로그인“จริงด้วย หวางเฟย ข้าลืมบอกไปเสียสนิท เรือนของเจ้า ตอนนี้มอบให้เสี่ยวถงไปแล้วนะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ใหญ่ อย่างไรข้าก็คงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว”
“ข้าคิดแล้วเชียว หวางเฟยอยู่ที่จวนอ๋องมีความสุขมากล้น ไหนเลยจะคิดเรือนเก่าที่จวนนี้”
หลี่หยวนหยวนนึกชื่นชมจ้งหงที่รักษามาดแม่ใหญ่ผู้มีเมตตาได้ดี บอกกล่าวเรื่องนี้ต่อหน้าผู้อื่นก็เท่ากับให้นางยอมรับยกเรือนเดิมให้ผู้อื่นกับปาก จ้งหงคงจะจ้องเรือนของนางอยู่นานแล้วหวังจะให้หลี่เสี่ยวถงยึดครองต่อ
หลี่เสี่ยวถงเป็นคุณหนูสามของสกุลหลี่ที่เกิดจาก จ้งหง ตอนที่จ้งหงแต่งเข้าสกุลหลี่ หลี่หยวนหยวนอายุห้าขวบ บัดนี้น้องสาวต่างมารดาผู้นี้ก็อายุสิบเอ็ดขวบแล้ว ส่วนบุตรชายคนเล็กของจ้งหงนามหลี่เหลียงนั้นเพิ่งจะแปดขวบ
“ฮูหยินเจ้าคะ โต๊ะอาหารจัดเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้มายอบกายรายงาน
“ท่านอ๋อง เชิญที่ห้องด้านโน้นเถิด ข้าให้คนจัดโต๊ะที่ศาลาริมน้ำ บรรยากาศรื่นรมย์ดีกว่าอุดอู้อยู่ในแต่ในห้อง” จ้งหงผายมือเชิญ
คนทั้งหมดจึงเดินตามกันไปที่ศาลาริมน้ำ
หลี่หยวนหยวนกวาดตามองไปรอบๆ จวนสกุลหลี่ที่ภายนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงแห่งนี้ หมดสิ้นความรุ่งเรืองตั้งแต่มารดาของหลี่หยวนหยวนได้จากไป ผ่านไปไม่ถึงปีท่านย่าผู้เป็นเสาหลักของสกุลหลี่ก็สิ้นใจ ตอนนั้นเองที่สกุลหลี่เกิดความวุ่นวาย การแยกบ้านทำให้ทรัพย์สินถูกแบ่งปันออกไปจำนวนมาก
ท่านป๋อหลี่ใช้เงินทองไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นลูบหน้าปะจมูก ซุนมามาบ่าวรับใช้อาวุโสคอยดูแลไม่ให้หลี่เหวินจั๋วนำทรัพย์สินส่วนตัวของฮูหยินผู้เฒ่าที่ระบุให้เป็นสินเดิมของหลี่หยวนหยวนในยามจะแต่งงานออกมาใช้ แต่หลายคราก็เสียอ้อนวอนไม่ได้ จำต้องมอบออกมาให้หลี่เหวินจั๋วนำไปใช้จ่ายในเรื่องจำเป็นอยู่หลายครั้ง
‘เฮ้อ! หากเงินทองของท่านย่าหมดสิ้นลง ไม่รู้ว่าจวนนี้จะตกอยู่ในสภาพไหน จ้งหงเองก็ไม่ได้หาเงินหาทองเก่งเสียด้วย มาถึงตอนนี้ยังคงขุดเอาสินเดิมมาใช้อยู่เรื่อยๆ อีกไม่นานก็คงหมดสิ้น’
บนโต๊ะอาหารของสกุลหลี่เที่ยงวันนั้นดูเงียบผิดปกติ ทุกคนล้วนเกร็งกับการนั่งอยู่ต่อหน้าหนิงเฉิงอ๋อง
ท่านอ๋องผู้นี้เป็นแม่ทัพที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วแคว้น มีเรื่องเล่ากันว่าในระหว่างทำศึกเขาเคยปาดคอแม่ทัพศัตรูแล้วนำเลือดมาดื่มข่มขวัญจึงทำให้ทัพแคว้นเว่ยหวาดกลัวจนแตกกระเจิง
