Masukนิ้วเรียวงามของหญิงสาวยังยื่นไปไม่ถึงจานขนม สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ปราดเข้ามาช่วยเลื่อน สายตาของคุณหนูสามสกุลเซียวยังคงเหม่อมองไปยังต้นไห่ถัง[1]ที่กำลังออกดอกอยู่นอกหน้าต่างแต่มือหยิบขนมชิ้นหนึ่งมากัด
“เสี่ยวหว่าน เจ้าไม่น่ารีบรับหมั้นคุณชายซางเลย”
เซียวหว่านที่กำลังเคี้ยวขนมเบือนหน้ามามองสหายคนงามที่นั่งอยู่ข้างๆ “หากข้าไม่รับหมั้นเขา ไหนเลยจะมีหน้าออกไปข้างนอกจวนเล่า ไม่ว่าจะไปที่ใด ผู้คนล้วนพูดถึงการแต่งงานของหนิงเฉิงอ๋องทั่วบ้านทั่วเมือง”
“เจ้ายอมทำลายชื่อเสียงตนเองเช่นนี้ จะคุ้มหรือ” ต้วนเหม่ยหลิงเทผงชาลงในถ้วยแล้วคนด้วยแปรงสั้นกลมวนไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป
ไอความร้อนจากกาน้ำชาที่กำลังถูกเปิดฝา ทำให้ใบหน้างามของเซียวหว่านผงะออกก่อนจะโบกมือไล่ไอนั้น “ข้าต้องหาทางเอาอ๋องหยางคืนมา”
“เจ้าปล่อยข่าวว่าเศร้าโศกเสียใจจนล้มเจ็บ เขาก็ยังไม่มาเยี่ยม แล้วเจ้าจะหาวิธีใดเรียกร้องความสนใจจากเขาได้เล่า”
เซียวหว่านมองสหายที่กำลังยื่นถ้วยชาที่ชงเสร็จมาตรงหน้า “ที่เขาไม่ได้มาเยี่ยมเป็นเพราะหยางไท่เฟยอาการไม่สู้ดี แต่ข้าเชื่อว่าเขาก็ต้องรู้สึกผิดกับข้าแน่”
สาวใช้ขยับเข้ามาช่วยปิดฝากาน้ำที่อยู่บนเตาเล็กตรงหน้าต้วนเหม่ยหลิงแล้วถอยออกไปยืนข้างๆ ปล่อยให้คุณหนูของตนและสหายของนางชงชาต่อ
“เหม่ยหลิง ช่วงนี้เจ้ามิได้เข้าวังหรือ”
ต้วนเหม่ยหลิงส่ายหน้า “พระสนมทรงห้ามเอาไว้น่ะสิ เห็นว่าฮ่องเต้เสด็จไปประทับที่ตำหนักบ่อยๆ จึงเน้นประทินโฉมอยู่ทุกวัน จึงไม่ต้องการให้ข้าเข้าไปรบกวนในช่วงนี้”
ท่านอาหญิงของต้วนเหม่ยหลิงคือพระสนมขั้นผิน[2]คนใหม่ของฮ่องเต้ นางเพิ่งเข้าวังไปได้เพียงสามเดือน ยามนี้กลายเป็นที่โปรดปราน ส่งผลให้จวนสกุลต้วนตกเป็นเป้าหมายของขุนนางทั้งหลาย พวกเขาขอเข้าพบท่านปู่ของ ต้วนเหม่ยหลิงจนธรณีประตูแทบสึก ต้วนเหม่ยหลิงที่เหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายจึงหลบมาที่จวนของสหาย
ต้วนเหม่ยหลิงกับเซียวหว่านร่ำเรียนชงชาอยู่พักใหญ่ ในยามมาพบปะก็ถือโอกาสฝึกฝีมือขณะพูดคุยเรื่องราวรอบตัว
เซียวหว่านยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแล้วยิ้มน้อยๆ “ดีจริง เช่นนั้นอีกไม่นาน บรรดาศักดิ์ของบิดาเจ้าก็น่าจะได้เลื่อนขึ้นไปเป็นโหวแล้ว”
“ไม่ต้องเฉไฉมาพูดเรื่องครอบครัวข้า บอกข้ามา ตกลงเจ้าวางแผนเรื่องคุณชายซางเอาไว้แล้วใช่หรือไม่”
