เข้าสู่ระบบนางเอกนิยายใครก็อยากเป็น แต่ต้องไม่ใช่นิยายฮาเร็มที่พระเอกมีเมียเป็นโขยง ดั่งถูกสวรรค์ลงทัณฑ์เพราะเธอดันทะลุมิติมาเป็นนางเอกประดับห้องหอ ไฉนพระเอกที่เคยคิดว่าเจ้าชู้โหดร้ายถึงกลายเป็นพ่อหนุ่มคลั่งรัก
ดูเพิ่มเติมจอมยุทธ์หญิงเจียวเจียว แสดงความคิดเห็น : [นิยายฮาเร็มแต่ไม่ติดคำเตือนไว้สักบรรทัดใช้ได้ที่ไหน พระเอกห่วยแตก มักมากหลายใจ ไม่เป็นซิฟิลิสตายก็บุญแล้ว]
นามปากกาข้าคือลิขิตสวรรค์ ตอบกลับความคิดเห็นจอมยุทธ์หญิงเจียวเจียว : [ไรต์ผิดไปแล้วได้โปรดให้อภัยไรต์เถอะ ว่าแต่…ไม่ลองเปิดใจแนวนี้บ้างเหรอ รับรองจะติดใจนะ]
จอมยุทธ์หญิงเจียวเจียวตอบกลับความคิดเห็นนามปากกาข้าคือลิขิตสวรรค์ : [ไม่ชอบ ขอบายค่ะ แต่ถ้าไรต์เขียนนิยายรักเดียวเมื่อไหร่จะอภัยให้ก็ได้]
นามปากกาข้าคือลิขิตสวรรค์ ตอบกลับความคิดเห็นจอมยุทธ์หญิงเจียวเจียว : [ว้า…แย่จัง ถ้าอย่างนั้นต้องรบกวนคุณนักอ่านเขียนอ่านเองแล้วล่ะ ไรต์ก็อยากรู้ว่าโลกนี้ยังมีคนรักเดียวใจเดียวอยู่จริงหรือเปล่า]
“หน็อย…นักเขียนคนนี้เกิดมาคงไม่รู้จักความรัก เลยเขียนให้พระเอกมักมากขนาดนี้ ได้เลยเดี๋ยวแม่เจียวเจียวจัดให้”
หลานอวิ๋นเจียวเป็นนักกีฬาแม่นปีนหญิงระดับเหรียญทองปีสามจากมหาลัยชื่อดัง ใครจะรู้ว่าเวลานี้เธอกำลังใส่อารมณ์ที่เดือดปะทุลงบนปลายนิ้ว
และนี่คืองานอดิเรกอันดำมืดที่อยู่เบื้องหลังนักกีฬาหญิงใบหน้าจิ้มลิ้มทั้งยังมากความสามารถ ซึ่งไม่ใช่การจับกระบอกปืนอย่างที่ใครคิด เพราะสิ่งที่หลานอวิ๋นเจียวชอบจนเป็นชีวิตจิตใจนั่นก็คือการอ่านนิยาย
บรรดานิยายที่หลานอวิ๋นเจียวถูกจริตที่สุดคือนิยายรักจีนโบราณพระเอกรักเดียวธงเขียวจนสว่าง ทว่าวันนี้เธอดันพลาดไปอ่านนิยายเรื่องหนึ่งจนทำให้อารมณ์บูด เพียงเพราะโดนคำโปรยตกเข้าให้
นึกไม่ถึงอ่านไปอ่านมาก็เพิ่งรู้ว่ามันคือนิยายฮาเร็ม มิน่าล่ะเธอถึงได้กลิ่นตุ ๆ ถ้านักเขียนติดคำเตือนสักประโยคเธอจะไม่วีนเลยสักแอะ
หลานอวิ๋นเจียวรัวนิ้วบนแป้นต่อไปไม่ยั้ง ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้รู้จักความรักอันถ่องแท้ด้วยซ้ำ ที่จริงเธอก็แค่มีรสนิยมชื่นชมคนรักเดียวเท่านั้น
แต่การที่นักเขียนทำแบบนี้เท่ากับหยามความรู้สึกเธอชัด ๆ ใครจะรับผิดชอบความรู้สึกที่สูญเสีย ดังนั้นเธอจึงระบายมันออกมาทางคอมเมนต์อย่างดุเดือด เพียงเพราะต้องการเอาจิตวิญญาณผู้ยึดมั่นในรักเดียวของจอมยุทธ์หญิงเจียวเจียวคืนมา
คลิก!
