LOGIN“จริงด้วย หวางเฟย ข้าลืมบอกไปเสียสนิท เรือนของเจ้า ตอนนี้มอบให้เสี่ยวถงไปแล้วนะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ใหญ่ อย่างไรข้าก็คงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว”
“ข้าคิดแล้วเชียว หวางเฟยอยู่ที่จวนอ๋องมีความสุขมากล้น ไหนเลยจะคิดเรือนเก่าที่จวนนี้”
หลี่หยวนหยวนนึกชื่นชมจ้งหงที่รักษามาดแม่ใหญ่ผู้มีเมตตาได้ดี บอกกล่าวเรื่องนี้ต่อหน้าผู้อื่นก็เท่ากับให้นางยอมรับยกเรือนเดิมให้ผู้อื่นกับปาก จ้งหงคงจะจ้องเรือนของนางอยู่นานแล้วหวังจะให้หลี่เสี่ยวถงยึดครองต่อ
หลี่เสี่ยวถงเป็นคุณหนูสามของสกุลหลี่ที่เกิดจาก จ้งหง ตอนที่จ้งหงแต่งเข้าสกุลหลี่ หลี่หยวนหยวนอายุห้าขวบ บัดนี้น้องสาวต่างมารดาผู้นี้ก็อายุสิบเอ็ดขวบแล้ว ส่วนบุตรชายคนเล็กของจ้งหงนามหลี่เหลียงนั้นเพิ่งจะแปดขวบ
“ฮูหยินเจ้าคะ โต๊ะอาหารจัดเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้มายอบกายรายงาน
“ท่านอ๋อง เชิญที่ห้องด้านโน้นเถิด ข้าให้คนจัดโต๊ะที่ศาลาริมน้ำ บรรยากาศรื่นรมย์ดีกว่าอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง” จ้งหงผายมือเชิญ
คนทั้งหมดจึงเดินตามกันไปที่ศาลาริมน้ำ
หลี่หยวนหยวนกวาดตามองไปรอบๆ จวนสกุลหลี่ที่ภายนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงแห่งนี้ หมดสิ้นความรุ่งเรืองตั้งแต่มารดาของหลี่หยวนหยวนได้จากไป ผ่านไปไม่ถึงปีท่านย่าผู้เป็นเสาหลักของสกุลหลี่ก็สิ้นใจ ตอนนั้นเองที่สกุลหลี่เกิดความวุ่นวาย การแยกบ้านทำให้ทรัพย์สินถูกแบ่งปันออกไปจำนวนมาก
ท่านป๋อหลี่ใช้เงินทองไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูบหน้าปะจมูก ซุนมามาบ่าวรับใช้อาวุโสคอยดูแลไม่ให้หลี่เหวินจั๋วนำทรัพย์สินส่วนตัวของฮูหยินผู้เฒ่าที่ระบุให้เป็นสินเดิมของหลี่หยวนหยวนในยามจะแต่งงานออกมาใช้ แต่หลายคราก็เสียอ้อนวอนไม่ได้ จำต้องมอบออกมาให้หลี่เหวินจั๋วนำไปใช้จ่ายในเรื่องจำเป็นอยู่หลายครั้ง
‘เฮ้อ! หากเงินทองของท่านย่าหมดสิ้นลง ไม่รู้ว่าจวนนี้จะตกอยู่ในสภาพไหน จ้งหงเองก็ไม่ได้หาเงินหาทองเก่งเสียด้วย มาถึงตอนนี้ยังคงขุดเอาสินเดิมมาใช้อยู่เรื่อยๆ อีกไม่นานก็คงหมดสิ้น’
บนโต๊ะอาหารของสกุลหลี่เที่ยงวันนั้นดูเงียบผิดปกติ ทุกคนล้วนเกร็งกับการนั่งอยู่ต่อหน้าหนิงเฉิงอ๋อง