เซียวหว่านนึกถึงคู่หมั้นของตนแล้วก็ยิ้มออกมา “คุณชายซางไม่ชอบอ๋องหยางมาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อเขายินดีร่วมมือกับข้า แล้วข้าจะไม่ร่วมมือกับเขาได้หรือ”
“เสี่ยวหว่าน อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ซางฮ่าวอวี่เป็นคนเช่นไร ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ ในเรือนเขามีสาวใช้ข้างห้องอยู่ถึงสองคน บุรุษเช่นนี้สมควรที่เจ้าจะคว้ามาเป็นสามีหรือ”
“เจ้าคงไม่รู้ล่ะสิว่า เขายังเลี้ยงสตรีไว้นอกบ้านอีกสองคน”
ต้วนเหม่ยหลิงได้ยินก็ถึงกับตาเหลือก “เขาเป็นตัวบัดซบเช่นนี้ เจ้ายังจะรับหมั้นเขาอีก”
“ก็เพราะเขาเป็นเช่นนี้ ข้าถึงสบายใจที่จะรับหมั้นอย่างไรเล่า”
ต้วนเหม่ยหลิงนิ่งไปครู่ก็หัวเราะออกมา “นั่นเป็นความลับของเขาสินะ”
“ถูกต้อง เจ้าลองคิดดูว่าหากใต้เท้าซางรู้ว่าบุตรชายคนโตซ่อนสตรีไว้นอกเรือนถึงสองคนจะอับอายเพียงใด ไหนยังจะท่านพ่อท่านแม่ของข้าอีก มีหรือเขาจะยอมปล่อยให้ข้าแต่งงานไปกับบุรุษไร้ความรับผิดชอบเยี่ยงนี้”
“เจ้ากุมความลับเขาไว้ในมือเช่นนี้เพราะคิดว่าวันหน้าหากต้องการสลัดคนผู้นี้ทิ้งแล้วกลับไปหาอ๋องหยาง ก็แค่เปิดโปงความลับของซางฮ่าวอวี่ใช่หรือไม่”
“เหม่ยหลิงช่างปราดเปรื่องนัก สมแล้วที่เป็นสหายรักของข้า”
“เจ้าพูดเช่นนี้ แน่ใจแล้วหรือว่าอ๋องหยางจะยอมหย่ากับหลี่หยวนหยวน นางผู้นั้นเป็นคนเช่นไรเจ้าก็รู้ ไร้มารยาท ขาดระเบียบ โวยวายราวกับหญิงชาวบ้าน ก่อนจะแต่งก็ตามติดอ๋องหยางไปทั่ว ซ้ำยังคอยขัดขวางโอกาสดีๆ ระหว่างเจ้ากับเขา” ต้วนเหม่ยหลิงพูดจี้ใจดำของสหาย
ก่อนหน้าที่หยางหลีเหว่ยจะแต่งงาน เซียวหว่านประมาทคู่แข่งอย่างหลี่หยวนหยวนเกินไป นางเห็นว่าชื่อเสียงของคุณหนูรองหลี่ในหมู่บุรุษคือสตรีที่ไร้สาระที่สุดในเมืองหลวง ดังนั้นจึงคาดไม่ถึงว่าอ๋องหยางจะตกหลุมพรางสกุลหลี่จนต้องแต่งหลี่หยวนหยวนเป็นชายา
“ข้าผิดเอง” เซียวหว่านสีหน้าเจ็บแค้น “ผู้ใดจะไปรู้ว่าท่านป๋อหลี่จะใช้เงื่อนไขการรักษาหยางไท่เฟยบังคับเขาให้แต่งงาน”
“ไม่ใช่แค่บังคับให้แต่งงาน แต่ยังบังคับให้เข้าหอร่วมห้องอีกด้วย” ต้วนเหม่ยหลิงเอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ
เซียวหว่านตะลึง “เจ้าไปรู้มาจากที่ใด”
“ย่อมเป็นหลี่ฮูหยินที่เล่าให้น้องสาวของนางฟัง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่บ้านข้าก็มีคนแซ่จ้งอยู่ด้วยผู้หนึ่ง”
คราวนี้เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางขยับไปใกล้สหาย “จริงด้วย จ้งซื่อ[3]ผู้นั้นเป็นน้าสะใภ้ของเจ้านี่”
