تسجيل الدخول“ระหว่างเรา เอ่อ....เป็นข้าที่ผิดต่อเจ้า” เขาเอ่ยเสียงเบา
“ท่านอ๋องเป็นคนกตัญญูย่อมต้องทำทุกอย่างเพื่อไท่เฟยอยู่แล้วเจ้าค่ะ อย่าได้โทษตนเองเลย เป็นข้าเองที่ไร้วาสนา”
“ความจริงเรื่องระหว่างเรา ข้าก็ยินดีจะทำตามที่ท่านพ่อท่านแม่ต้องการ เพียงแต่...เจ้าก็เห็นแล้วว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเหตุสุดวิสัย”
“ข้าทราบเจ้าค่ะว่าท่านอ๋องแต่งงานเพราะความจำเป็น” ใบหน้างดงามของเซียวหว่านหม่นเศร้า ท่าทางของนางช่างดูอ่อนแอบอบบางนัก
หยางหลีเหว่ยได้แต่ยิ้มอย่างจนใจ เขาไม่อาจจะเข้าไปปลอบโยนนางได้เพราะต่างฝ่ายต่างมีคู่แล้ว เขาเองก็ต้องให้เกียรติตนเองและต้องระวังชื่อเสียงของนางด้วย “เจ้ารู้ก็ดีแล้ว ข้าต้องขอโทษที่ทำให้ชื่อเสียงของเจ้าเสียหาย”
เซียวหว่านเงยหน้าขึ้น “ข้าเองก็จำเป็นเช่นกันเจ้าค่ะ คนทั้งเมืองหลวงพากันพูดเรื่องที่ท่านอ๋องจะแต่งงานกับคุณหนูรองหลี่ ข้าไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด ท่านพ่อกับท่านแม่ก็พลอยทุกข์ใจไปด้วย ช่วงนั้นคุณชายซางมาขอหมั้นพอดี ท่านพ่อของข้าเห็นว่าเป็นหนทางจะปิดปากผู้คนเอาไว้ได้จึงบีบบังคับให้ข้ารับหมั้นเขาเจ้าค่ะ”
หยางหลีเหว่ยค้อมถอนหายใจ เขาได้ยินจากซ่งสวินว่าซางฮ่าวอวี่ผู้นั้นมิใช่คนดี นอกจากจะมีสาวใช้ข้างห้องอยู่แล้วถึงสองคน ยังเลี้ยงสตรีเอาไว้นอกจวนอีก แต่จะพูดออกไปก็ใช่ที่ ยามนี้เซียวหว่านมิใช่สตรีที่เขาต้องแสดงความรับผิดชอบแล้ว
“ที่ข้าออกมาพบเจ้าก็เพราะอยากขอโทษเจ้าต่อหน้า ก่อนหน้านี้ข้าพยายามไปสานสัมพันธ์กับเจ้าจริงๆ และทำให้เจ้าต้องขายหน้า นับว่าเป็นความผิดของข้า”
“เรื่องนี้ หาใช่ความผิดของท่านไม่ เป็นข้าที่คิดไปเองเจ้าค่ะ” นางเถียงเสียงอ่อยๆ ดวงตายังคงแดงก่ำ
“อย่าได้กล่าวเช่นนั้น ความตั้งใจเดิมของข้า เจ้าเองก็ย่อมรู้ แต่สวรรค์มิได้ลิขิตมาให้เราสองคนเป็นคู่กัน ทุกอย่างจึงกลายเป็นเช่นนี้”
“มิใช่เป็นเพราะนางหรอกหรือเจ้าคะ”
หยางหลีเหว่ยชะงัก นึกถึงใบหน้าของหลี่หยวนหยวนขึ้นมา ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่านางน่ารำคาญเหลือแสน ทว่าหลังแต่งงานกันมาถึงวันนี้เป็นวันที่ห้า ท่าทีของนางกลับแปลกไปราวกับเป็นคนละคน
ก่อนหน้านี้หยางหลีเหว่ยเกลียดหลี่หยวนหยวนที่หลงใหลในตัวเขามาก นางต้องการแต่งงานกับเขาจนใช้ความตายของมารดาของเขามาบีบบังคับ แต่พอได้ยินคำพูดกล่าวโทษนางออกจากปากผู้อื่นเขากลับรู้สึกไม่เห็นด้วย