คลิก!
คลิก! คลิก! คลิก! คลิก! คลิก!…
“เอ๊ะ! เอ๋…ทำไมแสดงความคิดเห็นไม่ได้แล้วล่ะ คอมพังเหรอ หรือเน็ตกาก ก็จ่ายค่าเน็ตแล้วไม่ใช่รึไง”
ติ้ง!
[เชื่อมต่อสำเร็จ]
“ห้ะ!?”
วืด…
จู่ ๆ ร่างของหญิงสาวก็ถูกดึงเข้าไปข้างในจอคอม หลานอวิ๋นเจียวตาโตด้วยความตื่นตะลึง
“เกิดอะไรขึ้น เหวอ…”
[ยินดีต้อนรับเข้าสู่โลกนิยายมิติคู่ขนาน ท่านได้รับคัดเลือกให้สวมบทบาทนางเอกเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเราเห็นแก่จิตใจอันงดงามต่อรักแท้ของท่าน ดังนั้นเราหวังว่าท่านจะผ่านบททดสอบได้อย่างราบรื่น นับจากนี้จงพลิกชะตารักของพระเอกกับตัวท่าน หวังว่าท่านจะทำสำเร็จได้พบกับรักแท้ชั่วนิจนิรันดร์]
“หา…อะไรนะ!? ดะ…เดี๋ยวสิโว้ย…”
พรึบ!
ไม่ทันโต้กลับ ร่างที่นิ่งคว้างกลางอากาศก็เริ่มจมดิ่งลงอีกครั้ง ประหนึ่งกำลังตกลงหุบเหว แขนทั้งสองวาดไปมาดุจลูกนกสยายปีกฝึกบิน เปลือกตาบางปิดแน่นด้วยหัวใจเต้นถี่ระรัว
ไม่รู้ข้างล่างสภาพเป็นเช่นไร หากตกลงไปร่างจะแหลกสมองจะไหลออกมาหรือเปล่า ทว่ายามนี้เธอทำได้เพียงสวดภาวนาหวังจะรอดพ้นจากการมุ่งสู่ประตูผี
เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นจริงก็ดีหรือฝันก็ช่าง ถึงอย่างไรเธอก็ยังไม่อยากตายทั้งที่อายุยังน้อย สวรรค์โปรดเมตตาส่งเธอไปที่ใดก็ได้ ขอเพียงชีวิตนี้ยังไม่ดับสลายก็พอ
ตุ้บ!!
แอ่ก!
“โอ๊ย…เจ็บชะมัดยาด”
“ตายจริงคุณหนู บ่าวบอกแล้วว่าอย่าปีนท่านก็ไม่เชื่อ คนมองเต็มไปหมดแล้ว รีบลุกขึ้นเร็วเจ้าค่ะ”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างทันควัน เปลือกตาบางกะพริบถี่ “ใคร? ที่ไหน?” หลานอวิ๋นเจียวยกแขนของตนขึ้นสำรวจ “เรายังไม่ตาย”
หญิงสาววัยกระเตาะที่ร้องเรียกเมื่อครู่ชะโงกหน้ามองคนที่ยังนอนแผ่หลาอยู่กลางพื้นหญ้าตาปริบ ๆ พลางยื่นมือส่งให้ “คุณหนู ท่านเป็นอะไรหรือไม่ มาเจ้าค่ะ บ่าวช่วย”
คิ้วสวยเคลื่อนเข้าหากันแช่มช้า หลานอวิ๋นเจียวกวาดสายตาสำรวจโดยรอบ ทุกอย่างที่นี่ไม่คุ้นตาเอาเสียเลย หนำซ้ำการแต่งกายของผู้คนก็ยังดูประหลาด ดูเหมือนพวกเขาไม่เพียงมองมาที่เธอเท่านั้น สายตาพวกเขากำลังดูแคลนและหัวเราะเยาะเธอราวกับตัวตลก
‘คนพวกนี้แต่งตัวอย่างกับซีรีส์ย้อนยุคเลย’ หลานอวิ๋นเจียวปะติดปะต่อเรื่องราวที่หลงเหลือในคลังสมอง พลางลดตามองเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่
“เราก็ใส่ชุดโบราณเหมือนกันหรอกหรือ คงไม่ได้ฝันหรอกนะ” ร่างระหงดีดกายลุกพรวดลืมเลือนความเจ็บ
เด็กสาวตรงหน้าถึงกับผงะจนแทบหงายเงิบ
“น้องหญิง เจ้าจะบอกว่าฝันได้อย่างไร ก็เมื่อครู่เจ้าจงใจปีนต้นไม้เพราะอยากได้ก้านอิงฮวา [1] ที่งามที่สุดไปมอบให้ท่านอ๋อง โชคดีเพียงใดที่เจ้าไม่ตกลงมาแข้งขาหัก หากยังไม่รีบกลับจวนตอนนี้เกรงว่าท่านย่าจะต้องโบยเจ้าจนหลังขาด”
หลานอวิ๋นเจียวใจเต้นระส่ำ เสียงในหัวอื้ออึงไปเสียหมด
เพียะ!
ฝ่ามือเรียวฟาดหน้าของตนเสียงดังสนั่น ผู้คนที่รายล้อมอยู่ตรงนั้นต่างตกตะลึง
“คุณหนูสามนางคงไม่ตกต้นไม้จนสมองเพี้ยนไปแล้วกระมัง อยู่ ๆ ก็ตบหน้าตัวเองดังฉาด พอกลับจวนไปนางคงไม่คิดใส่ความคุณหนูใหญ่หรอกนะ” เสียงหญิงสาวผู้หนึ่งแว่วขึ้น
หลานอวิ๋นเจียวหน้ากระตุก เธอนิ่งไปราวกับร่างนั้นถูกแช่แข็ง
“ขออภัยทุกท่าน น้องหญิงสามของข้าหัวรั้นไม่ประสา ถึงกระนั้นนางก็มิเคยให้ร้ายผู้ใด” หญิงสาวใบหน้าพริ้มเพราผู้มีรอยยิ้มดุจแม่นางดอกบัวขาวยิ้มเอ่ย
หลานอวิ๋นเจียวเหลียวมองอีกฝ่าย 'ผู้หญิงคนนี้กำลังปกป้องเราเหรอ' กระทั่งอีกฝ่ายหันมาสบสายตากับเธอ กลิ่นอายบางอย่างกลับพุ่งเข้ามา หลานอวิ๋นเจียวผงะ 'ไม่ใช่ เธอกำลังสร้างภาพอยู่ต่างหาก'
เสียงวิจารณ์เริ่มดังระงม คุณหนูสามหลานอวิ๋นเจียวเกิดจากครรภ์ของฮูหยินเอกจึงถูกตามใจจนเสียคน ส่วนคุณหนูใหญ่เช่นหลานพินถิงเกิดจากฮูหยินรองแม้เกิดก่อนก็ไม่มีผลต่อสถานะ ลูกของฮูหยินรองไหนเลยจะทัดเทียมฮูหยินเอกได้
หลานพินถิงรุดเข้ามาช่วยประคองหลานอวิ๋นเจียวให้ทรงตัวขึ้น ทั้งยังช่วยจัดแจงเสื้อผ้าของน้องสาวด้วยความใส่ใจ
“คุณหนูใหญ่งดงามเพียบพร้อม น่าเสียดายที่มีน้องสาวม้าดีดกะโหลก หนำซ้ำยังบ้าผู้ชายอีก พี่กับน้องอย่างไรนิสัยกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว ข้าว่าคนที่ควรเกิดจากฮูหยินเอกควรจะเป็นคุณหนูใหญ่เสียมากกว่า คุณหนูสามแม้แต่ลูกอนุก็ยังไม่คู่ควร”
ในตอนนี้หลานอวิ๋นเจียวยังไม่เข้าใจสถานการณ์มากนักหรอก ทว่าหญิงคนนี้จงใจกล่าวส่อเสียดให้เธอได้ยินอย่างแน่นอน หลานอวิ๋นเจียวตวัดตามองเข้ม คนที่พูดลอยลมเมื่อครู่ถึงกับผงะ เพราะสายตาของคุณหนูสามที่นางเอ่ยถึงนั้นเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
“ท่านอ๋องที่พูดถึงเมื่อครู่ คงไม่ใช่หานเซียนอ๋องหรอกนะ”
หลานพินถิงช้อนตาขึ้นแช่มช้า กล่าวอย่างพินอบพิเทา “หากมิใช่หานเซียนอ๋องจะเป็นผู้ใดไปได้ ในเมื่อเจ้าชอบเขาถึงเพียงนั้น กลับจวนกันเถิด เจ้าอยู่นานไม่ได้แล้วเกรงว่าผู้คนจะนินทาจนสนุกปาก”
หลานอวิ๋นเจียวตะลึงวูบ จากที่คิดจะพูดก็ขากรรไกรค้างกะทันหัน ร่างกายแข็งทื่อดุจดั่งถูกลงทัณฑ์ด้วยการยิงเป้า ภายในใจเต้นครึกโครมราวจะกระโจนออกมานอกอก หานเซียนอ๋องคนนี้ไม่ใช่พระเอกนิยายฮาเร็มที่เธอเกลียดชังนักหรือไง
'เอาจริงดิ นี่เราทะลุมิติเข้ามาในนิยายฮาเร็มเรื่องนั้นเหรอ!'
^"อิงฮวา" (Yīnghuā) ในภาษาจีน (樱花) แปลว่า ดอกซากุระ
อาหารของเย็นวันนี้มีทั้งเนื้อหมูป่าและปลาเนื้อขาวที่ถูกปรุงสุกออกมาจนส่งกลิ่นหอมฟุ้งเตะจมูก หลานอวิ๋นเจียวกวาดมองทุกอย่างที่วางบนโต๊ะดวงตาเป็นประกาย หลายเดือนที่นางนอนซมเป็นผักก็ได้กินแต่เพียงอาหารรสอ่อน หลังอาการดีขึ้นก็ไม่อาจทานอาหารรสเข้มได้ทันที“วันนี้ลี่ซือเห็นว่าเจ้าทานอาหารได้ปกติแล้ว เขาเข้าครัวทำทุกอย่างด้วยตนเองเชียวนะ” หวางต้าเจิงเอ่ยกระเซ้ามือที่กำลังจะหยิบตะเกียบชะงัก นัยน์ตาดอกท้อช้อนขึ้นเล็กน้อย หลานอวิ๋นเจียวรู้สึกประหม่าทันควันตะเกียบในมือกว้างจึงเริ่มขยับ เย่ซานหลางคีบปลากะพงนึ่งบ๊วยเนื้อละเอียดน่าทานชิ้นพอดีคำวางลงในถ้วยตรงหน้าหญิงสาวอย่างเบามือเปลือกตาบางกะพริบถี่ ระหว่างที่เย่ซานหลางความจำเสื่อมเขาประคบประหงมดูแลหลานอวิ๋นเจียวประหนึ่งไข่มุกกลางฝ่ามือ หากแต่ก่อนหน้าเสิ่นจื่อซินบอกนางเองมิใช่หรือว่าเขาหายป่วยแล้ว ท่าทีเช่นนี้หลานอวิ๋นเจียวไม่ค่อยวางใจเสียเลย เขากำลังเอาคืนนางหรือเปล่า“เจ้ากินให้มากหน่อย ร่างกายผ่ายผอมเกินไปจะไม่มีแรง” เย่ซานหลางกล่าวหลานอวิ๋นเจียวเหลียวมองสองสามีภรรยา พวกเขาต่างส่งยิ้มทั้
หลังนอนเป็นผักนิ่งเป็นปลาเค็มอยู่นานในที่สุดหลานอวิ๋นเจียวก็สามารถช่วยงานเสิ่นจื่อซินได้ ส่วนใหญ่จะเป็นการคัดแยกสมุนไพร ทำความสะอาดบ้าน เพื่อรอบุรุษทั้งสองที่ออกไปล่าสัตว์“หมอเสิ่น ข้าเห็นว่าที่นี่มีต้นหอมหมื่นลี้ด้วย ข้าขอดอกของมันสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”“ย่อมได้อยู่แล้ว” เสิ่นจื่อซินแหงนหน้าขึ้นเอ่ยเจือรอยยิ้ม “เจ้าคงอยากทำเครื่องบำรุงผิวให้ลี่ซือกระมัง ดูใส่ใจเขามากทีเดียว”“ข้าเห็นเขาทำงานตากแดดทุกวัน กลัวว่ากลับไปแล้วคนที่บ้านจะจำเขาไม่ได้มากกว่าเจ้าค่ะ”เสิ่นจื่อซินหัวเราะครืน “ดูจากผิวพรรณของพวกเจ้าทั้งสองคงไม่ใช่คนค้าขายธรรมดากระมัง”รอยยิ้มของเสิ่นจื่อซินค่อย ๆ เลือนลง นางจ้องตาหลานอวิ๋นเจียวด้วยความจริงจัง“ท่านกำลังระแวงเราหรือ” หลานอวิ๋นเจียวถาม ที่จริงหลานอวิ๋นเจียวไว้ใจผู้มีพระคุณของตนแล้ว นางเพียงต้องการรอจังหวะเหมาะแล้วค่อยบอกความจริงให้คนทั้งสองรู้เสิ่นจื่อซินผ่อนสีหน้าคลายความตึงเครียด “เปล่าหรอก เกรงว่าคนที่ระแวงคือพวกเจ้าต่างหาก ข้าพูดถูกหรือไม่”“คือ...” หลานอวิ๋นเจียวพูดไม่ออกบอ
