Masukนิ้วเรียวงามของหญิงสาวยังยื่นไปไม่ถึงจานขนม สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ปราดเข้ามาช่วยเลื่อน สายตาของคุณหนูสามสกุลเซียวยังคงเหม่อมองไปยังต้นไห่ถัง[1]ที่กำลังออกดอกอยู่นอกหน้าต่างแต่มือหยิบขนมชิ้นหนึ่งมากัด
“เสี่ยวหว่าน เจ้าไม่น่ารีบรับหมั้นคุณชายซางเลย”
เซียวหว่านที่กำลังเคี้ยวขนมเบือนหน้ามามองสหายคนงามที่นั่งอยู่ข้างๆ “หากข้าไม่รับหมั้นเขา ไหนเลยจะมีหน้าออกไปข้างนอกจวนเล่า ไม่ว่าจะไปที่ใด ผู้คนล้วนพูดถึงการแต่งงานของหนิงเฉิงอ๋องทั่วบ้านทั่วเมือง”
“เจ้ายอมทำลายชื่อเสียงตนเองเช่นนี้ จะคุ้มหรือ” ต้วนเหม่ยหลิงเทผงชาลงในถ้วยแล้วคนด้วยแปรงสั้นกลมวนไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป
ไอความร้อนจากกาน้ำชาที่กำลังถูกเปิดฝา ทำให้ใบหน้างามของเซียวหว่านผงะออกก่อนจะโบกมือไล่ไอนั้น “ข้าต้องหาทางเอาอ๋องหยางคืนมา”
“เจ้าปล่อยข่าวว่าเศร้าโศกเสียใจจนล้มเจ็บ เขาก็ยังไม่มาเยี่ยม แล้วเจ้าจะหาวิธีใดเรียกร้องความสนใจจากเขาได้เล่า”
เซียวหว่านมองสหายที่กำลังยื่นถ้วยชาที่ชงเสร็จมาตรงหน้า “ที่เขาไม่ได้มาเยี่ยมเป็นเพราะหยางไท่เฟยอาการไม่สู้ดี แต่ข้าเชื่อว่าเขาก็ต้องรู้สึกผิดกับข้าแน่”
สาวใช้ขยับเข้ามาช่วยปิดฝากาน้ำที่อยู่บนเตาเล็กตรงหน้าต้วนเหม่ยหลิงแล้วถอยออกไปยืนข้างๆ ปล่อยให้คุณหนูของตนและสหายของนางชงชาต่อ
“เหม่ยหลิง ช่วงนี้เจ้ามิได้เข้าวังหรือ”
ต้วนเหม่ยหลิงส่ายหน้า “พระสนมทรงห้ามเอาไว้น่ะสิ เห็นว่าฮ่องเต้เสด็จไปประทับที่ตำหนักบ่อยๆ จึงเน้นประทินโฉมอยู่ทุกวัน จึงไม่ต้องการให้ข้าเข้าไปรบกวนในช่วงนี้”
ท่านอาหญิงของต้วนเหม่ยหลิงคือพระสนมขั้นผิน[2]คนใหม่ของฮ่องเต้ นางเพิ่งเข้าวังไปได้เพียงสามเดือน ยามนี้กลายเป็นที่โปรดปราน ส่งผลให้จวนสกุลต้วนตกเป็นเป้าหมายของขุนนางทั้งหลาย พวกเขาขอเข้าพบท่านปู่ของ ต้วนเหม่ยหลิงจนธรณีประตูแทบสึก ต้วนเหม่ยหลิงที่เหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายจึงหลบมาที่จวนของสหาย
ต้วนเหม่ยหลิงกับเซียวหว่านร่ำเรียนชงชาอยู่พักใหญ่ ในยามมาพบปะก็ถือโอกาสฝึกฝีมือขณะพูดคุยเรื่องราวรอบตัว
เซียวหว่านยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแล้วยิ้มน้อยๆ “ดีจริง เช่นนั้นอีกไม่นาน บรรดาศักดิ์ของบิดาเจ้าก็น่าจะได้เลื่อนขึ้นไปเป็นโหวแล้ว”
“ไม่ต้องเฉไฉมาพูดเรื่องครอบครัวข้า บอกข้ามา ตกลงเจ้าวางแผนเรื่องคุณชายซางเอาไว้แล้วใช่หรือไม่”
เซียวหว่านนึกถึงคู่หมั้นของตนแล้วก็ยิ้มออกมา “คุณชายซางไม่ชอบอ๋องหยางมาแต่ไหนแต่ไร ในเมื่อเขายินดีร่วมมือกับข้า แล้วข้าจะไม่ร่วมมือกับเขาได้หรือ”
“เสี่ยวหว่าน อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ซางฮ่าวอวี่เป็นคนเช่นไร ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้ ในเรือนเขามีสาวใช้ข้างห้องอยู่ถึงสองคน บุรุษเช่นนี้สมควรที่เจ้าจะคว้ามาเป็นสามีหรือ”
“เจ้าคงไม่รู้ล่ะสิว่า เขายังเลี้ยงสตรีไว้นอกบ้านอีกสองคน”
ต้วนเหม่ยหลิงได้ยินก็ถึงกับตาเหลือก “เขาเป็นตัวบัดซบเช่นนี้ เจ้ายังจะรับหมั้นเขาอีก”
“ก็เพราะเขาเป็นเช่นนี้ ข้าถึงสบายใจที่จะรับหมั้นอย่างไรเล่า”
ต้วนเหม่ยหลิงนิ่งไปครู่ก็หัวเราะออกมา “นั่นเป็นความลับของเขาสินะ”
“ถูกต้อง เจ้าลองคิดดูว่าหากใต้เท้าซางรู้ว่าบุตรชายคนโตซ่อนสตรีไว้นอกเรือนถึงสองคนจะอับอายเพียงใด ไหนยังจะท่านพ่อท่านแม่ของข้าอีก มีหรือเขาจะยอมปล่อยให้ข้าแต่งงานไปกับบุรุษไร้ความรับผิดชอบเยี่ยงนี้”
“เจ้ากุมความลับเขาไว้ในมือเช่นนี้เพราะคิดว่าวันหน้าหากต้องการสลัดคนผู้นี้ทิ้งแล้วกลับไปหาอ๋องหยาง ก็แค่เปิดโปงความลับของซางฮ่าวอวี่ใช่หรือไม่”
“เหม่ยหลิงช่างปราดเปรื่องนัก สมแล้วที่เป็นสหายรักของข้า”
“เจ้าพูดเช่นนี้ แน่ใจแล้วหรือว่าอ๋องหยางจะยอมหย่ากับหลี่หยวนหยวน นางผู้นั้นเป็นคนเช่นไรเจ้าก็รู้ ไร้มารยาท ขาดระเบียบ โวยวายราวกับหญิงชาวบ้าน ก่อนจะแต่งก็ตามติดอ๋องหยางไปทั่ว ซ้ำยังคอยขัดขวางโอกาสดีๆ ระหว่างเจ้ากับเขา” ต้วนเหม่ยหลิงพูดจี้ใจดำของสหาย
ก่อนหน้าที่หยางหลีเหว่ยจะแต่งงาน เซียวหว่านประมาทคู่แข่งอย่างหลี่หยวนหยวนเกินไป นางเห็นว่าชื่อเสียงของคุณหนูรองหลี่ในหมู่บุรุษคือสตรีที่ไร้สาระที่สุดในเมืองหลวง ดังนั้นจึงคาดไม่ถึงว่าอ๋องหยางจะตกหลุมพรางสกุลหลี่จนต้องแต่งหลี่หยวนหยวนเป็นชายา
“ข้าผิดเอง” เซียวหว่านสีหน้าเจ็บแค้น “ผู้ใดจะไปรู้ว่าท่านป๋อหลี่จะใช้เงื่อนไขการรักษาหยางไท่เฟยบังคับเขาให้แต่งงาน”
“ไม่ใช่แค่บังคับให้แต่งงาน แต่ยังบังคับให้เข้าหอร่วมห้องอีกด้วย” ต้วนเหม่ยหลิงเอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ
เซียวหว่านตะลึง “เจ้าไปรู้มาจากที่ใด”
“ย่อมเป็นหลี่ฮูหยินที่เล่าให้น้องสาวของนางฟัง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าที่บ้านข้าก็มีคนแซ่จ้งอยู่ด้วยผู้หนึ่ง”
คราวนี้เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางขยับไปใกล้สหาย “จริงด้วย จ้งซื่อ[3]ผู้นั้นเป็นน้าสะใภ้ของเจ้านี่”
“เรื่องบังคับให้เข้าหอนี่ น้าสะใภ้ของข้าบอกว่ามีหลักฐานเป็นผ้าพรหมจรรย์ที่มามาในจวนหลี่นำมายืนยัน หว่านเอ๋อร์ หากว่าหญิงผู้นั้นเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา หยางไท่เฟยมีหรือจะยอมให้บุตรชายหย่าร้างกับนาง”
ฟังถึงตรงนี้ เซียวหว่านถึงกับนั่งไม่ติด นางผุดลุกขึ้น “ไม่ได้ ข้าจะต้องไปสืบเรื่องนี้หน่อย ข้าไม่เชื่อว่าท่านอ๋อง หยางจะหลับนอนกับนาง ผู้อื่นต่างก็รู้ว่าเขาตั้งใจจะสานสัมพันธ์กับข้าถึงได้มางานเลี้ยงน้ำชาอยู่บ่อยๆ”
“เจ้าคิดน้อยไปแล้ว” ต้วนเหม่ยหลิงยกยิ้มมุมปาก “ท่านป๋อหลี่มีหรือจะยอมให้อ๋องหยางหลอกได้ เขาบังคับให้ท่านอ๋องดื่มยาคืนวสันต์สูตรเฉพาะของตระกูลหลี่ก่อนเข้าหอ เช่นนี้แล้ว เจ้าว่าท่านอ๋องจะสะกดกลั้นได้หรือ”
เซียวหว่านได้ฟังถึงตรงนี้ก็เซถอยหลังไปเล็กน้อย ตำแหน่งชายาเอกของหนิงเฉิงอ๋องนางหมายมั่นปั้นมือเอาไว้นานแล้ว ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในร่างนี้และรับรู้ว่าตนเองคือบุตรสาวของฮูหยินเอกท่านเซียวโหว คนรอบข้างล้วนบอกว่านางมีคู่หมายคือ หนิงเฉิงอ๋องหยางหลีเหว่ย
‘ไม่น่าเชื่อเลย อ๋องหยางหลีเหว่ยคนนี้ หน้าเหมือนหัวหน้าหยางยังกับแกะ ดีจริง ตอนอยู่ยุคโน้นไม่สมหวัง พอมาอยู่ยุคโบราณก็ถูกจับแต่งงานกับหัวหน้า เอ๊ย! ท่านอ๋อง หยาง’
“คนชื่อหยวนหยวน ช่างเป็นดาวเคราะห์ร้ายในชีวิตข้าเสียจริง” เซียวหว่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“เมื่อวานหลี่หยวนหยวนเพิ่งพาสามีกลับบ้านหลังแต่ง ได้ยินว่าท่านอ๋องหน้าตาบูดบึ้ง ไม่หันไปมองพระชายาสักนิด เห็นทีชีวิตการแต่งงานที่ข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้าคงยากจะราบรื่น”
เซียวหว่านค่อยยิ้มออก “หึ! นางเป็นคนแย่งชิงวาสนาของผู้อื่น ย่อมต้องได้รับความทุกข์ทน ข้าจะทำให้ท่านอ๋องเกลียดชังนางมากขึ้น และหาทางหย่าขาดกับนาง” หญิงสาวจ้องสหายอยู่อึดใจหนึ่ง “เหม่ยหลิงไปกับข้า วันนี้ข้าต้องพบอ๋องหยางให้ได้”
คุณหนูทั้งสองออกไปยังภัตตาคารตู้จิน พวกนางนั่งรออยู่พักใหญ่ หยางหลีเหว่ยก็มาพร้อมกับกุนซือเฉา เพื่อมิให้การนัดพบดูเป็นส่วนตัวนัก ชายหนุ่มจึงให้บ่าวรับใช้ไปเชิญซ่งสวิน หัวหน้าหน่วยมือปราบที่สิบมาร่วมโต๊ะ
ในยามที่พวกเขาทั้งหมดเดินขึ้นไปชั้นสองมิได้ดูเป็นการนัดหมายเฉพาะตัว แต่คนที่มาด้วยต่างก็รู้เจตนาของเซียวหว่านและหยางหลีเหว่ย จึงปล่อยให้สองหนุ่มสาวแยกไปนั่งคุยกันที่ห้องเล็กด้านข้าง
“คุณหนูสาม เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หยางหลีเหว่ยถามขึ้นด้วยสีหน้าห่วงใย
เซียวหว่านได้ทีก็แสร้งยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะหัวตาคล้ายกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ “ก็...สบายดีเจ้าคะ ท่านอ๋องคงรู้เรื่องของข้าแล้ว”
[1] ต้นไห่ถัง เป็นพืชตระกูลแอปเปิ้ล ดอกมีสีขาว ชมพูหรือแดง ดอกจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม
[2] ลำดับพระสนมเรียงตามความสำคัญจากมากไปหาน้อย ได้แก่ หวงกุ้ยเฟย กุ้ยเฟย เฟย ผิน กุ้ยเหริน ฉางจ้าย และต้าอิ้ง
[3] จ้งซื่อ หมายถึง สตรีที่แต่งงานแล้วแซ่เดิมว่า “จ้ง” ซึ่งเวลาเรียกจะใช้คำว่า “ซื่อ” ต่อท้ายนามสกุลเดิม
**************
เซียวหว่านได้ฟังก็เดือดดาล “ที่แท้ หลี่หยวนหยวนร้ายกาจกว่าที่ข้าคิด นางยั่วยวนท่านอ๋องด้วยการใช้บุรุษสองคนมาทำให้เกิดความหึงหวง และก็ได้ผลเสียด้วย”“จะทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาเป็นวัวเคยขาม้าเคยขี่ แต่เจ้า...” ต้วนเหม่ยหลิงปรายตามองสหายแวบหนึ่ง “บัดนี้ เจ้าเป็นเพียงภรรยาของผู้อื่น”เซียวหว่านนึกถึงใบหน้าของติงหยวนหยวน หญิงสาวที่ทำให้หัวหน้าหยางหวั่นไหว‘ฉันแพ้แค่ชาติเดียวก็พอแล้ว ชาตินี้ฉันจะไม่แพ้อีก’ ต้วนเหม่ยหลิงเห็นท่าตกใจของสหายก็รีบสำทับ “ท่าทีของอ๋องหยางที่มีต่อนางในยามนี้ ผู้ใดก็ดูออกว่าต้องการจะคืนดี หากไม่มีใต้เท้าหนานกงกับคุณชายสกุลชิวขวางเอาไว้ ไม่แน่ว่าความฝันของเจ้าต้องพังทะลายอีกคราแล้ว”การยุแยงเซียวหว่านก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ตนเอง คืนนี้ แม้ว่านางจะยอมให้เซียวหว่านลงมือ แต่นางก็เตรียมการซ้อนแผนเอาไว้แล้ว ไม่มีทางจะให้หนานกงโจวลุยน้ำขุ่นเท้าเปื้อนโคลนไปกับหลี่หยวนหยวนเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้นางจึงได้ไปบอกกับชุยฮูหยินให้เชิญราชครูซ่งมาด้วย“ไม่มีทาง! ครั้งนี้ข้าต้องทำให้อ๋องหยางเกลียดนางให้จงได้ และต้องเกลียดยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่แต่งงานด้วย” เซียวหว่านยืนยัน ต้วนเหม่ยห
“ข้าก็ให้คนคอยตามดูนางเหมือนกัน แต่พวกเขาถูกนางหลอกล่อจนตามไม่ทัน” หลี่หยวนหยวนเลิกคิ้ว “คุณชายใหญ่ ท่านให้ผู้ใดสะกดรอยนางกัน เหตุใดจึงเก่งกว่าคนของข้า” ชิวอี้เซ่อยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้ายอมสละแมวผีให้ไปทำภารกิจเพื่อบ่อเงินบ่อทองอย่างท่านเชียวนะ” หลี่หยวนหยวนตะลึง “แค่ข้าส่งแมวผีไปขโมยของ ท่านก็ห้ามข้าแล้ว เหตุใดที่ตนเองจึงได้ส่งไปสะกดรอยเซียวหว่านเล่า” “คุณหนูหลี่ ท่านไม่มีวรยุทธ์ หากไม่มีแมวผีอยู่ข้างกาย ข้าเกรงว่าท่านจะได้รับอันตราย ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าต้องปวดใจเป็นแน่ ส่วนข้านั้นต่อให้มีคนคิดทำร้ายสักสิบยี่สิบคนก็ปาดคอพวกเขาจนหมดได้” คำพูดของชิวอี้เซ่อคล้ายจะล้อเล่น แต่หลี่หยวนหยวนรู้จากชิวลู่ชิงว่าวรยุทธ์ของท่านผีเหนือผู้นี้ กระทั่งเจ้ายุทธภพคนปัจจุบันยังต้องเกรงเขาถึงห้าส่วน ดังนั้นคำพูดที่เขาพูดออกมานี้เกรงว่าจะเป็นความจริง “ท่านพูดคำว่าปวดใจออกมา หากข้าไม่รู้จักนิสัยของท่าน คงคิดว่าท่านใจให้ข้าแล้ว” หลี่หยวนหยวนเอ่ยเย้า ชิวลี่จิ่นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ หัวเราะเสียงดัง “พี่เหนือของข้าจะปวดใจเฉพาะตอนที่ต้องสูญเสียเงินทองเท่านั้