ท่านอ๋องผู้นี้เป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้น มีเรื่องเล่ากันว่าในระหว่างทำศึกเขาเคยปาดคอแม่ทัพศัตรูแล้วนำเลือดมาดื่มข่มขวัญจึงทำให้ทัพแคว้นเว่ยหวาดกลัวจนแตกกระเจิง
ในตอนแรกที่หลี่หยวนหยวนบอกกล่าวกับบิดาว่านางพึงใจท่านอ๋องแซ่หยางผู้นี้ ทุกคนในบ้านถึงกับตะลึง จ้งหงส่งสาวใช้ไปสืบเรื่องของ หนิงเฉิงอ๋องจนรู้ว่าไท่เฟยจวนอ๋องหมายมั่นจะสู่ขอเซียวหว่านให้บุตรชาย จ้งหงจึงรีบยุยงส่งเสริมให้หลี่หยวนหยวนหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวหยางหลีเหว่ยเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้นางเข้าขวางบุพเพของผู้อื่น...ไม่คิดเลยว่าลูกเลี้ยงจะทำได้สำเร็จ
หยางหลีเหว่ยรับประทานพอเป็นพิธี ครู่เดียวเขาก็วางตะเกียบ “ท่านป๋อหลี่ข้าคงรั้งอยู่ที่นี่นานไม่ได้ มีกิจทหารคงต้องกลับแล้ว”
หยางหลีเหว่ยไม่ยอมเรียกหลี่เหวินจั๋วว่าท่านพ่อตา แค่เขายอมทำตามเงื่อนไข แต่งเอาบุตรสาวที่ชื่อเสียงไม่สู้ดีขเป็นพระชายา หลี่เหวินจั๋วก็ดีใจมากแล้ว แม้เขาจะเป็นบิดาที่ไร้ความสามารถในการจัดการเรื่องราวภายในครอบครัว แต่เรื่องที่เขาพอจะทำได้เพื่อนาง เขาก็ต้องทำอย่างสุดตัว
หลี่เหวินจั๋วรู้ว่าชายหนุ่มต้องการจะเอ่ยสิ่งใดต่อ “ข้าเตรียมยาเอาไว้ให้ท่านแล้ว ท่านอ๋องนำกลับไปได้เลย”
พอได้ยินคำตอบที่พอใจ หยางหลีเหว่ยก็ลุกขึ้นและหันไปพยักหน้าให้กับองครักษ์ จากนั้นก็เดินลิ่วออกจากจวนจนท่านป๋อหลี่แทบตามไม่ทัน องครักษ์ซูเป็นผู้รับเอาขวดยาจากพ่อบ้าน หลี่หยวนหยวนจำต้องวางตะเกียบและเดินตามหลังสามีไปขึ้นรถม้า
จบการกลับมาเยือนบ้านเดิม หลี่หยวนหยวนหันกลับไปมองจวนสกุลหลี่อีกคราหนึ่ง...ตอนที่หลี่หยวนหยวนตัวจริงยังมีชีวิตอยู่ก็เหลือเพียงบิดาที่นางผูกพันด้วย แต่บัดนี้มีติงหยวนหยวนอยู่ในร่างแทน จวนสกุลหลี่แห่งนี้ นางจะไม่กลับมาเหยียบอีกแล้ว
กลับจากจวนสกุลหลี่ หยางหลีเหว่ยก็รีบเอายาไปให้กับมารดา เขาทนภรรยาหน้าด้านมาได้ถึงสามวัน รออีกสองวัน เขาก็ไม่ต้องรักษาท่าทีกับนางอีก โทสะที่เพียรข่มกลั้นต่อหน้าพ่อลูกสกุลหลี่ ขอเพียงมารดาหายดี เขาจะปลดปล่อยออกมาเอง
หยางไท่เฟยดื่มยาถ้วยที่สามลงไป อาการก็ทุเลาขึ้นมาก บัดนี้นางเริ่มพูดออกเสียงได้แล้ว หยางหลีเหว่ยยิ้มกว้าง จับมือมารดาเอาไว้
“ท่านแม่ ต้องการกินสิ่งใดเป็นพิเศษ ข้าจะให้คนไปจัดเตรียมมาเต็มที่เลยขอรับ”
“ไข่เจียว แม่อยากกินไข่เจียว”
“หยุนมามา ได้ยินหรือไม่ รีบไปสั่งในครัวให้ทำเร็วเข้า”
หยุนมามายิ้มทั้งน้ำตา “เจ้าค่ะ ท่านอ๋อง ข้าจะไปสั่งพวกบ่าวเดี๋ยวนี้”
