로그인ณ จวนสกุลหลี่
วันนี้เป็นวันที่สามของการแต่งงาน หลี่หยวนหยวนจะต้องกลับมาเยี่ยมบ้านเดิมพร้อมกับสามี ท่านป๋อหลี่ เหวินจั๋วนำคนในครอบครัวมายืนรอหน้าซุ้มประตูตามเวลาที่นัดหมาย พอต้นยามเฉิน[1] ขบวนจากจวนหนิงเฉิงอ๋องก็มาถึง
หยางหลีเหว่ยมีกององครักษ์ประจำตัวที่ถูกเรียกขานว่า ‘หน่วยหยกทมิฬ’ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับดาบประจำตัวของบิดาของเขา เล่ากันว่าดาบเล่มนี้มีหยกสีดำประดับอยู่ที่สันของดาบและส่วนด้าม เหล่าองครักษ์หน่วยนี้แต่งกายด้วยชุดสีดำปักปลายแขนเสื้อและชายอาภรณ์เป็นสัญลักษณ์พิเศษ ด้านหลังสะพายดาบสีดำ ม้าที่พวกเขาใช้เป็นม้าสีน้ำตาลแดงพันธุ์ดี ไม่ว่าเดินทางไปที่ใด คนกลุ่มนี้ล้วนโดดเด่นน่าเกรงขาม
เมื่อขบวนองครักษ์หน่วยหยกทมิฬขี่ม้านำหน้าขบวนเข้ามาในถนนหน้าจวนสกุลหลี่ ทุกคนที่ได้เห็นล้วนตื่นตาตื่นใจ
“ท่านพ่อ ขบวนท่านอ๋องมาแล้วขอรับ” หลี่เหลียงบุตรชายคนที่สามของท่านป๋อหลี่ที่เกิดจากภรรยาเอกคนปัจจุบันชี้ชวนบิดามองไปทางต้นถนนอย่างตื่นเต้น นี่เป็นครั้งที่สองที่ได้เห็นองครักษ์ของหนิงเฉิงอ๋องมาเต็มขบวน
ทันทีที่รถม้าคันใหญ่จอด หยางหลีเหว่ยก็เดินลงมาเป็นคนแรก หลี่หยวนหยวนอดจะตื่นเต้นมิได้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มาเยือนจวนสกุลหลี่ ในหัวมีภาพความทรงจำค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามา
“คารวะท่านอ๋อง คารวะหวางเฟย” คนทั้งหมดทักทายพร้อมกัน
“ท่านอ๋อง เชิญข้างใน” ท่านป๋อยืดอกขึ้นเมื่อเห็นว่าชาวเมืองมาคอยยืนดูการมาเยือนของหนิงเฉิงอ๋อง
การได้เป็นพ่อตาของวีรบุรุษผู้เลื่องลือแห่งแดนใต้นับว่าได้หน้าได้ตาอย่างยิ่ง เดิมที่จวนสกุลหลี่ที่นำโดย หลี่เหวินจั๋วมิได้มีความโดดเด่นแต่อย่างใด บรรดาศักดิ์ป๋อได้มาเพราะการสืบต่อจากบิดาที่สร้างคุณูปการในสำนักหมอหลวงเอาไว้มาก แต่พอมาถึงหลี่เหวินจั๋วที่ได้เป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ดแห่งกรมพิธีการ จวนสกุลหลี่ก็เท่ากับถอยหลังเข้าคลอง ไม่เพียงตำแหน่งขุนนางที่ต้อยต่ำแต่เงินทองในจวนก็ยังหร่อยหรอ
“อืม” ชายหนุ่มสูงสง่าใบหน้าไร้รอยยิ้มพยักหน้ารับ
“หวางเฟย เชิญข้างในเถิด” หลี่ฮูหยินเห็นลูกเลี้ยงยืนนิ่งก็รีบร้องเตือน
หลี่หยวนหยวนที่กำลังกวาดตามองคนที่ยืนอยู่รอบๆ อย่างตื่นใจพลันได้สติ หันไปมองหน้าแม่เลี้ยงของตนแล้วยิ้มน้อยๆ
หลี่ฮูหยินผู้มีนามจริงว่า ‘จ้งหง’ ผู้นี้ กริยามารยาทนับว่าเพียบพร้อมสมกับเป็นบุตรสาวจากสกุลใหญ่ ต่อหน้าทุกคน นางคือแม่เลี้ยงที่แสนดี เสื้อผ้า อาหาร จัดหาให้กับลูกเลี้ยงไม่ขาด ทว่าลับหลังกลับยุแยงให้ทำตามใจ