เซียวหว่านไปพบกับเสนาบดีชุยที่โรงน้ำชาใหญ่บนถนนสายรองหลังตลาดตะวันออก โรงน้ำชาแห่งนี้เสนาบดีชุยให้คนผู้หนึ่งออกหน้าเป็นเจ้าของ สถานที่แห่งนี้เขามีไว้นัดพบกับผู้ที่ไม่อาจพบหน้าโดยเปิดเผย “ฮูหยินน้อย เจ้าบอกข้าว่ามีแผนจะทำลายหนานกงโจวอย่างนั้นหรือ” “เจ้าค่ะ ข้าพบว่าใต้เท้าหนานกงสนิทสนมเกินธรรมดากับอดีตพระชายาของอ๋องหยาง หลี่หยวนหยวน และยามนี้ท่านอ๋องเองก็ดูเหมือนจะกำลังหวนไปคืนดีกับนาง หากว่าทำให้คนทั้งสองหมางใจกันได้ บางทีท่านอ๋องอาจเป็นฝ่ายลงมือกับใต้เท้าหนานกงด้วยตนเอง” ชุยหนิงเทียนมองดูสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้า เซียวหว่านเป็นฮูหยินของซางฮ่าวอวี่แต่กลับรู้เรื่องผู้อื่นดีเช่นนี้ หากเขาไม่เคยรู้อดีตของนางกับอ๋องหยางก็คงคิดว่านางกำลังพยายามช่วยสามีสร้างความดีความชอบ “เหตุใดเจ้าจึงรู้เรื่องนี้ละเอียดนัก” เสนาบดีผู้เฒ่าเลิกคิ้วสูง “เดิมทีข้าก็มีแค้นกับหลี่หยวนหยวน และเมื่อไม่นานมานี้นางก็ฉีกหน้าข้าในวันเปิดภัตตาคารจาเรออีก ระหว่างข้ากับนางไม่อาจจะอยู่ร่วมโลกกันได้” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ สายตาแสดงความเกลียดชังคนที่เอ่ยถึงอย่างไม่ปิดบัง
ซางฮ่าวอวี่มองลงไปยังถนนเบื้องล่าง ฮูหยินเอกของเขากำลังยืนพูดคุยกับคุณหนูต้วนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ ขุนนางหนุ่มยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ขณะหูฟังคนของตนรายงานพฤติกรรมของเซียวหว่าน ครั้นฟังจบก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะโบกมือไล่ “พอแล้ว เจ้าไปตามดูนางต่อเถอะ” เมื่อคนผู้นั้นจากไป คนสนิทของซางฮ่าวอวี่ที่ยืนอยู่เยื้องไปด้านหลังก็ย่นหัวคิ้ว “คุณชาย ท่านไม่คิดจะห้ามปรามฮูหยินน้อยหรือ” “เหอะ! ห้ามนางไปไย แต่แรกนางก็มิได้คิดจะแต่งกับข้าอยู่แล้ว แต่งกับนางก็เหมือนแต่งกับสกุลเซียว หากไม่อาศัยสกุลนาง มีหรือตำแหน่งของข้าจะเลื่อนขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ตั้งแต่ไปเมืองเฉินม่าย นางก็พยายามให้ท่าอ๋องหยางอยู่ตั้งหลายครา น่าเสียดายที่ยังไม่มีโอกาสให้ข้าได้จับชู้” บ่าวรับใช้ผงกศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นครานี้ คุณชายคิดจะ...” “สนับสนุนให้นางทำลายอ๋องหยางและคุณหนูหลี่ จากนั้นก็ค่อยจับพวกมันในฐานะชู้ หากข้ากำจัดอ๋องหยางได้ เสนาบดีชุยจะต้องส่งเสริมข้าอย่างแน่นอน” “ขอรับ คุณชายคิดได้แยบยลนัก ไม่ต้องชักกระบี่ ใช้เพียงสมองก็กำจัดศัตรูได้แล้ว เซียวหว
