LOGINนิ้วเรียวงามของหญิงสาวยังยื่นไปไม่ถึงจานขนม สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ปราดเข้ามาช่วยเลื่อน สายตาของคุณหนูสามสกุลเซียวยังคงเหม่อมองไปยังต้นไห่ถัง[1]ที่กำลังออกดอกอยู่นอกหน้าต่างแต่มือหยิบขนมชิ้นหนึ่งมากัด
“เสี่ยวหว่าน เจ้าไม่น่ารีบรับหมั้นคุณชายซางเลย”
เซียวหว่านที่กำลังเคี้ยวขนมเบือนหน้ามามองสหายคนงามที่นั่งอยู่ข้างๆ “หากข้าไม่รับหมั้นเขา ไหนเลยจะมีหน้าออกไปข้างนอกจวนเล่า ไม่ว่าจะไปที่ใด ผู้คนล้วนพูดถึงการแต่งงานของหนิงเฉิงอ๋องทั่วบ้านทั่วเมือง”
“เจ้ายอมทำลายชื่อเสียงตนเองเช่นนี้ จะคุ้มหรือ” ต้วนเหม่ยหลิงเทผงชาลงในถ้วยแล้วคนด้วยแปรงสั้นกลมวนไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป
ไอความร้อนจากกาน้ำชาที่กำลังถูกเปิดฝา ทำให้ใบหน้างามของเซียวหว่านผงะออกก่อนจะโบกมือไล่ไอนั้น “ข้าต้องหาทางเอาอ๋องหยางคืนมา”
“เจ้าปล่อยข่าวว่าเศร้าโศกเสียใจจนล้มเจ็บ เขาก็ยังไม่มาเยี่ยม แล้วเจ้าจะหาวิธีใดเรียกร้องความสนใจจากเขาได้เล่า”
เซียวหว่านมองสหายที่กำลังยื่นถ้วยชาที่ชงเสร็จมาตรงหน้า “ที่เขาไม่ได้มาเยี่ยมเป็นเพราะหยางไท่เฟยอาการไม่สู้ดี แต่ข้าเชื่อว่าเขาก็ต้องรู้สึกผิดกับข้าแน่”
สาวใช้ขยับเข้ามาช่วยปิดฝากาน้ำที่อยู่บนเตาเล็กตรงหน้าต้วนเหม่ยหลิงแล้วถอยออกไปยืนข้างๆ ปล่อยให้คุณหนูของตนและสหายของนางชงชาต่อ
“เหม่ยหลิง ช่วงนี้เจ้ามิได้เข้าวังหรือ”
ต้วนเหม่ยหลิงส่ายหน้า “พระสนมทรงห้ามเอาไว้น่ะสิ เห็นว่าฮ่องเต้เสด็จไปประทับที่ตำหนักบ่อยๆ จึงเน้นประทินโฉมอยู่ทุกวัน จึงไม่ต้องการให้ข้าเข้าไปรบกวนในช่วงนี้”
ท่านอาหญิงของต้วนเหม่ยหลิงคือพระสนมขั้นผิน[2]คนใหม่ของฮ่องเต้ นางเพิ่งเข้าวังไปได้เพียงสามเดือน ยามนี้กลายเป็นที่โปรดปราน ส่งผลให้จวนสกุลต้วนตกเป็นเป้าหมายของขุนนางทั้งหลาย พวกเขาขอเข้าพบท่านปู่ของ ต้วนเหม่ยหลิงจนธรณีประตูแทบสึก ต้วนเหม่ยหลิงที่เหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายจึงหลบมาที่จวนของสหาย
ต้วนเหม่ยหลิงกับเซียวหว่านร่ำเรียนชงชาอยู่พักใหญ่ ในยามมาพบปะก็ถือโอกาสฝึกฝีมือขณะพูดคุยเรื่องราวรอบตัว
เซียวหว่านยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแล้วยิ้มน้อยๆ “ดีจริง เช่นนั้นอีกไม่นาน บรรดาศักดิ์ของบิดาเจ้าก็น่าจะได้เลื่อนขึ้นไปเป็นโหวแล้ว”
“ไม่ต้องเฉไฉมาพูดเรื่องครอบครัวข้า บอกข้ามา ตกลงเจ้าวางแผนเรื่องคุณชายซางเอาไว้แล้วใช่หรือไม่”