สองวันก่อน หยางไท่เฟยรับประทานได้เพียงข้าวต้ม ใบหน้าจึงดูซูบซีด วันนี้นางรับประทานเข้าไปอย่างเต็มที่ สีหน้าจึงดูดีขึ้นมาก
“ท่านแม่ อีกแค่สองวันขอรับ ท่านก็จะหายแล้ว”
หยางไท่เฟยยกมือลูกแก้มบุตรชาย “เจ้ายอมแต่งงานเพื่อเอายามาให้แม่ เรื่องนี้เจ้าคงคับแค้นใจนัก”
“ช่างเถิดขอรับ ขอให้ท่านหายเสียก่อน ข้าจะหาทางหย่ากับนางทีหลัง”
“แต่เสี่ยวหว่านก็หมั้นหมายไปกับผู้อื่นแล้วมิใช่หรือ” หยางไท่เฟยถอนหายใจ “เป็นแม่เองที่ทำให้เจ้ากับนางต้องคลาดกัน”
“ท่านแม่ อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ ในเมื่อเราสองคนมีบุบเพแต่ไร้วาสนา ข้าเองก็ยอมรับ แต่ชายาของข้าไม่ควรจะเป็นสตรีไร้ยางอายแซ่หลี่ผู้นี้”
เห็นสีหน้าขุ่นเคืองของบุตรชาย สวีชิงก็รู้สึกทุกข์ใจ หากว่านางไม่ป่วยเป็นโรคร้ายที่แสนประหลาดเช่นนี้ หยางหลีเหว่ยคงไม่ต้องจำใจแต่งงานกับสตรีที่บุรุษทั่วเมืองหลวงส่ายหน้าอย่างหลี่หยวนหยวน
ตอนที่หยางไท่เฟยสวีชิงกำลังป่วยนางรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แม้นางจะตอบโต้ไม่ได้ เอาแต่นอนเป็นผักอยู่เตียง แต่หยุนมามาสาวใช้อาวุโสที่อยู่ข้างกายมาตั้งแต่รุ่นๆ ก็เล่าทุกสิ่งให้ฟัง
“ชายาของเจ้าผู้นี้ ชื่อเสียงนับว่าย่ำแย่มาก ได้ยินว่านางเขียนอักษรได้ไม่กี่ตัว อ่านก็ไม่ค่อยออก พิณก็ไม่สันทัด เล่นหมากไม่ได้ ซ้ำยังไร้มารยาท มักจะโวยวายไร้กิริยาอย่างคุณหนูสกุลใหญ่”
หยางหลีเหว่ยค้อมศีรษะ “เป็นเช่นนั้นขอรับ”
“จริงหรือไม่ที่นางเคยแอบตามเจ้าอยู่หลายครั้ง และยังคอยไปขัดขวางเจ้ากับเสี่ยวหว่านพบปะพูดคุยกันด้วย”
“จริงขอรับ ข้ามักจะเจอนางตามงานเลี้ยงน้ำชา ยามที่ข้ากำลังคุยกับเสี่ยวหว่าน นางก็เข้ามาวุ่นวาย น่ารำคาญมาก”
สวีชิงมองหน้าบุตรชาย “เจ้าเกลียดนางขนาดนี้แต่กลับยอมแต่งกับนางเพื่อแม่ แม่ละอายใจนัก”
“ท่านแม่ เรื่องนี้เป็นเหตุสุดวิสัย ท่านอย่าทุกข์ใจไปเลย”
“ท่านป๋อหลี่บังคับเจ้าร่วมหอกับนางมิใช่หรือ”
“ขอรับ” ชายหนุ่มก้มหน้านิ่ง เขาไม่อาจหลบเลี่ยงเรื่องนั้นได้เพราะหลี่เหวินจั๋วผู้นั้นบังคับให้เขาดื่มยาคืนวสันต์ก่อนจะเข้าห้องหอ ซ้ำยังส่งซุนมามาเก็บเอาผ้าพรหมจรรย์ของหลี่หยวนหยวนไปดูด้วย
คืนนั้นด้วยฤทธิ์ยา ทำให้เขาต้องระบายไฟในกายกับนางไปเสียหลายหน เรือนร่างขาวผุดผาด ส่วนเว้าส่วนโค้งของหลี่หยวนหยวนชวนให้บุรุษอย่างเขาจิตใจเตลิด
“หากว่านางมีบุตรกับเจ้าเล่า...”