ในตอนแรกที่หลี่หยวนหยวนบอกกล่าวกับบิดาว่านางพึงใจท่านอ๋องแซ่หยางผู้นี้ ทุกคนในบ้านถึงกับตะลึง จ้งหงส่งสาวใช้ไปสืบเรื่องของ หนิงเฉิงอ๋องจนรู้ว่าไท่เฟยจวนอ๋องหมายมั่นจะสู่ขอเซียวหว่านให้บุตรชาย จ้งหงจึงรีบยุยงส่งเสริมให้หลี่หยวนหยวนหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวหยางหลีเหว่ยเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้นางเข้าขวางบุพเพของผู้อื่น...ไม่คิดเลยว่าลูกเลี้ยงจะทำได้สำเร็จ
หยางหลีเหว่ยรับประทานพอเป็นพิธี ครู่เดียวเขาก็วางตะเกียบ “ท่านป๋อหลี่ข้าคงรั้งอยู่ที่นี่นานไม่ได้ มีกิจทหารคงต้องกลับแล้ว”
หยางหลีเหว่ยไม่ยอมเรียกหลี่เหวินจั๋วว่าท่านพ่อตา แค่เขายอมทำตามเงื่อนไข แต่งเอาบุตรสาวที่ชื่อเสียงไม่สู้ดีขเป็นพระชายา หลี่เหวินจั๋วก็ดีใจมากแล้ว แม้เขาจะเป็นบิดาที่ไร้ความสามารถในการจัดการเรื่องราวภายในครอบครัว แต่เรื่องที่เขาพอจะทำได้เพื่อนาง เขาก็ต้องทำอย่างสุดตัว
หลี่เหวินจั๋วรู้ว่าชายหนุ่มต้องการจะเอ่ยสิ่งใดต่อ “ข้าเตรียมยาเอาไว้ให้ท่านแล้ว ท่านอ๋องนำกลับไปได้เลย”
พอได้ยินคำตอบที่พอใจ หยางหลีเหว่ยก็ลุกขึ้นและหันไปพยักหน้าให้กับองครักษ์ จากนั้นก็เดินลิ่วออกจากจวนจนท่านป๋อหลี่แทบตามไม่ทัน องครักษ์ซูเป็นผู้รับเอาขวดยาจากพ่อบ้าน หลี่หยวนหยวนจำต้องวางตะเกียบและเดินตามหลังสามีไปขึ้นรถม้า
จบการกลับมาเยือนบ้านเดิม หลี่หยวนหยวนหันกลับไปมองจวนสกุลหลี่อีกคราหนึ่ง...ตอนที่หลี่หยวนหยวนตัวจริงยังมีชีวิตอยู่ก็เหลือเพียงบิดาที่นางผูกพันด้วย แต่บัดนี้มีติงหยวนหยวนอยู่ในร่างแทน จวนสกุลหลี่แห่งนี้ นางจะไม่กลับมาเหยียบอีกแล้ว
กลับจากจวนสกุลหลี่ หยางหลีเหว่ยก็รีบเอายาไปให้กับมารดา เขาทนภรรยาหน้าด้านมาได้ถึงสามวัน รออีกสองวัน เขาก็ไม่ต้องรักษาท่าทีกับนางอีก โทสะที่เพียรข่มกลั้นต่อหน้าพ่อลูกสกุลหลี่ ขอเพียงมารดาหายดี เขาจะปลดปล่อยออกมาเอง
หยางไท่เฟยดื่มยาถ้วยที่สามลงไป อาการก็ทุเลาขึ้นมาก บัดนี้นางเริ่มพูดออกเสียงได้แล้ว หยางหลีเหว่ยยิ้มกว้าง จับมือมารดาเอาไว้
“ท่านแม่ ต้องการกินสิ่งใดเป็นพิเศษ ข้าจะให้คนไปจัดเตรียมมาเต็มที่เลยขอรับ”
“ไข่เจียว แม่อยากกินไข่เจียว”
“หยุนมามา ได้ยินหรือไม่ รีบไปสั่งในครัวให้ทำเร็วเข้า”
หยุนมามายิ้มทั้งน้ำตา “เจ้าค่ะ ท่านอ๋อง ข้าจะไปสั่งพวกบ่าวเดี๋ยวนี้”