ล่วงเลยมาแล้วถึงครึ่งปี ทว่ากลับยังคงไร้วี่แววของหานเซียนอ๋องและคุณหนูสามหลานอวิ๋นเจียว ยิ่งเวลาผันผ่านไปนานเท่าใด ความหวังที่จะพบคนโดยมีลมหายใจก็ยิ่งลำบาก“เหตุใดจึงยังไม่มีข่าวของหานเซียนอ๋องอีก พวกเจ้าทำงานกันอย่างไร” เจ้าของร่างสูงภายใต้หน้ากากสีเงินกำถ้วยชาในมือแน่น พริบตาก็ขว้างมันลงบนพื้นด้วยอารมณ์เดือดดาล เพล้ง!เหล่ามือสังหารในชุดสีเข้มมากกว่าสิบชีวิตพร้อมใจกันคุกเข่าก้มหน้างุด ชายร่างกำยำผู้หนึ่งรวบรวมความกล้าจากนั้นจึงลุกขึ้นรายงาน“นายท่าน ป่าแถบนั้นพวกเราค้นหาจนนับครั้งไม่ถ้วน บางทีพวกเขาอาจถูกสัตว์ป่ากลืนกินไปทั้งร่าง แต่หากต้องการตรวจสอบอีกหน ข้าคิดว่าพวกเราไปตามหาพวกเขาที่ชายป่าดีหรือไม่ขอรับ”นัยน์ตาคมปลาบตวัดมองเข้ม “แล้วพวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่ ไสหัวไป! ครั้งนี้หากหาตัวของหานเซียนอ๋องและคุณหนูสามไม่พบก็ไม่ต้องเสนอหน้ากลับมาให้ข้าเห็น”เหล่าชายฉกรรจ์พร้อมใจกันลุกขึ้นฉับพลัน ก่อนรับคำและจากไปไม่เห็นแม้เพียงฝุ่นผง“บัดซบ! หานเซียนอ๋อง เจ้าหายหัวไปที่ใด ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะตายง่ายเช่นนี้”ปลาย
หลายวันมานี้นอกจากออกมารับลมในตอนเช้า และเข้านอนในช่วงเย็นหลานอวิ๋นเจียวก็แทบไม่ได้หยิบจับหรือทำอะไรเลย นางรู้สึกว่าเป็นปลาเค็มก็ตอนนี้เอง ส่วนเย่ซานหลาง แม้เขามีอาการความจำเสื่อม ทว่าร่างกายกลับแข็งแรงเป็นอย่างมากมองดูแล้วก็รู้สึกขำ จากท่านอ๋องผู้หยิ่งผยองต้องมาจับจอบทำสวนเฉกเช่นชาวนาชาวไร่ ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องคร้ามแดดจนดูไม่จืด หลานอวิ๋นเจียวคิดภาพไม่ออกจริง ๆ หากเขาจำทุกสิ่งได้จะเป็นเช่นไร“ฮูหยิน เจ้าอยากไปตกปลากับข้าหรือไม่” เย่ซานหลางแบกคันเบ็ดขึ้นบนบ่า จากนั้นจึงหันมายิ้มกล่าวหลานอวิ๋นเจียวยิ้มตาปิด แววตาของเขาที่ส่งมาให้นางแต่ละคราล้วนแฝงไปด้วยความเอ็นดูรักใคร่เสมอ ไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือหานเซียนอ๋อง“ข้าไปได้หรือเจ้าคะ เกรงว่าหากไปแล้วจะเป็นภาระของท่านพี่”“เจ้ามิใช่ภาระของข้า แต่คือเจ้าชีวิตข้าต่างหาก” ฝ่ามือกว้างลูบไล้ศีรษะเล็กอย่างนึกเอ็นดู ร่างสูงยอบกายนั่งยองใบหน้าเกลี้ยงเกลาซับสีชมพูระเรื่อ ไม่รู้ว่ายามนี้ใครกันแน่ที่ตกหลุมพรางเข้าแล้ว นับวันเย่ซานหลางที่เย็นชาหน้าน้ำแข็งยิ่งทำตัวน่ารักขึ้นจนนางเองจะถอนตัวไม่ขึ้






ความคิดเห็นเพิ่มเติม