Masukในตอนที่หยางหลีเหว่ยตกลงแต่งงานกับหลี่หยวนหยวน เขามิได้ใส่ใจจะมาอธิบายกับเซียวหว่านเพราะระหว่างนางกับเขายังไม่มีการพูดจาอย่างจริงจังของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ตัวเขากับนางแม้จะเห็นกันแต่เยาว์วัย ทว่ามิได้สนิทสนมกันนัก
ในตอนที่มารดาบอกหยางหลีเหว่ยว่าต้องการให้เขาหมั้นหมายกับเซียวหว่าน เขาคิดจะลองทำความรู้จักกับนางดูก่อนจึงพยายามไปตามงานเลี้ยงน้ำชาเพื่อจะได้คุยกับนาง แต่ทุกครั้งเข้าร่วมงาน กลับเจอหลี่หยวนหยวนมาคอยขัดขวาง ความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองจึงไม่คืบหน้า สุดท้ายเมื่อมารดาต้องการยาโดยเร่งด่วน เขาจึงตอบตกลงแต่งงานตามเงื่อนไขของท่านป๋อหลี่โดยไม่ลังเล
สิบวันต่อมา เขาก็กลายเป็นสามีของหลี่หยวนหยวน ไม่นานก็ได้ข่าวว่าเซียวหว่านรับหมั้นผู้อื่นไปแล้ว ที่เขารับนัดนางในครั้งนี้ก็เพราะต้องการมาขอโทษนางต่อหน้าที่ทำให้นางต้องรอเขาเก้อ กลายเป็นตัวตลกในสายตาของกลุ่มคนที่ซุบซิบนินทาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับนาง
เมื่อได้พบกันซึ่งหน้าและขอโทษเซียวหว่านด้วยท่าทีจริงใจแล้ว หยางหลีเหว่ยก็รู้สึกสบายใจขึ้น “ข้าหวังว่าคุณหนูสามจะมีชีวิตที่มีความสุข”
นางยิ้มเศร้า “ข้าเองก็หวังเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่หากวันหน้าชีวิตของข้าไม่ราบรื่นอย่างที่คิด หวังว่าข้าจะยังมีท่านอ๋องจะเมตตาช่วยเหลือนะเจ้าคะ”
“ข้าติดค้างน้ำใจเจ้าครานี้ ข้าย่อมต้องตอบแทนอย่างแน่นอน”
ซ่งสวินมองตามรถม้าคันใหญ่ของจวนสกุลเซียวที่พาคุณหนูคนงามทั้งสองจากไปแล้วหันมามองหน้าสหาย “เจ้ามิได้บอกนางเรื่องคุณชายซางหรือ”
หยางหลีเหว่ยส่ายหน้า “นางมิได้เกี่ยวข้องกับข้าแล้ว เหตุใดข้าจะต้องไปทำให้นางต้องถอนหมั้นด้วย”
“ข้าคิดว่าเจ้าจะห่วงนางจนกระโจนเข้าไปปกป้องเสียอีก ซางฮ่าวอวี่ผู้นั้น ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟังแล้วว่าเป็นบุรุษใช้การไม่ได้”
ซ่งสวินเป็นหัวหน้ามือปราบที่ต้องคอยสอดส่องความปลอดภัยของชาวบ้านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เขาทำคดีมากมาย ที่เขารู้เรื่องของซางฮ่าวอวี่เป็นเพราะมือปราบในหน่วยบังเอิญไปเห็นคนผู้นี้เข้า ในตอนที่เขาไปหาหญิงสาวที่เลี้ยงเอาไว้ในตรอกแห่งหนึ่งละแวกที่ซ่งสวินดูแล
ซางฮ่าวอวี่เป็นสหายผู้หนึ่งที่เคยร่วมศึกษาเล่าเรียนกับซ่งสวินและหยางหลีเหว่ยในสำนักศึกษาจินอวี้ หยางซื่อจื่อในวัยสิบขวบเคยทำให้ซางฮ่าวอวี่อับอายขายหน้าผู้คนทั้งสำนักศึกษามาแล้ว
“เหล่าซ่ง ข้ากับนางรู้จักกันก็จริง แต่มิตรภาพนี้เป็นไปอย่างผิวเผิน บิดาของข้าก็จากไปนานแล้ว ท่านแม่กับสกุลเซียวก็มิได้ไปมาหาสู่ ก่อนหน้านี้ข้าสะบั้นวาสนาระหว่างนางกับข้าแล้วก็สมควรไปทำเรื่องที่ตนเองสมควรทำ ข้าไม่อยากเป็นต้นเหตุให้นางต้องตัดวาสนากับผู้อื่น”
ซ่งสวินฟังแล้วก็พยักหน้ารับ “จริงของเจ้า ถ้านางถอนหมั้นเพราะเจ้าในคราวนี้ เจ้าก็ไม่อาจจะรับนางเอาไว้ได้ ท่านโหวเฉิงไม่ยอมให้นางเป็นชายารองของเจ้าแน่”
หยางหลีเหว่ยนิ่วหน้า “ในจวนข้ามีหลี่หยวนหยวนคนเดียวก็วุ่นวายพออยู่แล้ว เอาไว้กำจัดนางออกไปได้ก่อน ค่อยคิดเรื่องสตรีคนใหม่เถิด”
พลันซ่งสวินก็นึกถึงเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาได้ “เอ๊ะ! อ๋อง หยาง มิใช่ว่าที่ซางฮ่าวอวี่มาขอหมั้นคุณหนูสามเซียวเพราะคิดจะเอาชนะหรอกนะ”
“เขาจะผูกใจเจ็บนานขนาดนั้นเชียว”
“เจ้าไม่เคยได้ยินหรือว่า แก้แค้นสิบปียังไม่สาย ก่อนเจ้ามาเรียนในสำนักจินอวี้เขาเป็นพี่ใหญ่ของทุกคน แต่พอมีเจ้า เจ้ากับเขาขัดแย้งกัน สุดท้ายเจ้าก็ทำให้เขาหมดสิ้นความสำคัญในสายตาของทุกคน”
พูดถึงเรื่องนี้ หยางหลีเหว่ยก็หัวเราะ “จริงด้วย ข้าลืมเรื่องนี้ไปเลย เป็นเพราะข้ากลับไปเฉินม่ายนานแล้ว หาได้ใส่ใจเรื่องของเขาไม่”
หยางหลีเหว่ยจำได้ว่าตอนที่เขามาถึงเมืองหลวงช่วงนั้น คุณชายในเมืองหลวงพากันดูถูกเขา ผู้นำกลุ่มที่คอยพูดจาแซะเขาอยู่บ่อยๆ ก็คือ ซางฮ่าวอวี่ ทว่าหลังจากที่เขาท้าแข่ง ขี่ม้า ยิงธนู และเล่นหมาก แล้วชนะซางฮ่าวอวี่ได้ทั้งหมด สหายร่วมชั้นในสำนักศึกษาจึงพากันยกย่องเรียกเขาว่า ‘พี่ใหญ่’ แทนซางฮ่าวอวี่
“เจ้ามาเรียนแค่ปีเดียวก็กลับเฉินม่าย แต่เขากับข้ายังเรียนอยู่จินอวี้จนจบการศึกษา ช่วงหลังๆ พอโตขึ้น ซาง ฮ่าวอวี่ผู้นี้จากเคยใส่ใจร่ำเรียนก็เปลี่ยนไป เขาคบหากับพวกคุณชายเสเพลและเริ่มทำตัวเหมือนคนพวกนั้น”
“เขาก็ได้เป็นขุนนางอยู่นี่”
“เจ้าไม่รู้อันใด ซางฮ่าวอวี่สอบขุนนางถึงสามครั้ง และครั้งที่สี่จึงสอบผ่านด้วยอันดับรั้งท้าย เฮ้อ! น่าสงสารคุณหนูสามเซียวเสียจริงที่ต้องมาแต่งให้กับคนเช่นนี้”
หยางหลีเหว่ยได้ยินคำพูดเห็นอกเห็นใจเซียวหว่านจากปากสหายก็หยุดเดิน หันไปจ้องหน้า “เหล่าซ่ง เรื่องของซางฮ่าวอวี่ให้เจ้าบอกนางดีหรือไม่”
ซ่งสวินได้ยินก็รีบยกมือขึ้นโบกไปมา “ไม่ๆ ข้าไม่อยากยุ่ง”
หยางหลีเหว่ยหรี่ตา “ข้านึกว่าเจ้าจะชอบเซียวหว่านเสียอีก เห็นพูดเรื่องซางฮ่าวอวี่เสียยืดยาว ห่วงนางขนาดนั้น หากเจ้าบอกเรื่องเขากับนาง พอนางถอนหมั้นก็จะได้ถือโอกาสดูแลนางต่อเสียเลย”
“อ๋องหยาง! เจ้านี่มันช่างปากไม่มีหูรูดเลยจริงๆ ข้าหรือจะชอบสตรีของสหาย นางเคยเป็นคนที่เจ้าพึงใจ ข้าย่อมไม่ข้องเกี่ยว พอแล้วๆ พวกเราไม่ต้องสนใจเรื่องนางหรอก นางหมั้นกับคนอื่นแล้ว เราจะสอดมือไปทำไม ว่าแต่เจ้าเถอะ เห็นว่าจะกลับเฉินม่าย คิดจะเดินทางวันใดหรือ”
“รอท่านแม่ข้าได้รับยาจากท่านป๋อหลี่ครบห้าวัน ร่างกายแข็งแรงพอจะเดินทางได้ ข้าจะออกเดินทางทันที” หยางหลีเหว่ยนึกถึงหลี่หยวนหยวนแล้วยกยิ้มมุมปาก “รีบกลับเฉินม่าย ข้าจะได้สะสางเรื่องของข้ากับหญิงแซ่หลี่ให้หมดจดเสียที”
“เจ้าคิดจะหย่ากับนางหรือ”
“หย่าแน่นอน สตรีไร้ยางอายผู้นั้น ข้าไม่เคยคิดจะเหลือบแลเสียด้วยซ้ำ หากว่าไม่ใช่เพราะถูกสถานการณ์บังคับ มีหรือที่นางจะได้ก้าวเข้าจวนข้าแม้สักครึ่งก้าว”
ซ่งสวินนึกถึงโฉมงามที่คอยตามเมียงมองดูหยางหลีเหว่ยก็ทั้งขำทั้งสงสาร หลี่หยวนหยวนผู้นี้รูปร่างหน้าตานับว่าเป็นหญิงงามอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง เพียงแต่สติปัญญาและมารยาทของนางต่ำกว่ามาตรฐานไปมาก บุรุษในตระกูลใหญ่ทั่วเมืองหลวงได้ยินชื่อต่างพากันส่ายหน้า
นางอายุสิบเจ็ดแล้ว แต่ยังไม่อาจหาคู่หมายได้ หากบอกชื่อนางกับแม่สื่อ สตรีพวกนั้นถึงกับถอนหายใจแล้วก้มหน้า....“หลี่หยวนหยวน” ชื่อนี้ ไม่ว่าผู้ใดได้ยินล้วนต้องถอย ซ่งสวินไม่กล้าบอกสหายให้เสียใจว่าผู้คนบนท้องถนนพูดถึงชายาของเขาอย่างน่าตกใจเพียงใด
คนพวกนั้นบอกกับซ่งสวินว่า ‘หากพบคนถ่อย นักเลงหัวไม้ อันธพาล และคุณหนูรองหลี่ ให้หลีกหนีนางก่อนเป็นคนแรก’
“อันที่จริง นางปักใจหลงใหลเจ้าจนน่าสงสาร”
หยางหลีเหว่ยได้ยินสหายเอ่ยก็เลิกคิ้ว “เช่นนั้น หลังจากข้าหย่านางแล้ว เจ้ายินดีจะแต่งงานกับนางต่อจากข้าหรือไม่”
“อ๋องหยาง!” ซ่งสวินตกใจเข้าจริงๆ “เจ้าอย่าล้อข้าเล่น เกิดข้าตกใจตาย เจ้าจะรับผิดชอบกับครอบครัวข้าไหวหรือ”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าเลิกพูดจาเห็นใจนางได้แล้ว คนที่ควรเห็นใจที่สุดก็คือข้าต่างหาก ชีวิตข้าปั่นป่วนก็เพราะหลี่หยวนหยวน” พูดถึงชื่อนี้ หยางหลีเหว่ยก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “นาง...นางเป็นดาวหายนะในชีวิตข้า”
ซ่งสวินรีบยกมือ “ได้ๆ พวกเราเลิกพูดเรื่องนี้เถอะ”
หัวหน้ามือปราบหน่วยที่สิบยิ้มแหยๆ มองดูรูปร่างหน้าตาของสหายแล้วก็นึกเสียดาย หยางหลีเหว่ยรูปงาม เปี่ยมความสามารถ เก่งทั้งบุ๋นและบู๊ ของดีๆ เช่นนี้ เหตุใดจึงตกไปอยู่ในมือของสตรีไร้สาระที่สุดในเมืองหลวงอย่าง หลี่หยวนหยวนเสียได้...ช่างเสียของจริงๆ
วันนี้ครบห้าวันตามที่หยางหลีเหว่ยตกลงกับหลี่เหวินจั๋ว ยาสูตรลับจากสกุลหลี่ถูกส่งมาให้หยางไท่เฟยได้ดื่มตั้งแต่เช้า แค่เพียงดื่มยาถ้วยสุดท้ายลงไป สตรีวัยกลางคนที่ร่างกายอ่อนปวกเปียกแทบจะยืนไม่ไหวก็กลับกระฉับกระเฉงเดินสะบัดแขนไปมาอย่างร่าเริง
“หยุนมามา เจ้าดูสิ แขนขาของข้ามีแรงเหมือนเดิมแล้ว”
สาวใช้ที่ยืนรายรอบพากันยิ้มหน้าชื่นตาบาน หยุนมามารีบหันไปบอกให้สาวใช้นางหนึ่งไปเชิญท่านอ๋องมา
**************
เซียวหว่านได้ฟังก็เดือดดาล “ที่แท้ หลี่หยวนหยวนร้ายกาจกว่าที่ข้าคิด นางยั่วยวนท่านอ๋องด้วยการใช้บุรุษสองคนมาทำให้เกิดความหึงหวง และก็ได้ผลเสียด้วย”“จะทำอย่างไรได้เล่า พวกเขาเป็นวัวเคยขาม้าเคยขี่ แต่เจ้า...” ต้วนเหม่ยหลิงปรายตามองสหายแวบหนึ่ง “บัดนี้ เจ้าเป็นเพียงภรรยาของผู้อื่น”เซียวหว่านนึกถึงใบหน้าของติงหยวนหยวน หญิงสาวที่ทำให้หัวหน้าหยางหวั่นไหว‘ฉันแพ้แค่ชาติเดียวก็พอแล้ว ชาตินี้ฉันจะไม่แพ้อีก’ ต้วนเหม่ยหลิงเห็นท่าตกใจของสหายก็รีบสำทับ “ท่าทีของอ๋องหยางที่มีต่อนางในยามนี้ ผู้ใดก็ดูออกว่าต้องการจะคืนดี หากไม่มีใต้เท้าหนานกงกับคุณชายสกุลชิวขวางเอาไว้ ไม่แน่ว่าความฝันของเจ้าต้องพังทะลายอีกคราแล้ว”การยุแยงเซียวหว่านก็เท่ากับเปิดโอกาสให้ตนเอง คืนนี้ แม้ว่านางจะยอมให้เซียวหว่านลงมือ แต่นางก็เตรียมการซ้อนแผนเอาไว้แล้ว ไม่มีทางจะให้หนานกงโจวลุยน้ำขุ่นเท้าเปื้อนโคลนไปกับหลี่หยวนหยวนเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้นางจึงได้ไปบอกกับชุยฮูหยินให้เชิญราชครูซ่งมาด้วย“ไม่มีทาง! ครั้งนี้ข้าต้องทำให้อ๋องหยางเกลียดนางให้จงได้ และต้องเกลียดยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่แต่งงานด้วย” เซียวหว่านยืนยัน ต้วนเหม่ยห
“ข้าก็ให้คนคอยตามดูนางเหมือนกัน แต่พวกเขาถูกนางหลอกล่อจนตามไม่ทัน” หลี่หยวนหยวนเลิกคิ้ว “คุณชายใหญ่ ท่านให้ผู้ใดสะกดรอยนางกัน เหตุใดจึงเก่งกว่าคนของข้า” ชิวอี้เซ่อยิ้มเจ้าเล่ห์ “ข้ายอมสละแมวผีให้ไปทำภารกิจเพื่อบ่อเงินบ่อทองอย่างท่านเชียวนะ” หลี่หยวนหยวนตะลึง “แค่ข้าส่งแมวผีไปขโมยของ ท่านก็ห้ามข้าแล้ว เหตุใดที่ตนเองจึงได้ส่งไปสะกดรอยเซียวหว่านเล่า” “คุณหนูหลี่ ท่านไม่มีวรยุทธ์ หากไม่มีแมวผีอยู่ข้างกาย ข้าเกรงว่าท่านจะได้รับอันตราย ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าต้องปวดใจเป็นแน่ ส่วนข้านั้นต่อให้มีคนคิดทำร้ายสักสิบยี่สิบคนก็ปาดคอพวกเขาจนหมดได้” คำพูดของชิวอี้เซ่อคล้ายจะล้อเล่น แต่หลี่หยวนหยวนรู้จากชิวลู่ชิงว่าวรยุทธ์ของท่านผีเหนือผู้นี้ กระทั่งเจ้ายุทธภพคนปัจจุบันยังต้องเกรงเขาถึงห้าส่วน ดังนั้นคำพูดที่เขาพูดออกมานี้เกรงว่าจะเป็นความจริง “ท่านพูดคำว่าปวดใจออกมา หากข้าไม่รู้จักนิสัยของท่าน คงคิดว่าท่านใจให้ข้าแล้ว” หลี่หยวนหยวนเอ่ยเย้า ชิวลี่จิ่นที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ หัวเราะเสียงดัง “พี่เหนือของข้าจะปวดใจเฉพาะตอนที่ต้องสูญเสียเงินทองเท่านั้
