LOGIN“ครูใหญ่มาถึงบ้านผมมีอะไรครับ” พันถามครูใหญ่อย่างนอบน้อม
“ครูจะมาคุยเรื่องพลับพลึงหน่อย”
“นางพลับพลึงมันไปทำความเดือดร้อนอะไรให้ใครเหรอครับ นางลูกคนนี้มันต้องตีเสียให้เข็ด” นายพันทำท่าจะตรงเข้าไปทุบตีบุตรสาว แต่ครูใหญ่สุภาพรีบดึงมือเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมไปซุกเอาไว้ทางด้านหลัง พลับพลึงกอดขาครูใหญ่แน่น หลบบิดาอย่างหวาดกลัว
“ไม่ใช่หรอกนายพัน พลับพลึงไม่ได้ทำอะไรให้ใครเดือดร้อน” เสียงดุๆ ของครูใหญ่ทำให้นายพันหยุดกึก
“แล้วครูใหญ่มาหาผมถึงบ้านมีอะไรเหรอครับ”
“พลับพลึงควรได้เรียนหนังสือนะนายพัน ยังเด็กอยู่เลยจะให้ออกมาทำงานงกๆ ได้ยังไงกัน”
“ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะครับ หัดให้มันทำมาหากินตั้งแต่ตอนนี้โตขึ้นจะได้เลี้ยงตัวเองได้ ไม่เป็นภาระคนอื่น” เหตุผลของนายพันทำให้ครูใหญ่ถอนใจแรงๆ
“เป็นเด็กก็ควรเรียนหนังสือ จะทำงานก็ทำได้แต่นอกเหนือจากเวลาเรียน นายพันเป็นพ่อก็ควรส่งเสียเลี้ยงดูลูก มันเป็นหน้าที่ที่พ่อควรทำ ไม่ส่งลูกเข้าโรงเรียนรู้ไหมว่าผิดกฎหมายนะ” คำขู่ของครูใหญ่ทำให้พันชะงัก
“ถ้ามันอยากเรียนก็ได้ครับ แต่มันก็ต้องทำงานด้วย บ้านผมยากจนออกอย่างนี้ ข้าวสารกรอกหม้อแทบไม่มี จะให้ส่งมันเรียนผมก็ไม่มีปัญญาหรอกครับ”
“ก็ถ้าเลิกกินเหล้าหรือกินเหล้าให้น้อยลงก็คงมีเงินมากกว่านี้” ครูใหญ่ตอกกลับ พันไม่กล้าเถียงอะไรมากเพราะเกรงบารมีครูใหญ่อยู่มาก
“เดี๋ยวครูจะช่วยเรื่องจัดหาทุนการศึกษาให้พลับพลึงเอง พลับพลึงเป็นเด็กหัวดีเรียนเก่ง ฟังแบบนี้แล้วนายพันจะว่ายังไงล่ะ” ครูใหญ่วกกลับมาเรื่องเรียนของเด็กน้อยอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอขอบคุณครูใหญ่มากครับ” นายพันยกมือขึ้นไหว้ พอรู้ว่าบุตรสาวจะได้ทุนการศึกษาก็หูผึ่งในทันที
“งั้นฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้ให้พลับพลึงไปเรียนด้วยล่ะ” ครูใหญ่กำชับนายพันเป็นมั่นเหมาะ
“ได้ครับ มันอยากไปเรียนก็ให้มันไปเรียนสิครับ ถ้าได้ทุนการศึกษาก็ดีไม่ต้องเป็นภาระผม” พันรีบเออออห่อหมกเดินไปส่งครูใหญ่ก่อนจะหันมาทำตาเขียวใส่บุตรสาว
“มึงฟ้องครูใหญ่ใช่ไหมว่ากูไม่ให้ไปโรงเรียน” เสียงของบิดาทำให้เด็กน้อยสะดุ้งตัวสั่นเทา
“หนูเปล่านะจ๊ะ”
“มึงไม่ทำงานแล้วจะเอาอะไรกิน” พันตะคอกบุตรสาวเสียงดัง
“หนูจะทำงานหลังเลิกเรียนนะจ๊ะพ่อ”
“ให้มันแน่ จริงๆ ก็ไม่รู้จะเรียนไปทำไม เสียเงินเสียทองเปล่าๆ นี่ถ้าครูใหญ่ไม่บอกว่าให้ทุนการศึกษามึง กูก็ไม่ให้มึงเรียนหรอก ไปให้พ้นหน้ากูเลยไป เห็นแล้วรำคาญจริงเชียว” ได้ยินเสียงตวาดเช่นนั้นเด็กน้อยจึงรีบหนีขึ้นบ้านในทันที
