Masukณ จวนสกุลหลี่
วันนี้เป็นวันที่สามของการแต่งงาน หลี่หยวนหยวนจะต้องกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมพร้อมกับสามี ท่านป๋อหลี่ เหวินจั๋วนำคนในครอบครัวมายืนรอหน้าซุ้มประตูตามเวลาที่นัดหมาย พอต้นยามเฉิน[1] ขบวนจากจวนหนิงเฉิงอ๋องก็มาถึง
หยางหลีเหว่ยมีกององครักษ์ประจำตัวที่ถูกเรียกขานว่า ‘หน่วยหยกทมิฬ’ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับดาบประจำตัวของบิดาของเขา เล่ากันว่าดาบเล่มนี้มีหยกสีดำประดับอยู่ที่สันของดาบและส่วนด้าม เหล่าองครักษ์หน่วยนี้แต่งกายด้วยชุดสีดำปักปลายแขนเสื้อและชายอาภรณ์เป็นสัญลักษณ์พิเศษ ด้านหลังสะพายดาบสีดำ ม้าที่พวกเขาใช้เป็นม้าสีน้ำตาลแดงพันธุ์ดี ไม่ว่าเดินทางไปที่ใด คนกลุ่มนี้ล้วนโดดเด่นน่าเกรงขาม
เมื่อขบวนองครักษ์หน่วยหยกทมิฬขี่ม้านำหน้าขบวนเข้ามาในถนนหน้าจวนสกุลหลี่ ทุกคนที่ได้เห็นล้วนตื่นตาตื่นใจ
“ท่านพ่อ ขบวนท่านอ๋องมาแล้วขอรับ” หลี่เหลียงบุตรชายคนที่สามของท่านป๋อหลี่ที่เกิดจากภรรยาเอกคนปัจจุบันชี้ชวนบิดามองไปทางต้นถนนอย่างตื่นเต้น นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้เห็นองครักษ์ของหนิงเฉิงอ๋องมาเต็มขบวน
ทันทีที่รถม้าคันใหญ่จอด หยางหลีเหว่ยก็เดินลงมาเป็นคนแรก หลี่หยวนหยวนอดจะตื่นเต้นมิได้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มาเยือนจวนสกุลหลี่ ในหัวมีภาพความทรงจำค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามา
“คารวะท่านอ๋อง คารวะหวางเฟย” คนทั้งหมดทักทายพร้อมกัน
“ท่านอ๋อง เชิญข้างใน” ท่านป๋อยืดอกขึ้นเมื่อเห็นว่าชาวเมืองมาคอยยืนดูการมาเยือนของหนิงเฉิงอ๋อง
การได้เป็นพ่อตาของวีรบุรุษผู้เลื่องลือแห่งแดนใต้นับว่าได้หน้าได้ตาอย่างยิ่ง เดิมที่จวนสกุลหลี่ที่นำโดย หลี่เหวินจั๋วมิได้มีความโดดเด่นแต่อย่างใด บรรดาศักดิ์ป๋อได้มาเพราะการสืบต่อจากบิดาที่สร้างคุณูปการในสำนักหมอหลวงเอาไว้มาก แต่พอมาถึงหลี่เหวินจั๋วที่ได้เป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ดแห่งกรมพิธีการ จวนสกุลหลี่ก็เท่ากับถอยหลังเข้าคลอง ไม่เพียงตำแหน่งขุนนางที่ต้อยต่ำแต่เงินทองในจวนก็ยังหร่อยหรอ
“อืม” ชายหนุ่มสูงสง่าใบหน้าไร้รอยยิ้มพยักหน้ารับ
“หวางเฟย เชิญข้างในเถิด” หลี่ฮูหยินเห็นลูกเลี้ยงยืนนิ่งก็รีบร้องเตือน
หลี่หยวนหยวนที่กำลังกวาดตามองคนที่ยืนอยู่รอบๆ อย่างตื่นใจพลันได้สติ หันไปมองหน้าแม่เลี้ยงของตนแล้วยิ้มน้อยๆ