“ขอบคุณท่านแม่”
ในความทรงจำของหลี่หยวนหยวน แม่เลี้ยงผู้นี้คอยตามใจนางทุกอย่าง ไม่อยากฝึกเขียนอักษรอ่านตำราก็ไม่ต้องทำ ซ้ำยังคอยให้ท้าย
‘มิน่าเล่า หลี่หยวนหยวน เจ้าจึงกลายเป็นสตรีโง่เง่าเช่นนี้’
สายตาของคนในครอบครัวมองมายังหลี่หยวนหยวนด้วยเวทนา ด้วยนิสัยของหลี่หยวนหยวนที่เอาแต่ใจและไม่รู้จักมารยาท อีกไม่นานคงจะถูกท่านอ๋องแซ่หยางผู้นี้ทอดทิ้ง
“พี่หญิง ท่านก็มาด้วยหรือ” หลี่หยวนหยวนหันไปด้านข้าง พี่สาวคนโตของนางนามว่า ‘หลี่หลาน’ เป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาที่เคยเป็นสาวใช้ข้างห้องของบิดา
“ท่านอ๋องหยางมาเยือนจวนทั้งที ข้ากับท่านพี่ต้องอยากมาต้อนรับอยู่แล้ว” นางปรายตาไปทางสามี
ใต้เท้าซูสามีของหลี่หลานเป็นบุรุษที่ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น รูปร่างหน้าตาก็ธรรมดา ความสามารถก็พื้นๆ อาศัยว่าครอบครัวพอมีเส้นสายจึงได้เข้าทำงานในกรมคลังตำแหน่งขุนนางขั้นแปด[2] คนผู้นี้ดูซื่อๆ ไร้พิษภัย เห็นทีคงจะถูกหลี่ ฮูหยินเรียกให้มาต้อนรับท่านอ๋องเพื่อเอาหน้า
ในห้องโถงใหญ่จวนสกุลหลี่มีเพียงคนในครอบครัวนั่งเรียงราย ก่อนหน้านี้สกุลหลี่เคยมีสี่ครอบครัวอยู่ร่วมกัน ทว่าหลังจากติงเจินมารดาของ หลี่หยวนหยวนเสียชีวิต พี่น้องของท่านป๋อหลี่ที่เป็นครอบครัวสายรองก็พากันขอแยกบ้านไปตั้งจวนแยก ความจริงคือ พวกเขากลัวว่าท่านป๋อหลี่ที่เป็นผู้นำตระกูลจะพาพวกเขาล่มจม
ในสายตาของคนภายนอก จวนป๋อหลี่ค่อนข้างมีฐานะเพราะเคยเห็นการใช้จ่ายเงินของหลี่เหวินจั๋ว แต่บัดนี้ไม่มีทั้งฮูหยินผู้เฒ่าและติงเจินแล้ว การเงินภายในของครอบครัวนี้ค่อนข้างตึงมือ
หลี่เหวินจั๋วแนะนำคนในครอบครัวให้หยางหลีเหว่ยได้รู้จัก วันนี้อนุภรรยาและบุตรของพวกนางได้รับอนุญาตให้ออกมาต้อนรับท่านเขยรองด้วย อนุจี้กับอนุจางจึงแต่งกายอย่างงดงามไม่แพ้ภรรยาเอกอย่างจ้งหง
“เสี่ยวหลานได้ยินว่าท่านอ๋องกับหวางเฟยจะมาก็เลยมารออยู่ตั้งแต่เช้า นางนำเอาปลาทับทิมที่เลี้ยงในจวนสกุลซูมาด้วย ข้าเลยสั่งให้พ่อครัวทำปลาราดพริกและน้ำแกงด้วย หวังว่าท่านอ๋องจะชอบ”
หลี่หลานได้แต่ก้มหน้า นางถูกท่านแม่ใหญ่[3]ผู้นี้บังคับให้ขอปลาทับทิมจากสระที่บ้านแม่สามีมาด้วยต่างหาก
“ขอบคุณพี่หญิงมากที่มีน้ำใจกับพวกเรา” หลี่หยวนหยวนเห็นอ๋อง หยางฟังเงียบๆ จึงรีบเอ่ยเพื่อให้พี่สาวของนางได้หน้าบ้าง