“ท่านอ๋อง จะบังคับเขาไปทำไม เขายังเป็นเด็กอยู่เลย จะร้องไห้บ้างก็ปกติมิใช่หรือ” เสียงของหลี่หยวนหยวนดังขึ้นข้างหลัง หยางหลีเหว่ยหันกลับไปมอง ครั้นเห็นอดีตภรรยาเดินเข้ามาหาลูกๆ ก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “หยวนหยวนมาแล้วหรือ อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “ท่านอ๋อง ข้าบอกท่านแล้วว่าเราหย่ากันแล้ว อย่าเรียกข้าด้วยความสนิทสนมเช่นนี้ ผู้อื่นได้ยินเข้าจะพาลเข้าใจผิดได้” นางทำเสียงเขียว แต่หยางหลีเหว่ยกลับไม่สนใจ “ผู้ใดจะเข้าใจอย่างไรก็ช่างเขาเถิด ข้าหาถือสาไม่” “ท่านไม่ถือสา แต่ข้าถือ” นางส่งเสียงลอดไรฟันพอได้ยินกันสองคนเพราะไม่อยากให้คนรับใช้ได้ยิน “ตกลงว่าเจ้า ร่างกายปกตินะ” “ข้าไม่เป็นอันใด ท่านอ๋องไม่ต้องห่วง” นางสะบัดเสียงเล็กน้อย ชายหนุ่มยังคงอารมณ์ดี ยิ้มให้นางอย่างเบิกบาน “วันหน้าเจ้าก็พาหนานกงโจวมาเยี่ยมลูกเราบ่อยๆ สิ พวกเขาจะได้สนิทสนมกัน” หลี่หยวนหยวนผงะ ก่อนหน้านี้อ๋องหยางยังทำเหมือนจะกระโจนเข้าฟาดฟันหนานกงโจวทุกครั้งที่พบหน้า แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ท่านอ๋องคงมิได้พูดปร
หนานกงโจวหายใจแรง “ข้ารู้! แต่แค้นระหว่างข้ากับนาง ยากจะบอกเล่าให้ผู้อื่นเข้าใจ”“ใต้เท้าหนานกง ดูเหมือนเจ้ากับหลี่หยวนหยวนจะมีเรื่องที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงอยู่นะ”“ท่านอ๋องอย่าได้คาดเดาเรื่องของข้ากับคุณหนูหลี่เลย หาใช่เรื่องที่ท่านจะเกี่ยวข้องได้ไม่”หยางหลีเหว่ยนั่งลงที่ม้านั่ง “ใต้เท้าหนานกง เจ้ากับ หลี่หยวนหยวนซ่อนสิ่งใดไว้ที่บ้านเก่าสกุลหลี่หรือ”หนานกงโจวสำรวจใบหน้าของอ๋องหยางก็เห็นว่าเขามิได้หึงหวงตนเองเหมือนอย่างเคยจึงได้นั่งลงที่ม้านั่งตรงกันข้าม“ยากที่ข้าจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ”หยางหลีเหว่ยเห็นว่าตนเองไม่อาจทำให้หนานกง โจววางใจจึงได้พูดสิ่งที่ตนคาดคะเนออกมา “ข้าสังเกตมานานแล้วว่าหลี่หยวนหยวนผู้นี้ มิใช่หลี่หยวนหยวนที่เคยต้องการแต่งงานกับข้า ข้าเคยคิดกระทั่งว่านางคือผู้อื่น”“ท่าน!” หนานกงโจวตะลึง“หรือว่าเจ้าเองรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง” หยางหลีเหว่ยโยนหินถามทางสีหน้าพิกลของหนานกงโจวทำให้อ๋องหยางรู้ว่าเขากำลังจะรู้ความลับของคนทั้งสอง “หากท่านคิดว่านางมิใช่หลี่หยวนหยวน แล้วนางจะเป็นผู้ใด” หนานกงโจวถามย้อน หยางหลีเหว่ยแสร้งใช้นิ้วเคาะลงบนพื้นโต๊ะสองสามคร