หลี่ฮูหยินผู้มีนามจริงว่า ‘จ้งหง’ ผู้นี้ กริยามารยาทนับว่าเพียบพร้อมสมกับเป็นบุตรสาวจากสกุลใหญ่ ต่อหน้าทุกคน นางคือแม่เลี้ยงที่แสนดี เสื้อผ้า อาหาร จัดหาให้กับลูกเลี้ยงไม่ขาด ทว่าลับหลังกลับยุแยงให้ทำตามใจ
“ขอบคุณท่านแม่”
ในความทรงจำของหลี่หยวนหยวน แม่เลี้ยงผู้นี้คอยตามใจนางทุกอย่าง ไม่อยากฝึกเขียนอักษรอ่านตำราก็ไม่ต้องทำ ซ้ำยังคอยให้ท้าย
‘มิน่าเล่า หลี่หยวนหยวน เจ้าจึงกลายเป็นสตรีโง่เง่าเช่นนี้’
สายตาของคนในครอบครัวมองมายังหลี่หยวนหยวนด้วยเวทนา ด้วยนิสัยของหลี่หยวนหยวนที่เอาแต่ใจและไม่รู้จักมารยาท อีกไม่นานคงจะถูกท่านอ๋องแซ่หยางผู้นี้ทอดทิ้ง
“พี่หญิง ท่านก็มาด้วยหรือ” หลี่หยวนหยวนหันไปด้านข้าง พี่สาวคนโตของนางนามว่า ‘หลี่หลาน’ เป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาที่เคยเป็นสาวใช้ข้างห้องของบิดา
“ท่านอ๋องหยางมาเยือนจวนทั้งที ข้ากับท่านพี่ต้องอยากมาต้อนรับอยู่แล้ว” นางปรายตาไปทางสามี
ใต้เท้าซูสามีของหลี่หลานเป็นบุรุษที่ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น รูปร่างหน้าตาก็ธรรมดา ความสามารถก็พื้นๆ อาศัยว่าครอบครัวพอมีเส้นสายจึงได้เข้าทำงานในกรมคลังตำแหน่งขุนนางขั้นแปด[2] คนผู้นี้ดูซื่อๆ ไร้พิษภัย เห็นทีคงจะถูกหลี่ ฮูหยินเรียกให้มาต้อนรับท่านอ๋องเพื่อเอาหน้า
ในห้องโถงใหญ่จวนสกุลหลี่มีเพียงคนในครอบครัวนั่งเรียงราย ก่อนหน้านี้สกุลหลี่เคยมีสี่ครอบครัวอยู่ร่วมกัน ทว่าหลังจากติงเจินมารดาของ หลี่หยวนหยวนเสียชีวิต พี่น้องของท่านป๋อหลี่ที่เป็นครอบครัวสายรองก็พากันขอแยกบ้านไปตั้งจวนแยก ความจริงคือ พวกเขากลัวว่าท่านป๋อหลี่ที่เป็นผู้นำตระกูลจะพาพวกเขาล่มจม
ในสายตาของคนภายนอก จวนป๋อหลี่ค่อนข้างมีฐานะเพราะเคยเห็นการใช้จ่ายเงินของหลี่เหวินจั๋ว แต่บัดนี้ไม่มีทั้งฮูหยินผู้เฒ่าและติงเจินแล้ว การเงินภายในของครอบครัวนี้ค่อนข้างตึงมือ
หลี่เหวินจั๋วแนะนำคนในครอบครัวให้หยางหลีเหว่ยได้รู้จัก วันนี้อนุภรรยาและบุตรของพวกนางได้รับอนุญาตให้ออกมาต้อนรับท่านเขยรองด้วย อนุจี้กับอนุจางจึงแต่งกายอย่างงดงามไม่แพ้ภรรยาเอกอย่างจ้งหง
“เสี่ยวหลานได้ยินว่าท่านอ๋องกับหวางเฟยจะมาก็เลยมารออยู่ตั้งแต่เช้า นางนำเอาปลาทับทิมที่เลี้ยงในจวนสกุลซูมาด้วย ข้าเลยสั่งให้พ่อครัวทำปลาราดพริกและน้ำแกงด้วย หวังว่าท่านอ๋องจะชอบ”
หลี่หลานได้แต่ก้มหน้า นางถูกท่านแม่ใหญ่[3]ผู้นี้บังคับให้ขอปลาทับทิมจากสระที่บ้านแม่สามีมาด้วยต่างหาก
“ขอบคุณพี่หญิงมากที่มีน้ำใจกับพวกเรา” หลี่หยวนหยวนเห็นอ๋อง หยางฟังเงียบๆ จึงรีบเอ่ยเพื่อให้พี่สาวของนางได้หน้าบ้าง
