Masukนักฆ่าอันดับหนึ่งขององค์กรอำมหิตราวกับปีศาจ นางฆ่าผู้คนอย่างเลือดเย็น จนได้รับสมยานามว่า ‘ปีศาจไร้ใจ’ ทว่าแท้จริงแล้วนางเป็นเพียงหญิงสาวมหาลัยธรรมดา กำลังศึกษาอยู่ในคณะแพทย์ และเป็นผู้ที่ชื่นชอบอ่านนิยายโรแมนติกเป็นชีวิตจิตใจ แต่ในคืนหนึ่งหลังเลิกเรียน หญิงสาวที่กำลังเดินอ่านนิยายอย่างเพลิดเพลิน โดยที่ไม่ทันสังเกตสัญญาณไฟจราจรบนท้องถนน ทำให้นางถูกรถชนเสียชีวิต ณ ที่เกิดเหตุทันที แถมได้จับพลัดจับพลูทะลุมิติเข้ามาในนิยายที่ตนกำลังอ่านก่อนตาย ดวงวิญญาณเข้ามาสิงอยู่ในร่างของพระชายา ‘หลี่หลิ่งฟาง’ ผู้ถูกกักขังอยู่ในตำหนักเย็นเสียอย่างนั้น “โอ๊ย!!! เจ้านั่นเป็นคนโง่เขลาหรืออย่างไร ถึงได้วิ่งเข้าไปอยู่ในดงนักฆ่าพวกนั้นได้!” “พระชายาช่วยข้าด้วย!!!!!” “เจ้าลูกเจี๊ยบตัวปัญหาตัวนี้นี่ ช่างน่าหงุดหงิดนัก! ข้าอภิเษกสมรสกับคนอย่างเจ้าไปทำไมกันล่ะเนี่ย กรรมของข้าแท้!”
Lihat lebih banyakอัศนีบาตรฟาดคำรามดังสนั่นกึกก้องอยู่เหนือตำหนักเย็น เมฆฝนอึมครึมตั้งเค้ามาแต่ไกล ความเงียบงันและหนาวเหน็บคืบคลานไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าห่างจากจุดนี้ไปกลับสว่างไสวโชติช่วง
ภายในตำหนักเย็นที่ไร้ความสะดวกสบาย ลมเหมันต์พัดผ่านเข้ามาทำให้ทั่วสรรพางค์หนาวเหน็บสั่นสะท้านจนรู้สึกด้านชา ร่างบอบบางบนเตียงค่อย ๆ สะลึมสะลือลืมตาขึ้นมา “ทำไมอากาศหนาวแบบนี้ เปิดแอร์สิบเก้าองศาหรือยังไงกันเนี่ย!” หญิงสาวบนเตียงนอนขลุกตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่ม ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงด้วยความงัวเงีย หาว– เสียงหาวหวอด ๆ ดังขึ้นพร้อมกับน้ำตาเล็ดที่หางตาทั้งสองข้าง หญิงสาวพยายามนั่งบิดขี้เกียจเพื่อคลายความเมื่อยล้า นัยน์ตาทั้งสองหันมองสอดส่องไปทั่วห้องในความมืดมิด “ทำไมห้องนอนของฉันถึงดูแปลกตาจัง” นัยน์ตาดอกท้อกะพริบขึ้นลงอย่างเชื่องช้า ไม่นานพลันเบิกกว้างเสียเบ้าตาแทบถลน หันซ้ายหันขวาตื่นตระหนกกับภาพที่เห็น “ที่นี่มันที่ไหนล่ะเนี่ย!” เสียงตะโกนแหกปากดังลั่นไปทั่วห้อง ภายในอกหัวใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก อีกนิดคงทะลุออกมาเต้นอยู่ด้านนอก พรึบ หญิงสาวลุกออกมาจากเตียงวิ่งไปที่บานประตู แต่นางกลับเปิดไม่ออก แม้แต่บานหน้าต่างก็เช่นกัน สถานการณ์แปลก ๆ ที่พบเจอทำให้เลือดสูบฉีดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ไม่นานร่างทั้งร่างล่วงหล่นลงสู่พื้นล้มหมดสติไป ----- จิ๊บ จิ๊บ จิ๊บ เช้าวันรุ่งขึ้นท้องฟ้าปลอดโปร่งไร้เมฆหมอกต่างจากเมื่อคืน กลิ่นน้ำค้างเกาะบนหญ้าลอยไปทั่วบริเวณหน้าตำหนัก ร่างอันบอบบางกำลังหลับใหลอยู่บนพื้นสะดุ้งตื่นลุกขึ้นพรวดด้วยความตื่นตระหนก หันซ้ายหันขวาเช็กเพื่อความแน่ใจ ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่ใช่ความฝัน หญิงสาวใช้สองมือพยุงร่างให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะยกมือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ ด้วยความงุนงงและสับสน เดินพาร่างที่ไร้น้ำนวลไปนั่งพักหายใจที่เก้าอี้ “เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจยาวเหยียดที่สุดของวันนี้ดังขึ้น ฝ่ามือบางนวดขมับวนซ้ำเวียนไปเวียนมา พยายามเรียกสติอันน้อยนิดของตน เมื่อควบคุมอารมณ์และสติได้แล้วจึงเริ่มลุกขึ้นเดินสำรวจไปทั่วห้อง จากการประเมินสถานการณ์ตรงหน้าด้วยเพียงสายตา สถานที่แห่งนี้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอันใดทั้งสิ้น และดูเหมือนจะไม่ได้ทำความสะอาดมาร่วมสามสิบปีเลยก็ว่าได้ “นี่มันบ้านผีสิงใช่ไหมเนี่ย ทำซะเหมือนจริงสุด ๆ” แม้ด้านนอกจะเป็นเวลายามเช้า แต่แสงสว่างแทบไม่เล็ดลอดเข้ามา หญิงสาวจึงต้องเดินหากล่องไม้ขีด เพื่อนำมาจุดเทียนที่มีใยแมงมุมเกาะตั้งอยู่บนโต๊ะ ครืด “แค่ก แค่ก แค่ก” เสียงไอดังขึ้นพยายามโบกมือปัดฝุ่นฟุ้งในอากาศตรงหน้า หญิงสาวจุดไม้ขีดที่หาเจอในลิ้นชักและนำมาจุดเทียน พรึบ แสงสว่างไสวจากเปลวเทียนทำให้มองเห็นสภาพภายในห้องชัดเจนยิ่งขึ้น หญิงสาวยืนอึ้งกับภาพที่พบเห็นตรงหน้า ในมือถือเชิงเทียนหันไปทางนั้นทีทางนี้ที “เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้งของวัน หญิงสาวเดินกลับไปที่บานประตูของเมื่อวานที่พยายามเปิดอยู่นานสองนาน ทว่าตอนนี้กลับเปิดออกอย่างง่ายดายเหมือนปอกกล้วยเสียอย่างนั้น “เฮอะ นี่มันไม่ตลกไปหน่อยเหรอ?” ทันทีที่เปิดบานประตูได้แล้ว หญิงสาวจึงรีบสาวเท้าเดินออกมายังด้านนอกห้อง แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ส่องตกกระทบกับนัยน์ตาทำให้ต้องเบือนหน้าหนี อากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าเยียวยาจิตใจของหญิงสาวให้สงบลงได้หลายส่วน เมื่อพักเยียวยาจิตใจได้พอประมาณ หญิงสาวรีบหันไปมองด้านหลังของตนเองทันที ป้ายที่แขวนอยู่เหนือศีรษะมีตัวอักษรสีดำขีดเขียนเอาไว้คำว่า... “เหลิ่งกง” นัยน์ตาดอกท้อทั้งสองข้างกะพริบปริบ ๆ มองหันซ้ายหันขวาอีกครั้ง แกร๊ก