Masukเขา องค์ชายใหญ่ผู้ถูกตราหน้าว่าเสเพล เจ้าสำราญ ไร้ค่า ถูกลอบทำร้ายจนพิการ สูญเสียทั้งอำนาจ ศักดิ์ศรี และคู่หมั้นที่ทอดทิ้งเขาไปอย่างไร้เยื่อใย ทว่าภายใต้ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงที่ถูกเย้ยหยัน กลับซ่อนคมเล็บมังกรไว้เงียบงัน รอเพียงวันเหมาะสม…เพื่อทวงคืนทุกหยดเลือดที่ถูกหักหลัง ทุกผู้ที่ทรยศ ผู้ใดคือหมากที่ผลักเขาตกเหว และผู้ใด…จะกลายเป็นหมากตัวสุดท้าย ที่ช่วยให้มังกรบาดเจ็บตัวนี้ลุกขึ้นทำลายทุกผู้ทรยศ นาง คุณหนูรองที่ถูกบังคับให้แต่งงานแทนพี่สาวผู้ทะเยอทะยาน ผู้สลัดคู่หมั้นพิการทิ้งไปไล่ล่าบัลลังก์ที่สมบูรณ์แบบ ด้วยโองการสวรรค์ นางถูกผลักให้ต้องสวมชุดวิวาห์แห่งความอัปยศ ก้าวเข้าสู่ตำหนักของอ๋องพิการ…ผู้ซ่อนเล็บมังกรไว้ใต้ผ้าห่ม เพื่อชดใช้ความทะเยอทะยานของตระกูลมู่หรง
Lihat lebih banyak“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว”
เสียงของขันทีหลวงแหลมเล็ก กังวานดุจระฆัง และทรงพลังสั่นสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรงหลงฮวา อันโอ่อ่าของราชวงศ์ต้าเหยียน แสงแรกของยามเฉินสาดส่องประกายสีทองอ่อนผ่านช่องหน้าต่างสูงกระทบพื้นหินอ่อนขัดมันวาว กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีลอยอวลไปทั่ว
ปัง… ปัง… ปัง…
เสียงเคาะไม้สัญญาณสามครั้งดังอย่างหนักแน่น องค์ชายและขุนนางทุกคนที่อยู่ในท้องพระโรงยืนราบนิ่งราวรูปสลักหินแกะสลัก ผู้ใดขยับแม้เพียงปลายแขนเสื้อ ล้วนเห็นได้ชัดในห้องโถงกว้างใหญ่ที่ไม่มีสิ่งใดบดบังสายตา
องค์ชายใหญ่เยล่วี่ซุ่นยืนประจำตำแหน่งอยู่ด้านซ้ายแถวหน้าของกลุ่มองค์ชาย ชุดไหมสีม่วงเข้มปักดิ้นทองงามล้ำของเขาโดดเด่นและฉูดฉาด เบียดแย่งสายตาอย่างมิถูกกาลเทศะในพิธีการ ขุนนางหลายคนลอบเหลือบตามองด้วยแววขันปนดูแคลน เพราะโอรสองค์โตของฮองเฮาควรเป็นองค์รัชทายาทที่สง่างาม เป็นความหวังของแผ่นดิน ไม่ใช่บุรุษที่ข่าวเมาสุราและสตรีดังไปทั่ววังไม่เว้นแต่ละวัน
ผ้าม่านสีทองหนักอึ้งค่อย ๆ ถูกเลื่อนเปิดออกอย่างช้า ๆ ฮ่องเต้เยล่วี่ซ่งเสด็จออกมาพร้อมฮองเฮาซูผิงอัน สองพระองค์ก้าวออกมาพร้อมกัน
ฮ่องเต้เยล่วี่ซ่ง ทรงพระดำเนินอย่างเชื่องช้า แววพระเนตรพร่าเลือนคล้ายอยู่ในภวังค์ พระพักตร์ซีดเซียวปราศจากสีน้ำมีชีวิต ร่างสูงสง่าที่เคยสะท้านทั่วแผ่นดินบัดนี้กลับผอมโรยราวถูกโรคร้ายกัดกินทีละส่วน เครื่องทรงมังกรทองที่ประดับอัญมณีล้ำค่าบนพระวรกายกลับดูหลวมลงอย่างผิดสังเกต กลับยิ่งขับความอ่อนแรงของพระองค์ให้ชัดเจนขึ้นไปอีก ทุกย่างก้าวช้าประดุจแบกรับทั้งแผ่นดินเอาไว้บนพระอังสา จักรพรรดิผู้เคยกรีธาทัพกำราบแคว้นนับสิบ บัดนี้เหมือนเงาเลือนรางของอดีต