“เรื่องบังคับให้เข้าหอนี่ น้าสะใภ้ของข้าบอกว่ามีหลักฐานเป็นผ้าพรหมจรรย์ที่มามาในจวนหลี่นำมายืนยัน หว่านเอ๋อร์ หากว่าหญิงผู้นั้นเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา หยางไท่เฟยมีหรือจะยอมให้บุตรชายหย่าร้างกับนาง”
ฟังถึงตรงนี้ เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางผุดลุกขึ้น “ไม่ได้ ข้าจะต้องไปสืบเรื่องนี้หน่อย ข้าไม่เชื่อว่าท่านอ๋อง หยางจะหลับนอนกับนาง ผู้อื่นต่างก็รู้ว่าเขาตั้งใจจะสานสัมพันธ์กับข้าถึงได้มางานเลี้ยงน้ำชาอยู่บ่อยๆ”
“เจ้าคิดน้อยไปแล้ว” ต้วนเหม่ยหลิงยกยิ้มมุมปาก “ท่านป๋อหลี่มีหรือจะยอมให้อ๋องหยางหลอกได้ เขาบังคับให้ท่านอ๋องดื่มยาคืนวสันต์สูตรเฉพาะของตระกูลหลี่ก่อนเข้าหอ เช่นนี้แล้ว เจ้าว่าท่านอ๋องจะสะกดกลั้นได้หรือ”
เซียวหว่านได้ฟังถึงตรงนี้ก็เซถอยหลังไปเล็กน้อย ตำแหน่งชายาเอกของหนิงเฉิงอ๋องนางหมายมั่นปั้นมือเอาไว้นานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้และรับรู้ว่าตนเองคือบุตรสาวของฮูหยินเอกท่านเซียวโหว คนรอบข้างล้วนบอกว่านางมีคู่หมายคือ หนิงเฉิงอ๋องหยางหลีเหว่ย
‘ไม่น่าเชื่อเลย อ๋องหยางหลีเหว่ยคนนี้ หน้าเหมือนหัวหน้าหยางยังกับแกะ ดีจริง ตอนอยู่ยุคโน้นไม่สมหวัง พอมาอยู่ยุคโบราณก็ถูกจับแต่งงานกับหัวหน้า เอ๊ย! ท่านอ๋อง หยาง’
“คนชื่อหยวนหยวน ช่างเป็นดาวเคราะห์ร้ายในชีวิตข้าเสียจริง” เซียวหว่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“เมื่อวานหลี่หยวนหยวนเพิ่งพาสามีกลับบ้านหลังแต่ง ได้ยินว่าท่านอ๋องหน้าตาบูดบึ้ง ไม่หันไปมองพระชายาสักนิด เห็นทีชีวิตการแต่งงานที่ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าคงยากจะราบรื่น”
เซียวหว่านค่อยยิ้มออก “หึ! นางเป็นคนแย่งชิงวาสนาของผู้อื่น ย่อมต้องได้รับความทุกข์ทน ข้าจะทำให้ท่านอ๋องเกลียดชังนางมากขึ้น และหาทางหย่าขาดกับนาง” หญิงสาวจ้องสหายอยู่อึดใจหนึ่ง “เหม่ยหลิงไปกับข้า วันนี้ข้าต้องพบอ๋องหยางให้ได้”
คุณหนูทั้งสองออกไปยังภัตตาคารตู้จิน พวกนางนั่งรออยู่พักใหญ่ หยางหลีเหว่ยก็มาพร้อมกับกุนซือเฉา เพื่อมิให้การนัดพบดูเป็นส่วนตัวนัก ชายหนุ่มจึงให้บ่าวรับใช้ไปเชิญซ่งสวิน หัวหน้าหน่วยมือปราบที่สิบมาร่วมโต๊ะ
ในยามที่พวกเขาทั้งหมดเดินขึ้นไปชั้นสองมิได้ดูเป็นการนัดหมายเฉพาะตัว แต่คนที่มาด้วยต่างก็รู้เจตนาของเซียวหว่านและหยางหลีเหว่ย จึงปล่อยให้สองหนุ่มสาวแยกไปนั่งคุยกันที่ห้องเล็กด้านข้าง
“คุณหนูสาม เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หยางหลีเหว่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าห่วงใย
เซียวหว่านได้ทีก็แสร้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะหัวตาคล้ายกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ “ก็...สบายดีเจ้าคะ ท่านอ๋องคงรู้เรื่องของข้าแล้ว”
[1] ต้นไห่ถัง เป็นพืชตระกูลแอปเปิ้ล ดอกมีสีขาว ชมพูหรือแดง ดอกจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
[2] ลำดับพระสนมเรียงตามความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้แก่ หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน กุ้ยเหริน ฉางจ้าย และต้าอิ้ง
[3] จ้งซื่อ หมายถึง สตรีที่แต่งงานแล้วแซ่เดิมว่า “จ้ง” ซึ่งเวลาเรียกจะใช้คำว่า “ซื่อ” ต่อท้ายนามสกุลเดิม
**************
“ในฐานะที่หม่อมฉันดูแลวังหลัง สมควรจะใส่ใจทายาทของฝ่าบาทที่ยามนี้เหลือเพียงองค์หญิงน้อยเพียงสองพระองค์ สมควรเร่งรัดการมีองค์ชายเพิ่มขึ้นเพคะ” ฮ่องเต้ฟังแล้วก็นึกถึงฉินเหยา นางตั้งครรภ์มังกรแล้ว จากที่หมอหลวงดูลักษณะครรภ์เบื้องต้นคล้ายจะเป็นพระโอรส ทำให้ฮ่องเต้ทรงมีความหวัง “แล้วเจ้าเล่า เจ้าไม่อยากมีองค์ชายอีกหรือ” “หม่อมฉันไม่แน่ใจเพคะ ว่าตนเองจะมีโอกาสนั้นอีกหรือไม่” โจวฮ่องเต้ที่คิดจะใช้งานคนสกุลต้วนจึงเอาใจต้วนกุ้ยเฟยด้วยการไปพำนักที่ตำหนักของนางในคืนนั้น ต้วนกุ้ยเฟยมิได้นิ่งนอนใจ ต่อให้ฝ่าบาทหลับนอนกับนาง แต่เรื่องการถวายสตรีเพิ่มก็ยังต้องทำ หากว่านางตั้งครรภ์มิได้ รอครอบครองบุตรชายของสนมสักคนก็นับว่านางมีความหวังเช่นกัน หัวหน้าองครักษ์ลับกลับไปยังเรือนลับนอกวัง เส้นทางการเข้าออกวังหลวงที่พวกเขาใช้มีเพียงฮ่องเต้กับพวกเขาเท่านั้นที่รู้ เส้นทางนี้จะว่าไปก็คือเส้นทางสำหรับฮ่องเต้ในการหลบหนีภัยสำคัญ ช่องทางลับนี้ใช้หลบหนีภัยไฟไหม้ในตำหนักได้อย่างสบาย ทางเดินหนีลอดใต้กำแพงวังสูงตระหง่านลอดใต้ถนนไปทะลุยังร้านค้าเล็
ซ่งจิ้นหรานชะงัก องค์ชายโจวอวิ๋นเซวียนผู้นั้นออกผนวชเป็นหลวงจีนสิบกว่าปีแล้ว เดิมทีเคยช่วยงานอดีตฮ่องเต้โจวอู๋ชวนอยู่หลายปี แต่ตอนหลังทรงเลื่อมใสในลัทธิเต๋า จึงบวชเป็นนักพรต ขึ้นไปอยู่อารามบนเขา“เช่นนั้นก็เหมาะสม แต่...”“ท่านห่วงว่าจะหาข้อหาใดที่รุนแรงพอให้โจวจื่ออี้กลายเป็นฮ่องเต้ทรราช ใช่หรือไม่”“ถูกต้อง ต่อให้ฮ่องเต้จะทรงหาทางกำจัดขุนนาง แต่นั่นก็อยู่ในขอบเขตที่ฮ่องเต้สามารถกระทำได้ แต่ขุนนางต้องหาข้ออ้างที่เหมาะสมที่จะกำจัดฮ่องเต้จึงจะไม่ถูกราษฎรสาปส่ง”“ก็ต้องเอาหลักฐานออกมาเปิดเผยให้ได้ว่า โจวจื่ออี้ลอบสังหารอดีตฮ่องเต้และองค์หญิงใหญ่เพื่อขึ้นครองราชย์ จากนั้นค่อยเชิญเสด็จอาเซวียนออกมา”“ซื่อจื่อ มีหลักฐานพร้อมแล้วหรือ”เด็กชายพยักหน้า “ข้าวางแผนมาพักใหญ่แล้ว และหลักฐานพวกนั้น ยามนี้ก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อย”ซ่งจิ้นหรานมองเด็กชายที่มีอายุเพียงสองขวบด้วยความอัศจรรย์ใจ หากเขามิได้พูดคุยกับหยางหลิวเหว่ยเป็นการส่วนตัว ไม่มีทางจะเชื่อเด็ดขาดว่านี่คืออดีตฮ่องเต้ที่กลับชาติมาเกิด“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็สามารถกล่าวอ้างได้ว่าสกุล หยางมีเจตนากำจัดภัยให้ราชวงศ์” ซ่งจิ้นหรานพยักหน้ารับว่า
ซ่งจิ้นหรานอดีตราชครูรูปงามผู้นั้น มาถึงบัดนี้ก็ยังมิได้แต่งงาน หยางหลีเหว่ยไม่อยากจะให้ภรรยาของตนไปใกล้เลยจริงๆ “ฮึ่ม!” หยางหลีเหว่ยระงับความขุ่นเคืองอยู่ครู่หนึ่งก็ค่อยสงบใจลง “แต่หากเราเปิดเผยความผิดของอดีตฮ่องเต้แล้วขุนนางทั้งหลายเห็นควรปลดฮ่องเต้ออก ต่อไปผู้ใดจะเป็นฮ่องเต้แทนเล่า องค์ชายคนเดียวก็สิ้นพระชนม์ไปแล้ว” “ท่านพ่อยังมีแก่ใจคิดห่วงใยบ้านเมือง ช่างจงรักภักดีเสียจริง” หยางหลีเหว่ยหันมามองบุตรชาย “อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากให้ท่านปู่เป็นฮ่องเต้เพื่อที่เจ้าจะได้กลับคืนตำแหน่ง” เด็กชายส่ายหน้า “การเป็นฮ่องเต้ฟังดูแล้วยิ่งใหญ่แต่กลับพันธการข้าไว้จนสิ้นไร้อิสระ ข้าไม่ต้องการกลับไปอยู่หลังกำแพงแห่งนั้นอีกแล้ว” “เช่นนั้น จะมีผู้ใดสมควรเป็นฮ่องเต้เล่า” “ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ข้าคิดเอาไว้แล้ว มีเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งที่มีคุณสมบัติครบถ้วน คู่ควรแก่การครองบัลลังก์” “ดีๆ ข้ากำลังหนักใจอยู่เชียวว่าพวกเจ้าจะผลักดันให้ข้าไปเป็นฮ่องเต้ ข้าคงจะอึดอัดตายแท้เทียว เป็นท่านอ๋องก็สบายดีแล้ว ข้าไม่อยากแบกรับภาระการเป็นฮ่องเต้หรอก” หยางข
