เข้าสู่ระบบเพียงสามคำสั้น ๆ ทว่ากลับไม่ต่างจากน้ำเย็นจัดที่ราดรดลงมากลางศีรษะในพยับพรายแห่งเหมันตฤดู แช่แข็งความหวังสุดท้ายอันริบหรี่ของเฉียวเนี่ยนจนสิ้นซาก ทว่าดวงตาที่ฝ้าฟางแต่กลับเฉียบคมผิดปกติของหญิงชรากลับยิ่งตรึงแน่น อยู่ที่ร่างของเซียวเหิง “นับตั้งแต่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา... ข้าก็ดูออกแล้ว...”นิ้วมือที่ผอมแห้งประดุจกรงเล็บเหยี่ยวของนาง ลูบไล้กำไลเงินลวดลายโบราณที่สลักเสลาอย่างซับซ้อนและบิดเบี้ยวบนข้อมือซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้ตัว “นั่นมิใช่ กลิ่นอายความตาย ที่เกิดจากกู่พิษทั่วไป... แต่มันคือกู่ร่วมชะตา”“กู่ร่วมชะตา?” หัวใจของเฉียวเนี่ยนราวกับถูกหัตถ์ที่มองไม่เห็นบีบเค้นอย่างรุนแรง นางกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว เล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ หวังจะใช้ความเจ็บปวดขับไล่ความหนาวเหน็บที่คืบคลานเข้ามาครอบงำ“ถูกต้อง... กู่ร่วมชะตา” น้ำเสียงของแม่เฒ่าอากู่น่ากดต่ำลง ประหนึ่งเสียงขู่ฟ่อของอสรพิษที่ดังอยู่ข้างหู “กู่นี้แบ่งเป็นกู่ตัวแม่และกู่ตัวลูก ตัวลูก... ถูกฝังไว้ในกายผู้อื่น ส่วนตัวแม่... ย่อมต้องฝังรากลึกอยู่ในห้องหัวใจของผู้ลงมือ!”รูม่านตาของคนทั้งสามหดเกร็งจนเล็กเท่าปลายเข็ม ความหนาวเหน็บที่ยาก
ภายในพื้นที่อันเงียบจืดชืดนี้ สิ่งเดียวที่พอจะเรียกได้ว่ามี “ชีวิตชีวา” อยู่บ้าง เห็นจะมีเพียงต้นหญ้าป่าไร้ชื่อไม่กี่ต้นในชามดินเผาขอบบิ่นบนขอบหน้าต่าง มันชูใบเขียวขจีอวดความแข็งแกร่งอย่างโดดเด่นท่ามกลางบรรยากาศที่แสนจะตายซาก“นั่งเถอะ นั่งลงก่อน...” แม่เฒ่าอากู่น่าหลังค่อม เดินโงนเงนไปยังเบาะฟางถักข้างเตาไฟ นางค่อย ๆ ทรุดกายลงพลางชี้ไปยังม้านั่งเตี้ยสองตัวด้วยมือที่สั่นเทา น้ำเสียงนั้นแหบพร่า “ที่ทางคับแคบไปบ้าง ยายเฒ่าตัวคนเดียวอยู่จนชินแล้ว... พวกเจ้าอย่าได้ถือสาเลย”เฉียวเนี่ยนมองดูหญิงชราที่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในเรือนโกโรโกโสในต่างแดนผู้นี้ ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกอันซับซ้อน“ท่านแม่เฒ่าเกรงใจไปแล้ว” อิ๋งชีเอ่ยเสียงขรึม ทว่าเขามิได้นั่งลงทันที สายตาอันเฉียบคมกวาดมองไปทั่วทุกซอกมุมภายในห้องอย่างระแวดระวังเฉียวเนี่ยนช่วยพยุงเซียวเหิงให้กุมกายลงนั่งบนม้านั่งเตี้ยอย่างระมัดระวังแม่เฒ่าอากู่น่ามองดูพวกเขา สายตาขุ่นมัวของนางไหววูบด้วยอารมณ์บางอย่างยามจ้องไปยังเซียวเหิงที่ดูอ่อนแรงคล้ายจะล้มลงได้ทุกเมื่อนางพยายามหยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก เดินไปยังตู้ไม้ผุพังตรงมุมห้อง เปิดปร