เซียวหว่านไปพบกับเสนาบดีชุยที่โรงน้ำชาใหญ่บนถนนสายรองหลังตลาดตะวันออก โรงน้ำชาแห่งนี้เสนาบดีชุยให้คนผู้หนึ่งออกหน้าเป็นเจ้าของ สถานที่แห่งนี้เขามีไว้นัดพบกับผู้ที่ไม่อาจพบหน้าโดยเปิดเผย “ฮูหยินน้อย เจ้าบอกข้าว่ามีแผนจะทำลายหนานกงโจวอย่างนั้นหรือ” “เจ้าค่ะ ข้าพบว่าใต้เท้าหนานกงสนิทสนมเกินธรรมดากับอดีตพระชายาของอ๋องหยาง หลี่หยวนหยวน และยามนี้ท่านอ๋องเองก็ดูเหมือนจะกำลังหวนไปคืนดีกับนาง หากว่าทำให้คนทั้งสองหมางใจกันได้ บางทีท่านอ๋องอาจเป็นฝ่ายลงมือกับใต้เท้าหนานกงด้วยตนเอง” ชุยหนิงเทียนมองดูสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้า เซียวหว่านเป็นฮูหยินของซางฮ่าวอวี่แต่กลับรู้เรื่องผู้อื่นดีเช่นนี้ หากเขาไม่เคยรู้อดีตของนางกับอ๋องหยางก็คงคิดว่านางกำลังพยายามช่วยสามีสร้างความดีความชอบ “เหตุใดเจ้าจึงรู้เรื่องนี้ละเอียดนัก” เสนาบดีผู้เฒ่าเลิกคิ้วสูง “เดิมทีข้าก็มีแค้นกับหลี่หยวนหยวน และเมื่อไม่นานมานี้นางก็ฉีกหน้าข้าในวันเปิดภัตตาคารจาเรออีก ระหว่างข้ากับนางไม่อาจจะอยู่ร่วมโลกกันได้” หญิงสาวเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ สายตาแสดงความเกลียดชังคนที่เอ่ยถึงอย่างไม่ปิดบัง
ซางฮ่าวอวี่มองลงไปยังถนนเบื้องล่าง ฮูหยินเอกของเขากำลังยืนพูดคุยกับคุณหนูต้วนอยู่หน้าร้านเครื่องประดับ ขุนนางหนุ่มยกจอกน้ำชาขึ้นจิบ ขณะหูฟังคนของตนรายงานพฤติกรรมของเซียวหว่าน ครั้นฟังจบก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะโบกมือไล่ “พอแล้ว เจ้าไปตามดูนางต่อเถอะ” เมื่อคนผู้นั้นจากไป คนสนิทของซางฮ่าวอวี่ที่ยืนอยู่เยื้องไปด้านหลังก็ย่นหัวคิ้ว “คุณชาย ท่านไม่คิดจะห้ามปรามฮูหยินน้อยหรือ” “เหอะ! ห้ามนางไปไย แต่แรกนางก็มิได้คิดจะแต่งกับข้าอยู่แล้ว แต่งกับนางก็เหมือนแต่งกับสกุลเซียว หากไม่อาศัยสกุลนาง มีหรือตำแหน่งของข้าจะเลื่อนขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ตั้งแต่ไปเมืองเฉินม่าย นางก็พยายามให้ท่าอ๋องหยางอยู่ตั้งหลายครา น่าเสียดายที่ยังไม่มีโอกาสให้ข้าได้จับชู้” บ่าวรับใช้ผงกศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นครานี้ คุณชายคิดจะ...” “สนับสนุนให้นางทำลายอ๋องหยางและคุณหนูหลี่ จากนั้นก็ค่อยจับพวกมันในฐานะชู้ หากข้ากำจัดอ๋องหยางได้ เสนาบดีชุยจะต้องส่งเสริมข้าอย่างแน่นอน” “ขอรับ คุณชายคิดได้แยบยลนัก ไม่ต้องชักกระบี่ ใช้เพียงสมองก็กำจัดศัตรูได้แล้ว เซียวหว
