ログイン
ติงหยวนหยวนเปิดเปลือกตาขึ้นก็เห็นเทียนแดงเล่มใหญ่ส่องแสงพริบพร่างอยู่ตรงหน้า ในใจก็นึกด่าทอน้องชาย เธอเคยเตือนเขาหลายครั้งแล้วว่าไม่ให้จุดเทียนในนี้เพราะหากเกิดไฟไหม้ขึ้นมา พ่อกับแม่คงบ่นจนหูชา
ครั้งที่แล้วน้องชายเธอจุดเทียนหอม เผลอครู่เดียว ไหม้ผ้าม่านส่วนปลายไปเล็กน้อยดีที่เธอมาเห็นเสียก่อนจึงใช้น้ำในแก้วเก็บอุณหภูมิที่ถือติดมือมาสาดให้ดับ หลังจากวันนั้นแม่เข้ามายูนิตที่เธอกับน้องชายพักอยู่ทีไรก็คอยจ้ำจี้จำไชเรื่องนี้อยู่เสมอ
‘หลิวเหว่ย! นายเอาจิตสำนึกให้สุนัขกินหมดแล้วรึไง เดี๋ยวเถอะ ฉันจะด่าให้พรุ่งนี้ไปทำงานไม่ถูกเลย’
หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะมองไปที่เทียนแดงแท่งใหญ่อีกคราหนึ่ง คราวนี้เธอถึงกับชะงัก เทียนแดงถูกจุดเป็นคู่ เล่มแรกแกะสลักคำว่า ‘รักมั่น’ อีกเล่มแกะไว้ว่า ‘นิรันดร์’....นี่มัน ห้องหองั้นเหรอ
ปัง!
“หลี่หยวนหยวน ข้ามาแล้ว!”
เธอหันขวับไปมอง ชายหนุ่มที่ร้องตวาดอยู่ในชุดเจ้าบ่าวสีแดงปักลวดลายหรูหรา ใบหน้าหล่อเหลาคุ้นตาของเขาทำให้เธอถึงกับตกตะลึง
“หัวหน้าหยาง! คุณมาได้ยังไง”
บุรุษผู้นั้นเดินโซเซเข้ามาใกล้ กลิ่นสุราคละคลุ้ง ดวงตาคมปลาบหรี่ลง แววตาเขาดูงุนงง “เจ้าพูดอันใด ประหลาดนัก”
หญิงสาวผงะ หยางหลีเหว่ยผู้นี้เป็นหัวหน้าแผนกคลังสินค้าที่เธอทำงานอยู่ รูปร่างเขาสูงโปร่ง คิ้วพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสัน แนวกรามเป็นเส้นชัดเจน เป็นหนุ่มหล่อของบริษัทที่สาวๆ หมายตา รวมทั้งเธอด้วย
“ซื่อจื่อกลับมาแล้ว เช่นนั้นก็ดื่มสุรามงคลเลยเถอะเจ้าค่ะ” ซุนมามาเดินตามข้างหลังเขาและถัดไปก็มีแขกเหรื่อไม่คุ้นตากลุ่มหนึ่ง
“ได้! รีบดื่ม ข้าจะได้รีบเข้าห้องหอกับเจ้าสาวที่รอจนตัวสั่น” น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าว จ้องหน้าเธอราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
สาวใช้รีบเข้าไปประคองเจ้าสาวที่นั่งตะลึงอยู่ให้ลุกขึ้น ซุนมามายื่นน้ำเต้าผ่าซีกที่รินสุรามงคลแบ่งให้กับคู่บ่าวสาว ระหว่างซีกน้ำเต้านั้นมีเชือกสีแดงคล้องเอาไว้