หลี่หลานผู้นี้อยู่ในจวนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว นางเกิดก่อนหลี่หยวนหยวนเพียงหนึ่งปี แต่นั่นก็ทำให้ผู้คนติฉินนินทาท่านป๋อหลี่ว่าไร้ระเบียบ ปล่อยให้อนุภรรยาตั้งครรภ์ก่อนภรรยาเอก
ในฐานะหลานคนแรก หลี่หลานได้รับความเมตตาจากฮูหยินผู้เฒ่าจึงได้ศึกษาเล่าเรียนศาสตร์ที่สมควรแก่การเป็นคุณหนูใหญ่สกุลหลี่ นางแต่งไปกับใต้เท้าซูตั้งแต่อายุสิบห้า บัดนี้ก็มีบุตรชายตัวน้อยแล้วถึงสองคน
“ท่านอ๋อง ข้าเพิ่งให้บ่าวรับใช้ไปซื้อขนมจากภัตตาคารตู้จินมา ท่านลองชิมกับชาหรงจิ่งดูสิ เข้ากันมากเลยทีเดียว” หลี่เหวินจั๋วผายมือไปยังจานขนมเพื่อเชื้อเชิญบุตรเขยสูงศักดิ์
“อืม” หยางหลีเหว่ยรับคำเบาๆ เขาปรายตาไปทางจานขนมแล้วไม่ขยับหยิบตามคำเชิญ
“ขนมจากภัตตาคารหรือเจ้าคะ” หลี่หยวนหยวนมองดูขนมในจานแล้วหยิบขึ้นมาชิมคำหนึ่ง “อร่อยจริง”
“ดูเจ้าทำเข้า นี่เป็นของโปรดของเจ้านี่นา ขนมถั่วกวนแปะแผ่นทองต้องสั่งจองล่วงหน้าหนึ่งวันถึงจะได้มา พ่อสั่งมาไว้เผื่ออีกสองกล่องให้เจ้านำกลับไปมอบแด่ไท่เฟยด้วย”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ”
ครั้นได้กินขนม หลี่หยวนหยวนค่อยรู้สึกว่าบิดาของนางก็ไม่เลวเลยทีเดียว อย่างน้อยก็ยังจดจำสิ่งที่บุตรสาวชอบกินได้
หยางหลีเหว่ยเหลือบตามองภรรยาแวบหนึ่ง เขาไม่ได้เต็มใจจะมาที่นี่ หากมิใช่เพราะต้องทำตามสัญญากับท่านป๋อหลี่ให้ครบ เขาไม่มีทางจะมานั่งอยู่ต่อหน้าคนพวกนี้
“ท่านอ๋อง พวกเราคงมิได้ต้อนรับบกพร่องไปหรอกนะ” จ้งหงยิ้มน้อยๆ
“หลี่ฮูหยิน เกรงใจเกินไปแล้ว” ขณะเอ่ยตอบ หยางหลีเหว่ยไม่แม้แต่จะมีรอยยิ้ม คำพูดนี้ฟังแล้วก็เพียงเป็นไปตามมารยาท
จ้งหงมองดูหลี่หยวนหยวนกับอ๋องหยางที่ดูห่างเหิน ต่างคนต่างนั่งนิ่งแทบจะไม่หันไปสบตากันก็พอจะรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ดีนัก ช่างสมใจนางเสียจริง บุตรีของภรรยาเอกคนเก่าของหลี่เหวินจั๋วผู้นี้นับเป็นหนามตำใจมาช้านาน
ตั้งแต่นางแต่งเข้ามาในจวนนี้ สามีก็เอาแต่พูดถึงภรรยาคนเก่าให้นางฟัง นานวันเข้ากลายเป็นการกดข่มตัวนางให้ต้อยต่ำ เขามักชื่นชมว่าติงเจินนั้นจัดการจวนได้ดีอย่างไร้ที่ติ ทำให้เขามีความเป็นอยู่สุขสบายและมีเงินทองใช้จ่ายอย่างสบายมือ ส่วนนางนั้นทำได้เพียงใช้จ่ายเงินไปวันๆ ทำให้เบี้ยหวัดของเขาไม่เหลือไว้เสพสุขเช่นแต่ก่อน
จ้งหงขุ่นเคืองสามี และนำความคับแค้นมาลงที่บุตรสาวของภรรยาเก่าด้วยการเลี้ยงให้หลี่หยวนหยวนเสียผู้เสียคน บัดนี้ดูท่าชีวิตแต่งงานของลูกเลี้ยงผู้นี้คงเข้าใกล้หายนะ
[1] ยามเฉิน คือช่วงเวลา 07.00-08.59 น.