หลี่หลานผู้นี้อยู่ในจวนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว นางเกิดก่อนหลี่หยวนหยวนเพียงหนึ่งปี แต่นั่นก็ทำให้ผู้คนติฉินนินทาท่านป๋อหลี่ว่าไร้ระเบียบ ปล่อยให้อนุภรรยาตั้งครรภ์ก่อนภรรยาเอก
ในฐานะหลานคนแรก หลี่หลานได้รับความเมตตาจากฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้ศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ที่สมควรแก่การเป็นคุณหนูใหญ่สกุลหลี่ นางแต่งไปกับใต้เท้าซูตั้งแต่อายุสิบห้า บัดนี้ก็มีบุตรชายตัวน้อยแล้วถึงสองคน
“ท่านอ๋อง ข้าเพิ่งให้บ่าวรับใช้ไปซื้อขนมจากภัตตาคารตู้จินมา ท่านลองชิมกับชาหรงจิ่งดูสิ เข้ากันมากเลยทีเดียว” หลี่เหวินจั๋วผายมือไปยังจานขนมเพื่อเชื้อเชิญบุตรเขยสูงศักดิ์
“อืม” หยางหลีเหว่ยรับคำเบาๆ เขาปรายตาไปทางจานขนมแล้วไม่ขยับหยิบตามคำเชิญ
“ขนมจากภัตตาคารหรือเจ้าคะ” หลี่หยวนหยวนมองดูขนมในจานแล้วหยิบขึ้นมาชิมคำหนึ่ง “อร่อยจริง”
“ดูเจ้าทำเข้า นี่เป็นของโปรดของเจ้านี่นา ขนมถั่วกวนแปะแผ่นทองต้องสั่งจองล่วงหน้าหนึ่งวันถึงจะได้มา พ่อสั่งมาไว้เผื่ออีกสองกล่องให้เจ้านำกลับไปมอบแด่ไท่เฟยด้วย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ”
ครั้นได้กินขนม หลี่หยวนหยวนค่อยรู้สึกว่าบิดาของนางก็ไม่เลวเลยทีเดียว อย่างน้อยก็ยังจดจำสิ่งที่บุตรสาวชอบกินได้
หยางหลีเหว่ยเหลือบตามองภรรยาแวบหนึ่ง เขาไม่ได้เต็มใจจะมาที่นี่ หากมิใช่เพราะต้องทำตามสัญญากับท่านป๋อหลี่ให้ครบ เขาไม่มีทางจะมานั่งอยู่ต่อหน้าคนพวกนี้
“ท่านอ๋อง พวกเราคงมิได้ต้อนรับบกพร่องไปหรอกนะ” จ้งหงยิ้มน้อยๆ
“หลี่ฮูหยิน เกรงใจเกินไปแล้ว” ขณะเอ่ยตอบ หยางหลีเหว่ยไม่แม้แต่จะมีรอยยิ้ม คำพูดนี้ฟังแล้วก็เพียงเป็นไปตามมารยาท
จ้งหงมองดูหลี่หยวนหยวนกับอ๋องหยางที่ดูห่างเหิน ต่างคนต่างนั่งนิ่งแทบจะไม่หันไปสบตากันก็พอจะรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ดีนัก ช่างสมใจนางเสียจริง บุตรีของภรรยาเอกคนเก่าของหลี่เหวินจั๋วผู้นี้นับเป็นหนามตำใจมาช้านาน
ตั้งแต่นางแต่งเข้ามาในจวนนี้ สามีก็เอาแต่พูดถึงภรรยาคนเก่าให้นางฟัง นานวันเข้ากลายเป็นการกดข่มตัวนางให้ต้อยต่ำ เขามักชื่นชมว่าติงเจินนั้นจัดการจวนได้ดีอย่างไร้ที่ติ ทำให้เขามีความเป็นอยู่สุขสบายและมีเงินทองใช้จ่ายอย่างสบายมือ ส่วนนางนั้นทำได้เพียงใช้จ่ายเงินไปวันๆ ทำให้เบี้ยหวัดของเขาไม่เหลือไว้เสพสุขเช่นแต่ก่อน
จ้งหงขุ่นเคืองสามี และนำความคับแค้นมาลงที่บุตรสาวของภรรยาเก่าด้วยการเลี้ยงให้หลี่หยวนหยวนเสียผู้เสียคน บัดนี้ดูท่าชีวิตแต่งงานของลูกเลี้ยงผู้นี้คงเข้าใกล้หายนะ
[1] ยามเฉิน คือช่วงเวลา 07.00-08.59 น.