เขาใช้มือกุมหัวไหล่ดึงร่างเธอเข้าไปใกล้แล้วคล้องแขนกันท่ามกลางเสียงร้องสนับสนุนของคนรอบข้าง ชายหนุ่มก้มหน้าลงดื่มสุรานั้นรวดเดียวจนหมด ในขณะที่เจ้าสาวดูจะมึนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“ดื่มเสียสิ เจ้าอยากให้ข้าป้อนหรือไร” เจ้าบ่าวหัวเสีย เขาใช้มือจับซีกน้ำเต้าในมือของเธอแล้วจ่อริมฝีปาก “อ้าปาก” เขากัดฟันกรอดพลางสั่ง
ติงหยวนหยวนอ้าปากขึ้น สุราร้อนไหลผ่านปากและลำคอลงไปอย่างรวดเร็ว เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมส่งเสียงอวยพรให้คู่บ่าวสาว ‘มีลูกหลานสืบสกุลมากมายในเร็ววัน’
“ออกไปกันได้แล้ว!” เจ้าบ่าวตวาด
ซุนมามารีบโบกมือให้สาวใช้ทั้งสองถอย ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายก่อนปิดประตู “ขอให้ท่านอ๋อง ทนุถนอมเจ้าสาวด้วยนะเจ้าคะ”
ติงหยวนหยวนทรุดตัวลงนั่ง เธอรู้สึกว่าแขนขาอ่อนแรง ยังไม่ทันจะทบทวนเรื่องราว ร่างของเธอก็ถูกเจ้าบ่าวกระชากลากถูไปยังเตียงใหญ่
“โอ๊ย! เบาหน่อยสิ หัวหน้า ฉันเจ็บนะ!”
ปกติหยางหลีเหว่ยเป็นผู้ชายที่เงียบขรึมและสุภาพ เธอไม่คิดเลยว่าเขาจะทำตัวรุ่มร่าม เมื่อครู่เขาดูเหมือนจะเมาอยู่บ้างแต่ก็ไม่น่าจะถึงกับพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง
“เจ้ายังจะเสแสร้ง สุรามงคลของสกุลหลี่ต้องมิใช่ของดีอยู่แล้ว!”
เขาเหวี่ยงเธอจนม้วนตัวไปบนเตียงหนึ่งรอบ พลันความจำของเจ้าของร่างเดิมก็ผุดขึ้นมา คืนนี้เป็นงานวิวาห์ของหลี่หยวนหยวนกับหนิงเฉิงอ๋องหยางหลีเหว่ย
“คุณไม่ใช่หัวหน้าหยางนี่!” ติงหยวนหยวนตกใจจ้องหน้าเจ้าบ่าว
แคว่ก!
มือใหญ่ของเขาแหวกสาบเสื้อนางออกจากกันอย่างแรงจนแขนเสื้อฉีกขาด ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ากลายเป็นสีชาด มือนั้นสั่นเล็กน้อย
“อย่ามาเรื่องมาก คืนนี้ข้าจะเข้าหอให้สมใจเจ้า”
ยังไม่ทันจะได้อ้าปากถาม ริมฝีปากบางของเขาก็ทาบลงมาติงหยวนหยวนรู้สึกว่าร่างกายของตนเองร้อนระอุ พอร่างเธอถูกรั้งเข้าไปแนบชิดกับเขาก็คล้ายถูกหลอมละลาย ความอุ่นร้อนและแข็งกร้าวทำให้ใจของเธอเต้นระส่ำราวกับจะกระเด็นออกมานอกอก เธอลูบไล้และรัดรึงเขาราวกับจะเรียกร้องให้เขาเชยชมร่างกายของเธอ
“สตรีไร้ยางอาย!” หยางหลีเหว่ยกัดฟันกรอด หากเขาไม่ยอมดื่มสุรามงคลผสมยาบัดซบนั่น เขาคงจะหลับนอนกับนางไม่ลง
...หลี่หยวนหยวน สตรีอย่างเจ้า ไม่คู่ควรจะอยู่เคียงข้างข้า...
