로그인นิ้วเรียวงามของหญิงสาวยังยื่นไปไม่ถึงจานขนม สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ปราดเข้ามาช่วยเลื่อน สายตาของคุณหนูสามสกุลเซียวยังคงเหม่อมองไปยังต้นไห่ถัง[1]ที่กำลังออกดอกอยู่นอกหน้าต่างแต่มือหยิบขนมชิ้นหนึ่งมากัด
“เสี่ยวหว่าน เจ้าไม่น่ารีบรับหมั้นคุณชายซางเลย”
เซียวหว่านที่กำลังเคี้ยวขนมเบือนหน้ามามองสหายคนงามที่นั่งอยู่ข้างๆ “หากข้าไม่รับหมั้นเขา ไหนเลยจะมีหน้าออกไปข้างนอกจวนเล่า ไม่ว่าจะไปที่ใด ผู้คนล้วนพูดถึงการแต่งงานของหนิงเฉิงอ๋องทั่วบ้านทั่วเมือง”
“เจ้ายอมทำลายชื่อเสียงตนเองเช่นนี้ จะคุ้มหรือ” ต้วนเหม่ยหลิงเทผงชาลงในถ้วยแล้วคนด้วยแปรงสั้นกลมวนไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป
ไอความร้อนจากกาน้ำชาที่กำลังถูกเปิดฝา ทำให้ใบหน้างามของเซียวหว่านผงะออกก่อนจะโบกมือไล่ไอนั้น “ข้าต้องหาทางเอาอ๋องหยางคืนมา”
“เจ้าปล่อยข่าวว่าเศร้าโศกเสียใจจนล้มเจ็บ เขาก็ยังไม่มาเยี่ยม แล้วเจ้าจะหาวิธีใดเรียกร้องความสนใจจากเขาได้เล่า”
เซียวหว่านมองสหายที่กำลังยื่นถ้วยชาที่ชงเสร็จมาตรงหน้า “ที่เขาไม่ได้มาเยี่ยมเป็นเพราะหยางไท่เฟยอาการไม่สู้ดี แต่ข้าเชื่อว่าเขาก็ต้องรู้สึกผิดกับข้าแน่”
สาวใช้ขยับเข้ามาช่วยปิดฝากาน้ำที่อยู่บนเตาเล็กตรงหน้าต้วนเหม่ยหลิงแล้วถอยออกไปยืนข้างๆ ปล่อยให้คุณหนูของตนและสหายของนางชงชาต่อ
“เหม่ยหลิง ช่วงนี้เจ้ามิได้เข้าวังหรือ”
ต้วนเหม่ยหลิงส่ายหน้า “พระสนมทรงห้ามเอาไว้น่ะสิ เห็นว่าฮ่องเต้เสด็จไปประทับที่ตำหนักบ่อยๆ จึงเน้นประทินโฉมอยู่ทุกวัน จึงไม่ต้องการให้ข้าเข้าไปรบกวนในช่วงนี้”
ท่านอาหญิงของต้วนเหม่ยหลิงคือพระสนมขั้นผิน[2]คนใหม่ของฮ่องเต้ นางเพิ่งเข้าวังไปได้เพียงสามเดือน ยามนี้กลายเป็นที่โปรดปราน ส่งผลให้จวนสกุลต้วนตกเป็นเป้าหมายของขุนนางทั้งหลาย พวกเขาขอเข้าพบท่านปู่ของ ต้วนเหม่ยหลิงจนธรณีประตูแทบสึก ต้วนเหม่ยหลิงที่เหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายจึงหลบมาที่จวนของสหาย
ต้วนเหม่ยหลิงกับเซียวหว่านร่ำเรียนชงชาอยู่พักใหญ่ ในยามมาพบปะก็ถือโอกาสฝึกฝีมือขณะพูดคุยเรื่องราวรอบตัว
เซียวหว่านยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแล้วยิ้มน้อยๆ “ดีจริง เช่นนั้นอีกไม่นาน บรรดาศักดิ์ของบิดาเจ้าก็น่าจะได้เลื่อนขึ้นไปเป็นโหวแล้ว”
“ไม่ต้องเฉไฉมาพูดเรื่องครอบครัวข้า บอกข้ามา ตกลงเจ้าวางแผนเรื่องคุณชายซางเอาไว้แล้วใช่หรือไม่”