ตรงกันข้าม ฮองเฮาซูผิงอัน ผู้ก้าวเคียงข้างมา กลับมีท่วงท่าสง่างามราวหงส์เหิน ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยอำนาจและความเฉียบขาด สายตาคมกริบของนางกวาดผ่านเหล่าขุนนางแต่ละหมู่คณะราวกับตรวจตรา ประเมิน และเตือนให้รู้โดยไม่ต้องเอ่ยคำ...ว่าผู้ปกครองแผ่นดินตัวจริงหาใช่ผู้ที่นั่งบนบัลลังก์มังกรไม่
ทันทีที่ทั้งสองพระองค์เสด็จถึงบัลลังก์ เสียงขันทีหลวงสูงวัยยกเสียงขึ้นอีกครั้ง
“ถวายบังคม”
เสียงผ้าคลุมและชายแขนเสื้อเสียดสีกระทบกับพื้นหินอ่อนดังกรอบแกรบทั่วทั้งท้องพระโรง เหล่าองค์ชายและขุนนางน้อยใหญ่คุกเข่าลงพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ ศีรษะโน้มลงต่ำจนแทบไม่เห็นพื้นเบื้องหน้า เสียงถวายพระพรดังก้องสะท้อนผนังสูง
“ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
เยล่วี่ซุ่นคุกเข่าเช่นกัน ทว่าท่าทางดูเลื่อนลอยคล้ายยังไม่สร่างจากสุรา กระทั่งขุนนางแถวหลังยังแอบกลอกตาด้วยความสมเพชดูแคลน
ฮองเฮาซูผิงอัน เหลือบสายตามองสภาพโอรสองค์โตเพียงชั่ววาบ ทั้งสายตาที่ถูกเหยียบย่ำจากเหล่าขุนนางทั้งราชสำนัก สายตาของนางอ่านไม่ออกว่ากำลังตำหนิหรือยินดีที่เขากลายเป็นตราบาปของราชสำนักกันแน่
ทันใดนั้น ฮ่องเต้เยล่วี่ซ่งทรงยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อยและตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง
“ทุกคนลุกขึ้นเถิด”
เสียงผู้คนขยับลุกขึ้นดังสวบสาบทั่วท้องพระโรง เหล่าขุนนางก้มหน้า ยืนประจำตำแหน่งด้วยความสำรวม รอรับราชกิจแรกในเช้าวันนี้ด้วยหัวใจสั่นระรัว
ในขณะที่ เยล่วี่ซุ่น ลุกขึ้นช้ากว่าผู้อื่นเล็กน้อย เขาสะบัดชายแขนเสื้ออย่างคนไร้เรี่ยวแรง เหมือนกำลังพยายามทรงกาย ความสำราญไร้วินัยของเขาเผยให้เห็นเต็มสายตาของทุกผู้คน กลิ่นสุราอ่อน ๆ ลอยคลุ้งจากกายของเขา จนขุนนางหลายคนถึงกับขยับหลบ ริมฝีปากเขายกยิ้มขืน ๆ แผ่ภาพลักษณ์องค์ชายเจ้าสำราญที่มิได้แยแสโลกแม้ปลายเล็บ
ถัดจากเขาคือ องค์ชายรองเยล่วี่เฉิง ผู้แต่งกายในชุดพิธีประณีตงามดุจภาพวาด ผิวพรรณขาวนวล ใบหน้ากระจ่างเหมือนผู้ได้รับการทะนุถนอมจากสวรรค์ตั้งแต่วัยเยาว์ ทุกท่วงท่านิ่งสุขุมจนชวนให้เหล่าขุนนางเปรียบเทียบกับองค์ชายใหญ่โดยไม่เอ่ยคำ และถัดจากองค์ชายรองตามด้วยองค์ชายอื่น ๆ ตามลำดับ
เยล่วี่ซุ่นก้มหน้าลงเล็กน้อย มิใช่ด้วยความอับอาย ทว่าเพื่อซ่อนรอยยิ้มเย้ยหยันในมุมปาก ดวงตาคมกริบคู่เดียวที่เคยเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานถูกลดทอนให้หรี่ลงเล็กน้อยราวกับคนอดหลับอดนอน เขายกมือขึ้นป้องปากหาวอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้เกิดเสียงกระซิบกระซาบแสดงดูแคลนจากเหล่าขุนนางใกล้เคียง
ขุนนางบางคนเหลือบมองเขาแล้วแค่นหัวเราะ “องค์ชายใหญ่ผู้นี้…ขอเพียงยืนไม่ล้มก็บุญนัก”
“เมื่อคืนคงเที่ยวอยู่ที่ตำหนักซ่องสุมของเขาอีกล่ะสิ”