ภายใต้ม่านมุ้งโปร่งบางสีแดง สองหนุ่มสาวร่วมรักอย่างเร่าร้อนราวกับกำลังปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บไว้นานแสนนาน ด้านนอกเรือนหอสายฝนกำลังโปรยปรายและกลายเป็นกระหน่ำซัดสาดกลบเสียงร้องครวญครางของคู่ข้าวใหม่ปลามัน
“ฉันเจ็บ...เจ็บนะ!” ติงหยวนหยวนที่ถูกล่วงล้ำในร่างกายอย่างฉับพลันร้องขึ้นมา
หยางหลีเหว่ยขบกรามแน่น เขาไม่ได้เห็นใจนาง แต่พอนางเกร็งร่างเขาจำต้องระวังมิให้ตนเองได้รับความกระทบกระเทือนไปด้วย เขาก้มลงมองใบหน้าของนางแล้วก็นึกโมโหจนต้องใช้มือใหญ่ทาบปิดใบหน้าของนาง
“อย่ามองข้า!” เขาผลักให้นางหันไปอีกทางหนึ่ง ก่อนจะผลักดันตัวตนเข้าไปจนแนบชิด
ติงหยวนหยวนถูกเขาพาโลดโผนอยู่บนคลื่นแห่งอารมณ์ปรารถนาจนเสร็จสมอารมณ์หมายไปคราหนึ่ง ทว่าร่างใหญ่ที่แข็งแกร่งกลับไม่ปล่อยให้นางได้พักผ่อน
“เจ้าเป็นคนเรียกร้องสิ่งนี้ เช่นนั้นข้าจะสนองให้เจ้าจนกว่าข้าจะพอใจ” เสียงเขาคำรามอยู่เหนือใบหู
จากนั้นติงหยวนหยวนก็คล้ายอยู่บนเรือน้อยท่ามกลางคลื่นลมโหมกระหน่ำ แม้จะได้มองใบหน้าของชายที่ตนเองแอบชอบอย่างใกล้ชิดบนเตียงอย่างที่ไม่คิดว่าจะมีโอกาส แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมิได้หวานชื่นอย่างที่ฝันเอาไว้ เขาไม่อ่อนโยนเลยสักนิด น่าแปลกที่เธอเองก็กอดรัดเขาไม่ปล่อย
กระทั่งจวนรุ่งสาง ทั้งสองจึงผล็อยหลับไป
สายวันนั้นติงหยวนหยวนลืมตาขึ้นก็เห็นสาวใช้สองคนกำลังเก็บเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ผู้ชายที่เหมือนหัวหน้าหยางราวกับแกะคนนั้นหายตัวไปแล้ว ผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ชวนให้นึกถึงเรื่องวาบหวามเมื่อคืน เธอเขากับเขา...กว่าจะยุติลงได้ก็ปาเข้าไปเท่าจำนวนนิ้วบนมือข้างหนึ่ง
กลิ่นอายบนเตียงชวนให้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าว อยู่มาจนอายุสามสิบปีกลับต้องมีครั้งแรกแบบไม่ได้ตั้งใจ ซ้ำฝ่ายชายยังไม่ทนุถนอมเลยสักนิด
“หวางเฟย[1]เจ้าคะ รีบลุกขึ้นอาบน้ำเถิด ท่านยังต้องไปคารวะน้ำชาไท่เฟยนะเจ้าคะ”
ติงหยวนหยวนลุกพรวดพราดขึ้นมานั่ง หญิงสาวหยิกหลังมือและแก้มตนเองหลายครั้ง พอรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝันเธอก็แตกตื่น
‘ไม่ใช่ฝัน นี่มันเรื่องบ้าอะไร คงไม่ใช่ทะลุมิติมาหรอกนะ’
พลันเธอก็จดจำได้ว่าเจ้าของร่างนี้คือหลี่หยวนหยวน หญิงสาวผู้มีชื่อเหมือนกับตนแต่ต่างแซ่
ตอนนี้เธอกลายเป็น ‘หลี่หยวนหยวน’ หญิงสาวอายุสิบเจ็ด คุณหนูใหญ่สกุลหลี่แห่งแคว้นต้าหลงที่หลงใหลคลั่งไคล้ในตัวหนิงเฉิงอ๋อง ท่านป๋อหลี่หรือหลี่เหวินจั๋วหวังให้บุตรสาวสติปัญญาน้อยผู้นี้มีที่พึ่งพิงจึงบีบบังคับหนิงเฉินอ๋องให้แต่งงานกับหลี่หยวนหยวนแลกกับยาสูตรลับของตระกูล