เสียงเปิดประตูจากด้านหลังเรียกให้หญิงสาวหันไปจ้องมอง สตรีในชุดโบราณกำลังเดินยกถาดบางอย่างเข้ามา “สำรับอาหารวันนี้มาถวายแล้วเพคะ เชิญว่าที่พระชายาเสวยตามสบายได้เลยเพคะ หม่อมฉันขอตัวก่อนเพคะ” ในขณะที่นางกำนัลคนนั้นกำลังจะเดินจากไป หญิงสาวจึงรีบเรียกดักเอาไว้ก่อน “เดี๋ยว!” นางกำนัลหันกลับมา แต่ทว่าไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาสบตากับหญิงสาว “เจ้าเป็นใคร?” “...” ไม่มีเสียงตอบกลับตั้งแต่แรก ทว่าไม่นานนางกำนัลก็เอ่ยขึ้น “หม่อมฉันเป็นนางกำนัลห้องเครื่อง หากว่าที่พระชายามีพระประสงค์จะให้หม่อมฉันเปลี่ยนสำรับอาหาร หม่อมฉันจะแจ้งพ่อครัวหลวงให้เองเพคะ” หญิงสาวขมวดคิ้วไม่เข้าใจว่านางกำนัลตรงหน้าพูดถึงเรื่องอันใดอยู่ นางยกมือขึ้นกุมขมับเอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัย “ฉันกำลังแสดงละครเรื่องอะไรอยู่งั้นเหรอคะ?” “ว่าที่พระชายาทรงตรัสถึงสิ่งใดเพคะ” ไม่ใช่สิ มันไม่ใช่อย่างนี้ “ฉันหมายถึง...ฉันน่ะ ฉันเป็นใคร?” นางกำนัลตรงหน้าแอบชำเลืองมองเพียงเล็กน้อย ก่อนจะก้มหน้ากลับไปที่เดิม “ว่าที่พระชายาก็คือว่าที่พระชายาไงเพคะ พระองค์ตรัสถึงสิ่งใด หม่อมฉันมิเข้าใจเลยเพคะ” “งั้นบอกชื่อฉันมา และบอกมาฉันเป็นว่าที่พระชายาของใคร” “พระองค์มีนามว่า ‘หลี่หลิ่งฟาง’ เป็นว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท ‘หวังจิ้งเสวียน’ เพคะ” ความทรงจำไม่ทราบที่มาที่ไปผุดขึ้นมาเป็นสิบ ๆ ฉาก ในขณะที่ร่างอันบอบบางทรงตัวไม่อยู่ก็ได้นางกำนัลตรงหน้าเข้ามาช่วยประคอง “ว่าที่พระชายาเพคะ! พระองค์ทรงเป็นอันใดไปเพคะ หรือพระองค์ทรงประชวรเพคะ” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่เป็นไร พาข้ากลับไปข้างในเถิด” นางกำนัลไม่ได้ซักถามอันใดต่ออีก นางช่วยประคับประคองว่าที่พระชายากลับเข้ามาในตำหนัก เมื่อเดินกลับเข้ามาภาพตรงหน้าทำให้นางกำนัลยืนตกใจกับสภาพที่เห็น “พาข้าไปที่เตียง” นางกำนัลส่ายหน้าไล่ความคิด พยุงร่างของว่าที่พระชายาไปที่เตียงตามคำสั่ง “พระองค์ค่อย ๆ นั่งนะเพคะ ค่อย ๆ” “ขอบใจเจ้ามาก ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าแล้ว” “ติดหนี้บุญคุณอันใดกันเพคะ หม่อมฉันมิได้ทำอันใดเลย” เสียงหัวเราะดังขึ้นก่อนจะเงียบหายไปอีกครั้ง “เจ้าชื่ออันใด?” “หม่อมฉันชื่อว่า อันฉี เพคะ” หญิงสาวผงกศีรษะ “ชื่อของเจ้าน่ารักดีข้าชอบนัก บิดามารดาเจ้าคงรักเจ้ามากเลยสินะ ถึงได้ตั้งชื่อน่ารัก ๆ ให้เจ้า” คำพูดที่โพล่งมาแบบไม่ได้คิดอะไรมากกลับทำให้นางกำนัลร้องไห้ “เดี๋ยวสิ! ทำไมเจ้าถึงร้องไห้ล่ะ ข้าพูดอันใดไม่ดีไปงั้นเหรอ?” “ฮึก มิใช่เพคะ หม่อมฉันแค่คิดถึงบิดามารดาเพคะ ฮึกฮือ” หญิงสาวรู้สึกผิดที่ไปพูดสะกิดต่อมความเศร้าของนาง “อย่าร้องเลย ข้าผิดเอง” “ฮึกฮือ...” วันนี้ในตำหนักมีเพียงเสียงร้องไห้ดังระงมไปทั่วตำหนัก แสงแดดยามอู่เข้ามาเยือนหน้าตำหนัก เสียงร้องไห้หลงเหลือเพียงแค่เสียงสะอึกสะอื้น ความทรงจำก่อนหน้าที่ผุดขึ้นมาทำให้หญิงสาวเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด สถานที่ที่นางกำลังอาศัยอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงโลกนิยายเรื่องหนึ่งที่มีชื่อเรื่องว่า ‘บุปผางามในคืนหยวนเซียว’ เป็นนิยายพีเรียดจีนโบราณชื่อดัง และร่างที่ตนกำลังสิงอยู่คือว่าที่พระชายา ‘หลี่หลิ่งฟาง’ หรือตัวประกอบดี ๆ นั่นเอง ไม่ต้องพูดถึงบทเด่นบทดังอันใด เพราะหลี่หลิ่งฟางนั้นเป็นเพียงตัวประกอบที่ตายอย่างโดดเดี่ยวในตำหนักเย็น ทั้ง ๆ ที่นางถูกใส่ร้าย ทว่ากลับไม่มีใครสืบเสาะหาความจริงให้กับนาง ยกเว้นแต่บิดาของนางเอง หลี่หลิ่งฟางเป็นบุตรีเพียงผู้เดียวของอัครมหาเสนาบดี ว่าที่สวามีอย่างองค์รัชทายาทไม่ต้องพูดถึง เขานั้นตกหลุมรักนางเอกนิยายอย่าง ‘เยว่หลิน’ ทั้ง ๆ ที่ตัวของเขาเป็นเพียงตัวประกอบไม่ต่างจากหลี่หลิ่งฟาง บทพระเอกพระรอง หรือแม้กระทั่งบทตัวร้ายก็ไม่ได้เป็น ช่างน่าสงสาร การที่หลี่หลิ่งฟางเป็นเพียงว่าที่พระชายา สาเหตุก็มาจากองค์รัชทายาท เขานั้นอ้างเหตุผลร้อยแปดพันข้อเพื่อที่จะไม่ให้หลี่หลิ่งฟางได้เป็นพระชายาของตน เขาอยากให้ตำแหน่งนี้เป็นของคนที่เขารัก คนคนนั้นก็คือนางเอกนิยาย ‘ทั้งที่แต่งงานกันมาสามปีแล้วนะ พวกบ่าวรับใช้ยังเรียกว่าที่อยู่อีก คงไม่แปลกใจ สงสัยถูกสั่งห้ามเรียกยศจริง ๆ สินะ’ หญิงสาวพึมพำในใจ “ว่าที่พระชายาเพคะ หม่อมฉันเก็บกวาดที่นี่ให้ดีหรือไม่เพคะ” หญิงสาวในร่างหลี่หลิ่งฟางมองสภาพหยากไย่ และฝุ่นมากมายที่เกาะเต็มไปหมด นางจึงพยักหน้าให้กับนางกำนัล ไม่นานหลังจากที่อันฉีนางกำนัลห้องเครื่องกลับออกไปนำอุปกรณ์ทำความสะอาด โดยอ้างว่าสำรับอาหารหกเลอะเทอะไปหมด องครักษ์หน้าตำหนักจึงอนุญาตให้นางนำของพวกนั้นเข้ามาได้ อันฉียกถังไม้วางไว้บนพื้น เดินไล่ปัดฝุ่นในห้องจนฟุ้งกระจัดกระจาย “แค่ก แค่ก แค่ก” หลี่หลิ่งฟางก็ช่วยทำความสะอาดอีกแรง ถึงแม้ตอนแรกอันฉีจะไม่อยากให้ทำก็ตาม แต่ถ้าปล่อยให้อันฉีทำคนเดียวทั้งหมดนี่ละก็...