[2] ตำแหน่งขุนนางมีเก้าขั้น สูงที่สุดคือขั้น1 ส่วนขั้น9เป็นตำแหน่งต่ำสุด
[3] บุตรของอนุภรรยาจะเรียกภรรยาเอกของบิดาว่า ท่านแม่ใหญ่
เย่ซูเซียวที่ปลอมเป็นหมายเลขสิบแอบมองหนานกงโจวที่ตามเสด็จฮ่องเต้กลับไปยังห้องโถงจัดเลี้ยงอย่างไม่วางตา เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น นางเห็นโดยตลอด ‘นึกไม่ถึงเลยว่า ฮ่องเต้กับต้วนกุ้ยเฟยจะอยู่เบื้องหลังแผนชั่วในครั้งนี้ อำนาจของสกุลหยางยิ่งใหญ่จนกลบรัศมีฮ่องเต้ คงยากที่ฮ่องเต้จะทำใจรับได้’ ซ่งหลิงผู้เป็นหัวหน้าองครักษ์ลับเหลือบมองเย่ซูเซียวแล้วส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงเตือนให้นางรู้ว่า เรื่องเหล่านี้ล้วนมิใช่ธุระของพวกตน หยางหลิวเหว่ยถูกท่านปู่อุ้มไว้ เขาเหลือบมองไปยังตำแหน่งที่องครักษ์ลับทั้งสองซ่อนอยู่ ทำให้ซ่งหลิงกับเย่ซูเซียวถึงกับสะดุ้ง “ท่านปู่! ฝีมือข้ากับพี่หญิงเป็นอย่างไรบ้าง” ซื่อจื่อใช้มือน้อยๆ สองข้างนาบที่แก้มสองข้างของแม่ทัพใหญ่หยาง แล้วบีบเข้า “สุดยอด! หลิวเหว่ยเก่งที่สุดแล้ว” แม่ทัพใหญ่หยางไม่ตระหนี่คำชม คนรอบข้างที่เดินรายล้อมแม่ทัพใหญ่หยางพากันหัวเราะเสนาบดีฝ่ายซ้ายเจียงอวิ๋นซีมองทายาทสกุลหยางตัวน้อยด้วยความชื่นชม เขาเอียงหน้าไปกระซิบกับบุตรชาย “ดูท่าหลานชายของแม่ทัพใหญ่จะไม่ธรรมดาจริงๆ กระทั่งแผนของฝ่าบาทกับกุ้ยเฟย
“ฝ่าบาท! เป็นกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” ศีรษะเล็กๆ ของเด็กชายโผล่ออกมาจากผ้าห่มที่คลุมถึงอกของอ๋องหยาง “หยางซื่อจื่อ! เจ้ามาอยู่นี่ตั้งแต่เมื่อใด” ฮ่องเต้ร้องออกมาด้วยความผิดหวัง พลันศีรษะเล็กๆ ของเด็กหญิงอีกคนก็โผล่ออกมาอยู่คู่เด็กชาย “ยังมีหม่อมฉันด้วยเพคะ” “ท่านหญิงน้อย! ที่แท้ท่านก็หลบมาอยู่ที่นี่เองหรือเจ้าคะ ข้าน้อยตามหาท่านตั้งนาน” หูเหลียนฮวาที่ยืนอยู่เยื้องไปด้านหลังของหลี่หยวนหยวนร้องออกมา “ข้ากับหลิวเหว่ยมาพร้อมกับท่านพ่อน่ะ ไม่คิดเลยว่าในห้องนี้จะมีคุณหนูเฉียวอยู่ด้วย”หน้าตาของท่านหญิงน้อยพูดจาประสาซื่อทำเอาคนทั้งกลุ่มตกใจ “ไม่จริง! ข้าแต่งตัวอยู่ในห้องนี้ก่อน ท่านอ๋องบุกเข้ามาเพียงลำพัง พวกเจ้าสองพี่น้องต่างหากที่แอบเข้ามา” เฉียวซืออวี่ร้องเสียงดัง