เซียวหว่านนึกถึงคู่หมั้นของตนแล้วก็ยิ้มออกมา “คุณชายซางไม่ชอบอ๋องหยางมาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อเขายินดีร่วมมือกับข้า แล้วข้าจะไม่ร่วมมือกับเขาได้หรือ”
“เสี่ยวหว่าน อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ซางฮ่าวอวี่เป็นคนเช่นไร ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ ในเรือนเขามีสาวใช้ข้างห้องอยู่ถึงสองคน บุรุษเช่นนี้สมควรที่เจ้าจะคว้ามาเป็นสามีหรือ”
“เจ้าคงไม่รู้ล่ะสิว่า เขายังเลี้ยงสตรีไว้นอกบ้านอีกสองคน”
ต้วนเหม่ยหลิงได้ยินก็ถึงกับตาเหลือก “เขาเป็นตัวบัดซบเช่นนี้ เจ้ายังจะรับหมั้นเขาอีก”
“ก็เพราะเขาเป็นเช่นนี้ ข้าถึงสบายใจที่จะรับหมั้นอย่างไรเล่า”
ต้วนเหม่ยหลิงนิ่งไปครู่ก็หัวเราะออกมา “นั่นเป็นความลับของเขาสินะ”
“ถูกต้อง เจ้าลองคิดดูว่าหากใต้เท้าซางรู้ว่าบุตรชายคนโตซ่อนสตรีไว้นอกเรือนถึงสองคนจะอับอายเพียงใด ไหนยังจะท่านพ่อท่านแม่ของข้าอีก มีหรือเขาจะยอมปล่อยให้ข้าแต่งงานไปกับบุรุษไร้ความรับผิดชอบเยี่ยงนี้”
“เจ้ากุมความลับเขาไว้ในมือเช่นนี้เพราะคิดว่าวันหน้าหากต้องการสลัดคนผู้นี้ทิ้งแล้วกลับไปหาอ๋องหยาง ก็แค่เปิดโปงความลับของซางฮ่าวอวี่ใช่หรือไม่”
“เหม่ยหลิงช่างปราดเปรื่องนัก สมแล้วที่เป็นสหายรักของข้า”
“เจ้าพูดเช่นนี้ แน่ใจแล้วหรือว่าอ๋องหยางจะยอมหย่ากับหลี่หยวนหยวน นางผู้นั้นเป็นคนเช่นไรเจ้าก็รู้ ไร้มารยาท ขาดระเบียบ โวยวายราวกับหญิงชาวบ้าน ก่อนจะแต่งก็ตามติดอ๋องหยางไปทั่ว ซ้ำยังคอยขัดขวางโอกาสดีๆ ระหว่างเจ้ากับเขา” ต้วนเหม่ยหลิงพูดจี้ใจดำของสหาย
ก่อนหน้าที่หยางหลีเหว่ยจะแต่งงาน เซียวหว่านประมาทคู่แข่งอย่างหลี่หยวนหยวนเกินไป นางเห็นว่าชื่อเสียงของคุณหนูรองหลี่ในหมู่บุรุษคือสตรีที่ไร้สาระที่สุดในเมืองหลวง ดังนั้นจึงคาดไม่ถึงว่าอ๋องหยางจะตกหลุมพรางสกุลหลี่จนต้องแต่งหลี่หยวนหยวนเป็นชายา
“ข้าผิดเอง” เซียวหว่านสีหน้าเจ็บแค้น “ผู้ใดจะไปรู้ว่าท่านป๋อหลี่จะใช้เงื่อนไขการรักษาหยางไท่เฟยบังคับเขาให้แต่งงาน”
“ไม่ใช่แค่บังคับให้แต่งงาน แต่ยังบังคับให้เข้าหอร่วมห้องอีกด้วย” ต้วนเหม่ยหลิงเอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ
เซียวหว่านตะลึง “เจ้าไปรู้มาจากที่ใด”
“ย่อมเป็นหลี่ฮูหยินที่เล่าให้น้องสาวของนางฟัง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่บ้านข้าก็มีคนแซ่จ้งอยู่ด้วยผู้หนึ่ง”
