลังคนในบ้านถูกฆ่าตายโดยไร้ญาติขาดมิตร กลายเป็นเรื่องเล่าลือว่ามีภูตผีปีศาจ เมื่อต้นไม้ขึ้นรกครึ้ม จึงกลายเป็นป่าช้าในภายหลัง บ่อร้างแห่
หนานกงโจวแต่งตัวเสร็จก็เรียกบ่าวรับใช้ให้ไปเตรียมรถม้า เขาอยากจะเห็นรอบๆ เมืองเฉินม่าย ‘ไหนๆ ก็มาอยู่ยุคโบราณ ไปดูเมืองให้ทั่วๆ หน่อยดีกว่า’ ครั้นหนานกงโจวเดินออกไปหน้าซุ้มประตู ฮั่วเจิ้งหูก็มารออยู่ก่อนแล้ว อีกฝ่ายยิ้มเผล่ด้วยความยินดี “ใต้เท้า ท่านเพิ่งกลับมาก็
“นี่หรือนักบัญชีของท่าน” หลี่หยวนหยวนมองเห็นบุรุษตรงหน้าถึงกับผงะ “ถูกต้อง นี่คือโม่เฉิง นักบัญชีมือหนึ่งของข้า เขาช่วยข้าดูแลบัญชีตลาดผีมานานแล้ว กำไรทั้งหมดก็อย่างที่เจ้าเห็น” ชิวอี้เซ่อเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ ใบหน้าของโม่เฉิงผู้นี้น่ากลัวยิ่งนัก มีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการ