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นยืน ผายมือสองข้างออก “ยินดีต้อนรับท่านน้าโจวเข้าสู่สกุลหยาง” ทุกคนมองอดีตฮ่องเต้ที่อยู่ในร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังทำท่าทางคล้ายผู้ใหญ่แต่ดูแล้วน่ารักน่าชังก็พากันหัวเราะ ซื่อจื่อตัวน้อยชักสีหน้า “นี่พวกท่าน! อย่ามาหัวเราะข้านะ อันที่จริงข้าสมควรเป็นผู้นำตระกูลหยางในตอนนี้ด้วยซ้ำไป” แม่ทัพใหญ่หยางอมยิ้ม “ได้ๆ ข้ายกให้หลิวเหว่ยเป็นผู้นำตระกูลแทนข้าเลยก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่เปิดศาลบรรพชนประกาศเรื่องนี้ไม่ได้” “ท่านปู่! อย่ามาล้อข้า เอาไว้ข้าสวมกวานเมื่อใด ข้าจะบีบบังคับให้ท่านเปิดศาลบรรพชนสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ข้า” เด็กชายประกาศ “ได้ๆ ปู่เชื่อฟังเจ้า” หยางข่ายผงกศีรษะรับ หลี่หยวนหยวนมองเด็กชายที่ยืนเอามือไพล่หลัง ยามนี้หยางหลิวเหว่ยรูปร่างอวบขึ้น แก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชังนัก “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเช่นนี้เพราะคิดการณ์ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” เด็กชายสีหน้าเคร่งขรึม สองมือไพล่หลัง “ถูกต้อง ตอนนี้บารมีสกุลหยางเกินหน้าเกินตาฮ่องเต้ไปแล้ว เห็นที โจวจื่ออี้จะต้องหาทางกำจัดพวกเราให้เร็วที่สุด” ข้อสันน
หนานกงโจวยืนอยู่ข้างหลี่หยวนหยวนและหลานชายทั้งสอง ท่านอ๋องหยางข่ายและหยางหลีเหว่ยสองพ่อลูกอยู่บนหลังม้า หยางไท่เฟยอยู่ในรถม้าคันใหญ่ “ท่านปู่! ท่านพ่อ!” เด็กสองคนตะโกนส่งเสียงแข่งกับชาวเมืองที่กำลังโห่ร้องแสดงความยินดี แม่ทัพใหญ่หยางยิ้มตวัดขาลงจากหลังม้าพร้อมกับบุตรชาย ทั้งสองเข้าไปอุ้มเด็กไว้คนละคน “เจ้าตัวน้อยของปู่!”เด็กชายกางแขนออกเพื่อให้ท่านปู่อุ้มตน ส่วนเด็กหญิงก็กางสองแขนยิ้มหวานรอบิดา “ผู้คนมากมายนัก เจ้าสองพี่น้องไปนั่งบนรถม้ากับท่านย่าเถิด” แม่ทัพใหญ่อุ้มหลานชายไปยืนบนรถม้าคันใหญ่ หยางหลีเหว่ยจึงอุ้มบุตรสาวไปยืนข้างบุตรชาย “ลูกรัก เจ้าเข้าไปนั่งกับท่านย่าเถอะ จะได้สบายหน่อย” หยางไท่เฟยเปิดม่านหน้ารถออกมาพร้อมกับยื่นมือมาหาหลานชายและหลานสาว “พวกเจ้าเข้ามาสิ!” หลี่หยวนหยวนเดินตามมาด้านหลัง หยางหลีเหว่ยหันไปยิ้มให้ภรรยา เขายื่นมือไปกุมมือนางและประคองให้ขึ้นไปบนรถม้า ชายหนุ่มแอบใช้นิ้วสามนิ้วเกาหลังมือนางเบาๆ แล้วยื่นหน้ากระซิบ “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน หยวนหยวน คืนนี้ส่งเจ้าเด็กสองคนไปนอนกับท่านปู