เซียวหว่านนึกถึงคู่หมั้นของตนแล้วก็ยิ้มออกมา “คุณชายซางไม่ชอบอ๋องหยางมาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อเขายินดีร่วมมือกับข้า แล้วข้าจะไม่ร่วมมือกับเขาได้หรือ”
“เสี่ยวหว่าน อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ซางฮ่าวอวี่เป็นคนเช่นไร ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ ในเรือนเขามีสาวใช้ข้างห้องอยู่ถึงสองคน บุรุษเช่นนี้สมควรที่เจ้าจะคว้ามาเป็นสามีหรือ”
“เจ้าคงไม่รู้ล่ะสิว่า เขายังเลี้ยงสตรีไว้นอกบ้านอีกสองคน”
ต้วนเหม่ยหลิงได้ยินก็ถึงกับตาเหลือก “เขาเป็นตัวบัดซบเช่นนี้ เจ้ายังจะรับหมั้นเขาอีก”
“ก็เพราะเขาเป็นเช่นนี้ ข้าถึงสบายใจที่จะรับหมั้นอย่างไรเล่า”
ต้วนเหม่ยหลิงนิ่งไปครู่ก็หัวเราะออกมา “นั่นเป็นความลับของเขาสินะ”
“ถูกต้อง เจ้าลองคิดดูว่าหากใต้เท้าซางรู้ว่าบุตรชายคนโตซ่อนสตรีไว้นอกเรือนถึงสองคนจะอับอายเพียงใด ไหนยังจะท่านพ่อท่านแม่ของข้าอีก มีหรือเขาจะยอมปล่อยให้ข้าแต่งงานไปกับบุรุษไร้ความรับผิดชอบเยี่ยงนี้”
“เจ้ากุมความลับเขาไว้ในมือเช่นนี้เพราะคิดว่าวันหน้าหากต้องการสลัดคนผู้นี้ทิ้งแล้วกลับไปหาอ๋องหยาง ก็แค่เปิดโปงความลับของซางฮ่าวอวี่ใช่หรือไม่”
“เหม่ยหลิงช่างปราดเปรื่องนัก สมแล้วที่เป็นสหายรักของข้า”
“เจ้าพูดเช่นนี้ แน่ใจแล้วหรือว่าอ๋องหยางจะยอมหย่ากับหลี่หยวนหยวน นางผู้นั้นเป็นคนเช่นไรเจ้าก็รู้ ไร้มารยาท ขาดระเบียบ โวยวายราวกับหญิงชาวบ้าน ก่อนจะแต่งก็ตามติดอ๋องหยางไปทั่ว ซ้ำยังคอยขัดขวางโอกาสดีๆ ระหว่างเจ้ากับเขา” ต้วนเหม่ยหลิงพูดจี้ใจดำของสหาย
ก่อนหน้าที่หยางหลีเหว่ยจะแต่งงาน เซียวหว่านประมาทคู่แข่งอย่างหลี่หยวนหยวนเกินไป นางเห็นว่าชื่อเสียงของคุณหนูรองหลี่ในหมู่บุรุษคือสตรีที่ไร้สาระที่สุดในเมืองหลวง ดังนั้นจึงคาดไม่ถึงว่าอ๋องหยางจะตกหลุมพรางสกุลหลี่จนต้องแต่งหลี่หยวนหยวนเป็นชายา
“ข้าผิดเอง” เซียวหว่านสีหน้าเจ็บแค้น “ผู้ใดจะไปรู้ว่าท่านป๋อหลี่จะใช้เงื่อนไขการรักษาหยางไท่เฟยบังคับเขาให้แต่งงาน”
“ไม่ใช่แค่บังคับให้แต่งงาน แต่ยังบังคับให้เข้าหอร่วมห้องอีกด้วย” ต้วนเหม่ยหลิงเอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ
เซียวหว่านตะลึง “เจ้าไปรู้มาจากที่ใด”
“ย่อมเป็นหลี่ฮูหยินที่เล่าให้น้องสาวของนางฟัง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่บ้านข้าก็มีคนแซ่จ้งอยู่ด้วยผู้หนึ่ง”
คราวนี้เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางขยับไปใกล้สหาย “จริงด้วย จ้งซื่อ[3]ผู้นั้นเป็นน้าสะใภ้ของเจ้านี่”