สองวันก่อน หยางไท่เฟยรับประทานได้เพียงข้าวต้ม ใบหน้าจึงดูซูบซีด วันนี้นางรับประทานเข้าไปอย่างเต็มที่ สีหน้าจึงดูดีขึ้นมาก
“ท่านแม่ อีกแค่สองวันขอรับ ท่านก็จะหายแล้ว”
หยางไท่เฟยยกมือลูกแก้มบุตรชาย “เจ้ายอมแต่งงานเพื่อเอายามาให้แม่ เรื่องนี้เจ้าคงคับแค้นใจนัก”
“ช่างเถิดขอรับ ขอให้ท่านหายเสียก่อน ข้าจะหาทางหย่ากับนางทีหลัง”
“แต่เสี่ยวหว่านก็หมั้นหมายไปกับผู้อื่นแล้วมิใช่หรือ” หยางไท่เฟยถอนหายใจ “เป็นแม่เองที่ทำให้เจ้ากับนางต้องคลาดกัน”
“ท่านแม่ อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยขอรับ ในเมื่อเราสองคนมีบุบเพแต่ไร้วาสนา ข้าเองก็ยอมรับ แต่ชายาของข้าไม่ควรจะเป็นสตรีไร้ยางอายแซ่หลี่ผู้นี้”
เห็นสีหน้าขุ่นเคืองของบุตรชาย สวีชิงก็รู้สึกทุกข์ใจ หากว่านางไม่ป่วยเป็นโรคร้ายที่แสนประหลาดเช่นนี้ หยางหลีเหว่ยคงไม่ต้องจำใจแต่งงานกับสตรีที่บุรุษทั่วเมืองหลวงส่ายหน้าอย่างหลี่หยวนหยวน
ตอนที่หยางไท่เฟยสวีชิงกำลังป่วยนางรับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แม้นางจะตอบโต้ไม่ได้ เอาแต่นอนเป็นผักอยู่เตียง แต่หยุนมามาสาวใช้อาวุโสที่อยู่ข้างกายมาตั้งแต่รุ่นๆ ก็เล่าทุกสิ่งให้ฟัง
“ชายาของเจ้าผู้นี้ ชื่อเสียงนับว่าย่ำแย่มาก ได้ยินว่านางเขียนอักษรได้ไม่กี่ตัว อ่านก็ไม่ค่อยออก พิณก็ไม่สันทัด เล่นหมากไม่ได้ ซ้ำยังไร้มารยาท มักจะโวยวายไร้กิริยาอย่างคุณหนูสกุลใหญ่”
หยางหลีเหว่ยค้อมศีรษะ “เป็นเช่นนั้นขอรับ”
“จริงหรือไม่ที่นางเคยแอบตามเจ้าอยู่หลายครั้ง และยังคอยไปขัดขวางเจ้ากับเสี่ยวหว่านพบปะพูดคุยกันด้วย”
“จริงขอรับ ข้ามักจะเจอนางตามงานเลี้ยงน้ำชา ยามที่ข้ากำลังคุยกับเสี่ยวหว่าน นางก็เข้ามาวุ่นวาย น่ารำคาญมาก”
สวีชิงมองหน้าบุตรชาย “เจ้าเกลียดนางขนาดนี้แต่กลับยอมแต่งกับนางเพื่อแม่ แม่ละอายใจนัก”
“ท่านแม่ เรื่องนี้เป็นเหตุสุดวิสัย ท่านอย่าทุกข์ใจไปเลย”
“ท่านป๋อหลี่บังคับเจ้าร่วมหอกับนางมิใช่หรือ”
“ขอรับ” ชายหนุ่มก้มหน้านิ่ง เขาไม่อาจหลบเลี่ยงเรื่องนั้นได้เพราะหลี่เหวินจั๋วผู้นั้นบังคับให้เขาดื่มยาคืนวสันต์ก่อนจะเข้าห้องหอ ซ้ำยังส่งซุนมามาเก็บเอาผ้าพรหมจรรย์ของหลี่หยวนหยวนไปดูด้วย
คืนนั้นด้วยฤทธิ์ยา ทำให้เขาต้องระบายไฟในกายกับนางไปเสียหลายหน เรือนร่างขาวผุดผาด ส่วนเว้าส่วนโค้งของหลี่หยวนหยวนชวนให้บุรุษอย่างเขาจิตใจเตลิด
“หากว่านางมีบุตรกับเจ้าเล่า...”