“ท่านแม่อย่าได้กังวล ข้าร่วมหอกับนางก็จริง แต่ข้าก็ดื่มยากั้นการมีบุตรเอาไว้แล้ว นางไม่มีทางมีเลือดเนื้อเชื้อไขสกุลหยางอย่างเด็ดขาด”
หยางไท่เฟยตะลึง “ยานั่น เจ้าได้มาจากผู้ใด”
“เป็นเฉาเฟิงหามาให้ขอรับ ข้าจำใจต้องร่วมหอกับนาง แต่ก็เป็นเพียงคืนเดียวตามเงื่อนไขที่ท่านป๋อหลี่ต้องการเท่านั้น” ชายหนุ่มเม้มริมฝีปาก เมื่อนึกถึงคืนเข้าหอกับหลี่หยวนหยวน นางช่างเย้ายวนและเร่าร้อน ชายหนุ่มรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วร่าง เขาพยายามข่มกลั้นไม่ให้ตนเองคิดถึงนางอีก
“ดีแล้ว เอาไว้แม่หายดีจะหาอนุภรรยาดีๆ ให้เจ้าหลายๆ คน ชดเชยที่เจ้าต้องพลาดจากเสี่ยวหว่าน”
“ท่านแม่อย่าเพิ่งคิดมากเลยขอรับ เรื่องของหลี่หยวนหยวน ข้าย่อมมีแผนของตนเอง ท่านรักษาตัวเสียก่อนเถิด”
“เจ้าไม่ต้องห่วงแม่นักหรอก ตัวเจ้าเองก็เถอะ ดูแลตนเองให้ดี ที่เจ้าระวังตัวไม่ทำให้นางตั้งครรภ์นับว่าเหมาะสม วันหน้าค่อยหาทางตรวจสอบนางให้ละเอียด”
“ขอรับ ข้าไม่วางใจนางอยู่แล้ว สตรีไร้ยางอายเช่นนั้นมีหรือข้าจะยินดีรับเป็นภรรยา” สายตาของชายหนุ่มแสดงความชิงชังต่อภรรยาออกมาอย่างชัดเจน
หยางไท่เฟยมองบุตรชายแล้วยิ้มน้อยๆ “วันหน้าค่อยเลือกสตรีที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นหวางเฟยคนใหม่ของเจ้า”
************
ข่าวลือเรื่องความร่ำรวยของสกุลหยางไม่รู้ว่าเกิดจากผู้ใด แต่กลับแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เดิมบารมีทัพสกุลหยางก็มากอยู่แล้ว พอผนวกกับเรื่องราวความรวยของพระชายาหลี่ก็ยิ่งทำให้ผู้คนในเมืองหลวงพากันจับจ้องสกุลหยางมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะให้แก่สองผู้นำทัพที่ยิ่งใหญ่แห่งสกุลหยาง ขุนนางทั้งหลายจึงดาหน้าเข้ามายืนออกันเพื่อกล่าวถ้อยคำสรรเสริญเยินยอแก่ท่านอ๋องสกุลหยางสองพ่อลูก ครั้นทุกคนเข้าที่นั่งประจำของตนแล้ว โจวฮ่องเต้ก็เสด็จออกมา ด้านหลังมีต้วนกุ้ยเฟย และฉินเฟยตามลำดับ ท่านหญิงน้อยมองดูผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่แท่นสูงแล้วหันไปกระซิบกระซาบกับมารดา “ต้วนเหม่ยหลิงถูกกักบริเวณนานแล้วนะเจ้าคะ” “สายในวังรายงานว่านางป่วย คงจะตรอมใจที่ไม่ถูกฮ่องเต้รังเกียจกระมัง” หลี่หยวนหยวนกระซิบตอบบุตรสาว “ท่านแม่ วางสายไว้ในวังเยอะหรือไม่” “ก็มีพอสมควร” ยามนั้นฮ่องเต้กำลังฟังกงกงเอ่ยรายงานอยู่ ครู่หนึ่งก็เงยพระพักตร์ขึ้นมากล่าวกับขุนนางทั้งหลายในห้องโถง “ขุนนางที่รักทั้งหลาย งานเลี้ยงในคืนนี้ จัดเพื่