“เรื่องบังคับให้เข้าหอนี่ น้าสะใภ้ของข้าบอกว่ามีหลักฐานเป็นผ้าพรหมจรรย์ที่มามาในจวนหลี่นำมายืนยัน หว่านเอ๋อร์ หากว่าหญิงผู้นั้นเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา หยางไท่เฟยมีหรือจะยอมให้บุตรชายหย่าร้างกับนาง”
ฟังถึงตรงนี้ เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางผุดลุกขึ้น “ไม่ได้ ข้าจะต้องไปสืบเรื่องนี้หน่อย ข้าไม่เชื่อว่าท่านอ๋อง หยางจะหลับนอนกับนาง ผู้อื่นต่างก็รู้ว่าเขาตั้งใจจะสานสัมพันธ์กับข้าถึงได้มางานเลี้ยงน้ำชาอยู่บ่อยๆ”
“เจ้าคิดน้อยไปแล้ว” ต้วนเหม่ยหลิงยกยิ้มมุมปาก “ท่านป๋อหลี่มีหรือจะยอมให้อ๋องหยางหลอกได้ เขาบังคับให้ท่านอ๋องดื่มยาคืนวสันต์สูตรเฉพาะของตระกูลหลี่ก่อนเข้าหอ เช่นนี้แล้ว เจ้าว่าท่านอ๋องจะสะกดกลั้นได้หรือ”
เซียวหว่านได้ฟังถึงตรงนี้ก็เซถอยหลังไปเล็กน้อย ตำแหน่งชายาเอกของหนิงเฉิงอ๋องนางหมายมั่นปั้นมือเอาไว้นานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้และรับรู้ว่าตนเองคือบุตรสาวของฮูหยินเอกท่านเซียวโหว คนรอบข้างล้วนบอกว่านางมีคู่หมายคือ หนิงเฉิงอ๋องหยางหลีเหว่ย
‘ไม่น่าเชื่อเลย อ๋องหยางหลีเหว่ยคนนี้ หน้าเหมือนหัวหน้าหยางยังกับแกะ ดีจริง ตอนอยู่ยุคโน้นไม่สมหวัง พอมาอยู่ยุคโบราณก็ถูกจับแต่งงานกับหัวหน้า เอ๊ย! ท่านอ๋อง หยาง’
“คนชื่อหยวนหยวน ช่างเป็นดาวเคราะห์ร้ายในชีวิตข้าเสียจริง” เซียวหว่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“เมื่อวานหลี่หยวนหยวนเพิ่งพาสามีกลับบ้านหลังแต่ง ได้ยินว่าท่านอ๋องหน้าตาบูดบึ้ง ไม่หันไปมองพระชายาสักนิด เห็นทีชีวิตการแต่งงานที่ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าคงยากจะราบรื่น”
เซียวหว่านค่อยยิ้มออก “หึ! นางเป็นคนแย่งชิงวาสนาของผู้อื่น ย่อมต้องได้รับความทุกข์ทน ข้าจะทำให้ท่านอ๋องเกลียดชังนางมากขึ้น และหาทางหย่าขาดกับนาง” หญิงสาวจ้องสหายอยู่อึดใจหนึ่ง “เหม่ยหลิงไปกับข้า วันนี้ข้าต้องพบอ๋องหยางให้ได้”
คุณหนูทั้งสองออกไปยังภัตตาคารตู้จิน พวกนางนั่งรออยู่พักใหญ่ หยางหลีเหว่ยก็มาพร้อมกับกุนซือเฉา เพื่อมิให้การนัดพบดูเป็นส่วนตัวนัก ชายหนุ่มจึงให้บ่าวรับใช้ไปเชิญซ่งสวิน หัวหน้าหน่วยมือปราบที่สิบมาร่วมโต๊ะ
ในยามที่พวกเขาทั้งหมดเดินขึ้นไปชั้นสองมิได้ดูเป็นการนัดหมายเฉพาะตัว แต่คนที่มาด้วยต่างก็รู้เจตนาของเซียวหว่านและหยางหลีเหว่ย จึงปล่อยให้สองหนุ่มสาวแยกไปนั่งคุยกันที่ห้องเล็กด้านข้าง