“ท่านแม่อย่าได้กังวล ข้าร่วมหอกับนางก็จริง แต่ข้าก็ดื่มยากั้นการมีบุตรเอาไว้แล้ว นางไม่มีทางมีเลือดเนื้อเชื้อไขสกุลหยางอย่างเด็ดขาด”
หยางไท่เฟยตะลึง “ยานั่น เจ้าได้มาจากผู้ใด”
“เป็นเฉาเฟิงหามาให้ขอรับ ข้าจำใจต้องร่วมหอกับนาง แต่ก็เป็นเพียงคืนเดียวตามเงื่อนไขที่ท่านป๋อหลี่ต้องการเท่านั้น” ชายหนุ่มเม้มริมฝีปาก เมื่อนึกถึงคืนเข้าหอกับหลี่หยวนหยวน นางช่างเย้ายวนและเร่าร้อน ชายหนุ่มรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วร่าง เขาพยายามข่มกลั้นไม่ให้ตนเองคิดถึงนางอีก
“ดีแล้ว เอาไว้แม่หายดีจะหาอนุภรรยาดีๆ ให้เจ้าหลายๆ คน ชดเชยที่เจ้าต้องพลาดจากเสี่ยวหว่าน”
“ท่านแม่อย่าเพิ่งคิดมากเลยขอรับ เรื่องของหลี่หยวนหยวน ข้าย่อมมีแผนของตนเอง ท่านรักษาตัวเสียก่อนเถิด”
“เจ้าไม่ต้องห่วงแม่นักหรอก ตัวเจ้าเองก็เถอะ ดูแลตนเองให้ดี ที่เจ้าระวังตัวไม่ทำให้นางตั้งครรภ์นับว่าเหมาะสม วันหน้าค่อยหาทางตรวจสอบนางให้ละเอียด”
“ขอรับ ข้าไม่วางใจนางอยู่แล้ว สตรีไร้ยางอายเช่นนั้นมีหรือข้าจะยินดีรับเป็นภรรยา” สายตาของชายหนุ่มแสดงความชิงชังต่อภรรยาออกมาอย่างชัดเจน
หยางไท่เฟยมองบุตรชายแล้วยิ้มน้อยๆ “วันหน้าค่อยเลือกสตรีที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นหวางเฟยคนใหม่ของเจ้า”
************
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นยืน ผายมือสองข้างออก “ยินดีต้อนรับท่านน้าโจวเข้าสู่สกุลหยาง” ทุกคนมองอดีตฮ่องเต้ที่อยู่ในร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังทำท่าทางคล้ายผู้ใหญ่แต่ดูแล้วน่ารักน่าชังก็พากันหัวเราะ ซื่อจื่อตัวน้อยชักสีหน้า “นี่พวกท่าน! อย่ามาหัวเราะข้านะ อันที่จริงข้าสมควรเป็นผู้นำตระกูลหยางในตอนนี้ด้วยซ้ำไป” แม่ทัพใหญ่หยางอมยิ้ม “ได้ๆ ข้ายกให้หลิวเหว่ยเป็นผู้นำตระกูลแทนข้าเลยก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่เปิดศาลบรรพชนประกาศเรื่องนี้ไม่ได้” “ท่านปู่! อย่ามาล้อข้า เอาไว้ข้าสวมกวานเมื่อใด ข้าจะบีบบังคับให้ท่านเปิดศาลบรรพชนสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ข้า” เด็กชายประกาศ “ได้ๆ ปู่เชื่อฟังเจ้า” หยางข่ายผงกศีรษะรับ หลี่หยวนหยวนมองเด็กชายที่ยืนเอามือไพล่หลัง ยามนี้หยางหลิวเหว่ยรูปร่างอวบขึ้น แก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชังนัก “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเช่นนี้เพราะคิดการณ์ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” เด็กชายสีหน้าเคร่งขรึม สองมือไพล่หลัง “ถูกต้อง ตอนนี้บารมีสกุลหยางเกินหน้าเกินตาฮ่องเต้ไปแล้ว เห็นที โจวจื่ออี้จะต้องหาทางกำจัดพวกเราให้เร็วที่สุด” ข้อสันน
หนานกงโจวยืนอยู่ข้างหลี่หยวนหยวนและหลานชายทั้งสอง ท่านอ๋องหยางข่ายและหยางหลีเหว่ยสองพ่อลูกอยู่บนหลังม้า หยางไท่เฟยอยู่ในรถม้าคันใหญ่ “ท่านปู่! ท่านพ่อ!” เด็กสองคนตะโกนส่งเสียงแข่งกับชาวเมืองที่กำลังโห่ร้องแสดงความยินดี แม่ทัพใหญ่หยางยิ้มตวัดขาลงจากหลังม้าพร้อมกับบุตรชาย ทั้งสองเข้าไปอุ้มเด็กไว้คนละคน “เจ้าตัวน้อยของปู่!”เด็กชายกางแขนออกเพื่อให้ท่านปู่อุ้มตน ส่วนเด็กหญิงก็กางสองแขนยิ้มหวานรอบิดา “ผู้คนมากมายนัก เจ้าสองพี่น้องไปนั่งบนรถม้ากับท่านย่าเถิด” แม่ทัพใหญ่อุ้มหลานชายไปยืนบนรถม้าคันใหญ่ หยางหลีเหว่ยจึงอุ้มบุตรสาวไปยืนข้างบุตรชาย “ลูกรัก เจ้าเข้าไปนั่งกับท่านย่าเถอะ จะได้สบายหน่อย” หยางไท่เฟยเปิดม่านหน้ารถออกมาพร้อมกับยื่นมือมาหาหลานชายและหลานสาว “พวกเจ้าเข้ามาสิ!” หลี่หยวนหยวนเดินตามมาด้านหลัง หยางหลีเหว่ยหันไปยิ้มให้ภรรยา เขายื่นมือไปกุมมือนางและประคองให้ขึ้นไปบนรถม้า ชายหนุ่มแอบใช้นิ้วสามนิ้วเกาหลังมือนางเบาๆ แล้วยื่นหน้ากระซิบ “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน หยวนหยวน คืนนี้ส่งเจ้าเด็กสองคนไปนอนกับท่านปู
หนานกงโจวนำมือปราบหลายร้อยนายไปล้อมจวนสกุลอู๋ ฉินกงกงถือพระราชโองการมาด้วยตนเอง เมื่อคนในจวนถูกต้อนออกมาคุกเข่าที่ลานกลางเรือนแล้วก็เริ่มประกาศ “ด้วยโองการแห่งฟ้า อู๋กั๋วกงเจ้ากรมมหาดไทรับสินบนขายตำแหน่งขุนนางและแอบกักตุนข้าวสารในยามเกิดศึกสงคราม ค้าขายเอาเปรียบราษฎร จึงให้ลงโทษตามกฎหมายแคว้นต้าหลง ถอนออกจากตำแหน่ง รับโทษประหารชีวิต ริบจวนและทรัพย์ทั้งหมด เนรเทศทั้งครอบครัวไปยังชายแดน จบพระราชโองการ” บิดาของอู๋ฮองเฮาฟังคำประกาศของรองผู้บัญชาการหนานกงจบก็ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง เสียงร่ำไห้ของอนุภรรยา ลูกๆ ที่เกิดจากอนุภรรยา รวมทั้งบ่าวรับใช้ทั้งหลายดังระงมอู๋กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองฉินกงกง “เหตุใดฝ่าบาทจึงได้ทำกับผู้จงรักภักดีเยี่ยงนี้ สกุลอู๋มีส่วนช่วยให้อำนาจในราชสำนักมั่นคง ไม่ควรคิดถอนรากถอนโคนถึงเพียงนี้”ฉินกงกงยิ้มเย็น “อู๋กั๋วกง รากฐานสกุลอู๋แผ่ไปทั่วราชสำนัก คนที่ท่านผลักดันขึ้นมาเป็นขุนนางมีมากมาย น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาด้วยความสามารถ ฮองเฮาเองก็ไม่อาจทรงพระครรภ์ได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่พระองค์มิได้อยู่อย่างสงบ หากแต่กลับลอบปลงพระชนม์องค์ชาย