คราวนี้เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางขยับไปใกล้สหาย “จริงด้วย จ้งซื่อ[3]ผู้นั้นเป็นน้าสะใภ้ของเจ้านี่”
“เรื่องบังคับให้เข้าหอนี่ น้าสะใภ้ของข้าบอกว่ามีหลักฐานเป็นผ้าพรหมจรรย์ที่มามาในจวนหลี่นำมายืนยัน หว่านเอ๋อร์ หากว่าหญิงผู้นั้นเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา หยางไท่เฟยมีหรือจะยอมให้บุตรชายหย่าร้างกับนาง”
ฟังถึงตรงนี้ เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางผุดลุกขึ้น “ไม่ได้ ข้าจะต้องไปสืบเรื่องนี้หน่อย ข้าไม่เชื่อว่าท่านอ๋อง หยางจะหลับนอนกับนาง ผู้อื่นต่างก็รู้ว่าเขาตั้งใจจะสานสัมพันธ์กับข้าถึงได้มางานเลี้ยงน้ำชาอยู่บ่อยๆ”
“เจ้าคิดน้อยไปแล้ว” ต้วนเหม่ยหลิงยกยิ้มมุมปาก “ท่านป๋อหลี่มีหรือจะยอมให้อ๋องหยางหลอกได้ เขาบังคับให้ท่านอ๋องดื่มยาคืนวสันต์สูตรเฉพาะของตระกูลหลี่ก่อนเข้าหอ เช่นนี้แล้ว เจ้าว่าท่านอ๋องจะสะกดกลั้นได้หรือ”
เซียวหว่านได้ฟังถึงตรงนี้ก็เซถอยหลังไปเล็กน้อย ตำแหน่งชายาเอกของหนิงเฉิงอ๋องนางหมายมั่นปั้นมือเอาไว้นานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้และรับรู้ว่าตนเองคือบุตรสาวของฮูหยินเอกท่านเซียวโหว คนรอบข้างล้วนบอกว่านางมีคู่หมายคือ หนิงเฉิงอ๋องหยางหลีเหว่ย
‘ไม่น่าเชื่อเลย อ๋องหยางหลีเหว่ยคนนี้ หน้าเหมือนหัวหน้าหยางยังกับแกะ ดีจริง ตอนอยู่ยุคโน้นไม่สมหวัง พอมาอยู่ยุคโบราณก็ถูกจับแต่งงานกับหัวหน้า เอ๊ย! ท่านอ๋อง หยาง’
“คนชื่อหยวนหยวน ช่างเป็นดาวเคราะห์ร้ายในชีวิตข้าเสียจริง” เซียวหว่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“เมื่อวานหลี่หยวนหยวนเพิ่งพาสามีกลับบ้านหลังแต่ง ได้ยินว่าท่านอ๋องหน้าตาบูดบึ้ง ไม่หันไปมองพระชายาสักนิด เห็นทีชีวิตการแต่งงานที่ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าคงยากจะราบรื่น”
เซียวหว่านค่อยยิ้มออก “หึ! นางเป็นคนแย่งชิงวาสนาของผู้อื่น ย่อมต้องได้รับความทุกข์ทน ข้าจะทำให้ท่านอ๋องเกลียดชังนางมากขึ้น และหาทางหย่าขาดกับนาง” หญิงสาวจ้องสหายอยู่อึดใจหนึ่ง “เหม่ยหลิงไปกับข้า วันนี้ข้าต้องพบอ๋องหยางให้ได้”
คุณหนูทั้งสองออกไปยังภัตตาคารตู้จิน พวกนางนั่งรออยู่พักใหญ่ หยางหลีเหว่ยก็มาพร้อมกับกุนซือเฉา เพื่อมิให้การนัดพบดูเป็นส่วนตัวนัก ชายหนุ่มจึงให้บ่าวรับใช้ไปเชิญซ่งสวิน หัวหน้าหน่วยมือปราบที่สิบมาร่วมโต๊ะ
ในยามที่พวกเขาทั้งหมดเดินขึ้นไปชั้นสองมิได้ดูเป็นการนัดหมายเฉพาะตัว แต่คนที่มาด้วยต่างก็รู้เจตนาของเซียวหว่านและหยางหลีเหว่ย จึงปล่อยให้สองหนุ่มสาวแยกไปนั่งคุยกันที่ห้องเล็กด้านข้าง