“คุณหนูสาม เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หยางหลีเหว่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าห่วงใย
เซียวหว่านได้ทีก็แสร้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะหัวตาคล้ายกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ “ก็...สบายดีเจ้าคะ ท่านอ๋องคงรู้เรื่องของข้าแล้ว”
[1] ต้นไห่ถัง เป็นพืชตระกูลแอปเปิ้ล ดอกมีสีขาว ชมพูหรือแดง ดอกจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
[2] ลำดับพระสนมเรียงตามความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้แก่ หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน กุ้ยเหริน ฉางจ้าย และต้าอิ้ง
[3] จ้งซื่อ หมายถึง สตรีที่แต่งงานแล้วแซ่เดิมว่า “จ้ง” ซึ่งเวลาเรียกจะใช้คำว่า “ซื่อ” ต่อท้ายนามสกุลเดิม
**************
“ในฐานะที่หม่อมฉันดูแลวังหลัง สมควรจะใส่ใจทายาทของฝ่าบาทที่ยามนี้เหลือเพียงองค์หญิงน้อยเพียงสองพระองค์ สมควรเร่งรัดการมีองค์ชายเพิ่มขึ้นเพคะ” ฮ่องเต้ฟังแล้วก็นึกถึงฉินเหยา นางตั้งครรภ์มังกรแล้ว จากที่หมอหลวงดูลักษณะครรภ์เบื้องต้นคล้ายจะเป็นพระโอรส ทำให้ฮ่องเต้ทรงมีความหวัง “แล้วเจ้าเล่า เจ้าไม่อยากมีองค์ชายอีกหรือ” “หม่อมฉันไม่แน่ใจเพคะ ว่าตนเองจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่” โจวฮ่องเต้ที่คิดจะใช้งานคนสกุลต้วนจึงเอาใจต้วนกุ้ยเฟยด้วยการไปพำนักที่ตำหนักของนางในคืนนั้น ต้วนกุ้ยเฟยมิได้นิ่งนอนใจ ต่อให้ฝ่าบาทหลับนอนกับนาง แต่เรื่องการถวายสตรีเพิ่มก็ยังต้องทำ หากว่านางตั้งครรภ์มิได้ รอครอบครองบุตรชายของสนมสักคนก็นับว่านางมีความหวังเช่นกัน หัวหน้าองครักษ์ลับกลับไปยังเรือนลับนอกวัง เส้นทางการเข้าออกวังหลวงที่พวกเขาใช้มีเพียงฮ่องเต้กับพวกเขาเท่านั้นที่รู้ เส้นทางนี้จะว่าไปก็คือเส้นทางสำหรับฮ่องเต้ในการหลบหนีภัยสำคัญ ช่องทางลับนี้ใช้หลบหนีภัยไฟไหม้ในตำหนักได้อย่างสบาย ทางเดินหนีลอดใต้กำแพงวังสูงตระหง่านลอดใต้ถนนไปทะลุยังร้านค้าเล็
ซ่งจิ้นหรานชะงัก องค์ชายโจวอวิ๋นเซวียนผู้นั้นออกผนวชเป็นหลวงจีนสิบกว่าปีแล้ว เดิมทีเคยช่วยงานอดีตฮ่องเต้โจวอู๋ชวนอยู่หลายปี แต่ตอนหลังทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า จึงบวชเป็นนักพรต ขึ้นไปอยู่อารามบนเขา“เช่นนั้นก็เหมาะสม แต่...”