เกรงว่าคืนนี้อันฉีคงนอนปวดระบมร่างกายเป็นแน่ วันนี้ทั้งวันหญิงสาวทั้งสองต่างช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดตำหนักเย็นจนถึงยามโหย่ว โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้บรรยากาศเงียบสงบ กลิ่นชาสาลี่ที่เพิ่งรินใส่ถ้วยยังคงอบอวลในอากาศ หลี่หลิ่งฟางได้ขอตัวไปพักที่เรือนของตน โดยปล่อยให้บุรุษทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันอัครมหาเสนาบดีหลี่ซีเฉิงวางสายตาแน่วนิ่งที่องค์รัชทายาท ใบหน้าของเขาเปี่ยมไปด้วยความเคร่งขรึมในฐานะบิดาผู้เป็นห่วงบุตรี และขุนนางผู้มากประสบการณ์ในราชสำนัก“องค์รัชทายาท” เสียงเขาเอ่ยเรียกอย่างเรียบเฉียบ “ในฐานะบิดา กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งที่ขอถามตรง ๆ กับพระองค์...เหตุใดในอดีตพระองค์ถึงได้ใส่ร้ายบุตรีของกระหม่อม?”คำถามนั้นเปรียบดังสายอัสนีที่ผ่าลงกลางใจหวังจิ้งเสวียน เขานิ่งงันไปชั่วอึดใจ ไม่อาจสบตาพ่อเป็นพ่อตาตรงหน้าได้สนิท ความรู้สึกผิดซึมลึกขึ้นมาในอก“เรา…” เขาตรัสอย่างลังเล ก่อนจะกลืนน้ำลายแล้วตรัสเสียงแผ่วเบา “เรารู้ว่าชินอ๋องเป่าหูให้หมอหลวงวางยาพิษเรา และโยนความผิดให้พระชายาเป็นแพะรับบาป เพื่อสร้างความบาดหมางระหว่างเรากับพระชายา หลังเราฟื้นจากพิษกำเริบในร่างกายวันนั้น เรารู้ว่านางถูกกักขังอยู่ในตำหนักเหลิ่งกง เราคิดว่านางจะใช้ชีวิตที่ดีอยู่ในนั้น โดยให้หญิงกำ
ภายในห้องลับที่เรือนหลังจวนชินอ๋อง นักฆ่าถูกมัดแน่นด้วยเชือกพิเศษ มือเท้าถูกตรึงเอาไว้แน่นหนา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำหวังจิ้งเสวียนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เนื้อดี สวมอาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอย่างเรียบง่ายดวงตาคมกริบ“ชื่อ”เสียงเยียบเย็นเพียงคำเดียวทำให้นักฆ่าขนลุกซู่ นักฆ่าเม้มปากแน่นไม่ยอมตอบหลี่หลิ่งฟางยืนอยู่ข้างกายหวังจิ้งเสวียน มือขาวเนียนหมุนมีดสั้นเล่มบางในมืออย่างไม่เร่งรีบ ใบหน้านิ่งสงบ ดวงตาเรียบเฉยจนไม่สามารถคาดเดาได้“ไม่พูดงั้นหรือ?” หลี่หลิ่งฟางเอ่ยเบา ๆ คล้ายกระซิบ แต่แฝงแรงกดดันรุนแรงยิ่งกว่าเสียงตวาดฉัวะ!ปลายมีดเฉือนเบา ๆ บริเวณแขนของนักฆ่าเป็นแนวบาง ๆ โลหิตไหลซึมออกมาทำให้นักฆ่าตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง“กระหม่อม...กระหม่อมแค่รับงานมา!” นักฆ่าร้องลั่นด้วยความหวาดกลัวหวังจิ้งเสวียนเลิกคิ้วเล็กน้อย “จากผู้ใด?”นักฆ่ากัดฟันแน่นหยาดเหงื่อผุดทั่วใบหน้า “เป็น...เป็นคนจากในตัวเมือง มิเคยเห็นหน้าชัด ๆ แต่...แต่เขาให้กระหม่อมมุ่งเป้าไปที่องค์รัชทายา