เธอก้มลงสำรวจร่างกายที่ไม่ใช่ของตนอีกครั้งหนึ่ง เรือนร่างนี้ช่างงดงามสะโอดสะองต่างจากตัวเธอที่เป็นติงหยวนหยวนอวบอ้วนผู้นั้น
‘ใช้ได้นะนี่ ทะลุมิติมาก็อยู่ในร่างคนสวย แบบนี้ถือว่าเข้าท่า’
“หวางเฟย เร็วเข้าเถิดเจ้าค่ะ น้ำผสมกำลังพอดี” ไป๋ซวงร้องเร่ง
หญิงสาวลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมที่สาวใช้ยื่นให้ ปากก็เอ่ยถามถึงคนที่ร่วมเตียงเมื่อคืน “ท่านอ๋องไปไหนแล้ว”
“ออกไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางเจ้าค่ะ บอกว่าจะรอที่ศาลาริมสวนหน้าเรือนไท่เฟย ท่านรีบเถิด หากช้าชักเกรงว่าท่านอ๋องจะ.....” ไป๋ซวงเป็นสาวใช้คนสนิทที่ตามมาจากจวนสกุลหลี่ นางร้อนใจที่นายหญิงถูกสามีรังเกียจตั้งแต่วันแรกหลังการแต่งงาน
[1] หวางเฟยหรือพระชายาเป็นตำแหน่งภรรยาเอกของท่านอ๋อง
*****************
ไรเตอร์แนะนำ...ติดตามได้ทางแฟนเพจเฟสบุ๊ก "เอสเต้และซีฟางกั๋วเจีย"
“ในฐานะที่หม่อมฉันดูแลวังหลัง สมควรจะใส่ใจทายาทของฝ่าบาทที่ยามนี้เหลือเพียงองค์หญิงน้อยเพียงสองพระองค์ สมควรเร่งรัดการมีองค์ชายเพิ่มขึ้นเพคะ” ฮ่องเต้ฟังแล้วก็นึกถึงฉินเหยา นางตั้งครรภ์มังกรแล้ว จากที่หมอหลวงดูลักษณะครรภ์เบื้องต้นคล้ายจะเป็นพระโอรส ทำให้ฮ่องเต้ทรงมีความหวัง “แล้วเจ้าเล่า เจ้าไม่อยากมีองค์ชายอีกหรือ” “หม่อมฉันไม่แน่ใจเพคะ ว่าตนเองจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่” โจวฮ่องเต้ที่คิดจะใช้งานคนสกุลต้วนจึงเอาใจต้วนกุ้ยเฟยด้วยการไปพำนักที่ตำหนักของนางในคืนนั้น ต้วนกุ้ยเฟยมิได้นิ่งนอนใจ ต่อให้ฝ่าบาทหลับนอนกับนาง แต่เรื่องการถวายสตรีเพิ่มก็ยังต้องทำ หากว่านางตั้งครรภ์มิได้ รอครอบครองบุตรชายของสนมสักคนก็นับว่านางมีความหวังเช่นกัน หัวหน้าองครักษ์ลับกลับไปยังเรือนลับนอกวัง เส้นทางการเข้าออกวังหลวงที่พวกเขาใช้มีเพียงฮ่องเต้กับพวกเขาเท่านั้นที่รู้ เส้นทางนี้จะว่าไปก็คือเส้นทางสำหรับฮ่องเต้ในการหลบหนีภัยสำคัญ ช่องทางลับนี้ใช้หลบหนีภัยไฟไหม้ในตำหนักได้อย่างสบาย ทางเดินหนีลอดใต้กำแพงวังสูงตระหง่านลอดใต้ถนนไปทะลุยังร้านค้าเล็