ร่างเล็กๆ ผอมบางเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ผุพัง เธอหยิบชุดนักเรียนเก่าๆ สีซีดออกมา เสื้อนักเรียนมีคราบเหลืองๆ เพราะผ่านการใช้งานมานานหลายปี เด็กน้อยจำได้ว่ามีคนบริจาคมาให้เมื่อหลายปีก่อน แม้เสื้อนักเรียนจะตัวใหญ่มากใส่แล้วดูตลกจนโดนเพื่อนล้อ แต่เธอก็ยังมีความสุขที่ได้ใส่มันไปโรงเรียนทุกวัน กระโปรงนั้นขาดมีรอยปะ เย็บเบี้ยวๆ เยๆ จากฝีมือของตัวเอง มันเก่าจนซีดและยับย่นเพราะที่บ้านไม่มีเตารีด พอซักผึ่งจนแห้ง เธอก็สะบัดไปมา ก่อนนำมาสวมใส่ไปเรียน
เด็กน้อยพลับพลึงกอดชุดนักเรียนแนบอกด้วยความรัก เธอมีชุดนักเรียนแค่ชุดเดียวและรองเท้านักเรียนขาดๆ อีกหนึ่งคู่ มือเล็กๆ หยาบกร้านลูบเสื้อผ้าไปมาแล้วอมยิ้มตามประสาเด็ก ก่อนจะเก็บเสื้อผ้าเข้าตู้อย่างทะนุถนอม
เธอเดินเข้าไปในครัวด้วยความหิว วันนี้ไม่มีกับข้าวแต่มีข้าวสารอยู่นิดหน่อยจึงจัดการก่อไฟกับไม้ฟื้นเพื่อต้มข้าวต้ม เสียงบิดาที่เมามายขึ้นมานอนโวยวายอยู่บนพื้นบ้านเก่าๆ ผุๆ แว่วเข้ามากระทบหู
“นางแพศยา นางกากี มึงมันร่าน นางดอกทอง หนีตามชู้ไป ทิ้งกูกับลูกไป นางวันทองสองใจ มึงต้องไม่ตายดี” พันด่าทอภรรยาที่หนีหายไปไม่หยุดปาก ก่อนจะเงียบเสียงแล้วหลับไป ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เรียกหาบุตรสาว
“นางพลับพลึง มึงอยู่ไหนวะ ทำไมไม่มาดูแลกู อย่าให้เห็นนะว่ามึงแอบไปกินอะไรอร่อยๆ แล้วปล่อยให้กูอดนะ กูจะตีมึงให้หลังลายเลยคอยดู” คนเมาร้องโหวกเหวกโวยวายเสียงดังลั่นบ้าน เด็กน้อยตัวเล็กผอมบางเดินไปทรุดนั่งลงข้างๆ บิดาก่อนจะใช้ช้อนตักข้าวต้มร้อนๆ ขึ้นมาเป่าเบาๆ
“พ่อกินข้าวนะจ๊ะ” คนได้ยินก็อ้าปากรับข้าวเข้าปาก กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั่วบริเวณแต่เด็กน้อยชินเสียแล้ว
พลับพลึงป้อนข้าวบิดาจนหมดก่อนจะเดินไปล้างชามตรงนอกชานเก่าๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ เธอมองข้าวต้มที่เหลืออยู่ก้นหม้อจึงตักมากินแก้หิวเนื่องจากรู้สึกแสบท้อง
เด็กน้อยเดินไปหยิบผ้าห่มผืนเก่าที่มีคนบริจาคมาห่มให้บิดาก่อนจะนำมุ้งมากางให้ เธอต่อเก้าอี้ขึ้นไปแขวนมุ้งกับตัวบ้าน แล้วตัวเองก็ไปนอนขดอยู่อีกด้านหนึ่งของมุ้งที่กางให้บิดาเพราะมีมุ้งแค่หลังเดียว