ท่านโหวแซ่ต้วนดีใจที่ฮ่องเต้ทรงเรียกเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์ในวันต่อมา โจวฮ่องเต้เหลือบมองท่าทีของคนตรงหน้าแล้วก็แสร้งแย้มพระโอษฐ์ “ต้วนโหว เจ้าพอจะรู้สถานการณ์ในตอนนี้หรือไม่” ท่านโหวรีบค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีเป็นดาบในมือฝ่าบาท” “ดี! ดียิ่งนัก เช่นนั้นเจ้าลองเสนอวิธีมาสิว่า เจิ้นควรทำเช่นไรกับสกุลหยางดี” จงอี้โหวแซ่ต้วนจุดยิ้มมุมปาก เรื่องนี้เขาคิดมาจากจวนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว “ฝ่าบาท หากว่าในงานเลี้ยงอ๋อง หยางสองพ่อลูกไม่ยอมมอบตราพยัคฆ์คุมกองทัพให้กับพระองค์ก็ถือโอกาสประกาศว่าพวกเขากระด้างกระเดื่องเสียเลยพ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้หัวเราะหึๆ หากตนต้องการคำแนะนำเพียงแค่นี้ ไหนเลยจะเรียกต้วนโหวเข้ามาหารือ วิธีการพื้นๆ ในการกดดันขุนนางสายบู๊เช่นนี้ ฮ่องเต้หลายยุคหลายสมัยล้วนนำมาใช้ “ท่านโหวต้วน หากข้าทำเช่นนั้นแล้วอ๋องหยางสองพ่อลูกเกิดตัดสินใจก่อกบฏ เกรงว่าเจิ้นจะต้องเสียเปรียบ เจ้าคงไม่รู้ว่าหลี่หยวนหยวนแท้จริงนางกุมการค้าของแคว้นเราไว้หมดแล้ว” ต้วนเหยียนชิงถึงกับตกตะลึง “จริงหรือ พ่ะย่ะค่ะ” “จริงสิ! เจิ้นตรวจส
“ในฐานะที่หม่อมฉันดูแลวังหลัง สมควรจะใส่ใจทายาทของฝ่าบาทที่ยามนี้เหลือเพียงองค์หญิงน้อยเพียงสองพระองค์ สมควรเร่งรัดการมีองค์ชายเพิ่มขึ้นเพคะ” ฮ่องเต้ฟังแล้วก็นึกถึงฉินเหยา นางตั้งครรภ์มังกรแล้ว จากที่หมอหลวงดูลักษณะครรภ์เบื้องต้นคล้ายจะเป็นพระโอรส ทำให้ฮ่องเต้ทรงมีความหวัง “แล้วเจ้าเล่า เจ้าไม่อยากมีองค์ชายอีกหรือ” “หม่อมฉันไม่แน่ใจเพคะ ว่าตนเองจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่” โจวฮ่องเต้ที่คิดจะใช้งานคนสกุลต้วนจึงเอาใจต้วนกุ้ยเฟยด้วยการไปพำนักที่ตำหนักของนางในคืนนั้น ต้วนกุ้ยเฟยมิได้นิ่งนอนใจ ต่อให้ฝ่าบาทหลับนอนกับนาง แต่เรื่องการถวายสตรีเพิ่มก็ยังต้องทำ หากว่านางตั้งครรภ์มิได้ รอครอบครองบุตรชายของสนมสักคนก็นับว่านางมีความหวังเช่นกัน หัวหน้าองครักษ์ลับกลับไปยังเรือนลับนอกวัง เส้นทางการเข้าออกวังหลวงที่พวกเขาใช้มีเพียงฮ่องเต้กับพวกเขาเท่านั้นที่รู้ เส้นทางนี้จะว่าไปก็คือเส้นทางสำหรับฮ่องเต้ในการหลบหนีภัยสำคัญ ช่องทางลับนี้ใช้หลบหนีภัยไฟไหม้ในตำหนักได้อย่างสบาย ทางเดินหนีลอดใต้กำแพงวังสูงตระหง่านลอดใต้ถนนไปทะลุยังร้านค้าเล็