ซ่งจิ้นหรานชะงัก องค์ชายโจวอวิ๋นเซวียนผู้นั้นออกผนวชเป็นหลวงจีนสิบกว่าปีแล้ว เดิมทีเคยช่วยงานอดีตฮ่องเต้โจวอู๋ชวนอยู่หลายปี แต่ตอนหลังทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า จึงบวชเป็นนักพรต ขึ้นไปอยู่อารามบนเขา“เช่นนั้นก็เหมาะสม แต่...”“ท่านห่วงว่าจะหาข้อหาใดที่รุนแรงพอให้โจวจื่ออี้กลายเป็นฮ่องเต้ทรราช ใช่หรือไม่”“ถูกต้อง ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงหาทางกำจัดขุนนาง แต่นั่นก็อยู่ในขอบเขตที่ฮ่องเต้สามารถกระทำได้ แต่ขุนนางต้องหาข้ออ้างที่เหมาะสมที่จะกำจัดฮ่องเต้จึงจะไม่ถูกราษฎรสาปส่ง”“ก็ต้องเอาหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ได้ว่า โจวจื่ออี้ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่เพื่อขึ้นครองราชย์ จากนั้นค่อยเชิญเสด็จอาเซวียนออกมา”“ซื่อจื่อ มีหลักฐานพร้อมแล้วหรือ”เด็กชายพยักหน้า “ข้าวางแผนมาพักใหญ่แล้ว และหลักฐานพวกนั้น ยามนี้ก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อย”ซ่งจิ้นหรานมองเด็กชายที่มีอายุเพียงสองขวบด้วยความอัศจรรย์ใจ หากเขามิได้พูดคุยกับหยางหลิวเหว่ยเป็นการส่วนตัว ไม่มีทางจะเชื่อเด็ดขาดว่านี่คืออดีตฮ่องเต้ที่กลับชาติมาเกิด“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็สามารถกล่าวอ้างได้ว่าสกุล หยางมีเจตนากำจัดภัยให้ราชวงศ์” ซ่งจิ้นหรานพยักหน้ารับว่า
ซ่งจิ้นหรานอดีตราชครูรูปงามผู้นั้น มาถึงบัดนี้ก็ยังมิได้แต่งงาน หยางหลีเหว่ยไม่อยากจะให้ภรรยาของตนไปใกล้เลยจริงๆ “ฮึ่ม!” หยางหลีเหว่ยระงับความขุ่นเคืองอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยสงบใจลง “แต่หากเราเปิดเผยความผิดของอดีตฮ่องเต้แล้วขุนนางทั้งหลายเห็นควรปลดฮ่องเต้ออก ต่อไปผู้ใดจะเป็นฮ่องเต้แทนเล่า องค์ชายคนเดียวก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว” “ท่านพ่อยังมีแก่ใจคิดห่วงใยบ้านเมือง ช่างจงรักภักดีเสียจริง” หยางหลีเหว่ยหันมามองบุตรชาย “อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากให้ท่านปู่เป็นฮ่องเต้เพื่อที่เจ้าจะได้กลับคืนตำแหน่ง” เด็กชายส่ายหน้า “การเป็นฮ่องเต้ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่แต่กลับพันธการข้าไว้จนสิ้นไร้อิสระ ข้าไม่ต้องการกลับไปอยู่หลังกำแพงแห่งนั้นอีกแล้ว” “เช่นนั้น จะมีผู้ใดสมควรเป็นฮ่องเต้เล่า” “ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าคิดเอาไว้แล้ว มีเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คู่ควรแก่การครองบัลลังก์” “ดีๆ ข้ากำลังหนักใจอยู่เชียวว่าพวกเจ้าจะผลักดันให้ข้าไปเป็นฮ่องเต้ ข้าคงจะอึดอัดตายแท้เทียว เป็นท่านอ๋องก็สบายดีแล้ว ข้าไม่อยากแบกรับภาระการเป็นฮ่องเต้หรอก” หยางข