“คุณหนูสาม เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หยางหลีเหว่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าห่วงใย
เซียวหว่านได้ทีก็แสร้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะหัวตาคล้ายกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ “ก็...สบายดีเจ้าคะ ท่านอ๋องคงรู้เรื่องของข้าแล้ว”
[1] ต้นไห่ถัง เป็นพืชตระกูลแอปเปิ้ล ดอกมีสีขาว ชมพูหรือแดง ดอกจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
[2] ลำดับพระสนมเรียงตามความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้แก่ หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน กุ้ยเหริน ฉางจ้าย และต้าอิ้ง
[3] จ้งซื่อ หมายถึง สตรีที่แต่งงานแล้วแซ่เดิมว่า “จ้ง” ซึ่งเวลาเรียกจะใช้คำว่า “ซื่อ” ต่อท้ายนามสกุลเดิม
**************
“ถ้าอย่างนั้นที่พวกเขาต้องการ คือใช้เราสองคนนำข่าวออกมาบอกจงอี้โหว อย่างนั้นรึ!” เย่ซูเซียวผงะ “เราเป็นเหยื่อของพวกเขาหรือนี่” “จะแปลกอันใด นี่คืออดีตฮ่องเต้กับองค์หญิงใหญ่นะ พวกเขาย่อมไม่ธรรมดา” ซ่งหลิงทำสีหน้าภาคภูมิใจ “เด็กสองคนนั่น กล้าหาญจริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะลอบสังหารแต่กลับกล้าออกมาเป็นเหยื่อล่อ” ซ่งหลิงหัวเราะเบาๆ “ผู้ใดว่าเป็นเหยื่อ เจ้าดูนั่นเสียก่อน” เขาพูดจบก็ชี้ไปยังบนกำแพงเรือนใกล้ลานต่อสู้ อ๋องหยางกับพระชายาหลี่พร้อมด้วยคุณชายใหญ่และคุณชายรองชิวยืนเรียงหน้ากระดานมองลงไปยังศพที่เกลื่อนบนพื้น เย่ซูเซียวถึงกับอ้าปากค้าง “ที่แท้พวกเขาก็รู้ตัว” “อืม...เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าทุกคนที่ติดตามซื่อจื่อกับท่านหญิงน้อยในวันนี้ ล้วนมีวรยุทธ์ร้ายกาจ หากข้าจำไม่ผิด เจ้าคนที่ขับรถม้ากับคนที่นั่งข้างหน้านั่น แท้จริงก็คือองครักษ์ข้างกายท่านอ๋องหยาง เจิ้งตู้กับซูจิ้ง” “มิน่า! วรยุทธ์ร้ายกาจจนข้ารู้สึกกลัว” “คนของหน่วยหยกทมิฬที่ติดตามมาในวันนี้ล้วนเป็นผู้ที่ฝึกหนักมาไม่ต่างจากองครักษ์ลับ และอ