“อันที่จริง จะโทษว่าเป็นความผิดของนางทั้งหมดก็ไม่ได้ หากว่าท่านแม่ของข้าไม่เป็นโรคประหลาดนั่น ข้าก็คงไม่ต้องถูกท่านป๋อหลี่บีบบังคับ”
เซียวหว่านถอนหายใจ เขาพูดเช่นนี้ นางจะกล่าวโทษมารดาของเขาได้หรือ หญิงสาวได้แต่หลับตาปริบๆ พลันหยางหลีเหว่ยก็เอ่ยต่อ
“คงเป็นเพราะสวรรค์ไม่มอบหนทางแก้ไขอื่น จงใจส่งข้าไปอยู่ในเงื้อมมือของคนสกุลหลี่”
เซียวหว่านได้ยินหยางหลีเหว่ยเข้าข้างหลี่หยวนหยวนก็นิ่งไปอึดใจหนึ่ง นางจึงนึกได้ว่าการโจมตีศัตรูโดยเปิดเผยเช่นนี้อาจไม่เหมาะสม ควรเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์เหยื่อเพื่อเรียกความสงสารเห็นใจจะดีกว่า
“ท่านอ๋องเจ้าคะ เป็นชะตาของข้าเองที่อาภัพ ข้าไร้ความสามารถ ไม่อาจจะช่วยเหลือท่านอ๋องและไท่เฟยในยามยากลำบาก ทำให้พวกท่านต้องถูกผู้อื่นทำให้คับแค้นใจ”
หยางหลีเหว่ยมองสตรีตรงหน้าแล้วรู้สึกว่าตนเองยิ่งพยายามอธิบายเรื่องราวก็ยิ่งแย่ เขาไม่ได้ต้องการให้นางโทษตนเองหรือโทษเขาอีกต่อไป เรื่องระหว่างเขากับนางยังมิได้ถึงขั้นผู้หลักผู้ใหญ่มาพูดคุยตกลงกันเลยด้วยซ้ำ
บิดาของเขาก็เพียงเห็นว่านางเป็นตัวเลือกที่ดีจึงเปรยบอกมารดาของเขาไว้ตั้งแต่ยังไม่สิ้นชีพในสนามรบ บัดนี้เขากับนางมีอันต้องคลาดคลา เขาเห็นว่าตนเองเคยพยายามสานสัมพันธ์ทำให้เกิดข่าวลือกันไปว่าเขากับนางผูกสมัครรักใคร่ พอเขาต้องแต่งกับผู้อื่น นางจึงพลอยเสียชื่อเสียง ส่วนหนึ่งของความเดือดร้อนของนาง มีเขาร่วมอยู่ด้วยจึงต้องการจะขอโทษ
แต่ส่วนที่นางเสียอกเสียใจจนล้มป่วยนั้น เขาไม่รู้เลยว่านางปักใจในตัวเขามากเพียงนั้นได้อย่างไร ในเมื่อเขายังไม่เคยมอบของขวัญแทนใจให้นางเลยสักชิ้น กระทั่งอักษรสักตัวก็ยังไม่เคยเขียนถึง
“นั่นมิได้ขึ้นอยู่กับเจ้า อาการป่วยของท่านแม่เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดได้ ข้าเองก็ยิ่งคาดไม่ถึงว่าการรักษา มีเพียงต้องใช้ยาสูตรลับของสกุลหลี่ ข้าได้พยายามทุกหนทางแล้ว แต่ไร้ผล จึงจำต้องยอมทำตามเงื่อนไขของท่านป๋อหลี่” สายตาของหยางหลีเหว่ยแข็งกร้าวขึ้นเมื่อพูดถึงตรงนี้
“น่าเศร้ายิ่งนักที่สกุลของข้ามิได้มีสูตรยาลับที่จะช่วยเหลือไท่เฟยได้ ต้องปล่อยให้ท่านถูกคนสกุลหลี่ข่มเหงรังแก”