เสียงไก่ขันในตอนย่ำรุ่งปลุกให้พลับพลึงลุกขึ้นมาจากที่นอน เธอปรือตาขึ้นแล้วรีบลอดมุ้งออกมาเพื่ออาบน้ำอาบท่าเตรียมจะไปโรงเรียน บิดายังไม่ตื่น เด็กน้อยจึงรีบไปขุดเผือกกับมันมาต้มและใส่จานสังกะสีเก่าๆ ทิ้งเอาไว้ให้ท่าน คิดตื่นมาท่านอาจจะหิว
เด็กน้อยรีบสวมใส่ชุดนักเรียนเก่าๆ ของตัวเองและวิ่งลงบันไดบ้านไปอย่างลิงโลด รอยยิ้มสดใสของเด็กน้อยกลับมาอีกครั้งเมื่อจะได้ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนอีกครั้ง มือน้อยๆ กอดตำราเรียนเก่าๆ และสมุดแจกฟรีที่ทางโรงเรียนแจกให้เอาไว้แน่น เธอไม่มีกระเป๋าสวยๆ เหมือนคนอื่นแต่ขอให้ได้เรียนก็ดีใจแล้ว พลับพลึงวิ่งมาถึงโรงเรียนตอนเข้าแถวเตรียมตัวเคารพธงชาติพอดิบพอดี เด็กน้อยวิ่งกระหืดกระหอบมาต่อท้ายแถว เธอตัวเล็กที่สุดเลยไม่ค่อยมีใครมองเห็น พลับพลึงร้องเพลงชาติอย่างมีความสุข เดินเขาห้องเรียนด้วยรอยยิ้ม เพื่อนๆ ที่โรงเรียนคุยกันอย่างสนุกสนาน ชีวิตการเป็นนักเรียนทำให้พลับพลึงรู้สึกมีความสุขเพราะเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่ใช่ที่บ้านและมีบิดาคอยเฆี่ยนตี
พอพักกลางวันก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน พลับพลึงเข้าไปยืนต่อแถวจากเด็กคนอื่นๆ ด้วยรอยยิ้มยินดี เด็กน้อยมองแกงผักบุ้งใส่ปลากระป๋องแล้วกลืนน้ำลายด้วยความหิว การมาโรงเรียนทำให้เด็กน้อยไม่ต้องอดข้าว
พลับพลึงมองถาดอาหารตรงหน้าขณะวิ่งตามเพื่อนๆ ไปนั่งลงกินอย่างมีความสุข เธอตักกินอย่างเอร็ดร่อยน้ำตาไหลเพราะสุขจนไม่อยากกลับบ้าน
หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ คุณครูจะให้ไปยืนเข้าแถว พลับพลึงตัวเล็กที่สุดแต่เธอก็ไปยืนอยู่ท้ายแถว ถุงเท้าที่ใช้งานมานานหลายปีแทบไม่เกาะเท้า แถมยังขาดจนเห็นนิ้วเท้าเล็กๆ โผล่ออกมา กระโปรงตัวเก่าและเสื้อนักเรียนสีเหลืองเก่าๆ ทำให้ครูใหญ่สุภาพหยุดมองเด็กน้อยอย่างเวทนา
“เด็กๆ แปรงฟันกันนะจ๊ะ” ทุกวันคุณครูจะให้แปรงฟันก่อนเข้าห้องเรียน หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จและเด็กๆ ได้วิ่งกันจนหมดเวลาพักแล้ว
แปรงสีฟันอันเล็กๆ เก่าๆ ที่ครูสมศรีเคยซื้อให้ก่อนย้ายไปสอนที่อื่นถูกหยิบมาพร้อมแก้วน้ำพลาสติกเก่าๆ เด็กน้อยไปยืนเข้าแถวแปรงฟันใกล้ๆ กับเพื่อนคนอื่นๆ มองแปรงสีฟันอันใหม่และแก้วน้ำสีสวยของเพื่อนร่วมชั้นอย่างอิจฉานิดๆ เธอพยายามทำตัวกลมกลืนกับคนอื่น แม้หลายครั้งจะโดนเพื่อนๆ ดูถูกก็ตามที
หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้วคุณครูก็ให้นักเรียนท่องสูตรคูณ พลับพลึงท่องอย่างแข่งขันเพราะเธอค่อนข้างเป็นเด็กหัวดี พอตกเย็นก็เข้าแถวเดินกลับบ้านตามนักเรียนคนอื่นๆ ไป บ้านของเธออยู่หลังสุดท้ายของหมู่บ้านจึงต้องเดินเท้านานกว่าเด็กๆ คนอื่น