เด็กชายเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะลั่น ก่อนจะหันมายิ้มเย้ย “ไม่หลอกเจ้า เจ้าจะยอมแสดงตัวหรือ” ท่านโหวแซ่ต้วนถอยหลังไปสามก้าว องครักษ์รีบพากันมาขวาหน้าเขาเอาไว้ “ฆ่ามัน! อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว” จงอี้โหวร้องสั่ง ครั้นจงอี้โหวถอยหลังไปหลบแล้วก็กระซิบกับองครักษ์ที่คอยดูแลความปลอดภัยให้ตนเอง “รีบหนีกันเถอะ! คนของพวกมันร้ายกาจถึงเพียงนี้ คนของเราอาจจะสู้ไม่ไหว” “ขอรับ!” ครั้นคนทั้งสามหันหลังหมายจะหนี ร่างเล็กๆ ก็ลอยข้ามศีรษะมาขว้างอยู่ข้างหน้า “จะรีบไปไหนเล่า จงอี้โหว เจ้าอยากฆ่าข้ามิใช่รึ!” จงอี้โหวยกยิ้มมุมปาก รีบสั่งองครักษ์ตน “พวกเจ้า! ฆ่าเด็กสองคนนี้เสีย” ยังไม่ทันจะได้ขยับ อาวุธลับก็แหวกอากาศมาโดยเร็วและแม่นยำปักเข้าที่คอด้านหลังขององครักษ์ทั้งสองของจงอี้โหวล้มหน้าคว่ำลงไป จงอี้โหวผงะ หันขวับกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลังก็พบว่าสาวใช้ทั้งสี่ของเด็กแฝดยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มของพวกนางดูเยือกเย็นคล้ายกำลังมองดูเหยื่อที่ใกล้จะสิ้นชีวิต “พวกเจ้า!” “จงอี้โหว เจ้าให้คนมาสืบเรื่องขอ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อนุญาตให้พวกเราออกไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” “อืม...ไปเถิด พ่อเดาว่าอาจารย์ของพวกเจ้าน่าจะกำลังตรวจโรงน้ำชาอยู่” เด็กแฝดประสานมือค้อมศีรษะ “ขอบคุณท่านพ่อ ท่านแม่” หลี่หยวนหยวนหันไปทางพี่เลี้ยงทั้งสี่ “ความปลอดภัยของลูกข้า ต้องฝากไว้กับพวกเจ้าแล้ว” “พระชายาโปรดวางใจ พวกเราจะดูแลซื่อจื่อและท่านหญิงด้วยชีวิต” หูเหมยกุ้ยค้อมศีรษะรับ เดิมทีพวกนางทั้งสี่คิดจะลาจากจวนสกุลหยางกลับสู่พรรคมาร ทว่าไม่อาจจะทำใจแยกจากเด็กฝาแฝดที่พวกตนคอยประคบประหงมเลี้ยงดูจึงได้แต่แอบตกลงกันว่ารอให้เด็กทั้งสองเติบโตกว่านี้อีกหน่อยก็จะขอกลับสู่ยุทธภพ รถม้าคันใหญ่ออกเดินทางจากจวนสกุลหยางไปตามถนนโดยมีสาวใช้ทั้งสี่เดินอยู่คนละมุม ขบวนองครักษ์มีทั้งยอดฝีมือจากหน่วยหยกทมิฬและองครักษ์ที่เป็นกองกำลังส่วนตัวของพระชายาหลี่ เงาดำสองสายวูบลงมาจากหลังคาจวนอย่างรวดเร็ว ข้ามกำแพงออกไปยังรถม้าคันใหญ่ที่จอดซุ่มอยู่ตรอกไม่ไกลนัก “จงอี้โหว ในรถม้าคันนั้นมีเพียงซื่อจื่อและท่านหญิง” ซ่งหลิงส่งเสียงอยู่ห่างๆ แล้วก็กระโจนลับหายไป องครั