หลี่หยวนหยวนก้าวออกมายืนอยู่ข้างเตียง “คุณหนูเฉียว เมื่อครู่พวกเราทุกคนก็เห็นด้วยกันว่าห้องนี้ถูกปิดไว้แน่น เป็นเจ้าที่ออกมาเปิดประตูให้ พวกเราจึงเข้ามาได้” ปลายนิ้วของนางชี้ไปรอบๆ “ดูสิ! หน้าต่างห้องนี้ถูกปิดสนิท เด็กสองคนตัวเล็กแค่นี้จะแอบเข้ามาโดยที่ท่านไม่เห็นได้อย่
“เจ้าค่ะ ข้าไม่พลาดแน่ๆ กุ้ยเฟยบอกว่าจะให้รางวัลใหญ่กับข้า ข้าย่อมทำเต็มที่อยู่แล้ว” เสี่ยวซวงสาวใช้คนสนิทของเฉียวซืออวี่ตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “เช่นนั้น เจ้าไปแอบดูทีว่าอ๋องหยางถูกพามาหรือยัง” “เจ้าค่ะ คุณหนู” แค่เสี่ยวซวงก้าวขาออกจากห้องได้ไม่ถึงสองก้าว ขันทีหนุ่มสองคนก็หามอ๋องหยางตรงเข้ามา “เร็วเข้า! เรามีเวลาไม่มากแล้ว” ขันทีผู้หนึ่งร้องขึ้น เสี่ยวซวงรีบหันกลับไปเปิดประตูให้กว้างออก ครั้นท่านอ๋องผู้เกรียงไกรแห่งทัพสกุลหยางถูกประคองขึ้นไปนอนบนเตียงแล้ว ขันทีทั้งสองก็ช่วยกันถอดเสื้อตัวนอกของเขาออกพาดไว้ปลายเตียง “เอาล่ะ! ต่อไปก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของคุณหนูเฉียวแล้ว” ขันทีผู้นั้นหันไปยิ้มให้กับเฉียวซืออวี่ “ไม่ต้องห่วง! พวกเจ้ารีบออกไปเถิด ร้องเรียกคนให้มาเร็วๆ ก็แล้วกัน” เฉียวซืออวี่สั่ง ขันทีทั้งสองและเสี่ยวซวงพากันออกไปนอกห้อง ปล่อยให้เฉียวซืออวี่อยู่กับอ๋องหยางที่นอนไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่บนเตียงกันสองต่อสอง เฉียวซืออวี่ถอดเสื้อตัวนอกของตนเองออก กำลังคิดจะก้าวเท้าขึ้นบนเตียง จู่ๆ ก็มีควั
“พระชายาหลี่ ข้าน้อยขอดื่มให้ท่านสักจอกเถิด ท่านเองก็สร้างคุณงามความดีให้กับแคว้นเราไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ” ฮูหยินขั้นสองผู้นั้นเอ่ยประจบอย่างไม่เคอะเขิน สองพี่น้องฝาแฝดหันไปสบตากัน พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล “ข้าว่า ท่านพ่อกับท่านแม่กำลังถูกรุมเสียแล้วล่ะ” ซื่อจื่อน้อยเอ่ยขึ้น "อืม...