พอถึงบ้านเด็กน้อยก็รีบซักชุดนักเรียนของตัวเองเพื่อวันพรุ่งจะได้ใส่อีก บ้านของเธอมีลมโกรกเพราะไม่ไกลกันนักมีทะเล ลมตอนกลางคืนทำให้เสื้อผ้าของเด็กน้อยแห้งหมาดๆ พอใส่ไปโรงเรียนก็แห้งไปเอง
พลับพลึงบิดชุดนักเรียนและถุงเท้าของตัวเองแรงๆ แล้วสะบัดเพื่อให้แห้งมากที่สุดก่อนตากเอาไว้ เธอรีบกวาดบ้านถูบ้านและหุงหาอาหาร วันนี้ไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ จึงรีบพาจอบวิ่งไปขุดมันสำปะหลังตรงชายป่า เพื่อเอามาต้มเป็นอาหารเย็น บิดาไม่อยู่เธอจึงไม่ได้ยินเสียงบ่น รู้ว่าท่านออกไปสังสรรค์ดื่มเหล้ากับเพื่อนๆ อีกเช่นเคย
แต่ไม่บังคับ ไม่ยัดเยียดอะไรให้เขา ปล่อยให้เขาได้มีความสุขกับชีวิตของตัวเอง พลับพลึงอยากสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปันตั้งแต่เด็กและไม่เลี้ยงลูกด้วยเงินแต่เลี้ยงด้วยความรักและหัดให้ลูกพึ่งพิงตัวเองได้ จะได้ไม่เป็นภาระใครวันเสาร์และวันอาทิตย์เหมราชจะพาเธอไปเรียนหนังสือ เขาช่วยทำรายงาน ช่วยหาข้อมูล แล้วก็ช่วยติวหนังสือให้เธอ เหมราชเป็นคนหัวดี เขาสอนหนังสือเธอเก่งกว่าครูที่สอนหนังสือเธอเสียอีก“ดึกแล้วนะ นอนได้แล้วครับ” เหมราชบอกภรรยาที่นั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบอย่างขะมักเขม้น“อีกนิดนะคะ” เธอพูดก่อนจะหาว“หาวขนาดนี้ไม่ไหวแล้วนะครับ พี่ว่าถ้าไม่ไหวอย่าฝืนเลยถึงอ่านไปก็ไม่หัวแล้ว นอนพักผ่อนให้เพียงพอค่อยลุกมาอ่านตอนหัวรุ่งก็ได้ครับ”“ค่ะ” เธอรับคำ กราบหนังสือและปิดตำราเรียน เหมราชยิ้มอ่อนโยนกับกิริยาของเธอ พลับพลึงได้กลับมาเรียนใหม่อีกครั้ง เธอก็รักการเรียน ขอบคุณหนังสือที่ให้ความรู้เธอเสมอ แม้ได้เรียนจริงๆ แล้วกลับรู้สึกว่าห้องเรียนในโลกกว้างและการลงมือทำสำคัญกว่าการเรียนในห้องเรียน แต่เพราะความตั้งใจแต่เด็กที่อยากเรียนให้จบอยากถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ อยากสอนหนังสือเธอเลยมีความสุขกับการเรียนเหมร
เราต้องแก้ไขให้ปัจจุบันดีขึ้น เชื่อแม่สิเหม มีลูกมีเต้าด้วยกันแล้วเราเอาความดีเข้าสู้ต้องชนะใจเขาแน่ๆ” คุณนายจำปาบีบไหล่ของลูกชายเอาไว้แน่น เมื่อก่อนนางไม่เคยเชื่อว่าความดีของใครจะมาชนะใจได้ แต่เมื่อเจอวิบากกรรมโดนทำร้ายปางตาย ความดีของพลับพลึงชนะใจนางมาแล้ว เหมราชก็ต้องเอาชนะใจพลับพลึงได้เช่นเดียวกัน“ภรรยาของผมเป็นยังไงบ้างครับคุณหมอ” เขารีบถลาเข้าไปหาคุณหมออย่างมีความหวัง“ภรรยาของคุณปลอดภัยแล้วครับ” เหมราชแทบจะก้มลงกราบคุณหมอ“พลับพลึงปลอดภัยแล้วครับคุณแม่ ต่อจากนี้ไปผมจะไม่ยอมให้เกิดอันตรายกับเธออีก ชีวิตพลับพลึงน่าสงสารตั้งแต่เด็ก เธอไม่เหลือใครอีกแล้ว ผมจะไม่มีวันทิ้งเธอหรือทำให้เธอเสียใจอีก” ประโยคซ้ำๆ ของเหมราชทำให้คุณนายจำปาตบไหล่ของลูกชายเบาๆ เขาเดินไปยังห้องพักฟื้นของเธอ ดึงมือน้อยมากุมเอาไว้แล้วแนบกับแก้ม ดวงตาแดงก่ำ“เหมกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไหมลูก”“ไม่ครับ พลับพลึงตื่นขึ้นมาแล้วไม่เจอใครอาจจะกลัว”“งั้นแม่จะให้คนเอาเสื้อผ้ามาให้นะ”“แม่ครับ ผมมีเรื่องจะขอคุณแม่”“ว่ามาเลยจ้ะ แม่ยินดีทำให้ทุกอย่าง”“ผมฝากลูกสองคนด้วยนะครับ”“ได้สิ แม่จะดูแลหลานแม่ทั้งสองคนให้ดีที
แต่วันนี้ยังไม่ได้ปั๊มนมเลย ถ้าหิวก็จับเต้าให้ดูดด้วยความเคยชินอาจเพราะทำงานอยู่บ้าน เธอเลยสะดวกเวลาจะให้นมลูก“ครับ” เขาตอบหน้าเป็นไม่ยอมไปไหน พลับพลึงค้อนให้หนึ่งที ก่อนจะหันหลังให้เขาแล้วจัดการจับลูกน้อยมานอนดูดเต้า แฝดน้องนั้นกำลังเล่นสนุกท่าทางจะไม่หิวเหมือนคนโตเหมราชรู้สึกเอ็นดูสองแม่ลูกไม่น้อย เขาแอบชะโงกหน้าไปดูเห็นปากเล็กๆ สีแดงกำลังดูดจุกนมอย่างเอร็ดอร่อย แล้วเจ้าแฝดคนเล็กก็เดินเตาะแตะมาหา นั่นทำให้พลับพลึงหันมามอง เธอหน้าแดงมองค้อนเขา“พี่ซื้อเสื้อผ้ามาฝากลูกด้วยนะ”“จริงๆ คุณเหมไม่เห็นต้องลำบากเลยนะคะ ลูกมีเสื้อผ้าเยอะแล้ว” น้ำเสียงของเธอสะบัดนิดๆ เขาเลยยิ้ม“ไม่ลำบากเลย พี่อยากซื้อให้ลูก อยากดูแล อยากเห็นหน้าทั้งแม่ทั้งลูกทุกวัน” เธอเงยหน้ามองเขา พอสบประสานสายตาเข้าหากัน เธอก็หลบวูบ รู้สึกว่าหัวใจดวงน้อยเต้นแรงแทบจะโลดออกมานอกอก“อย่าพูดแบบนี้เลยค่ะ”“ต่อจากนี้ไปพี่จะทำทุกอย่างให้เราได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา พี่จะไม่ยอมแพ้ ไม่ปล่อยให้พลับพลึงต้องอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่พี่อยากทำให้พลับพลึงคือทำให้พลับพลึงกับลูกมีความสุขมากที่สุด ขอให้พี่ได้ทำแบบนั้น
“ความฝันเล็กๆ ของหนูคือมีกิจการเล็กๆ ของตัวเอง มีเงินเอาไว้ให้ลูกเรียนหรือทำตามความฝัน ป้าเชื่อไหมคะ พอหนูไปเรียนหนังสือจริงๆ กลับค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขในชีวิตไม่ใช่การเรียน แต่เป็นการใช้ชีวิตอย่างไรให้เราพึ่งพาตัวเองได้ไม่เป็นภาระของใคร”“ป้าแค่เป็นห่วง เพราะป้าแก่แล้วไม่รู้จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน”“ป้าอย่าพูดแบบนี้สิจ๊ะ หนูรู้สึกใจคอไม่ดีเลย เพิ่งรู้ข่าวเรื่องแม่ที่จากโลกนี้ไปแล้ว ป้าก็จะมาจากหนูไปอีกคนเหรอคะ หนูคิดว่าถึงเราไม่มีผู้ชายคอยเลี้ยงดู เราก็ยืนได้ด้วยลำแข้งนะจ๊ะป้า ถ้าพี่เหมเขาเวทนาหนูเพราะยากจนและรู้สึกผิดเลยอยากรับผิดชอบหนูก็ไม่ต้องการหรอกจ้ะ”“แล้วเอ็งต้องการอะไร”“ต้องการความรักและความจริงใจจากเขาค่ะป้า เพราะถ้าเราอยู่ด้วยความรัก เราก็จะไม่อยากทำให้อีกฝ่ายต้องเสียใจ ต้องอึดอัดใจ แต่เราจะพยายามถนอมน้ำใจกันและกัน ทำให้คนที่เรารักมีความสุข และให้อิสระกับคนที่เรารัก หนูเลยไม่เรียกร้องให้เขาต้องมารับผิดชอบหรือรู้สึกผิดจนต้องมาทนอยู่ด้วยกันค่ะ” คำตอบของพลับพลึงทำให้ลำไยยิ้มกว้าง พลับพลึงในอดีตกับในวันนี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะพลับพลึงในวันนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ท
“หนูออกไปซื้อของก่อนนะจ๊ะป้า”“จ้ะ ไปเถอะ” ลำไยขานรับ มีความสุขกับการเลี้ยงหลาน ทุกครั้งที่พลับพลึงออกไปข้างนอก เหมราชจะมาหาลูกโดยความช่วยเหลือท่าน“ป้าครับ เรื่องที่ป้าขอร้อง ผมทำให้แล้วนะครับ” เหมราชคุ้นเคยกับเด็กๆ ทั้งสองดี เพราะเขามาหาแทบจะทุกวันที่มีโอกาส เขากอดหอมเล่นกับลูกยกร่างน้อยมานั่งบนตักไม่ยอมห่าง สิ่งที่ลำไยเคยขอเอาไว้คือให้ช่วยสืบเรื่องของจินดา มารดาของพลับพลึงให้หน่อย“เป็นยังไงบ้างคะ” คนถามหัวใจลุ้นระทึก อยากจะรู้ข่าวคราวของจินดาเต็มที ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือตายไปแล้ว เหมราชร่ำรวยและมีเงินท่านจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงสามารถสืบหาจินดาได้อย่างแน่นอน เธอนั้นเป็นแค่หญิงชราแก่ๆ ที่ไม่ได้มีเงินทองอะไรมากมายจึงไม่มีความสามารถจะทำแบบนั้นได้“ผมต้องเสียใจด้วยนะครับ” จินดาถูกรถชนตายเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนจึงกลายเป็นศพไร้ญาติ“โธ่...” ลำไยยกมือขึ้นทาบอก ค่อยๆ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแล้วร้องไห้สงสารเพื่อนเหมราชกลับไปไม่นานพลับพลึงก็ขับรถกลับมาถึงบ้าน รู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เห็นป้าลำไยนั่งร้องไห้“ป้าเป็นอะไรจ๊ะ” เสียงของพลับพลึงทำให้ลำไยรีบเช็ดน้ำตา“มาหาป้ามาพลับพลึง” ลำไยดึงร