ซ่งจิ้นหรานชะงัก องค์ชายโจวอวิ๋นเซวียนผู้นั้นออกผนวชเป็นหลวงจีนสิบกว่าปีแล้ว เดิมทีเคยช่วยงานอดีตฮ่องเต้โจวอู๋ชวนอยู่หลายปี แต่ตอนหลังทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า จึงบวชเป็นนักพรต ขึ้นไปอยู่อารามบนเขา“เช่นนั้นก็เหมาะสม แต่...”“ท่านห่วงว่าจะหาข้อหาใดที่รุนแรงพอให้โจวจื่ออี้กลายเป็นฮ่องเต้ทรราช ใช่หรือไม่”“ถูกต้อง ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงหาทางกำจัดขุนนาง แต่นั่นก็อยู่ในขอบเขตที่ฮ่องเต้สามารถกระทำได้ แต่ขุนนางต้องหาข้ออ้างที่เหมาะสมที่จะกำจัดฮ่องเต้จึงจะไม่ถูกราษฎรสาปส่ง”“ก็ต้องเอาหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ได้ว่า โจวจื่ออี้ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่เพื่อขึ้นครองราชย์ จากนั้นค่อยเชิญเสด็จอาเซวียนออกมา”“ซื่อจื่อ มีหลักฐานพร้อมแล้วหรือ”เด็กชายพยักหน้า “ข้าวางแผนมาพักใหญ่แล้ว และหลักฐานพวกนั้น ยามนี้ก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อย”ซ่งจิ้นหรานมองเด็กชายที่มีอายุเพียงสองขวบด้วยความอัศจรรย์ใจ หากเขามิได้พูดคุยกับหยางหลิวเหว่ยเป็นการส่วนตัว ไม่มีทางจะเชื่อเด็ดขาดว่านี่คืออดีตฮ่องเต้ที่กลับชาติมาเกิด“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็สามารถกล่าวอ้างได้ว่าสกุล หยางมีเจตนากำจัดภัยให้ราชวงศ์” ซ่งจิ้นหรานพยักหน้ารับว่า
ซ่งจิ้นหรานอดีตราชครูรูปงามผู้นั้น มาถึงบัดนี้ก็ยังมิได้แต่งงาน หยางหลีเหว่ยไม่อยากจะให้ภรรยาของตนไปใกล้เลยจริงๆ “ฮึ่ม!” หยางหลีเหว่ยระงับความขุ่นเคืองอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยสงบใจลง “แต่หากเราเปิดเผยความผิดของอดีตฮ่องเต้แล้วขุนนางทั้งหลายเห็นควรปลดฮ่องเต้ออก ต่อไปผู้ใดจะเป็นฮ่องเต้แทนเล่า องค์ชายคนเดียวก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว” “ท่านพ่อยังมีแก่ใจคิดห่วงใยบ้านเมือง ช่างจงรักภักดีเสียจริง” หยางหลีเหว่ยหันมามองบุตรชาย “อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากให้ท่านปู่เป็นฮ่องเต้เพื่อที่เจ้าจะได้กลับคืนตำแหน่ง” เด็กชายส่ายหน้า “การเป็นฮ่องเต้ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่แต่กลับพันธการข้าไว้จนสิ้นไร้อิสระ ข้าไม่ต้องการกลับไปอยู่หลังกำแพงแห่งนั้นอีกแล้ว” “เช่นนั้น จะมีผู้ใดสมควรเป็นฮ่องเต้เล่า” “ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าคิดเอาไว้แล้ว มีเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คู่ควรแก่การครองบัลลังก์” “ดีๆ ข้ากำลังหนักใจอยู่เชียวว่าพวกเจ้าจะผลักดันให้ข้าไปเป็นฮ่องเต้ ข้าคงจะอึดอัดตายแท้เทียว เป็นท่านอ๋องก็สบายดีแล้ว ข้าไม่อยากแบกรับภาระการเป็นฮ่องเต้หรอก” หยางข