ฮ่องเต้เริ่มรู้สึกแล้วว่าเด็กฝาแฝดทั้งสองผิดแผกแตกต่างจากเด็กทั่วไปอยู่มาก สายตาที่เด็กพวกนั้นจ้องมองตนก็คล้ายกับรู้จักกันมานาน แต่...เด็กที่มีอายุไม่กี่ขวบจะรู้จักฮ่องเต้ในวังหลวงได้อย่างไร ยกเว้นชาติก่อน พวกเขาจะเป็นคนในนี้ คิดมาถึงตรงนี้ โจวจื่ออี้ก็พลันขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ จะว่าไปสายตาของเด็กน้อยแซ่หยางก็ราวกับญาติผู้ใหญ่ที่กำลังจับผิดเขาอยู่ในที “ฝ่าบาท! ลูกๆ ของหม่อมฉันคุ้นชินกับการถูกลอบทำร้ายแล้วเพคะ พวกเขาเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่หม่อมฉันถูกลอบสังหารหลายหนจนเลิกกลัวแล้วเพคะ” “จริงรึ! ถึงอย่างนั้นก็ยังแปลกอยู่มาก หากเป็นเด็กทั่วไปคงจะหวาดกลัวจนไม่กล้าเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว แต่ลูกๆ ของเจ้ากลับเหมือนผู้ใหญ่ที่พบเจอโลกมานาน” หยางหลิวเหว่ยอดไม่ได้ที่จะเผลอยิ้มออกมา ในใจนึกชมที่โจวจื่ออี้ไม่เลวเลย เริ่มจะรู้สึกถึงความผิดปกติของตนสองพี่น้องแล้ว เด็กชายประสานมือค้อมศีรษะเล็กน้อย “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเป็นห่วงกระหม่อมสองพี่น้อง พ่ะย่ะค่ะ” “เจ้าเพิ่งอายุแค่นี้ กลับเฉลียวฉลาดยิ่ง สกุลหยางนับว่ามีควันเขีย
อู๋ฮองเฮาเผลอเกร็งมือที่ประสานกันแน่นขึ้น สายตาเคร่งเครียด เหลือบมองซางกงกงด้วยความหวาดหวั่น “กระหม่อม...” เสียงของซางกงกงขาดหายไปในลำคอ ศีรษะที่ก้มอยู่นั้นเอียงข้างขึ้นเหลือบมองอู๋ฮองเฮา ก่อนคิดจะลุกขึ้นพุ่งชนเสาท้องพระโรง “หยุดนะ!” หลี่หยวนหยวนอยู่ใกล้ซางกงกงมากกว่า นางกระโจนไปกระชากคอเสื้อของขันทีอาวุโสแล้วไว้ “เจ้าคิดจะตายหนีความผิดอย่างนั้นรึ!” หนานกงโจวพุ่งเข้ามาใช้มือบีบคอซางกงกงเอาไว้ หลี่หยวนหยวนยังไม่วางใจ กระชากดึงข้อมือทั้งสองข้างของซางกงกงไพล่ไปด้านหลัง “ใต้เท้าหนานกง เจ้าคิดจะทำสิ่งใด!” อู๋ฮองเฮาร้องขึ้นสายตาของซางกงกงเหลือบมองไปยังอู๋ฮองเฮาอย่างหวาดกลัว เขารับใช้นางมานานรู้นิสัยเบื้องลึกของนางดี “ซางกงกงเจ้าไม่กล้าพูดเพราะมีคนบีบบังคับเจ้าให้ทำเรื่องนี้ใช่หรือไม่ การปลงพระชนม์องค์ชายไม่มีประโยชน์อันใดกับเจ้า” หนานกงโจวร้องขึ้น โจวฮ่องเต้ทรงลุกขึ้น ปลายพระดรรชนีชี้มาทางซางกงกง “หากเจ้าไม่พูด เจิ้นจะให้คนเฉือนเนื้อของเจ้าทีละชิ้นจนกว่าเจ้าจะสารภาพ” คราวนี้ซางกงกงตื่นตะลึง คนที่จะถูกลงโทษอย่า