เธอหยุดกิจการไปเป็นเดือนก็คิดว่าจะกลับมาค้าขายอีกครั้ง แม้ป้าลำไยจะแก่แล้วแต่ท่านก็ถือว่าเป็นคนสูงอายุที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน เรื่องดูแลลูกๆ ท่านเลยช่วยแบ่งเบาไปได้มาก เรื่องเรียนพลับพลึงก็ไม่ทิ้ง เธอตั้งใจเรียนและสอบเทียบไปเรื่อยๆ คาดหวังว่าไม่นานจะจบการศึกษา พอได้วุฒิมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว เธอจะเรียนต่อระดับปริญญาตรี แต่จะเรียนมหาวิทยาลัยเปิดที่สามารถเรียนทางไกลได้ อ่านหนังสืออยู่บ้านได้และค่อยไปสอบเอา หากมีอบรมหรือสัมมนาอะไรก็ค่อยไปเพราะเธอทำงานอิสระเป็นของตัวเองไม่ต้องลางานก็ไปได้สะดวก“ป้าจ๊ะ หนูจะออกไปซื้อของข้างนอกนะจ๊ะ ฝากป้าดูแลสองแฝดด้วยนะจ๊ะ” เธอตั้งชื่อลูกง่ายๆ ว่าหนึ่งกับสองคนพี่เป็นแฝดชายชื่อหนึ่ง คนน้องเป็นแฝดหญิงชื่อสอง“ได้ๆ ไปเถอะ ขับรถดีๆ ไม่ต้องรีบ”“ป้าอยากได้อะไรไหมจ๊ะ”“ไม่แล้วล่ะ”“เดี๋ยวมื้อกลางวันหนูจะทำแกงเลียงให้กินนะจ๊ะ”“อะไรก็ได้ ป้าไม่เรื่องมากหรอก ไปเถอะ เดินทางปลอดภัย ทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วง” ป้าลำไยยิ้มให้เด็กสาว อีกฝ่ายก็สวมใส่หมวกกันน็อก สตาร์ตรถ มอเตอร์ไซค์ขับออกไปจากบ้าน หลังจากจดรายการซื้อของเรียบร้อยแล้วพลับพลึงเก็บเงินได้ก
“นั่นอะไรน่ะ” เธอเห็นตัวอะไรสักอย่างกำลังขดตัวอยู่ตรงหน้า พอเข้าไปดูใกล้ๆ มันคือลูกสุนัขตัวน้อยสีน้ำตาลเข้ม พอเธอตรงเข้าไปลูบมันเบาๆ เพราะสงสาร มันทำขนพองก่อนจะเห่าเสียงดัง พลับพลึงถอยหนีล้มลงก้นจ้ำเบ้า ร้องเสียงหลงใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บ“ใจเย็นๆ นะ ฉันไม่ทำอะไรแกหรอก” พลับพลึงมองสภาพของมันแ
“สักวันหนูอาจจะได้เจอแม่ก็ได้นะจ๊ะป้า” คนพูดรู้สึกมีความหวังขึ้นมา รีบเก็บภาพของมารดาเอาไว้ในกระเป๋าใบเล็กๆ เก่าๆ ของตัวเองที่สำหรับเอาไว้เก็บเศษเหรียญจากการทำงาน กลับไปต้องเอาไปซ่อนเพราะกลัวบิดาเห็น แค่พูดถึงมารดาท่านก็โมโห ยิ่งถ้าให้เห็นรูปอย่างที่ป้าลำไยบอก บิดาคงอาละวาดบ้านแตก“เอ็งกินข
เจ้าดำมันขันตอนตีห้าทุกวัน แม้จะไม่ได้นอน เธอก็ต้องฝืนตัวเองลุกขึ้นมาทำงาน หัวรุ่งแบบนี้มีตลาดสดที่ไม่ไกลออกไปจากบ้านมากนัก จะพูดให้ถูกก็ตลาดของเหมราชนั่นแหละ ครอบครัวของเขามีธุรกิจหลายอย่าง ทั้งตลาด เรือกสวนไร่นา ที่ดินและบ้านเอาไว้ให้คนเช่าอีกหลายที่ทั้งในอำเภอ ทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงวั
คนแรงเยอะกว่าชอบข่มเหงเธอ ยิ่งเห็นเธอไม่มีทางสู้เขายิ่งสาแก่ใจเขาโกรธที่เธอปฏิเสธเขาในวันนั้น เธอสำนึกเสมอว่าตัวเองยากจน แม่ของเขาไม่ชอบเธอ ตอนนั้นเธออายุแค่สิบแปด คิดว่านั่นคงเป็นทางออกที่ดีแล้ว คิดว่าเขาคงไม่มายุ่งกับเธออีกและทุกอย่างคงจบลงแบบต่างคนต่างไป แต่เหมราชโกรธและเสียหน้า จากคนเคยรักกลาย