“ท่านอ๋อง จะบังคับเขาไปทำไม เขายังเป็นเด็กอยู่เลย จะร้องไห้บ้างก็ปกติมิใช่หรือ” เสียงของหลี่หยวนหยวนดังขึ้นข้างหลัง หยางหลีเหว่ยหันกลับไปมอง ครั้นเห็นอดีตภรรยาเดินเข้ามาหาลูกๆ ก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ “หยวนหยวนมาแล้วหรือ อาการเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” “ท่านอ๋อง ข้าบอกท่านแล้วว่าเราหย่ากันแล้ว อย่าเรียกข้าด้วยความสนิทสนมเช่นนี้ ผู้อื่นได้ยินเข้าจะพาลเข้าใจผิดได้” นางทำเสียงเขียว แต่หยางหลีเหว่ยกลับไม่สนใจ “ผู้ใดจะเข้าใจอย่างไรก็ช่างเขาเถิด ข้าหาถือสาไม่” “ท่านไม่ถือสา แต่ข้าถือ” นางส่งเสียงลอดไรฟันพอได้ยินกันสองคนเพราะไม่อยากให้คนรับใช้ได้ยิน “ตกลงว่าเจ้า ร่างกายปกตินะ” “ข้าไม่เป็นอันใด ท่านอ๋องไม่ต้องห่วง” นางสะบัดเสียงเล็กน้อย ชายหนุ่มยังคงอารมณ์ดี ยิ้มให้นางอย่างเบิกบาน “วันหน้าเจ้าก็พาหนานกงโจวมาเยี่ยมลูกเราบ่อยๆ สิ พวกเขาจะได้สนิทสนมกัน” หลี่หยวนหยวนผงะ ก่อนหน้านี้อ๋องหยางยังทำเหมือนจะกระโจนเข้าฟาดฟันหนานกงโจวทุกครั้งที่พบหน้า แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ “ท่านอ๋องคงมิได้พูดปร
หนานกงโจวหายใจแรง “ข้ารู้! แต่แค้นระหว่างข้ากับนาง ยากจะบอกเล่าให้ผู้อื่นเข้าใจ”“ใต้เท้าหนานกง ดูเหมือนเจ้ากับหลี่หยวนหยวนจะมีเรื่องที่คนทั่วไปคาดไม่ถึงอยู่นะ”“ท่านอ๋องอย่าได้คาดเดาเรื่องของข้ากับคุณหนูหลี่เลย หาใช่เรื่องที่ท่านจะเกี่ยวข้องได้ไม่”หยางหลีเหว่ยนั่งลงที่ม้านั่ง “ใต้เท้าหนานกง เจ้ากับ หลี่หยวนหยวนซ่อนสิ่งใดไว้ที่บ้านเก่าสกุลหลี่หรือ”หนานกงโจวสำรวจใบหน้าของอ๋องหยางก็เห็นว่าเขามิได้หึงหวงตนเองเหมือนอย่างเคยจึงได้นั่งลงที่ม้านั่งตรงกันข้าม“ยากที่ข้าจะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจ”หยางหลีเหว่ยเห็นว่าตนเองไม่อาจทำให้หนานกง โจววางใจจึงได้พูดสิ่งที่ตนคาดคะเนออกมา “ข้าสังเกตมานานแล้วว่าหลี่หยวนหยวนผู้นี้ มิใช่หลี่หยวนหยวนที่เคยต้องการแต่งงานกับข้า ข้าเคยคิดกระทั่งว่านางคือผู้อื่น”“ท่าน!” หนานกงโจวตะลึง“หรือว่าเจ้าเองรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง” หยางหลีเหว่ยโยนหินถามทางสีหน้าพิกลของหนานกงโจวทำให้อ๋องหยางรู้ว่าเขากำลังจะรู้ความลับของคนทั้งสอง “หากท่านคิดว่านางมิใช่หลี่หยวนหยวน แล้วนางจะเป็นผู้ใด” หนานกงโจวถามย้อน หยางหลีเหว่ยแสร้งใช้นิ้วเคาะลงบนพื้นโต๊ะสองสามคร