หนานกงโจวนำมือปราบหลายร้อยนายไปล้อมจวนสกุลอู๋ ฉินกงกงถือพระราชโองการมาด้วยตนเอง เมื่อคนในจวนถูกต้อนออกมาคุกเข่าที่ลานกลางเรือนแล้วก็เริ่มประกาศ “ด้วยโองการแห่งฟ้า อู๋กั๋วกงเจ้ากรมมหาดไทรับสินบนขายตำแหน่งขุนนางและแอบกักตุนข้าวสารในยามเกิดศึกสงคราม ค้าขายเอาเปรียบราษฎร จึงให้ลงโทษตามกฎหมายแคว้นต้าหลง ถอนออกจากตำแหน่ง รับโทษประหารชีวิต ริบจวนและทรัพย์ทั้งหมด เนรเทศทั้งครอบครัวไปยังชายแดน จบพระราชโองการ” บิดาของอู๋ฮองเฮาฟังคำประกาศของรองผู้บัญชาการหนานกงจบก็ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง เสียงร่ำไห้ของอนุภรรยา ลูกๆ ที่เกิดจากอนุภรรยา รวมทั้งบ่าวรับใช้ทั้งหลายดังระงมอู๋กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองฉินกงกง “เหตุใดฝ่าบาทจึงได้ทำกับผู้จงรักภักดีเยี่ยงนี้ สกุลอู๋มีส่วนช่วยให้อำนาจในราชสำนักมั่นคง ไม่ควรคิดถอนรากถอนโคนถึงเพียงนี้”ฉินกงกงยิ้มเย็น “อู๋กั๋วกง รากฐานสกุลอู๋แผ่ไปทั่วราชสำนัก คนที่ท่านผลักดันขึ้นมาเป็นขุนนางมีมากมาย น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาด้วยความสามารถ ฮองเฮาเองก็ไม่อาจทรงพระครรภ์ได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่พระองค์มิได้อยู่อย่างสงบ หากแต่กลับลอบปลงพระชนม์องค์ชาย
ซางฮ่าวอวี่มองลงไปยังถนนเบื้องล่าง ฮูหยินเอกของเขากำลังยืนพูดคุยกับคุณหนูต้วนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ ขุนนางหนุ่มยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ขณะหูฟังคนของตนรายงานพฤติกรรมของเซียวหว่าน ครั้นฟังจบก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะโบกมือไล่ “พอแล้ว เจ้าไปตามดูนางต่อเถอะ” เมื่อคนผู้นั้นจากไป คนสนิท
เสี่ยวเอ้อร์ด้านนอกส่งเสียงเข้ามาบอกว่าอาหารพร้อมแล้ว “พี่เหนือ ข้าหิวพอดี รีบให้พวกเขาเอาเข้ามาเถิด” ชิวต้าซานเอามือลูบท้อง อาหารถูกลำเลียงมาตั้งโต๊ะ คนทั้งสี่จึงขยับเข้ามานั่งที่เก้าอี้ ชิวลี้จิ่นเห็นอาหารจำนวนมากก็กลืนน้ำลายดังเอี๊อก เขาดีใจที่หลี่หยวนหยวนมาเยือน ไม่เช
เฉาเฟิง เจิ้งตู้ และซูจิ้ง ล้วนตกอยู่ในอาการคุมแค้นดุจเดียวกัน ศึกครานั้น พวกเขาติดตามหยางหลีเหว่ย ออกรบด้วย ทว่าหน่วยของพวกเขาถูกล่อให้ติดกับดักที่เบื้องล่าง ทหารแคว้นศัตรูรายล้อมทุกด้าน นับเป็นหมากที่มีโอกาสแพ้อย่างสูง ในยามนั้นคุณชายใหญ่หยางถูกแทงไปหลายแห่งแต่ก็แข็งใจ บุกขึ้นไปถึงหน้าผา
หลี่หยวนหยวนก้าวเท้าเข้าไปในเรือนใหญ่ ซุนมามาผุดลุกจากเก้าอี้มายอบกายต้อนรับเจ้านายทั้งสองอีกครั้ง “คุณชายกับคุณหนูหลับไปแล้วเจ้าค่ะ” หลี่หยวนหยวนเดินไปข้างเปล ก้มหน้าลงมองลูก นางยิ้มอย่างอ่อนโยน “พวกเขาไม่ตกใจก็ดีแล้ว เสียงต่อสู้ดังขนาดนั้น” อ๋องหยางเห็นว่าตนเอง