โจวฮ่องเต้พยักหน้ารับ “ก่อนหน้านี้ เจิ้นเคยคิดจะส่งคนไปฆ่าหลี่หยวนหยวน แต่คาดไม่ถึงว่านางมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ สุดท้ายยังกลายเป็นผู้กอบกู้ทัพสกุลหยางในศึกปราบกบฏแดนเหนือ” จงอี้โหวตะลึง ที่แท้ฮ่องเต้ทรงพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่กลับไม่อาจทำร้ายคนสกุลหยางได้ แม้จะเปลี่ยนเป้าหมายแล้วแต่ก็ยังไม่ต่างจากเอาหัวไปชนกำแพง เด็กฝาแฝดคู่นั้น คนของเขารายงานว่าสามารถต่อสู้กับองครักษ์แบบหนึ่งต่อยี่สิบได้อย่างสบายๆ “ฝ่าบาท กระหม่อมเพิ่งรู้ว่าพระชายาหลี่นางเจ้าแผนการนัก ไม่แน่ว่านิทานทรราชที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจในยามนี้น่าจะเป็นฝีมือของพระชายาหลี่ พ่ะย่ะค่ะ” ท่านโหวต้วนไม่กล้าพูดเรื่องที่ตนสืบพบความจริงว่าเมื่อครั้งคนสกุลต้วนคิดฉวยโอกาสเอาเปรียบราษฎรในช่วงข้าวยากหมากแพงนั้น เป็นหลี่หยวนหยวนที่หาซื้อข้าวสารจากนอกแคว้นมาไว้ และนำมาจำหน่ายในราคายุติธรรม เขาจึงพบว่าพระชายาหลี่ผู้นี้ ช่างเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจ และมากแผนการยิ่งนัก “เป็นไปได้!” “ฝ่าบาท กระหม่อมทราบมาว่ารองผู้บัญชาการหนานกงสนิทสนมกับพระชายาหลี่และเด็กแฝดมากเลย พ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้ยกยิ้ม
ซ่งสวินผู้เป็นหัวหน้าหน่วยมือปราบหนึ่งในสำนักมือปราบเมืองหลวงสีหน้าตื่นเต้น “ถ้าอย่างนั้น นิทานเรื่องนี้ก็มีเค้าความจริงอยู่มากล่ะสิ พวกเขาเอาเรื่องที่แม่ทัพหยางข่ายเกือบสิ้นชีพบนหน้าผาหมื่นหมาป่ามาเล่าผสมอยู่ด้วย” “นั่นนับเป็นความฉลาดของคนสร้างข่าวลือ เพราะเรื่องแม่ทัพหยางข่ายเป็นเรื่องจริง เสนาบดีชุยส่งทหารของตนไปทำให้ทัพสกุลหยางพ่ายศึก แต่ยังไม่มีการยืนยันว่านั่นคือพระประสงค์ของฮ่องเต้” ซ่งสวินนิ่งไปครู่ก็เอ่ยออกมา “แต่ข้ายิ่งฟัง ยิ่งรู้สึกว่า นิทานเรื่องนี้เหมือนจะเป็นเรื่องจริงทั้งหมดนะ” ซ่งจิ้นหรานมิได้เปิดเผยเรื่องฝาแฝดสกุลหยางคืออดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่กลับชาติมาเกิดให้ซ่งสวินฟัง “อีกไม่นาน อาจจะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เจ้าคอยสืบข่าวภายนอกให้ดีแล้วเอามาเล่าให้ข้าฟังทุกระยะ ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ก็อย่าได้ละเลย” “ท่านพูดเช่นนี้ แสดงว่าในราชสำนักเองก็กำลังมีคลื่นใต้น้ำอย่างนั้นหรือ” “อืม...บางที คลื่นนี้อาจจะใหญ่ก็พลิกโฉมหน้าแคว้นของเราก็ได้” เสนาบดีฝ่ายขวาคนใหม่สีหน้าเคร่งเครียด “พี่จิ้นหราน ตัวท่