ข้าว่าสถานการณ์นี้ดูคุ้นๆ คงอีกไม่นานแล้ว รอท่านพ่อเริ่มเมา จากนั้นก็...” หยางเยี่ยนฟางจุดยิ้มมุมปากคู่แฝดค่อยๆ ถอยออกจากโต๊ะที่ตนเองนั่งอยู่ ออกไปด้านหลังห้อง สองปีศาจพี่เลี้ยงที่ติดตามเข้ามาในวังหลวงรีบเดินตามนายน้อยทั้งสองของตนออกไปข้างนอก คนทั้งสี่ยืนอยู่ในที่ลับตาข้างตำหนักที่กำลังจัดงานเลี้ยง “เจ้าไปดูเฉียวซืออวี่ที ข้าสังหรณ์ว่าคืนนี้นางถูกยกให้เป็นตัวเอก หากเกิดเรื่องขึ้นกับนาง คงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่” หยางเยี่ยนฟางบอกกับหูเหมยกุ้ย จากนั้นก็เปิดชายกระโปรงของตนขึ้นแล้วยื่นเอาห่อผ้าที่พันเอาไว้ข้างขาด้านซ้ายและขวาให้กับนาง “ท่านหญิงไม่ต้องห่วง ข้าจะเฝ้านางเอาไว้เอง” หูเหมยกุ้ยยิ้มน้อยๆ รับเอาห่อแผ่นมีดที่เป็นอาวุธลับของตนจากหยางเยี่ยนฟางก
ข่าวลือเรื่องความร่ำรวยของสกุลหยางไม่รู้ว่าเกิดจากผู้ใด แต่กลับแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว เดิมบารมีทัพสกุลหยางก็มากอยู่แล้ว พอผนวกกับเรื่องราวความรวยของพระชายาหลี่ก็ยิ่งทำให้ผู้คนในเมืองหลวงพากันจับจ้องสกุลหยางมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะให้แก่สองผู้นำทัพที่ยิ่งใหญ่แห่งสกุลหยาง ขุนนางทั้งหลายจึงดาหน้าเข้ามายืนออกันเพื่อกล่าวถ้อยคำสรรเสริญเยินยอแก่ท่านอ๋องสกุลหยางสองพ่อลูก ครั้นทุกคนเข้าที่นั่งประจำของตนแล้ว โจวฮ่องเต้ก็เสด็จออกมา ด้านหลังมีต้วนกุ้ยเฟย และฉินเฟยตามลำดับ ท่านหญิงน้อยมองดูผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่แท่นสูงแล้วหันไปกระซิบกระซาบกับมารดา “ต้วนเหม่ยหลิงถูกกักบริเวณนานแล้วนะเจ้าคะ” “สายในวังรายงานว่านางป่วย คงจะตรอมใจที่ไม่ถูกฮ่องเต้รังเกียจกระมัง” หลี่หยวนหยวนกระซิบตอบบุตรสาว “ท่านแม่ วางสายไว้ในวังเยอะหรือไม่” “ก็มีพอสมควร” ยามนั้นฮ่องเต้กำลังฟังกงกงเอ่ยรายงานอยู่ ครู่หนึ่งก็เงยพระพักตร์ขึ้นมากล่าวกับขุนนางทั้งหลายในห้องโถง “ขุนนางที่รักทั้งหลาย งานเลี้ยงในคืนนี้ จัดเพื่
ท่านโหวแซ่ต้วนดีใจที่ฮ่องเต้ทรงเรียกเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์ในวันต่อมา โจวฮ่องเต้เหลือบมองท่าทีของคนตรงหน้าแล้วก็แสร้งแย้มพระโอษฐ์ “ต้วนโหว เจ้าพอจะรู้สถานการณ์ในตอนนี้หรือไม่” ท่านโหวรีบค้อมศีรษะ “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมยินดีเป็นดาบในมือฝ่าบาท” “ดี! ดียิ่งนัก เช่นนั้นเจ้าลองเสนอวิธีมาสิว่า