“เจ้าอย่าโทษตนเองอีกเลย ข้าได้รู้ว่าเจ้าเองก็ทุกข์ใจจนล้มป่วย ย่อมเป็นข้าที่ผิดต่อเจ้า ทำให้เจ้าคาดหวังและรอคอย สุดท้ายก็ทำให้เจ้าไม่สมหวัง” ชายหนุ่มพยายามกล่าวปลอบใจนาง เขาอยากให้นางกับเขาจากกันด้วยดี ไม่ต้องมีสิ่งติดค้างในใจ
นางเงยหน้า สบตาเขานิ่ง “ท่านอ๋อง ข้ารู้ว่าท่านเองก็ไร้สุขที่ต้องแต่งงานกับสตรีอย่างนาง”
หยางหลีเหว่ยนิ่งไป ยามนี้เซียวหว่านหมั้นหมายกับผู้อื่นแล้ว หากเขากับนางมามัวคร่ำครวญอยู่ด้วยกัน เกรงว่าผู้อื่นมาได้ยินจะคิดว่าเขาอยากแย่งชิงภรรยาผู้อื่น
“ช่างเถิด ทุกอย่างผ่านไปแล้ว เจ้าเองก็หมั้นหมายกับคุณชายซางแล้ว อันที่จริง เรื่องระหว่างเรา ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ จากนี้ไปก็อย่ารื้อฟื้นเลยดีกว่า”
เซียวหว่านไหนเลยจะยอมให้หยางหลีเหว่ยจบเรื่องระหว่างเขากับนางไว้เพียงเท่านี้ “ท่านอ๋องเจ้าค่ะ ความจริงข้ายังมีเรื่องหนักใจมากอยู่เรื่องหนึ่ง”
“เจ้าพูดมาเถิด หากมีสิ่งใดที่ข้าช่วยเหลือได้ ข้าก็ยินดี”
“เจ้าค่ะ” นางนิ่งไปครู่หนึ่ง “ข้าเป็นเพียงสตรีในห้องหอ ไหนเลยจะรู้จักบุรุษได้เท่าบุรุษ หากท่านอ๋องเมตตา ก็โปรดช่วยดูให้ข้าทีเถิดว่าคุณชายซางผู้นี้ ข้าสมควรจะฝากชีวิตด้วยหรือไม่”
คำพูดของเซียวหว่านทำให้หยางหลีเหว่ยนิ่งไป หากว่าเขาพูดความจริงเกี่ยวกับซางฮ่าวอวี่ออกไปก็อาจทำลายบุบเพสันนิวาสของนางอีกคราหนึ่ง สตรีที่ถูกเขาละทิ้งไปแต่งกับผู้อื่น ไหนเลยจะทนรับการถอนหมั้นได้
“ข้าจะช่วยเจ้าดูก็แล้วกัน”
เซียวหว่านค้อมศีรษะยิ้มงดงามให้เขา “ขอบคุณท่านอ๋องมากเจ้าค่ะ”
“ยามนี้ท่านแม่ของข้าก็อาการดีขึ้นมากแล้ว อีกไม่นานข้าก็จะพาท่านแม่เดินทางกลับเมืองเฉินม่าย”
เซียวหว่านชะงัก “แล้ว...นางเล่า”
หยางหลีเหว่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ในเมื่อข้าทำตามสัญญากับบิดาของนางครบแล้ว ต่อไปก็ย่อมไม่เกี่ยวข้องกันเฉกเช่นน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง”
“ท่านอ๋องไม่คิดจะหย่านางหรือเจ้าคะ”
“ข้าไม่ได้เต็มใจแต่งงานกับนาง ย่อมต้องการหย่าอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่อาจจะทำในยามนี้ได้”
ชายหนุ่มชะงัก เขาพลันคิดได้ว่าตนเองพูดเช่นนี้คล้ายชี้ชวนให้เซียวหว่านรอให้เขาหย่าร้างจากหลี่หยวนหยวน เขาเองยังไม่แน่ใจว่าจะจัดการเรื่องของหลี่หยวนหยวนได้อย่างหมดจดเมื่อใด หากเซียวหว่านเกิดมีความหวังกับเขาขึ้นมาแล้วถอนหมั้นจากซางฮ่าวอวี่ เขาย่อมต้องรับผิดชอบนาง