วันถัดมากลางเรือนรับรองของจวนชินอ๋อง เหล่าขุนนางชั้นสูงสองสามคนกำลังนั่งดื่มสุราอย่างรื่นเริง ชินอ๋องในอาภรณ์สีเข้มนั่งอยู่เบื้องหน้าตรงกลางท่าทางสงบนิ่ง ทว่าในแววตากลับเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ยากจะเก็บซ่อนเสนาบดีกรมโยธาเอ่ยเบา ๆ “เวลาผ่านไปขนาดนี้แล้ว แผนการของเรากลับยังถูกขัดขวางทุกครั้ง เหมือนมีใครสักคนเฝ้ามองอยู่ในเงามืด”เสนาบดีกรมพิธีการพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาฉายความไม่พอใจ “องค์รัชทายาทรอดตายทุกครั้ง ประหนึ่งลิขิตสวรรค์บันดาลให้เขารอดพ้นจากอันตราย ความสัมพันธ์ระหว่างองค์รัชทายาทกับพระชายาก็ยิ่งแน่นแฟ้น ช่างน่าเจ็บใจยิ่งนัก!”ชินอ๋องวางจอกสุราลงช้า ๆ แววตาเยียบเย็นราวกับน้ำค้างยามราตรี“ข้าเคยเสนอคุณหนูตระกูลเยว่ให้เป็นชายา แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย หากองค์รัชทายาททรงฟังข้าแต่แรก พวกเราคงไม่ลำบากเช่นนี้” ชินอ๋องหรี่ตาเล็กน้อย “หากมิสามารถล้มองค์รัชทายาทได้ ก็จงล้มฮ่องเต้เสียเลย”ความเงียบปกคลุมทั้งห้องเพียงครู่ ก่อนเสียงจอกกระทบกันดังเบา ๆ เป็นสัญญาณของอำนาจที่เริ่มเคลื่อนไหวในเงามืดชิน
ในวันรุ่งขึ้นองค์รัชทายาทได้รับจดหมายจากจวนชินอ๋อง ว่าเขาต้องการจะมาขอเข้าเฝ้าที่สำนักศึกษา ซึ่งในตอนนี้ภายในห้องรับรองของสำนักศึกษา องค์รัชทายาทและชินอ๋องกำลังนั่งอยู่ด้วยกันบรรยากาศภายในห้องเงียบกริบจนน่าอึดอัด องค์รัชทายาทนั่งจิบชาเฝ้ารออย่างสงบ แต่ยังคงไร้วี่แววเสียงเอ่ยสนทนา จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งเค่อ“องค์รัชทายาททรงหายดีแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”เสียงทุ่มต่ำดุดันน่าเกรงขามดังขึ้นเบื้องหน้า องค์รัชทายาทช้อนสายพระเนตรทอดมองชายวัยกลางคน“ชินอ๋องถามเราเช่นนี้ จนเราอดสงสัยมิได้จริง ๆ”“พระองค์กำลังสงสัยสิ่งใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“เรากำลังสงสัยว่า...ชินอ๋องรู้สึกเป็นห่วงเราด้วยงั้นหรือ?”ชินอ๋องยกยิ้มมุมปาก ไม่ได้แสดงสีหน้าอันใดออกมา แต่สายตาที่ใช้มององค์รัชทายาทกลับแตกต่างจากรอยยิ้มบนใบหน้า‘องค์รัชทายาทแตกต่างไปจากเดิม คงมิได้ถูกผู้ใดชักจูงอยู่เบื้องหลังหรอกกระมัง... หากเป็นเช่นนั้นจริง เห็นทีข้าคงต้องเลื่อนเวลาให้เร็วขึ้น’ชินอ๋องยกจอกชาขึ้นจิบก่อนจะเอ่ยข

