เจิ้นควรทำเช่นไรกับสกุลหยางดี” จงอี้โหวแซ่ต้วนจุดยิ้มมุมปาก เรื่องนี้เขาคิดมาจากจวนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว “ฝ่าบาท หากว่าในงานเลี้ยงอ๋อง หยางสองพ่อลูกไม่ยอมมอบตราพยัคฆ์คุมกองทัพให้กับพระองค์ก็ถือโอกาสประกาศว่าพวกเขากระด้างกระเดื่องเสียเลยพ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้หัวเราะหึๆ หากตนต้องการคำแนะนำเพียงแค่นี้ ไหนเลยจะเรียกต้วนโหวเข้ามาหารือ วิธีการพื้นๆ ในการกดดันขุนนางสายบู๊เช่นนี้ ฮ่องเต้หลายยุคหลายสมัยล้วนนำมาใช้ “ท่านโหวต้วน หากข้าทำเช่นนั้นแล้วอ๋องหยางสองพ่อลูกเกิดตัดสินใจก่อกบฏ เกรงว่าเจิ้นจะต้องเสียเปรียบ เจ้าคงไม่รู้ว่าหลี่หยวนหยวนแท้จริงนางกุมการค้าของแคว้นเราไว้หมดแล้ว” ต้วนเหยียนชิงถึงกับตกตะลึง “จริงหรือ พ่ะย่ะค่ะ” “จริงสิ! เจิ้นตรวจส
เซียวหว่านจำต้องอดทนอยู่ในจวนสกุลซางอย่างสงบเสงี่ยม รอเวลาที่นางจะพบช่องทางสลัดสามีที่เลวร้ายและด้อยสามารถผู้นี้ทิ้ง ต้วนเหม่ยหลิงเห็นสีหน้าของสหายก็ยิ้มน้อยๆ “เจ้ามาหาข้าเพราะหวังให้ข้ากระจายข่าวของอ๋องหยางกับหลี่หยวนหยวนใช่หรือไม่” เซียวหว่านรีบหยิบพัดมาโบกตรงหน้าสหายเพ
หลี่เหวินจั๋วรู้สึกว่าครั้งล่าสุดที่บุตรสาวมาเยือนจวนสกุลหลี่นางก็เปลี่ยนไป หลี่หยวนหยวนที่ไม่เคยสนใจถามไถ่ซักไซ้เรื่องทรัพย์สินกลับกลายเป็นคนถี่ถ้วนเรื่องเงินทองอย่างน่าประหลาดใจ “ท่านพ่อ ข้าให้คนเตรียมของบำรุงร่างกายจากเมืองเฉินม่ายเอามาฝากท่านด้วย เดี๋ยวจะให้ไป๋ซวงจัดขึ้นรถม้าข
“คุณหนูไม่ต้องห่วง ข้าคิดเอาไว้แล้วว่าจะให้ ลี่จิ่นกลับไปดูแลกิจการที่เมืองเฉินม่าย ส่วนข้าจะอยู่ที่นี่ดูแลกิจการทั้งหมดแทนท่านเอง” “ลำบากท่านแล้วจริงๆ” หลี่หยวนหยวนผงกศีรษะ ระหว่างพูดคุยกัน หนานกงโจวคอยลอบสังเกตบุรุษรูปงามแซ่ชิวสองพี่น้องอยู่แทบตลอดเวลา เขากลัวว่าพี่ส
สายตาของเซียวหว่านจ้องเขม็งที่อดีตคู่หมายนางกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสครั้งที่สองของนาง น่าเสียดายที่มีซางฮ่าวอวี่ขวางอยู่‘ท่านอ๋องยังหล่อเหลาเหมือนเดิม คราวนี้ล่ะ ฉันจะต้องกำจัดซางฮ่าวอวี่ที่น่ารำคาญไปซะ’ แววตาของเซียวหว่านมีประกายเจิดจ้าจนอ๋องหยางรู้สึกใจกระตุก ดูเ