….การให้ความหวังเช่นนี้ หากเซียวหว่านเกิดผิดหวังอีกครา ต่อให้เขากระโดดลงแม่น้ำฮวงโหก็คงล้างมลทินได้ไม่หมด…
“ข้าไม่ควรพูดเรื่องในครอบครัวให้เจ้าพลอยไม่สบายใจไปด้วย ช่างเถิด เรื่องของวันหน้าอย่าเพิ่งไปคิดจะดีกว่า”
เซียวหว่านได้ยินว่าเขาต้องการหย่ากับหลี่หยวนหยวนก็ใจชื้นขึ้นมา บุรุษผู้นี้รู้สึกผิดที่ทำให้ชื่อเสียงของนางด่างพร้อย หากวันใดเขาหย่ากับหลี่หยวนหยวนนางจะทำให้เขาต้องหวนกลับมาหานางอีกครั้ง
นางก็แค่...หมั้น รอให้เขาหย่าขาดเสียก่อน นางมีนับร้อยวิธีที่จะผลักไสซางฮ่าวอวี่ออกไปแล้วค่อยดึงมือของ หยางหลีเหว่ยมากุมเอาไว้ การแสดงบท ‘เหยื่อผู้น่าสงสาร’ นางถนัดนัก บุรุษส่วนใหญ่ก็มักจะพลาดท่าหญิงงามที่อ่อนแอมิใช่หรือ
‘ขนาดหัวหน้าหยางผู้แสนชาญฉลาดยังตกหลุมพรางฉันเลย ประสาอะไรกับท่านอ๋องในโลกยุคโบราณนี่จะมารู้ทัน คอยดูเถอะ ตำแหน่งชายาอ๋องจะต้องเป็นของฉัน’
****************
เย่ซูเซียวที่อยู่ใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวใช้มือตวัดเอาผ้าคลุมหน้าออก โดยไม่รอให้เจ้าบ่าวเป็นผู้เปิด “ใต้เท้าหนานกง ช่างกล่าวได้ชัดเจนนัก ขอบคุณที่ท่านไม่ขับไล่ข้ากลับไป” หนานกงโจวตะลึงไปอึดใจหนึ่ง “เย่ซูเซียว! เป็นเจ้าได้อย่างไร” หนานกงโจวจำได้ว่าคราที่คนจวนสกุลชุยถูกนำตัวไปเนรเทศ เย่ซูเซียวผู้นี้มิใช่คนในสกุลชุยจึงถูกปล่อยตัวให้กลับบ้านเดิม “เหตุใดจะเป็นข้าไม่ได้เล่า” “เจ้าเป็นหลานสาวของชุยหนิงเทียน ฝ่าบาทยังกล้าใช้งานเจ้าอย่างนั้นหรือ” “ในเมื่อท่านกล้าเอ่ยเช่นนี้ ข้าก็ไม่ปิดบัง ฝ่าบาททรงมอบหมายให้ข้ามาสืบข่าวในจวนของท่าน เป็นการให้ข้าทำคุณเพื่อแสดงความจงรักภักดี” “หืม...” หนานกงโจวเลิกคิ้ว “นับว่าเจ้าเป็นคนกล้าหาญ เปิดเผย” เขาพูดพลางนั่งลงที่โต๊ะกลมกลางห้อง ใช้นิ้วเคาะโต๊ะสองสามครั้ง “ว่ามาเถอะ เจ้ามีเงื่อนไขใดจะแลกเปลี่ยนกับข้า” “ข้าอยากให้ท่านสบายใจ ขอเพียงท่านสัญญาว่าจะช่วยข้าเล่นงิ้วต่อหน้าคนภายนอก เรื่องใดที่ไม่ควรกราบทูล ข้าจะไม่กราบทูลเป็นอันขาด” “เล่นงิ้วรึ! เล่นงิ้วอันใด” “ฝ่าบาท
