LOGINนิ้วเรียวงามของหญิงสาวยังยื่นไปไม่ถึงจานขนม สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ปราดเข้ามาช่วยเลื่อน สายตาของคุณหนูสามสกุลเซียวยังคงเหม่อมองไปยังต้นไห่ถัง[1]ที่กำลังออกดอกอยู่นอกหน้าต่างแต่มือหยิบขนมชิ้นหนึ่งมากัด
“เสี่ยวหว่าน เจ้าไม่น่ารีบรับหมั้นคุณชายซางเลย”
เซียวหว่านที่กำลังเคี้ยวขนมเบือนหน้ามามองสหายคนงามที่นั่งอยู่ข้างๆ “หากข้าไม่รับหมั้นเขา ไหนเลยจะมีหน้าออกไปข้างนอกจวนเล่า ไม่ว่าจะไปที่ใด ผู้คนล้วนพูดถึงการแต่งงานของหนิงเฉิงอ๋องทั่วบ้านทั่วเมือง”
“เจ้ายอมทำลายชื่อเสียงตนเองเช่นนี้ จะคุ้มหรือ” ต้วนเหม่ยหลิงเทผงชาลงในถ้วยแล้วคนด้วยแปรงสั้นกลมวนไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป
ไอความร้อนจากกาน้ำชาที่กำลังถูกเปิดฝา ทำให้ใบหน้างามของเซียวหว่านผงะออกก่อนจะโบกมือไล่ไอนั้น “ข้าต้องหาทางเอาอ๋องหยางคืนมา”
“เจ้าปล่อยข่าวว่าเศร้าโศกเสียใจจนล้มเจ็บ เขาก็ยังไม่มาเยี่ยม แล้วเจ้าจะหาวิธีใดเรียกร้องความสนใจจากเขาได้เล่า”
เซียวหว่านมองสหายที่กำลังยื่นถ้วยชาที่ชงเสร็จมาตรงหน้า “ที่เขาไม่ได้มาเยี่ยมเป็นเพราะหยางไท่เฟยอาการไม่สู้ดี แต่ข้าเชื่อว่าเขาก็ต้องรู้สึกผิดกับข้าแน่”
สาวใช้ขยับเข้ามาช่วยปิดฝากาน้ำที่อยู่บนเตาเล็กตรงหน้าต้วนเหม่ยหลิงแล้วถอยออกไปยืนข้างๆ ปล่อยให้คุณหนูของตนและสหายของนางชงชาต่อ
“เหม่ยหลิง ช่วงนี้เจ้ามิได้เข้าวังหรือ”
ต้วนเหม่ยหลิงส่ายหน้า “พระสนมทรงห้ามเอาไว้น่ะสิ เห็นว่าฮ่องเต้เสด็จไปประทับที่ตำหนักบ่อยๆ จึงเน้นประทินโฉมอยู่ทุกวัน จึงไม่ต้องการให้ข้าเข้าไปรบกวนในช่วงนี้”
ท่านอาหญิงของต้วนเหม่ยหลิงคือพระสนมขั้นผิน[2]คนใหม่ของฮ่องเต้ นางเพิ่งเข้าวังไปได้เพียงสามเดือน ยามนี้กลายเป็นที่โปรดปราน ส่งผลให้จวนสกุลต้วนตกเป็นเป้าหมายของขุนนางทั้งหลาย พวกเขาขอเข้าพบท่านปู่ของ ต้วนเหม่ยหลิงจนธรณีประตูแทบสึก ต้วนเหม่ยหลิงที่เหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายจึงหลบมาที่จวนของสหาย
ต้วนเหม่ยหลิงกับเซียวหว่านร่ำเรียนชงชาอยู่พักใหญ่ ในยามมาพบปะก็ถือโอกาสฝึกฝีมือขณะพูดคุยเรื่องราวรอบตัว
เซียวหว่านยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแล้วยิ้มน้อยๆ “ดีจริง เช่นนั้นอีกไม่นาน บรรดาศักดิ์ของบิดาเจ้าก็น่าจะได้เลื่อนขึ้นไปเป็นโหวแล้ว”
“ไม่ต้องเฉไฉมาพูดเรื่องครอบครัวข้า บอกข้ามา ตกลงเจ้าวางแผนเรื่องคุณชายซางเอาไว้แล้วใช่หรือไม่”
เซียวหว่านนึกถึงคู่หมั้นของตนแล้วก็ยิ้มออกมา “คุณชายซางไม่ชอบอ๋องหยางมาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อเขายินดีร่วมมือกับข้า แล้วข้าจะไม่ร่วมมือกับเขาได้หรือ”
“เสี่ยวหว่าน อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ซางฮ่าวอวี่เป็นคนเช่นไร ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ ในเรือนเขามีสาวใช้ข้างห้องอยู่ถึงสองคน บุรุษเช่นนี้สมควรที่เจ้าจะคว้ามาเป็นสามีหรือ”
“เจ้าคงไม่รู้ล่ะสิว่า เขายังเลี้ยงสตรีไว้นอกบ้านอีกสองคน”
ต้วนเหม่ยหลิงได้ยินก็ถึงกับตาเหลือก “เขาเป็นตัวบัดซบเช่นนี้ เจ้ายังจะรับหมั้นเขาอีก”
“ก็เพราะเขาเป็นเช่นนี้ ข้าถึงสบายใจที่จะรับหมั้นอย่างไรเล่า”
ต้วนเหม่ยหลิงนิ่งไปครู่ก็หัวเราะออกมา “นั่นเป็นความลับของเขาสินะ”
“ถูกต้อง เจ้าลองคิดดูว่าหากใต้เท้าซางรู้ว่าบุตรชายคนโตซ่อนสตรีไว้นอกเรือนถึงสองคนจะอับอายเพียงใด ไหนยังจะท่านพ่อท่านแม่ของข้าอีก มีหรือเขาจะยอมปล่อยให้ข้าแต่งงานไปกับบุรุษไร้ความรับผิดชอบเยี่ยงนี้”
“เจ้ากุมความลับเขาไว้ในมือเช่นนี้เพราะคิดว่าวันหน้าหากต้องการสลัดคนผู้นี้ทิ้งแล้วกลับไปหาอ๋องหยาง ก็แค่เปิดโปงความลับของซางฮ่าวอวี่ใช่หรือไม่”
“เหม่ยหลิงช่างปราดเปรื่องนัก สมแล้วที่เป็นสหายรักของข้า”
“เจ้าพูดเช่นนี้ แน่ใจแล้วหรือว่าอ๋องหยางจะยอมหย่ากับหลี่หยวนหยวน นางผู้นั้นเป็นคนเช่นไรเจ้าก็รู้ ไร้มารยาท ขาดระเบียบ โวยวายราวกับหญิงชาวบ้าน ก่อนจะแต่งก็ตามติดอ๋องหยางไปทั่ว ซ้ำยังคอยขัดขวางโอกาสดีๆ ระหว่างเจ้ากับเขา” ต้วนเหม่ยหลิงพูดจี้ใจดำของสหาย
ก่อนหน้าที่หยางหลีเหว่ยจะแต่งงาน เซียวหว่านประมาทคู่แข่งอย่างหลี่หยวนหยวนเกินไป นางเห็นว่าชื่อเสียงของคุณหนูรองหลี่ในหมู่บุรุษคือสตรีที่ไร้สาระที่สุดในเมืองหลวง ดังนั้นจึงคาดไม่ถึงว่าอ๋องหยางจะตกหลุมพรางสกุลหลี่จนต้องแต่งหลี่หยวนหยวนเป็นชายา
“ข้าผิดเอง” เซียวหว่านสีหน้าเจ็บแค้น “ผู้ใดจะไปรู้ว่าท่านป๋อหลี่จะใช้เงื่อนไขการรักษาหยางไท่เฟยบังคับเขาให้แต่งงาน”
“ไม่ใช่แค่บังคับให้แต่งงาน แต่ยังบังคับให้เข้าหอร่วมห้องอีกด้วย” ต้วนเหม่ยหลิงเอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ
เซียวหว่านตะลึง “เจ้าไปรู้มาจากที่ใด”
“ย่อมเป็นหลี่ฮูหยินที่เล่าให้น้องสาวของนางฟัง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่บ้านข้าก็มีคนแซ่จ้งอยู่ด้วยผู้หนึ่ง”
คราวนี้เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางขยับไปใกล้สหาย “จริงด้วย จ้งซื่อ[3]ผู้นั้นเป็นน้าสะใภ้ของเจ้านี่”
“เรื่องบังคับให้เข้าหอนี่ น้าสะใภ้ของข้าบอกว่ามีหลักฐานเป็นผ้าพรหมจรรย์ที่มามาในจวนหลี่นำมายืนยัน หว่านเอ๋อร์ หากว่าหญิงผู้นั้นเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา หยางไท่เฟยมีหรือจะยอมให้บุตรชายหย่าร้างกับนาง”
ฟังถึงตรงนี้ เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางผุดลุกขึ้น “ไม่ได้ ข้าจะต้องไปสืบเรื่องนี้หน่อย ข้าไม่เชื่อว่าท่านอ๋อง หยางจะหลับนอนกับนาง ผู้อื่นต่างก็รู้ว่าเขาตั้งใจจะสานสัมพันธ์กับข้าถึงได้มางานเลี้ยงน้ำชาอยู่บ่อยๆ”
“เจ้าคิดน้อยไปแล้ว” ต้วนเหม่ยหลิงยกยิ้มมุมปาก “ท่านป๋อหลี่มีหรือจะยอมให้อ๋องหยางหลอกได้ เขาบังคับให้ท่านอ๋องดื่มยาคืนวสันต์สูตรเฉพาะของตระกูลหลี่ก่อนเข้าหอ เช่นนี้แล้ว เจ้าว่าท่านอ๋องจะสะกดกลั้นได้หรือ”
เซียวหว่านได้ฟังถึงตรงนี้ก็เซถอยหลังไปเล็กน้อย ตำแหน่งชายาเอกของหนิงเฉิงอ๋องนางหมายมั่นปั้นมือเอาไว้นานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้และรับรู้ว่าตนเองคือบุตรสาวของฮูหยินเอกท่านเซียวโหว คนรอบข้างล้วนบอกว่านางมีคู่หมายคือ หนิงเฉิงอ๋องหยางหลีเหว่ย
‘ไม่น่าเชื่อเลย อ๋องหยางหลีเหว่ยคนนี้ หน้าเหมือนหัวหน้าหยางยังกับแกะ ดีจริง ตอนอยู่ยุคโน้นไม่สมหวัง พอมาอยู่ยุคโบราณก็ถูกจับแต่งงานกับหัวหน้า เอ๊ย! ท่านอ๋อง หยาง’
“คนชื่อหยวนหยวน ช่างเป็นดาวเคราะห์ร้ายในชีวิตข้าเสียจริง” เซียวหว่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“เมื่อวานหลี่หยวนหยวนเพิ่งพาสามีกลับบ้านหลังแต่ง ได้ยินว่าท่านอ๋องหน้าตาบูดบึ้ง ไม่หันไปมองพระชายาสักนิด เห็นทีชีวิตการแต่งงานที่ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าคงยากจะราบรื่น”
เซียวหว่านค่อยยิ้มออก “หึ! นางเป็นคนแย่งชิงวาสนาของผู้อื่น ย่อมต้องได้รับความทุกข์ทน ข้าจะทำให้ท่านอ๋องเกลียดชังนางมากขึ้น และหาทางหย่าขาดกับนาง” หญิงสาวจ้องสหายอยู่อึดใจหนึ่ง “เหม่ยหลิงไปกับข้า วันนี้ข้าต้องพบอ๋องหยางให้ได้”
คุณหนูทั้งสองออกไปยังภัตตาคารตู้จิน พวกนางนั่งรออยู่พักใหญ่ หยางหลีเหว่ยก็มาพร้อมกับกุนซือเฉา เพื่อมิให้การนัดพบดูเป็นส่วนตัวนัก ชายหนุ่มจึงให้บ่าวรับใช้ไปเชิญซ่งสวิน หัวหน้าหน่วยมือปราบที่สิบมาร่วมโต๊ะ
ในยามที่พวกเขาทั้งหมดเดินขึ้นไปชั้นสองมิได้ดูเป็นการนัดหมายเฉพาะตัว แต่คนที่มาด้วยต่างก็รู้เจตนาของเซียวหว่านและหยางหลีเหว่ย จึงปล่อยให้สองหนุ่มสาวแยกไปนั่งคุยกันที่ห้องเล็กด้านข้าง
“คุณหนูสาม เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หยางหลีเหว่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าห่วงใย
เซียวหว่านได้ทีก็แสร้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะหัวตาคล้ายกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ “ก็...สบายดีเจ้าคะ ท่านอ๋องคงรู้เรื่องของข้าแล้ว”
[1] ต้นไห่ถัง เป็นพืชตระกูลแอปเปิ้ล ดอกมีสีขาว ชมพูหรือแดง ดอกจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
[2] ลำดับพระสนมเรียงตามความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้แก่ หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน กุ้ยเหริน ฉางจ้าย และต้าอิ้ง
[3] จ้งซื่อ หมายถึง สตรีที่แต่งงานแล้วแซ่เดิมว่า “จ้ง” ซึ่งเวลาเรียกจะใช้คำว่า “ซื่อ” ต่อท้ายนามสกุลเดิม
**************
เด็กชายตัวน้อยลุกขึ้นยืน ผายมือสองข้างออก “ยินดีต้อนรับท่านน้าโจวเข้าสู่สกุลหยาง” ทุกคนมองอดีตฮ่องเต้ที่อยู่ในร่างของเด็กชายตัวน้อยกำลังทำท่าทางคล้ายผู้ใหญ่แต่ดูแล้วน่ารักน่าชังก็พากันหัวเราะ ซื่อจื่อตัวน้อยชักสีหน้า “นี่พวกท่าน! อย่ามาหัวเราะข้านะ อันที่จริงข้าสมควรเป็นผู้นำตระกูลหยางในตอนนี้ด้วยซ้ำไป” แม่ทัพใหญ่หยางอมยิ้ม “ได้ๆ ข้ายกให้หลิวเหว่ยเป็นผู้นำตระกูลแทนข้าเลยก็แล้วกัน แต่น่าเสียดายที่เปิดศาลบรรพชนประกาศเรื่องนี้ไม่ได้” “ท่านปู่! อย่ามาล้อข้า เอาไว้ข้าสวมกวานเมื่อใด ข้าจะบีบบังคับให้ท่านเปิดศาลบรรพชนสละตำแหน่งผู้นำตระกูลให้ข้า” เด็กชายประกาศ “ได้ๆ ปู่เชื่อฟังเจ้า” หยางข่ายผงกศีรษะรับ หลี่หยวนหยวนมองเด็กชายที่ยืนเอามือไพล่หลัง ยามนี้หยางหลิวเหว่ยรูปร่างอวบขึ้น แก้มยุ้ยดูน่ารักน่าชังนัก “ลูกแม่ ที่เจ้าพูดเช่นนี้เพราะคิดการณ์ใหญ่อยู่ใช่หรือไม่” เด็กชายสีหน้าเคร่งขรึม สองมือไพล่หลัง “ถูกต้อง ตอนนี้บารมีสกุลหยางเกินหน้าเกินตาฮ่องเต้ไปแล้ว เห็นที โจวจื่ออี้จะต้องหาทางกำจัดพวกเราให้เร็วที่สุด” ข้อสันน
หนานกงโจวยืนอยู่ข้างหลี่หยวนหยวนและหลานชายทั้งสอง ท่านอ๋องหยางข่ายและหยางหลีเหว่ยสองพ่อลูกอยู่บนหลังม้า หยางไท่เฟยอยู่ในรถม้าคันใหญ่ “ท่านปู่! ท่านพ่อ!” เด็กสองคนตะโกนส่งเสียงแข่งกับชาวเมืองที่กำลังโห่ร้องแสดงความยินดี แม่ทัพใหญ่หยางยิ้มตวัดขาลงจากหลังม้าพร้อมกับบุตรชาย ทั้งสองเข้าไปอุ้มเด็กไว้คนละคน “เจ้าตัวน้อยของปู่!”เด็กชายกางแขนออกเพื่อให้ท่านปู่อุ้มตน ส่วนเด็กหญิงก็กางสองแขนยิ้มหวานรอบิดา “ผู้คนมากมายนัก เจ้าสองพี่น้องไปนั่งบนรถม้ากับท่านย่าเถิด” แม่ทัพใหญ่อุ้มหลานชายไปยืนบนรถม้าคันใหญ่ หยางหลีเหว่ยจึงอุ้มบุตรสาวไปยืนข้างบุตรชาย “ลูกรัก เจ้าเข้าไปนั่งกับท่านย่าเถอะ จะได้สบายหน่อย” หยางไท่เฟยเปิดม่านหน้ารถออกมาพร้อมกับยื่นมือมาหาหลานชายและหลานสาว “พวกเจ้าเข้ามาสิ!” หลี่หยวนหยวนเดินตามมาด้านหลัง หยางหลีเหว่ยหันไปยิ้มให้ภรรยา เขายื่นมือไปกุมมือนางและประคองให้ขึ้นไปบนรถม้า ชายหนุ่มแอบใช้นิ้วสามนิ้วเกาหลังมือนางเบาๆ แล้วยื่นหน้ากระซิบ “ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน หยวนหยวน คืนนี้ส่งเจ้าเด็กสองคนไปนอนกับท่านปู
หนานกงโจวนำมือปราบหลายร้อยนายไปล้อมจวนสกุลอู๋ ฉินกงกงถือพระราชโองการมาด้วยตนเอง เมื่อคนในจวนถูกต้อนออกมาคุกเข่าที่ลานกลางเรือนแล้วก็เริ่มประกาศ “ด้วยโองการแห่งฟ้า อู๋กั๋วกงเจ้ากรมมหาดไทรับสินบนขายตำแหน่งขุนนางและแอบกักตุนข้าวสารในยามเกิดศึกสงคราม ค้าขายเอาเปรียบราษฎร จึงให้ลงโทษตามกฎหมายแคว้นต้าหลง ถอนออกจากตำแหน่ง รับโทษประหารชีวิต ริบจวนและทรัพย์ทั้งหมด เนรเทศทั้งครอบครัวไปยังชายแดน จบพระราชโองการ” บิดาของอู๋ฮองเฮาฟังคำประกาศของรองผู้บัญชาการหนานกงจบก็ถึงกับกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง เสียงร่ำไห้ของอนุภรรยา ลูกๆ ที่เกิดจากอนุภรรยา รวมทั้งบ่าวรับใช้ทั้งหลายดังระงมอู๋กั๋วกงเงยหน้าขึ้นมองฉินกงกง “เหตุใดฝ่าบาทจึงได้ทำกับผู้จงรักภักดีเยี่ยงนี้ สกุลอู๋มีส่วนช่วยให้อำนาจในราชสำนักมั่นคง ไม่ควรคิดถอนรากถอนโคนถึงเพียงนี้”ฉินกงกงยิ้มเย็น “อู๋กั๋วกง รากฐานสกุลอู๋แผ่ไปทั่วราชสำนัก คนที่ท่านผลักดันขึ้นมาเป็นขุนนางมีมากมาย น่าเสียดายที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาด้วยความสามารถ ฮองเฮาเองก็ไม่อาจทรงพระครรภ์ได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่พระองค์มิได้อยู่อย่างสงบ หากแต่กลับลอบปลงพระชนม์องค์ชาย
ฮ่องเต้เริ่มรู้สึกแล้วว่าเด็กฝาแฝดทั้งสองผิดแผกแตกต่างจากเด็กทั่วไปอยู่มาก สายตาที่เด็กพวกนั้นจ้องมองตนก็คล้ายกับรู้จักกันมานาน แต่...เด็กที่มีอายุไม่กี่ขวบจะรู้จักฮ่องเต้ในวังหลวงได้อย่างไร ยกเว้นชาติก่อน พวกเขาจะเป็นคนในนี้ คิดมาถึงตรงนี้ โจวจื่ออี้ก็พลันขนลุกขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ จะว่าไปสายตาของเด็กน้อยแซ่หยางก็ราวกับญาติผู้ใหญ่ที่กำลังจับผิดเขาอยู่ในที “ฝ่าบาท! ลูกๆ ของหม่อมฉันคุ้นชินกับการถูกลอบทำร้ายแล้วเพคะ พวกเขาเคยอยู่ในเหตุการณ์ที่หม่อมฉันถูกลอบสังหารหลายหนจนเลิกกลัวแล้วเพคะ” “จริงรึ! ถึงอย่างนั้นก็ยังแปลกอยู่มาก หากเป็นเด็กทั่วไปคงจะหวาดกลัวจนไม่กล้าเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว แต่ลูกๆ ของเจ้ากลับเหมือนผู้ใหญ่ที่พบเจอโลกมานาน” หยางหลิวเหว่ยอดไม่ได้ที่จะเผลอยิ้มออกมา ในใจนึกชมที่โจวจื่ออี้ไม่เลวเลย เริ่มจะรู้สึกถึงความผิดปกติของตนสองพี่น้องแล้ว เด็กชายประสานมือค้อมศีรษะเล็กน้อย “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเป็นห่วงกระหม่อมสองพี่น้อง พ่ะย่ะค่ะ” “เจ้าเพิ่งอายุแค่นี้ กลับเฉลียวฉลาดยิ่ง สกุลหยางนับว่ามีควันเขีย
อู๋ฮองเฮาเผลอเกร็งมือที่ประสานกันแน่นขึ้น สายตาเคร่งเครียด เหลือบมองซางกงกงด้วยความหวาดหวั่น “กระหม่อม...” เสียงของซางกงกงขาดหายไปในลำคอ ศีรษะที่ก้มอยู่นั้นเอียงข้างขึ้นเหลือบมองอู๋ฮองเฮา ก่อนคิดจะลุกขึ้นพุ่งชนเสาท้องพระโรง “หยุดนะ!” หลี่หยวนหยวนอยู่ใกล้ซางกงกงมากกว่า นางกระโจนไปกระชากคอเสื้อของขันทีอาวุโสแล้วไว้ “เจ้าคิดจะตายหนีความผิดอย่างนั้นรึ!” หนานกงโจวพุ่งเข้ามาใช้มือบีบคอซางกงกงเอาไว้ หลี่หยวนหยวนยังไม่วางใจ กระชากดึงข้อมือทั้งสองข้างของซางกงกงไพล่ไปด้านหลัง “ใต้เท้าหนานกง เจ้าคิดจะทำสิ่งใด!” อู๋ฮองเฮาร้องขึ้นสายตาของซางกงกงเหลือบมองไปยังอู๋ฮองเฮาอย่างหวาดกลัว เขารับใช้นางมานานรู้นิสัยเบื้องลึกของนางดี “ซางกงกงเจ้าไม่กล้าพูดเพราะมีคนบีบบังคับเจ้าให้ทำเรื่องนี้ใช่หรือไม่ การปลงพระชนม์องค์ชายไม่มีประโยชน์อันใดกับเจ้า” หนานกงโจวร้องขึ้น โจวฮ่องเต้ทรงลุกขึ้น ปลายพระดรรชนีชี้มาทางซางกงกง “หากเจ้าไม่พูด เจิ้นจะให้คนเฉือนเนื้อของเจ้าทีละชิ้นจนกว่าเจ้าจะสารภาพ” คราวนี้ซางกงกงตื่นตะลึง คนที่จะถูกลงโทษอย่า