“ท่านห่วงว่าจะหาข้อหาใดที่รุนแรงพอให้โจวจื่ออี้กลายเป็นฮ่องเต้ทรราช ใช่หรือไม่”“ถูกต้อง ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงหาทางกำจัดขุนนาง แต่นั่นก็อยู่ในขอบเขตที่ฮ่องเต้สามารถกระทำได้ แต่ขุนนางต้องหาข้ออ้างที่เหมาะสมที่จะกำจัดฮ่องเต้จึงจะไม่ถูกราษฎรสาปส่ง”“ก็ต้องเอาหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ได้ว่า โจวจื่ออี้ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่เพื่อขึ้นครองราชย์ จากนั้นค่อยเชิญเสด็จอาเซวียนออกมา”“ซื่อจื่อ มีหลักฐานพร้อมแล้วหรือ”เด็กชายพยักหน้า “ข้าวางแผนมาพักใหญ่แล้ว และหลักฐานพวกนั้น ยามนี้ก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อย”ซ่งจิ้นหรานมองเด็กชายที่มีอายุเพียงสองขวบด้วยความอัศจรรย์ใจ หากเขามิได้พูดคุยกับหยางหลิวเหว่ยเป็นการส่วนตัว ไม่มีทางจะเชื่อเด็ดขาดว่านี่คืออดีตฮ่องเต้ที่กลับชาติมาเกิด“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็สามารถกล่าวอ้างได้ว่าสกุล หยางมีเจตนากำจัดภัยให้ราชวงศ์” ซ่งจิ้นหรานพยักหน้ารับว่า
ซ่งจิ้นหรานอดีตราชครูรูปงามผู้นั้น มาถึงบัดนี้ก็ยังมิได้แต่งงาน หยางหลีเหว่ยไม่อยากจะให้ภรรยาของตนไปใกล้เลยจริงๆ “ฮึ่ม!” หยางหลีเหว่ยระงับความขุ่นเคืองอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยสงบใจลง “แต่หากเราเปิดเผยความผิดของอดีตฮ่องเต้แล้วขุนนางทั้งหลายเห็นควรปลดฮ่องเต้ออก ต่อไปผู้ใดจะเป็นฮ่องเต้แทนเล่า องค์ชายคนเดียวก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว” “ท่านพ่อยังมีแก่ใจคิดห่วงใยบ้านเมือง ช่างจงรักภักดีเสียจริง” หยางหลีเหว่ยหันมามองบุตรชาย “อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากให้ท่านปู่เป็นฮ่องเต้เพื่อที่เจ้าจะได้กลับคืนตำแหน่ง” เด็กชายส่ายหน้า “การเป็นฮ่องเต้ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่แต่กลับพันธการข้าไว้จนสิ้นไร้อิสระ ข้าไม่ต้องการกลับไปอยู่หลังกำแพงแห่งนั้นอีกแล้ว” “เช่นนั้น จะมีผู้ใดสมควรเป็นฮ่องเต้เล่า” “ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าคิดเอาไว้แล้ว มีเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คู่ควรแก่การครองบัลลังก์” “ดีๆ ข้ากำลังหนักใจอยู่เชียวว่าพวกเจ้าจะผลักดันให้ข้าไปเป็นฮ่องเต้ ข้าคงจะอึดอัดตายแท้เทียว เป็นท่านอ๋องก็สบายดีแล้ว ข้าไม่อยากแบกรับภาระการเป็นฮ่องเต้หรอก” หยางข