เฉาเฟิงหน้าหงิกหน้างอ “ซื่อจื่อ ท่านหญิง เอาภรรยาข้าไปแล้ว จะให้ข้านอนคนเดียวหรือไร ให้ข้าไปนอนด้วย” เด็กชายเห็นหน้ากุนซือหนุ่มเหมือนจะทนไม่ได้ที่ต้องห่างจากภรรยาจึงนึกอยากจะแกล้ง “ไม่ดีหรอกขอรับ พวกเราอยากนอนคุยกับท่านผีใต้กันสามคน” “ซื่อจื่อ! ไม่ดีกระมัง ให้ข้านอนด้วยเถอะ” หลี่หยวนหยวนหัวเราะ “หลิวเหว่ยเจ้าอย่าแกล้งกุนซือเฉาอีกเลย ให้เขานอนด้วยเถิด” “ก็ได้ๆ ข้าไม่แกล้งแล้ว” เฉาเฟิงค่อยยิ้มออก “ตกลงว่าให้ข้านอนด้วยแล้วนะ” ชิวลู่ชิงหัวเราะคิกคัก “ หลี่หยวนหยวนเอียงหน้ายิ้มมองดูเด็กชาย “คืนนี้ก็อย่าคุยกันดึกนักเล่า พวกเจ้ายังเด็ก ต้องนอนให้มาก เข้าใจหรือไม่” “ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าจะบังคับให้น้องนอนเร็วๆ เองเจ้าค่ะ” เด็กหญิงเชิดอกแล้วใช้มือเล็กๆ ตบเบาๆ ที่หน้าอกตนเองสองทีเป็นการรับอาสา “ดี! แม่เชื่อฟางเอ๋อร์” เช้าวันต่อมา หนานกงโจวหายไปหนึ่งคืนก็มาบอกข่าวดีกับพระชายาหลี่และเด็กแฝด “คนผู้นั้นยอมบอกรูปร่างหน้าตาของคนที่ไปซื้อยาพิษแล้ว เพียงแต่คงต้องใช้เวลาสืบหาตัวคนสักหน
หลี่หยวนหยวนก้าวเท้าเข้าไปในเรือนใหญ่ ซุนมามาผุดลุกจากเก้าอี้มายอบกายต้อนรับเจ้านายทั้งสองอีกครั้ง “คุณชายกับคุณหนูหลับไปแล้วเจ้าค่ะ” หลี่หยวนหยวนเดินไปข้างเปล ก้มหน้าลงมองลูก นางยิ้มอย่างอ่อนโยน “พวกเขาไม่ตกใจก็ดีแล้ว เสียงต่อสู้ดังขนาดนั้น” อ๋องหยางเห็นว่าตนเอง
คนเจ็บดึงเชือกผูกกางเกงแล้วล้วงมือเข้าไปในกางเกงชั้นในนำแผ่นป้ายขนาดครึ่งฝ่ามือออกมา “ข้ารู้ว่าท่านรู้จักกับท่านอ๋องหยาง ช่วยส่งสิ่งนี้ให้ที” รองผู้บัญชาการหนุ่มตกตะลึง จ้องมองป้ายไม้แกะสลักเป็นอักษรหยาง ความทรงจำในหัวของเขาผุดวาบ ป้ายนี้บิดาเคยเอาภาพให้เขาดู“นี่มัน! ตราประจำตัวข
ชิวต้าซานเลิกคิ้ว “ข้าไปคนเดียวก็ได้” “ไม่ได้! ข้าเตือนเจ้าหลายครั้งแล้วว่าเจ้าเป็นสตรี ไม่ควรเดินทางตามลำพัง ครั้งก่อนที่เจ้าไปกับกุนซือเฉา เป็นเพราะข้าไม่รู้ หากข้ารู้มาก่อน ไม่มีทางอนุญาตแน่” ชิวต้าซานหน้าซับสีระเรื่อเมื่อพี่ชายรื้อฟื้นเรื่องเก่า “พี่เหนือ ข้ากับเขาไม่ได
ครั้นบรรเลงเพลงพิณจบลง หลี่หยวนหยวนก็ลุกขึ้นยืน กวาดตามองคนที่นั่งชมทั้งชั้นลอยและชั้นล่างในภัตตาคารจาเรอ เสียงปรบมือนั้นยาวนาน แสดงความชื่นชมในความสามารถของนาง“ผู้ใดหาว่าคุณหนูหลี่บรรเลงพิณมิได้กัน นางบรรเลงบทเพลงสายน้ำขุนเขาได้อัศจรรย์ยิ่ง ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าในแคว้นต้าหลงจะมีสตรีที่บรรเลงเพลงนี้ไ