เสียงนินทากระซิบดังเป็นระลอก แต่ทุกคนล้วนคิดว่าเขาไม่ได้ยิน แต่แท้จริงแล้ววาจาเหล่านั้นได้กรีดลึกเข้าไปในจิตใจของเยล่วี่ซุ่นอย่างชัดเจน
ลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านทิวสนแห้ง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแผ่วราวเสียงกระซิบของฤดูหนาวที่มาเยือน จางเยี่ยนหลิงในชุดผ้ากระสอบสีหม่น กำลังตากสมุนไพรบนตะแกรงไม้ด้วยท่วงท่าชำนาญ นางใช้ชีวิตเช่นนี้มาเนิ่นนาน เรียบง่าย เงียบงัน และห่างไกลจากชื่อสกุลที่ผู้คนในเมืองหลวงเคยเอ่ยถึง หมู่บ้านชายป่าแดนสวรรค์ที่นางใช้เป็นเกราะคุ้มภัยมาตลอดหลายปีทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของม้าเร็วก็ทำลายความสงัด หญิงสาวเงยหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อย ร่างบุรุษในชุดองครักษ์หยุดม้าหน้าเรือนอย่างแม่นยำ ฝุ่นดินยังไม่ทันจาง เขาก็ลงจากหลังม้า คุกเข่าข้างหนึ่งตามพิธี พร้อมยื่นจดหมายผนึกครั่งสีแดงฉานขึ้นเหนือศีรษะ “คารวะ คุณหนูรอง…มีจดหมายด่วนจากจวนแม่ทัพ” น้ำเสียงนั้นสุภาพ เรียบร้อย และห่างเหิน ไม่ต่างจากการทำหน้าที่ตามคำสั่งนางเปิดอ่าน จางเยี่ยนหลิงรับจดหมายมาโดยไม่กล่าวคำใด นิ้วเรียวลูบผ่านตราครั่งเพียงแผ่วเบา ก่อนจะคลี่ออกอ่านอย่างช้าๆ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน สายตานางกวาดผ่านเนื้อความในจดหมายกล่าวถึงอาการป่วยปางตายของบิดา และความจำเป็นที่นางต้องกลับไปจัดการงานในจวน เพื่อให้คุณหนูใหญ่ของจวนได้ทำหน้าที่พระคู่หมั้นอย่างหมดห่วง“ท่าน
ณ ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮา“อ๋องหย่ง... เสด็จ”เสียงขานกังวานของหานจง ขันทีหน้าตำหนัก ดึงให้ ซูผิงอันฮองเฮาตื่นจากภวังค์ นางประทับบนตั่งไม้แกะสลักอย่างสง่างาม ปลายนิ้วเรียวที่สวมปลอกเล็บทองคำสลักลายหงส์ประคองจอกชาขึ้นจิบด้วยท่วงท่าเนิบนาบ ทว่ากลับดูน่าเกรงขามจนเหล่านางกำนัลมิกล้าแม้แต่จะหายใจแรง สีหน้าของนางสงบเยือกเย็น ราวกับทุกสิ่งในใต้หล้าล้วนอยู่ในอุ้งมือเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เยล่วี่เฉิง ในฉลองพระองค์หรูหราก้าวเข้ามาภายในโถง แววตาที่เคยนิ่งสงบต่อหน้าผู้คน บัดนี้กลับทอประกายแห่งความสมหวังอย่างปิดไม่มิด เขาหยุดยืนประสานมือและค้อมกายลงอย่างนอบน้อม“ลูกถวายบังคมเสด็จแม่พ่ะย่ะค่ะ”จอกชาถูกวางลงกระทบถาดหยกเบาๆ เสียงนั่นดุจคำสั่งประกาศิต นางพลางปรายตามองนางกำนัลรอบข้างด้วยสายตาเรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจ“พวกเจ้าออกไปให้หมด...”“เพคะ” เหล่านางกำนัลรับคำสั่งด้วยตัวสั่นเทา ก่อนจะถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ฮองเฮาปรายตามอง เว่ยอิ้นกงกง เพียงเล็กน้อย “ท่านกงกง... ไปเฝ้าหน้าประตูด้วยตนเอง อย่าให้ใครเข้าใกล้ที่พักของข้าและลูก แม้แต่ก้าวเดียว”คำว่าลูกที่นางเน้นย้ำ ทำให้อ๋องหย่งชะง