เฉาเฟิงหน้าหงิกหน้างอ “ซื่อจื่อ ท่านหญิง เอาภรรยาข้าไปแล้ว จะให้ข้านอนคนเดียวหรือไร ให้ข้าไปนอนด้วย” เด็กชายเห็นหน้ากุนซือหนุ่มเหมือนจะทนไม่ได้ที่ต้องห่างจากภรรยาจึงนึกอยากจะแกล้ง “ไม่ดีหรอกขอรับ พวกเราอยากนอนคุยกับท่านผีใต้กันสามคน” “ซื่อจื่อ! ไม่ดีกระมัง ให้ข้านอนด้วยเถอะ” หลี่หยวนหยวนหัวเราะ “หลิวเหว่ยเจ้าอย่าแกล้งกุนซือเฉาอีกเลย ให้เขานอนด้วยเถิด” “ก็ได้ๆ ข้าไม่แกล้งแล้ว” เฉาเฟิงค่อยยิ้มออก “ตกลงว่าให้ข้านอนด้วยแล้วนะ” ชิวลู่ชิงหัวเราะคิกคัก “ หลี่หยวนหยวนเอียงหน้ายิ้มมองดูเด็กชาย “คืนนี้ก็อย่าคุยกันดึกนักเล่า พวกเจ้ายังเด็ก ต้องนอนให้มาก เข้าใจหรือไม่” “ท่านแม่ไม่ต้องห่วง ข้าจะบังคับให้น้องนอนเร็วๆ เองเจ้าค่ะ” เด็กหญิงเชิดอกแล้วใช้มือเล็กๆ ตบเบาๆ ที่หน้าอกตนเองสองทีเป็นการรับอาสา “ดี! แม่เชื่อฟางเอ๋อร์” เช้าวันต่อมา หนานกงโจวหายไปหนึ่งคืนก็มาบอกข่าวดีกับพระชายาหลี่และเด็กแฝด “คนผู้นั้นยอมบอกรูปร่างหน้าตาของคนที่ไปซื้อยาพิษแล้ว เพียงแต่คงต้องใช้เวลาสืบหาตัวคนสักหน
สำนักมือปราบทำการสอบสวนจนรู้ชัด โจรกลุ่มนั้นสารภาพว่าเซียวหว่านหรือซางฮูหยินคือนายจ้างของพวกตน ทว่าเหตุที่พวกเขาจุดไฟที่ร้านประทัดทำให้เกิดการระเบิด มีเพลิงไหม้ ทำให้มีคนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุหนึ่งราย เสียชีวิตในตอนวิ่งหนีอีกสองราย อีกทั้งยังมีบาดเจ็บเนื่องจากวิ่งหนีเพราะความตกใจอีกจำนวนหน
ซางฮ่าวอวี่มองลงไปยังถนนเบื้องล่าง ฮูหยินเอกของเขากำลังยืนพูดคุยกับคุณหนูต้วนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ ขุนนางหนุ่มยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ขณะหูฟังคนของตนรายงานพฤติกรรมของเซียวหว่าน ครั้นฟังจบก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะโบกมือไล่ “พอแล้ว เจ้าไปตามดูนางต่อเถอะ” เมื่อคนผู้นั้นจากไป คนสนิท
เสี่ยวเอ้อร์ด้านนอกส่งเสียงเข้ามาบอกว่าอาหารพร้อมแล้ว “พี่เหนือ ข้าหิวพอดี รีบให้พวกเขาเอาเข้ามาเถิด” ชิวต้าซานเอามือลูบท้อง อาหารถูกลำเลียงมาตั้งโต๊ะ คนทั้งสี่จึงขยับเข้ามานั่งที่เก้าอี้ ชิวลี้จิ่นเห็นอาหารจำนวนมากก็กลืนน้ำลายดังเอี๊อก เขาดีใจที่หลี่หยวนหยวนมาเยือน ไม่เช
เฉาเฟิง เจิ้งตู้ และซูจิ้ง ล้วนตกอยู่ในอาการคุมแค้นดุจเดียวกัน ศึกครานั้น พวกเขาติดตามหยางหลีเหว่ย ออกรบด้วย ทว่าหน่วยของพวกเขาถูกล่อให้ติดกับดักที่เบื้องล่าง ทหารแคว้นศัตรูรายล้อมทุกด้าน นับเป็นหมากที่มีโอกาสแพ้อย่างสูง ในยามนั้นคุณชายใหญ่หยางถูกแทงไปหลายแห่งแต่ก็แข็งใจ บุกขึ้นไปถึงหน้าผา