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นยืน ผายมือสองข้างออก “ยินดีต้อนรับท่านน้าโจวเข้าสู่สกุลหยาง” ทุกคนมองอดีตฮ่องเต้ที่อยู่ในร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังทำท่าทางคล้ายผู้ใหญ่แต่ดูแล้วน่ารักน่าชังก็พากันหัวเราะ ซื่อจื่อตัวน้อยชักสีหน้า “นี่พวกท่าน! อย่ามาหัวเราะข้านะ อันที่จริงข้าสมควรเป็นผู้นำตระกูลหยางในตอนนี้ด้วยซ้ำไป” แม่ทัพใหญ่หยางอมยิ้ม “ได้ๆ ข้ายกให้หลิวเหว่ยเป็นผู้นำตระกูลแทนข้าเลยก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่เปิดศาลบรรพชนประกาศเรื่องนี้ไม่ได้” “ท่านปู่! อย่ามาล้อข้า เอาไว้ข้าสวมกวานเมื่อใด ข้าจะบีบบังคับให้ท่านเปิดศาลบรรพชนสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ข้า” เด็กชายประกาศ “ได้ๆ ปู่เชื่อฟังเจ้า” หยางข่ายผงกศีรษะรับ หลี่หยวนหยวนมองเด็กชายที่ยืนเอามือไพล่หลัง ยามนี้หยางหลิวเหว่ยรูปร่างอวบขึ้น แก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชังนัก “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเช่นนี้เพราะคิดการณ์ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” เด็กชายสีหน้าเคร่งขรึม สองมือไพล่หลัง “ถูกต้อง ตอนนี้บารมีสกุลหยางเกินหน้าเกินตาฮ่องเต้ไปแล้ว เห็นที โจวจื่ออี้จะต้องหาทางกำจัดพวกเราให้เร็วที่สุด” ข้อสันน
หนานกงโจวยืนอยู่ข้างหลี่หยวนหยวนและหลานชายทั้งสอง ท่านอ๋องหยางข่ายและหยางหลีเหว่ยสองพ่อลูกอยู่บนหลังม้า หยางไท่เฟยอยู่ในรถม้าคันใหญ่ “ท่านปู่! ท่านพ่อ!” เด็กสองคนตะโกนส่งเสียงแข่งกับชาวเมืองที่กำลังโห่ร้องแสดงความยินดี แม่ทัพใหญ่หยางยิ้มตวัดขาลงจากหลังม้าพร้อมกับบุตรชาย ทั้งสองเข้าไปอุ้มเด็กไว้คนละคน “เจ้าตัวน้อยของปู่!”เด็กชายกางแขนออกเพื่อให้ท่านปู่อุ้มตน ส่วนเด็กหญิงก็กางสองแขนยิ้มหวานรอบิดา “ผู้คนมากมายนัก เจ้าสองพี่น้องไปนั่งบนรถม้ากับท่านย่าเถิด” แม่ทัพใหญ่อุ้มหลานชายไปยืนบนรถม้าคันใหญ่ หยางหลีเหว่ยจึงอุ้มบุตรสาวไปยืนข้างบุตรชาย “ลูกรัก เจ้าเข้าไปนั่งกับท่านย่าเถอะ จะได้สบายหน่อย” หยางไท่เฟยเปิดม่านหน้ารถออกมาพร้อมกับยื่นมือมาหาหลานชายและหลานสาว “พวกเจ้าเข้ามาสิ!” หลี่หยวนหยวนเดินตามมาด้านหลัง หยางหลีเหว่ยหันไปยิ้มให้ภรรยา เขายื่นมือไปกุมมือนางและประคองให้ขึ้นไปบนรถม้า ชายหนุ่มแอบใช้นิ้วสามนิ้วเกาหลังมือนางเบาๆ แล้วยื่นหน้ากระซิบ “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน หยวนหยวน คืนนี้ส่งเจ้าเด็กสองคนไปนอนกับท่านปู