ณ ห้องโถงจวนแม่ทัพใหญ่ บรรยากาศหนักอึ้งดุจก้อนหินนับหมื่นชั่ง แม่ทัพมู่หรง หรงอู่ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นรอยลึก ในมือถือราชโองการสีเหลืองทองที่เพิ่งมาถึง เนื้อความในนั้นชัดเจนจนน่าใจหาย... มีรับสั่งให้ มู่หรงเซียน เข้าวังเพื่อปรนนิบัติอ๋องติ้งเยล่วี่ซุ่นในฐานะพระคู่หมั้นอย่างใกล้ชิด“ท่านพ่อ... จะให้ข้าไปดูแลบุรุษไร้ค่าผู้นั้นจริงๆ หรือเจ้าคะ” มู่หรงเซียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยโทสะและสะอิดสะเอียน “ราชโองการนี้มิเท่ากับมัดมือชกให้ข้าต้องแต่งกับคนพิการหรอกหรือ เกียรติยศของตระกูลแม่ทัพจะเอาไปไว้ที่ใดกัน”มู่หรง หรงอู่ ถอนใจยาวพลางลูบเครา “เซียนเอ๋อร์ ใจเย็นก่อน... ราชโองการลงมาแล้ว หากเราขัดขืนย่อมเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ฝ่าบาททรงใช้ความเมตตาบีบให้เราแสดงความกตัญญู ยามนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงกำลังจับจ้องว่าตระกูลมู่หรงจะทอดทิ้งท่านอ๋องที่ตกยากหรือไม่ หากเราถอนหมั้นหรือขัดขืนยามนี้ ชื่อเสียงที่ข้าสะสมมาทั้งชีวิตย่อมป่นปี้”“ข้ามิได้บอกว่าจะไม่ไปเจ้าค่ะ...” มู่หรงเซียนเเค่นยิ้มบาง แววตาที่เคยอ่อนหวานกลับนิ่งสงบจนน่าขนลุก นางหยิบแท่งหมึกมาฝนอย่างใจเย็น ท่วงท่าเนิบนาบแต่กดดัน “ในเมื่อฝ่
“ทูลฝ่าบาท... ทูลฮองเฮา” ท่านหมอหลวงจาง หัวหน้าหมอหลวงก้าวออกมาคุกเข่า ตัวสั่นเทาขณะกราบทูลรายงาน“อาการของติ้งอ๋องรุนแรงนักพ่ะย่ะค่ะ แผลที่พระเศียรได้รับความกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทำให้ทรงมีไข้สูงและเพ้อคลั่งสลับกับสลบไสลไม่รู้สติ ทว่า... สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือบาดแผลที่ขาซ้ายพ่ะย่ะค่ะ”ท่านหมอหลวงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะหมอบลงกับพื้น “เส้นเอ็นและกระดูกแตกละเอียดเกินกว่าจะเยียวยา... แม้หม่อมฉันจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อรักษาชีวิตไว้ได้ แต่... เกรงว่าติ้งอ๋องจะมิอาจกลับมาเดินเหินได้เยี่ยงคนปกติอีกต่อไป หรือถ้าเป็นไปได้อาจต้องใช้เวลาพ่ะย่ะค่ะ”สิ้นคำรายงาน บรรยากาศในตำหนักพลันเย็นยะเยือกปานน้ำแข็ง ฮ่องเต้ทรงชะงักไปครู่ใหญ่ พระหัตถ์ที่วางบนผ้าพันแผลของโอรสสั่นเทาด้วยความสะเทือนใจซูผิงอันฮองเฮา... รีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาปกปิดประกายตาที่วาวโรจน์ขึ้นชั่ววูบ ความพิการของเยล่วี่ซุ่นเท่ากับเป็นการตัดเส้นทางสู่บัลลังก์ของเขาไปโดยปริยาย ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า... ภายใต้ผ้าพันแผลและอาการสลบไสลนั้น เยล่วี่ซุ่นกำลังฟังทุกคำพูดด้วยใจที่นิ่งสงบ ความพิการที่หมอหลวงกล่าวถึง คือหมากตัวสำคัญที่สุดที่เขา