[2] ตำแหน่งขุนนางมีเก้าขั้น สูงที่สุดคือขั้น1 ส่วนขั้น9เป็นตำแหน่งต่ำสุด
[3] บุตรของอนุภรรยาจะเรียกภรรยาเอกของบิดาว่า ท่านแม่ใหญ่
เซียวหว่านได้ฟังก็เดือดดาล “ที่แท้ หลี่หยวนหยวนร้ายกาจกว่าที่ข้าคิด นางยั่วยวนท่านอ๋องด้วยการใช้บุรุษสองคนมาทำให้เกิดความหึงหวง และก็ได้ผลเสียด้วย”“จะทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาเป็นวัวเคยขาม้าเคยขี่ แต่เจ้า...” ต้วนเหม่ยหลิงปรายตามองสหายแวบหนึ่ง “บัดนี้ เจ้าเป็นเพียงภรรยาของผู้อื่น”เซียวหว่านนึกถึงใบหน้าของติงหยวนหยวน หญิงสาวที่ทำให้หัวหน้าหยางหวั่นไหว‘ฉันแพ้แค่ชาติเดียวก็พอแล้ว ชาตินี้ฉันจะไม่แพ้อีก’ ต้วนเหม่ยหลิงเห็นท่าตกใจของสหายก็รีบสำทับ “ท่าทีของอ๋องหยางที่มีต่อนางในยามนี้ ผู้ใดก็ดูออกว่าต้องการจะคืนดี หากไม่มีใต้เท้าหนานกงกับคุณชายสกุลชิวขวางเอาไว้ ไม่แน่ว่าความฝันของเจ้าต้องพังทะลายอีกคราแล้ว”การยุแยงเซียวหว่านก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ตนเอง คืนนี้ แม้ว่านางจะยอมให้เซียวหว่านลงมือ แต่นางก็เตรียมการซ้อนแผนเอาไว้แล้ว ไม่มีทางจะให้หนานกงโจวลุยน้ำขุ่นเท้าเปื้อนโคลนไปกับหลี่หยวนหยวนเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้นางจึงได้ไปบอกกับชุยฮูหยินให้เชิญราชครูซ่งมาด้วย“ไม่มีทาง! ครั้งนี้ข้าต้องทำให้อ๋องหยางเกลียดนางให้จงได้ และต้องเกลียดยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่แต่งงานด้วย” เซียวหว่านยืนยัน ต้วนเหม่ยห
“ข้าก็ให้คนคอยตามดูนางเหมือนกัน แต่พวกเขาถูกนางหลอกล่อจนตามไม่ทัน” หลี่หยวนหยวนเลิกคิ้ว “คุณชายใหญ่ ท่านให้ผู้ใดสะกดรอยนางกัน เหตุใดจึงเก่งกว่าคนของข้า” ชิวอี้เซ่อยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้ายอมสละแมวผีให้ไปทำภารกิจเพื่อบ่อเงินบ่อทองอย่างท่านเชียวนะ” หลี่หยวนหยวนตะลึง “แค่ข้าส่งแมวผีไปขโมยของ ท่านก็ห้ามข้าแล้ว เหตุใดที่ตนเองจึงได้ส่งไปสะกดรอยเซียวหว่านเล่า” “คุณหนูหลี่ ท่านไม่มีวรยุทธ์ หากไม่มีแมวผีอยู่ข้างกาย ข้าเกรงว่าท่านจะได้รับอันตราย ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าต้องปวดใจเป็นแน่ ส่วนข้านั้นต่อให้มีคนคิดทำร้ายสักสิบยี่สิบคนก็ปาดคอพวกเขาจนหมดได้” คำพูดของชิวอี้เซ่อคล้ายจะล้อเล่น แต่หลี่หยวนหยวนรู้จากชิวลู่ชิงว่าวรยุทธ์ของท่านผีเหนือผู้นี้ กระทั่งเจ้ายุทธภพคนปัจจุบันยังต้องเกรงเขาถึงห้าส่วน ดังนั้นคำพูดที่เขาพูดออกมานี้เกรงว่าจะเป็นความจริง “ท่านพูดคำว่าปวดใจออกมา หากข้าไม่รู้จักนิสัยของท่าน คงคิดว่าท่านใจให้ข้าแล้ว” หลี่หยวนหยวนเอ่ยเย้า ชิวลี่จิ่นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ หัวเราะเสียงดัง “พี่เหนือของข้าจะปวดใจเฉพาะตอนที่ต้องสูญเสียเงินทองเท่านั้