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นยืน ผายมือสองข้างออก “ยินดีต้อนรับท่านน้าโจวเข้าสู่สกุลหยาง” ทุกคนมองอดีตฮ่องเต้ที่อยู่ในร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังทำท่าทางคล้ายผู้ใหญ่แต่ดูแล้วน่ารักน่าชังก็พากันหัวเราะ ซื่อจื่อตัวน้อยชักสีหน้า “นี่พวกท่าน! อย่ามาหัวเราะข้านะ อันที่จริงข้าสมควรเป็นผู้นำตระกูลหยางในตอนนี้ด้วยซ้ำไป” แม่ทัพใหญ่หยางอมยิ้ม “ได้ๆ ข้ายกให้หลิวเหว่ยเป็นผู้นำตระกูลแทนข้าเลยก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่เปิดศาลบรรพชนประกาศเรื่องนี้ไม่ได้” “ท่านปู่! อย่ามาล้อข้า เอาไว้ข้าสวมกวานเมื่อใด ข้าจะบีบบังคับให้ท่านเปิดศาลบรรพชนสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ข้า” เด็กชายประกาศ “ได้ๆ ปู่เชื่อฟังเจ้า” หยางข่ายผงกศีรษะรับ หลี่หยวนหยวนมองเด็กชายที่ยืนเอามือไพล่หลัง ยามนี้หยางหลิวเหว่ยรูปร่างอวบขึ้น แก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชังนัก “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเช่นนี้เพราะคิดการณ์ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” เด็กชายสีหน้าเคร่งขรึม สองมือไพล่หลัง “ถูกต้อง ตอนนี้บารมีสกุลหยางเกินหน้าเกินตาฮ่องเต้ไปแล้ว เห็นที โจวจื่ออี้จะต้องหาทางกำจัดพวกเราให้เร็วที่สุด” ข้อสันน
หนานกงโจวยืนอยู่ข้างหลี่หยวนหยวนและหลานชายทั้งสอง ท่านอ๋องหยางข่ายและหยางหลีเหว่ยสองพ่อลูกอยู่บนหลังม้า หยางไท่เฟยอยู่ในรถม้าคันใหญ่ “ท่านปู่! ท่านพ่อ!” เด็กสองคนตะโกนส่งเสียงแข่งกับชาวเมืองที่กำลังโห่ร้องแสดงความยินดี แม่ทัพใหญ่หยางยิ้มตวัดขาลงจากหลังม้าพร้อมกับบุตรชาย ทั้งสองเข้าไปอุ้มเด็กไว้คนละคน “เจ้าตัวน้อยของปู่!”เด็กชายกางแขนออกเพื่อให้ท่านปู่อุ้มตน ส่วนเด็กหญิงก็กางสองแขนยิ้มหวานรอบิดา “ผู้คนมากมายนัก เจ้าสองพี่น้องไปนั่งบนรถม้ากับท่านย่าเถิด” แม่ทัพใหญ่อุ้มหลานชายไปยืนบนรถม้าคันใหญ่ หยางหลีเหว่ยจึงอุ้มบุตรสาวไปยืนข้างบุตรชาย “ลูกรัก เจ้าเข้าไปนั่งกับท่านย่าเถอะ จะได้สบายหน่อย” หยางไท่เฟยเปิดม่านหน้ารถออกมาพร้อมกับยื่นมือมาหาหลานชายและหลานสาว “พวกเจ้าเข้ามาสิ!” หลี่หยวนหยวนเดินตามมาด้านหลัง หยางหลีเหว่ยหันไปยิ้มให้ภรรยา เขายื่นมือไปกุมมือนางและประคองให้ขึ้นไปบนรถม้า ชายหนุ่มแอบใช้นิ้วสามนิ้วเกาหลังมือนางเบาๆ แล้วยื่นหน้ากระซิบ “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน หยวนหยวน คืนนี้ส่งเจ้าเด็กสองคนไปนอนกับท่านปู