“คุณชายใหญ่ชิวกล่าวได้ถูกต้อง ข้าเองก็คิดเช่นนั้น แต่นั่นคือฮ่องเต้ สกุลหยางทำได้เพียงต้องระวังทุกย่างก้าว” ชิวอี้เซ่อมองดูเด็กฝาแฝดที่เดินเข้ามาทำความเคารพตนกับน้องชาย “ข้าได้ยินวีรกรรมของพวกเจ้าสองคนแล้ว ช่างเก่งจริงที่รู้ว่ากำลังถูกวางยา” หยางเยี่ยนฟางยืดอก “นั่นเป็นเพราะข้าสังเกตว่าเนื้อย่างสองสามชิ้นมีคราบผงขาวๆ ติดอยู่ ข้าเห็นมือของนางกำนัลสองคนดูสั่นๆ คล้ายกำลังกลัวจึงเดาว่าพวกนางรู้ว่าอาหารพวกนั้นมีสิ่งผิดปกติปนอยู่” “หากเป็นข้า ป่านนี้คงไปเฝ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ไปแล้ว” ชิวลี่จิ่นยอมรับออกมา “หากมีข้าอยู่ด้วย ข้าจะไม่ยอมให้ท่านอาจารย์ต้องตายอนาถด้วยยาพิษเป็นอันขาดเจ้าค่ะ” หยางเยี่ยนฟางยิ้มประจบ “ต่อไปคงต้องฝากเจ้าช่วยดูแลข้าแล้ว” ชิวลี่จิ่นหัวเราะน้อย มองศิษย์ตัวน้อยด้วยความเอ็นดู “อีกอย่าง ข้าได้ยินว่าหลิวเหว่ยแสดงฝีมืออันยอดเยี่ยมในการสกัดจงอี้โหวมิให้ฆ่านางกำนัลสองคนมิใช่หรือ” “ขอรับ ข้าเหลือบมองจงอี้โหวก็รู้ว่าเขาคิดจะฆ่านางกำนัลสองคนปิดปาก หากข้าไม่ใช้ตะเกียบปักมือเขาไปเช่นนั้น พยานคนสำคัญก็คงจะตายไปแล้ว”
ภัตตาคารจาเรอที่เปิดขึ้นบนถนนกลางเมืองหลวงนั้นใหญ่โตกว้างขวาง มีชั้นลอยที่เปิดกว้างเพื่อความสะดวกในการดูการแสดงที่เวทีซึ่งถูกยกสูง ลอยอยู่ในระดับกึ่งกลางระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นลอย วันเปิดโรงน้ำชาจาเรอแห่งนี้ ชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างได้รับเทียบเชิญทั่วหน้า ต้วนเหม่ยหลิงรู้
หลี่หยวนหยวนนั่งคุยกับซ่งจิ้นหรานบนที่นั่งชั้นลอยที่ติดระเบียงหน้าร้าน ส่วนหนานกงโจวขอตัวออกไปลาดตระเวนรอบย่านนี้ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าเจ้าจะกลายเป็นคนพูดเก่งไปได้ ตอนเด็กๆ ข้าพยายามอยู่กับเจ้า เจ้ายังไม่อยากจะคุยกับข้าด้วยซ้ำ” ซ่งจิ้นหรานยิ้มน้อยๆ “ครั้งสุดท้ายที่เจ้ามาจวนข้า ก็นาน
“พี่ว่าไงนะ นางคือจางหว่านเหรอ” หนานกงโจวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามสะกดใจไม่ให้ตนเองร้องออกมาเสียงดัง “เบาหน่อย” หลี่หยวนหยวนมองไปรอบๆ “พี่เห็นประคำหยกร้อยด้วยด้ายถักสีแดงอยู่ที่ข้อมือ ใช่แน่ๆ นั่นคือเส้นที่หายไป ท่าทางคนที่ทะลุมิติมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสองคน” “ผมเห
หยางหลีเหว่ยเริ่มกังวล การหย่าเริ่มมาจากเขา หากว่าเขาต้องการให้นางกับลูกๆ กลับมา คงจะยากอยู่สักหน่อย “พรุ่งนี้ ท่านจะนำซางฮ่าวอวี่ไปเมืองจู๋หลิงหรือ” ประโยคนั้นของเฉาเฟิงทำให้อ๋องหยางหลุดจากภวังค์ “ถูกต้อง เจ้าเองก็ต้องติดตามข้าไปด้วย รีบไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้คงต