เซียวหว่านไปพบกับเสนาบดีชุยที่โรงน้ำชาใหญ่บนถนนสายรองหลังตลาดตะวันออก โรงน้ำชาแห่งนี้เสนาบดีชุยให้คนผู้หนึ่งออกหน้าเป็นเจ้าของ สถานที่แห่งนี้เขามีไว้นัดพบกับผู้ที่ไม่อาจพบหน้าโดยเปิดเผย “ฮูหยินน้อย เจ้าบอกข้าว่ามีแผนจะทำลายหนานกงโจวอย่างนั้นหรือ” “เจ้าค่ะ ข้าพบว่าใต้เท้าหนานกงสนิทสนมเกินธรรมดากับอดีตพระชายาของอ๋องหยาง หลี่หยวนหยวน และยามนี้ท่านอ๋องเองก็ดูเหมือนจะกำลังหวนไปคืนดีกับนาง หากว่าทำให้คนทั้งสองหมางใจกันได้ บางทีท่านอ๋องอาจเป็นฝ่ายลงมือกับใต้เท้าหนานกงด้วยตนเอง” ชุยหนิงเทียนมองดูสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้า เซียวหว่านเป็นฮูหยินของซางฮ่าวอวี่แต่กลับรู้เรื่องผู้อื่นดีเช่นนี้ หากเขาไม่เคยรู้อดีตของนางกับอ๋องหยางก็คงคิดว่านางกำลังพยายามช่วยสามีสร้างความดีความชอบ “เหตุใดเจ้าจึงรู้เรื่องนี้ละเอียดนัก” เสนาบดีผู้เฒ่าเลิกคิ้วสูง “เดิมทีข้าก็มีแค้นกับหลี่หยวนหยวน และเมื่อไม่นานมานี้นางก็ฉีกหน้าข้าในวันเปิดภัตตาคารจาเรออีก ระหว่างข้ากับนางไม่อาจจะอยู่ร่วมโลกกันได้” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ สายตาแสดงความเกลียดชังคนที่เอ่ยถึงอย่างไม่ปิดบัง
ซางฮ่าวอวี่มองลงไปยังถนนเบื้องล่าง ฮูหยินเอกของเขากำลังยืนพูดคุยกับคุณหนูต้วนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ ขุนนางหนุ่มยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ขณะหูฟังคนของตนรายงานพฤติกรรมของเซียวหว่าน ครั้นฟังจบก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะโบกมือไล่ “พอแล้ว เจ้าไปตามดูนางต่อเถอะ” เมื่อคนผู้นั้นจากไป คนสนิทของซางฮ่าวอวี่ที่ยืนอยู่เยื้องไปด้านหลังก็ย่นหัวคิ้ว “คุณชาย ท่านไม่คิดจะห้ามปรามฮูหยินน้อยหรือ” “เหอะ! ห้ามนางไปไย แต่แรกนางก็มิได้คิดจะแต่งกับข้าอยู่แล้ว แต่งกับนางก็เหมือนแต่งกับสกุลเซียว หากไม่อาศัยสกุลนาง มีหรือตำแหน่งของข้าจะเลื่อนขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ตั้งแต่ไปเมืองเฉินม่าย นางก็พยายามให้ท่าอ๋องหยางอยู่ตั้งหลายครา น่าเสียดายที่ยังไม่มีโอกาสให้ข้าได้จับชู้” บ่าวรับใช้ผงกศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นครานี้ คุณชายคิดจะ...” “สนับสนุนให้นางทำลายอ๋องหยางและคุณหนูหลี่ จากนั้นก็ค่อยจับพวกมันในฐานะชู้ หากข้ากำจัดอ๋องหยางได้ เสนาบดีชุยจะต้องส่งเสริมข้าอย่างแน่นอน” “ขอรับ คุณชายคิดได้แยบยลนัก ไม่ต้องชักกระบี่ ใช้เพียงสมองก็กำจัดศัตรูได้แล้ว เซียวหว