“ดี! คงมีแต่เจ้าที่ทำงานรอบคอบ สมกับที่เจิ้นไว้วางใจ” “กระหม่อม ไม่กล้าทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง” โจวจื่ออี้ถอนหายใจ “สกุลหยางเต็มไปด้วยคนมีฝีมือ เป็นเจิ้นเองที่ประมาทเกินไป” “ฝ่าบาท! กระหม่อมได้ยินมาว่ารองผู้บัญชาการหนานกงสนิทสนมกับพระชายาหลี่มาก ได้ยินว่าเขาเข้านอกออกในจวนสกุลหยางอยู่บ่อยๆ” “อืม...เจิ้นก็พอจะรู้มาบ้าง” ฮ่องเต้มิได้เล่าให้ลี้ฮวนฟังว่าตนเองส่งองครักษ์เงาไปซุ่มดูในจวนสกุลหนานกงอยู่บ่อยครั้ง “คนผู้นี้อยู่ในจวนเมืองหลวงเพียงลำพัง ไร้ภรรยาและบุตร บิดามารดาก็อยู่เมืองเฉินม่าย หากว่าส่งคนเข้าไปอยู่ในจวนของเขาได้สักคนก็น่าจะดี” ฮ่องเต้พยักพระพักตร์เห็นด้วย “ก่อนหน้านี้เสนาบดีชุยกับต้วนกุ้ยเฟยเคยพยายามยัดเยียดฮูหยินให้เขาแล้ว แต่เขาปฏิเสธ เจิ้นกำลังคิดว่า เช่นนั้นส่งเพียงอนุภรรยาพระราชทานให้เขาก่อนก็พอ” “ฝ่าบาททรงพระปรีชา! การพระราชทานอนุภรรยาให้ ถือว่าไม่มากและไม่น้อย ยากที่เขาจะปฏิเสธ พ่ะย่ะค่ะ” “เช่นนั้น พรุ่งนี้เจิ้นจะหาสตรีที่เหมาะสมขึ้นเกี้ยวไปส่งที่สกุลหนานกงเอง” โจวจื่ออี้ยิ้มกริ่ม คืนน
“ถ้าอย่างนั้นที่พวกเขาต้องการ คือใช้เราสองคนนำข่าวออกมาบอกจงอี้โหว อย่างนั้นรึ!” เย่ซูเซียวผงะ “เราเป็นเหยื่อของพวกเขาหรือนี่” “จะแปลกอันใด นี่คืออดีตฮ่องเต้กับองค์หญิงใหญ่นะ พวกเขาย่อมไม่ธรรมดา” ซ่งหลิงทำสีหน้าภาคภูมิใจ “เด็กสองคนนั่น กล้าหาญจริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดจะลอบสังหารแต่กลับกล้าออกมาเป็นเหยื่อล่อ” ซ่งหลิงหัวเราะเบาๆ “ผู้ใดว่าเป็นเหยื่อ เจ้าดูนั่นเสียก่อน” เขาพูดจบก็ชี้ไปยังบนกำแพงเรือนใกล้ลานต่อสู้ อ๋องหยางกับพระชายาหลี่พร้อมด้วยคุณชายใหญ่และคุณชายรองชิวยืนเรียงหน้ากระดานมองลงไปยังศพที่เกลื่อนบนพื้น เย่ซูเซียวถึงกับอ้าปากค้าง “ที่แท้พวกเขาก็รู้ตัว” “อืม...เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือว่าทุกคนที่ติดตามซื่อจื่อกับท่านหญิงน้อยในวันนี้ ล้วนมีวรยุทธ์ร้ายกาจ หากข้าจำไม่ผิด เจ้าคนที่ขับรถม้ากับคนที่นั่งข้างหน้านั่น แท้จริงก็คือองครักษ์ข้างกายท่านอ๋องหยาง เจิ้งตู้กับซูจิ้ง” “มิน่า! วรยุทธ์ร้ายกาจจนข้ารู้สึกกลัว” “คนของหน่วยหยกทมิฬที่ติดตามมาในวันนี้ล้วนเป็นผู้ที่ฝึกหนักมาไม่ต่างจากองครักษ์ลับ และอ