หนานกงโจวนำมือปราบหลายร้อยนายไปล้อมจวนสกุลอู๋ ฉินกงกงถือพระราชโองการมาด้วยตนเอง เมื่อคนในจวนถูกต้อนออกมาคุกเข่าที่ลานกลางเรือนแล้วก็เริ่มประกาศ “ด้วยโองการแห่งฟ้า อู๋กั๋วกงเจ้ากรมมหาดไทรับสินบนขายตำแหน่งขุนนางและแอบกักตุนข้าวสารในยามเกิดศึกสงคราม ค้าขายเอาเปรียบราษฎร จึงให้ลงโทษตามกฎหมายแคว้นต้าหลง ถอนออกจากตำแหน่ง รับโทษประหารชีวิต ริบจวนและทรัพย์ทั้งหมด เนรเทศทั้งครอบครัวไปยังชายแดน จบพระราชโองการ” บิดาของอู๋ฮองเฮาฟังคำประกาศของรองผู้บัญชาการหนานกงจบก็ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง เสียงร่ำไห้ของอนุภรรยา ลูกๆ ที่เกิดจากอนุภรรยา รวมทั้งบ่าวรับใช้ทั้งหลายดังระงมอู๋กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองฉินกงกง “เหตุใดฝ่าบาทจึงได้ทำกับผู้จงรักภักดีเยี่ยงนี้ สกุลอู๋มีส่วนช่วยให้อำนาจในราชสำนักมั่นคง ไม่ควรคิดถอนรากถอนโคนถึงเพียงนี้”ฉินกงกงยิ้มเย็น “อู๋กั๋วกง รากฐานสกุลอู๋แผ่ไปทั่วราชสำนัก คนที่ท่านผลักดันขึ้นมาเป็นขุนนางมีมากมาย น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาด้วยความสามารถ ฮองเฮาเองก็ไม่อาจทรงพระครรภ์ได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่พระองค์มิได้อยู่อย่างสงบ หากแต่กลับลอบปลงพระชนม์องค์ชาย
“พี่ว่าไงนะ นางคือจางหว่านเหรอ” หนานกงโจวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามสะกดใจไม่ให้ตนเองร้องออกมาเสียงดัง “เบาหน่อย” หลี่หยวนหยวนมองไปรอบๆ “พี่เห็นประคำหยกร้อยด้วยด้ายถักสีแดงอยู่ที่ข้อมือ ใช่แน่ๆ นั่นคือเส้นที่หายไป ท่าทางคนที่ทะลุมิติมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสองคน” “ผมเห
หยางหลีเหว่ยเริ่มกังวล การหย่าเริ่มมาจากเขา หากว่าเขาต้องการให้นางกับลูกๆ กลับมา คงจะยากอยู่สักหน่อย “พรุ่งนี้ ท่านจะนำซางฮ่าวอวี่ไปเมืองจู๋หลิงหรือ” ประโยคนั้นของเฉาเฟิงทำให้อ๋องหยางหลุดจากภวังค์ “ถูกต้อง เจ้าเองก็ต้องติดตามข้าไปด้วย รีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้คงต
หลี่หยวนหยวนสั่งให้คนนำป้าย ‘บ้านสกุลหลี่’ ที่ซุ้มหน้าบ้าน และนางก็กลายเป็นเจ้าบ้านหญิงคนแรกในย่านนั้น “คุณหนูเจ้าคะ ในที่สุด ท่านก็แยกบ้านได้เสียที” ไป๋ซวงยิ้มกว้าง “แน่นอน วันหน้าข้าไม่ต้องทำตามความต้องการของผู้อาวุโสในบ้านอีกแล้ว” หลี่หยวนหยวนยิ้มกว้าง “การหย่าก็ม
เซียวหว่านจำต้องอดทนอยู่ในจวนสกุลซางอย่างสงบเสงี่ยม รอเวลาที่นางจะพบช่องทางสลัดสามีที่เลวร้ายและด้อยสามารถผู้นี้ทิ้ง ต้วนเหม่ยหลิงเห็นสีหน้าของสหายก็ยิ้มน้อยๆ “เจ้ามาหาข้าเพราะหวังให้ข้ากระจายข่าวของอ๋องหยางกับหลี่หยวนหยวนใช่หรือไม่” เซียวหว่านรีบหยิบพัดมาโบกตรงหน้าสหายเพ