“ท่านอ๋อง จะบังคับเขาไปทำไม เขายังเป็นเด็กอยู่เลย จะร้องไห้บ้างก็ปกติมิใช่หรือ” เสียงของหลี่หยวนหยวนดังขึ้นข้างหลัง หยางหลีเหว่ยหันกลับไปมอง ครั้นเห็นอดีตภรรยาเดินเข้ามาหาลูกๆ ก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “หยวนหยวนมาแล้วหรือ อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “ท่านอ๋อง ข้าบอกท่านแล้วว่าเราหย่ากันแล้ว อย่าเรียกข้าด้วยความสนิทสนมเช่นนี้ ผู้อื่นได้ยินเข้าจะพาลเข้าใจผิดได้” นางทำเสียงเขียว แต่หยางหลีเหว่ยกลับไม่สนใจ “ผู้ใดจะเข้าใจอย่างไรก็ช่างเขาเถิด ข้าหาถือสาไม่” “ท่านไม่ถือสา แต่ข้าถือ” นางส่งเสียงลอดไรฟันพอได้ยินกันสองคนเพราะไม่อยากให้คนรับใช้ได้ยิน “ตกลงว่าเจ้า ร่างกายปกตินะ” “ข้าไม่เป็นอันใด ท่านอ๋องไม่ต้องห่วง” นางสะบัดเสียงเล็กน้อย ชายหนุ่มยังคงอารมณ์ดี ยิ้มให้นางอย่างเบิกบาน “วันหน้าเจ้าก็พาหนานกงโจวมาเยี่ยมลูกเราบ่อยๆ สิ พวกเขาจะได้สนิทสนมกัน” หลี่หยวนหยวนผงะ ก่อนหน้านี้อ๋องหยางยังทำเหมือนจะกระโจนเข้าฟาดฟันหนานกงโจวทุกครั้งที่พบหน้า แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ท่านอ๋องคงมิได้พูดปร
หนานกงโจวหายใจแรง “ข้ารู้! แต่แค้นระหว่างข้ากับนาง ยากจะบอกเล่าให้ผู้อื่นเข้าใจ”“ใต้เท้าหนานกง ดูเหมือนเจ้ากับหลี่หยวนหยวนจะมีเรื่องที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงอยู่นะ”“ท่านอ๋องอย่าได้คาดเดาเรื่องของข้ากับคุณหนูหลี่เลย หาใช่เรื่องที่ท่านจะเกี่ยวข้องได้ไม่”หยางหลีเหว่ยนั่งลงที่ม้านั่ง “ใต้เท้าหนานกง เจ้ากับ หลี่หยวนหยวนซ่อนสิ่งใดไว้ที่บ้านเก่าสกุลหลี่หรือ”หนานกงโจวสำรวจใบหน้าของอ๋องหยางก็เห็นว่าเขามิได้หึงหวงตนเองเหมือนอย่างเคยจึงได้นั่งลงที่ม้านั่งตรงกันข้าม“ยากที่ข้าจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ”หยางหลีเหว่ยเห็นว่าตนเองไม่อาจทำให้หนานกง โจววางใจจึงได้พูดสิ่งที่ตนคาดคะเนออกมา “ข้าสังเกตมานานแล้วว่าหลี่หยวนหยวนผู้นี้ มิใช่หลี่หยวนหยวนที่เคยต้องการแต่งงานกับข้า ข้าเคยคิดกระทั่งว่านางคือผู้อื่น”“ท่าน!” หนานกงโจวตะลึง“หรือว่าเจ้าเองรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง” หยางหลีเหว่ยโยนหินถามทางสีหน้าพิกลของหนานกงโจวทำให้อ๋องหยางรู้ว่าเขากำลังจะรู้ความลับของคนทั้งสอง “หากท่านคิดว่านางมิใช่หลี่หยวนหยวน แล้วนางจะเป็นผู้ใด” หนานกงโจวถามย้อน หยางหลีเหว่ยแสร้งใช้นิ้วเคาะลงบนพื้นโต๊ะสองสามคร