หนานกงโจวนำมือปราบหลายร้อยนายไปล้อมจวนสกุลอู๋ ฉินกงกงถือพระราชโองการมาด้วยตนเอง เมื่อคนในจวนถูกต้อนออกมาคุกเข่าที่ลานกลางเรือนแล้วก็เริ่มประกาศ “ด้วยโองการแห่งฟ้า อู๋กั๋วกงเจ้ากรมมหาดไทรับสินบนขายตำแหน่งขุนนางและแอบกักตุนข้าวสารในยามเกิดศึกสงคราม ค้าขายเอาเปรียบราษฎร จึงให้ลงโทษตามกฎหมายแคว้นต้าหลง ถอนออกจากตำแหน่ง รับโทษประหารชีวิต ริบจวนและทรัพย์ทั้งหมด เนรเทศทั้งครอบครัวไปยังชายแดน จบพระราชโองการ” บิดาของอู๋ฮองเฮาฟังคำประกาศของรองผู้บัญชาการหนานกงจบก็ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง เสียงร่ำไห้ของอนุภรรยา ลูกๆ ที่เกิดจากอนุภรรยา รวมทั้งบ่าวรับใช้ทั้งหลายดังระงมอู๋กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองฉินกงกง “เหตุใดฝ่าบาทจึงได้ทำกับผู้จงรักภักดีเยี่ยงนี้ สกุลอู๋มีส่วนช่วยให้อำนาจในราชสำนักมั่นคง ไม่ควรคิดถอนรากถอนโคนถึงเพียงนี้”ฉินกงกงยิ้มเย็น “อู๋กั๋วกง รากฐานสกุลอู๋แผ่ไปทั่วราชสำนัก คนที่ท่านผลักดันขึ้นมาเป็นขุนนางมีมากมาย น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาด้วยความสามารถ ฮองเฮาเองก็ไม่อาจทรงพระครรภ์ได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่พระองค์มิได้อยู่อย่างสงบ หากแต่กลับลอบปลงพระชนม์องค์ชาย
ภัตตาคารจาเรอที่เปิดขึ้นบนถนนกลางเมืองหลวงนั้นใหญ่โตกว้างขวาง มีชั้นลอยที่เปิดกว้างเพื่อความสะดวกในการดูการแสดงที่เวทีซึ่งถูกยกสูง ลอยอยู่ในระดับกึ่งกลางระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นลอย วันเปิดโรงน้ำชาจาเรอแห่งนี้ ชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างได้รับเทียบเชิญทั่วหน้า ต้วนเหม่ยหลิงรู้
หลี่หยวนหยวนนั่งคุยกับซ่งจิ้นหรานบนที่นั่งชั้นลอยที่ติดระเบียงหน้าร้าน ส่วนหนานกงโจวขอตัวออกไปลาดตระเวนรอบย่านนี้ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นคนพูดเก่งไปได้ ตอนเด็กๆ ข้าพยายามอยู่กับเจ้า เจ้ายังไม่อยากจะคุยกับข้าด้วยซ้ำ” ซ่งจิ้นหรานยิ้มน้อยๆ “ครั้งสุดท้ายที่เจ้ามาจวนข้า ก็นาน
“พี่ว่าไงนะ นางคือจางหว่านเหรอ” หนานกงโจวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามสะกดใจไม่ให้ตนเองร้องออกมาเสียงดัง “เบาหน่อย” หลี่หยวนหยวนมองไปรอบๆ “พี่เห็นประคำหยกร้อยด้วยด้ายถักสีแดงอยู่ที่ข้อมือ ใช่แน่ๆ นั่นคือเส้นที่หายไป ท่าทางคนที่ทะลุมิติมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสองคน” “ผมเห
หยางหลีเหว่ยเริ่มกังวล การหย่าเริ่มมาจากเขา หากว่าเขาต้องการให้นางกับลูกๆ กลับมา คงจะยากอยู่สักหน่อย “พรุ่งนี้ ท่านจะนำซางฮ่าวอวี่ไปเมืองจู๋หลิงหรือ” ประโยคนั้นของเฉาเฟิงทำให้อ๋องหยางหลุดจากภวังค์ “ถูกต้อง เจ้าเองก็ต้องติดตามข้าไปด้วย รีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้คงต