เด็กชายเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะลั่น ก่อนจะหันมายิ้มเย้ย “ไม่หลอกเจ้า เจ้าจะยอมแสดงตัวหรือ” ท่านโหวแซ่ต้วนถอยหลังไปสามก้าว องครักษ์รีบพากันมาขวาหน้าเขาเอาไว้ “ฆ่ามัน! อย่าให้รอดไปได้แม้แต่คนเดียว” จงอี้โหวร้องสั่ง ครั้นจงอี้โหวถอยหลังไปหลบแล้วก็กระซิบกับองครักษ์ที่คอยดูแลความปลอดภัยให้ตนเอง “รีบหนีกันเถอะ! คนของพวกมันร้ายกาจถึงเพียงนี้ คนของเราอาจจะสู้ไม่ไหว” “ขอรับ!” ครั้นคนทั้งสามหันหลังหมายจะหนี ร่างเล็กๆ ก็ลอยข้ามศีรษะมาขว้างอยู่ข้างหน้า “จะรีบไปไหนเล่า จงอี้โหว เจ้าอยากฆ่าข้ามิใช่รึ!” จงอี้โหวยกยิ้มมุมปาก รีบสั่งองครักษ์ตน “พวกเจ้า! ฆ่าเด็กสองคนนี้เสีย” ยังไม่ทันจะได้ขยับ อาวุธลับก็แหวกอากาศมาโดยเร็วและแม่นยำปักเข้าที่คอด้านหลังขององครักษ์ทั้งสองของจงอี้โหวล้มหน้าคว่ำลงไป จงอี้โหวผงะ หันขวับกลับไปมองคนที่อยู่ด้านหลังก็พบว่าสาวใช้ทั้งสี่ของเด็กแฝดยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มของพวกนางดูเยือกเย็นคล้ายกำลังมองดูเหยื่อที่ใกล้จะสิ้นชีวิต “พวกเจ้า!” “จงอี้โหว เจ้าให้คนมาสืบเรื่องขอ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อนุญาตให้พวกเราออกไปแล้วใช่หรือไม่ขอรับ” “อืม...ไปเถิด พ่อเดาว่าอาจารย์ของพวกเจ้าน่าจะกำลังตรวจโรงน้ำชาอยู่” เด็กแฝดประสานมือค้อมศีรษะ “ขอบคุณท่านพ่อ ท่านแม่” หลี่หยวนหยวนหันไปทางพี่เลี้ยงทั้งสี่ “ความปลอดภัยของลูกข้า ต้องฝากไว้กับพวกเจ้าแล้ว” “พระชายาโปรดวางใจ พวกเราจะดูแลซื่อจื่อและท่านหญิงด้วยชีวิต” หูเหมยกุ้ยค้อมศีรษะรับ เดิมทีพวกนางทั้งสี่คิดจะลาจากจวนสกุลหยางกลับสู่พรรคมาร ทว่าไม่อาจจะทำใจแยกจากเด็กฝาแฝดที่พวกตนคอยประคบประหงมเลี้ยงดูจึงได้แต่แอบตกลงกันว่ารอให้เด็กทั้งสองเติบโตกว่านี้อีกหน่อยก็จะขอกลับสู่ยุทธภพ รถม้าคันใหญ่ออกเดินทางจากจวนสกุลหยางไปตามถนนโดยมีสาวใช้ทั้งสี่เดินอยู่คนละมุม ขบวนองครักษ์มีทั้งยอดฝีมือจากหน่วยหยกทมิฬและองครักษ์ที่เป็นกองกำลังส่วนตัวของพระชายาหลี่ เงาดำสองสายวูบลงมาจากหลังคาจวนอย่างรวดเร็ว ข้ามกำแพงออกไปยังรถม้าคันใหญ่ที่จอดซุ่มอยู่ตรอกไม่ไกลนัก “จงอี้โหว ในรถม้าคันนั้นมีเพียงซื่อจื่อและท่านหญิง” ซ่งหลิงส่งเสียงอยู่ห่างๆ แล้วก็กระโจนลับหายไป องครั