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นยืน ผายมือสองข้างออก “ยินดีต้อนรับท่านน้าโจวเข้าสู่สกุลหยาง” ทุกคนมองอดีตฮ่องเต้ที่อยู่ในร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังทำท่าทางคล้ายผู้ใหญ่แต่ดูแล้วน่ารักน่าชังก็พากันหัวเราะ ซื่อจื่อตัวน้อยชักสีหน้า “นี่พวกท่าน! อย่ามาหัวเราะข้านะ อันที่จริงข้าสมควรเป็นผู้นำตระกูลหยางในตอนนี้ด้วยซ้ำไป” แม่ทัพใหญ่หยางอมยิ้ม “ได้ๆ ข้ายกให้หลิวเหว่ยเป็นผู้นำตระกูลแทนข้าเลยก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่เปิดศาลบรรพชนประกาศเรื่องนี้ไม่ได้” “ท่านปู่! อย่ามาล้อข้า เอาไว้ข้าสวมกวานเมื่อใด ข้าจะบีบบังคับให้ท่านเปิดศาลบรรพชนสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ข้า” เด็กชายประกาศ “ได้ๆ ปู่เชื่อฟังเจ้า” หยางข่ายผงกศีรษะรับ หลี่หยวนหยวนมองเด็กชายที่ยืนเอามือไพล่หลัง ยามนี้หยางหลิวเหว่ยรูปร่างอวบขึ้น แก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชังนัก “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเช่นนี้เพราะคิดการณ์ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” เด็กชายสีหน้าเคร่งขรึม สองมือไพล่หลัง “ถูกต้อง ตอนนี้บารมีสกุลหยางเกินหน้าเกินตาฮ่องเต้ไปแล้ว เห็นที โจวจื่ออี้จะต้องหาทางกำจัดพวกเราให้เร็วที่สุด” ข้อสันน
หยางหลีเหว่ยเริ่มกังวล การหย่าเริ่มมาจากเขา หากว่าเขาต้องการให้นางกับลูกๆ กลับมา คงจะยากอยู่สักหน่อย “พรุ่งนี้ ท่านจะนำซางฮ่าวอวี่ไปเมืองจู๋หลิงหรือ” ประโยคนั้นของเฉาเฟิงทำให้อ๋องหยางหลุดจากภวังค์ “ถูกต้อง เจ้าเองก็ต้องติดตามข้าไปด้วย รีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้คงต
หลี่หยวนหยวนสั่งให้คนนำป้าย ‘บ้านสกุลหลี่’ ที่ซุ้มหน้าบ้าน และนางก็กลายเป็นเจ้าบ้านหญิงคนแรกในย่านนั้น “คุณหนูเจ้าคะ ในที่สุด ท่านก็แยกบ้านได้เสียที” ไป๋ซวงยิ้มกว้าง “แน่นอน วันหน้าข้าไม่ต้องทำตามความต้องการของผู้อาวุโสในบ้านอีกแล้ว” หลี่หยวนหยวนยิ้มกว้าง “การหย่าก็ม
เซียวหว่านจำต้องอดทนอยู่ในจวนสกุลซางอย่างสงบเสงี่ยม รอเวลาที่นางจะพบช่องทางสลัดสามีที่เลวร้ายและด้อยสามารถผู้นี้ทิ้ง ต้วนเหม่ยหลิงเห็นสีหน้าของสหายก็ยิ้มน้อยๆ “เจ้ามาหาข้าเพราะหวังให้ข้ากระจายข่าวของอ๋องหยางกับหลี่หยวนหยวนใช่หรือไม่” เซียวหว่านรีบหยิบพัดมาโบกตรงหน้าสหายเพ
หลี่เหวินจั๋วรู้สึกว่าครั้งล่าสุดที่บุตรสาวมาเยือนจวนสกุลหลี่นางก็เปลี่ยนไป หลี่หยวนหยวนที่ไม่เคยสนใจถามไถ่ซักไซ้เรื่องทรัพย์สินกลับกลายเป็นคนถี่ถ้วนเรื่องเงินทองอย่างน่าประหลาดใจ “ท่านพ่อ ข้าให้คนเตรียมของบำรุงร่างกายจากเมืองเฉินม่ายเอามาฝากท่านด้วย เดี๋ยวจะให้ไป๋ซวงจัดขึ้นรถม้าข