โจวฮ่องเต้พยักหน้ารับ “ก่อนหน้านี้ เจิ้นเคยคิดจะส่งคนไปฆ่าหลี่หยวนหยวน แต่คาดไม่ถึงว่านางมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ สุดท้ายยังกลายเป็นผู้กอบกู้ทัพสกุลหยางในศึกปราบกบฏแดนเหนือ” จงอี้โหวตะลึง ที่แท้ฮ่องเต้ทรงพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว แต่กลับไม่อาจทำร้ายคนสกุลหยางได้ แม้จะเปลี่ยนเป้าหมายแล้วแต่ก็ยังไม่ต่างจากเอาหัวไปชนกำแพง เด็กฝาแฝดคู่นั้น คนของเขารายงานว่าสามารถต่อสู้กับองครักษ์แบบหนึ่งต่อยี่สิบได้อย่างสบายๆ “ฝ่าบาท กระหม่อมเพิ่งรู้ว่าพระชายาหลี่นางเจ้าแผนการนัก ไม่แน่ว่านิทานทรราชที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจในยามนี้น่าจะเป็นฝีมือของพระชายาหลี่ พ่ะย่ะค่ะ” ท่านโหวต้วนไม่กล้าพูดเรื่องที่ตนสืบพบความจริงว่าเมื่อครั้งคนสกุลต้วนคิดฉวยโอกาสเอาเปรียบราษฎรในช่วงข้าวยากหมากแพงนั้น เป็นหลี่หยวนหยวนที่หาซื้อข้าวสารจากนอกแคว้นมาไว้ และนำมาจำหน่ายในราคายุติธรรม เขาจึงพบว่าพระชายาหลี่ผู้นี้ ช่างเจ้าเล่ห์ ร้ายกาจ และมากแผนการยิ่งนัก “เป็นไปได้!” “ฝ่าบาท กระหม่อมทราบมาว่ารองผู้บัญชาการหนานกงสนิทสนมกับพระชายาหลี่และเด็กแฝดมากเลย พ่ะย่ะค่ะ” โจวฮ่องเต้ยกยิ้ม
ภัตตาคารจาเรอที่เปิดขึ้นบนถนนกลางเมืองหลวงนั้นใหญ่โตกว้างขวาง มีชั้นลอยที่เปิดกว้างเพื่อความสะดวกในการดูการแสดงที่เวทีซึ่งถูกยกสูง ลอยอยู่ในระดับกึ่งกลางระหว่างชั้นหนึ่งและชั้นลอย วันเปิดโรงน้ำชาจาเรอแห่งนี้ ชนชั้นสูงในเมืองหลวงต่างได้รับเทียบเชิญทั่วหน้า ต้วนเหม่ยหลิงรู้
“พี่ว่าไงนะ นางคือจางหว่านเหรอ” หนานกงโจวเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เขาพยายามสะกดใจไม่ให้ตนเองร้องออกมาเสียงดัง “เบาหน่อย” หลี่หยวนหยวนมองไปรอบๆ “พี่เห็นประคำหยกร้อยด้วยด้ายถักสีแดงอยู่ที่ข้อมือ ใช่แน่ๆ นั่นคือเส้นที่หายไป ท่าทางคนที่ทะลุมิติมาที่นี่ไม่ได้มีแค่เราสองคน” “ผมเห
เซียวหว่านจำต้องอดทนอยู่ในจวนสกุลซางอย่างสงบเสงี่ยม รอเวลาที่นางจะพบช่องทางสลัดสามีที่เลวร้ายและด้อยสามารถผู้นี้ทิ้ง ต้วนเหม่ยหลิงเห็นสีหน้าของสหายก็ยิ้มน้อยๆ “เจ้ามาหาข้าเพราะหวังให้ข้ากระจายข่าวของอ๋องหยางกับหลี่หยวนหยวนใช่หรือไม่” เซียวหว่านรีบหยิบพัดมาโบกตรงหน้าสหายเพ
สายตาของเซียวหว่านจ้องเขม็งที่อดีตคู่หมายนางกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ ครั้งนี้นับว่าเป็นโอกาสครั้งที่สองของนาง น่าเสียดายที่มีซางฮ่าวอวี่ขวางอยู่‘ท่านอ๋องยังหล่อเหลาเหมือนเดิม คราวนี้ล่ะ ฉันจะต้องกำจัดซางฮ่าวอวี่ที่น่ารำคาญไปซะ’ แววตาของเซียวหว่านมีประกายเจิดจ้าจนอ๋องหยางรู้สึกใจกระตุก ดูเ