“รักษาโรคอย่างนั้นหรือ?” เซียวเหิงมีสีหน้าไม่เข้าใจ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยันตนเอง “ข้าเป็นโรคอะไรกันแน่ ขนาดเจ้าสำนักราชาโอสถผู้เกรียงไกรยังไร้หนทางรักษา?”เฉียวเนี่ยนหามีแก่ใจจะล้อเล่นกับเขาไม่ นางกล่าวเพียงว่า “อาจเป็นพิษกู่ แต่ทุกอย่างต้องรอให้พบสตรีชาวหนานเจียงนางนั้นก่อนจึงจะยืนยันได้”พิษกู่อย่างนั้นหรือ?รอยยิ้มบนใบหน้าของเซียวเหิงค่อย ๆ เลือนหายไป ที่แท้ฝันร้ายตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ล้วนมีสาเหตุมาจากพิษกู่หรอกหรือ? แววตาของเขาหม่นแสงลงโดยไม่รู้ตัวเมื่อเฉียวเนี่ยนเห็นเช่นนั้น ก็ไม่รู้จะปลอบประโลมอย่างไร จึงหันไปมองนอกรถม้าแทนนางลอบทอดถอนใจในอก... ยังเหลือการเดินทางอีกตั้งสามวัน...ล้อรถบดขยี้ไปบนถนนแผ่นหินที่ขรุขระของเมืองไป๋สุ่ย ส่งเสียงกระทบดังทึบหนัก ก่อนจะหยุดลง ณ มุมอับที่ห่างไกลผู้คนแห่งหนึ่งอิ๋งชีลงจากรถเป็นคนแรก เขากวาดสายตามองไปรอบบริเวณด้วยความระแวดระวังกระท่อมเบื้องหน้ามีขื่อประตูต่ำเตี้ยราวกับถูกกาลเวลากดทับจนหลังค่อม บานประตูทำจากไม้ผุหลายแผ่นนำมาปะติดปะต่อกัน เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวลึกบ้างตื้นบ้าง สีสันซีดจางกลายเป็นสีน้ำตาลเทาคร่ำครึ ขอบประตูถูกมอ
สัมผัสแรกที่ฟื้นคืนคือเปลือกตาอันหนักอึ้ง เขาพยายามฝืนปรือตาขึ้นจนเปิดออกได้เพียงรอยแยกเล็ก ๆแสงอันเจิดจ้าสาดเข้ามาในฉับพลัน ทำให้เขาต้องหลับตาลงอีกครั้งด้วยความระคายเคือง ครั้นเมื่อค่อย ๆ ลืมตาขึ้นใหม่อีกครา ภาพที่พร่ามัวจึงเริ่มกระจ่างชัดขึ้น เขาพบว่าตนกำลังนอนอยู่ในรถม้าคันแคบทว่าวิ่งได้อย่างเรียบเรื่อย ใต้ร่างรองรับด้วยฟูกหนานุ่ม ...และในยามนั้นเอง เขาก็ได้เห็นนางเฉียวเนี่ยนนั่งพิงผนังรถม้าอยู่ฝั่งตรงข้าม นางหลับตาลงคล้ายกำลังงีบหลับพักผ่อนแสงแดดอันเจิดจ้าและอบอุ่นในยามสายของวสันตฤดู ลอดผ่านช่องว่างของม่านรถม้าที่สั่นไหวเล็กน้อย ตกกระทบลงบนใบหน้าด้านข้างของนางพอดิบพอดีแสงนั้นขับเน้นกรอบหน้าอันนุ่มนวล ทอดเงารูปพัดลงใต้ขนตาที่ยาวหนาเป็นแพ สันจมูกโด่งรั้นงดงาม ริมฝีปากสะท้อนแสงเป็นสีชมพูระเรื่อดูสุขภาพดีแสงอาทิตย์ที่อาบไล้รอบกายทำให้นางดูราวกับถูกฉาบด้วยขอบทองคำจาง ๆ ดูสงบเงียบและงดงามจับใจชั่วขณะที่จิตใจล่องลอย กาลเวลาคล้ายจะหมุนย้อนกลับไปเมื่อนานแสนนานมาแล้วในรถม้าเช่นนี้ แสงแดดเช่นนี้ และนาง... ก็เป็นเช่นนี้ยามนั้น นางยังเป็นเพียงเด็กสาวตัวน้อยที่แสนซุกซนและร่าเ
เมื่อเห็นสีหน้าของเฉียวเนี่ยนย่ำแย่ถึงเพียงนั้น อิ๋งชีคล้ายจะนึกสิ่งใดขึ้นได้ เสียงทุ้มต่ำของเขาดังขึ้นท่ามกลางพุ่มไม้อันเงียบสงัด ประหนึ่งก้อนหินที่ถูกโยนลงกลางผืนน้ำอันนิ่งสนิท ทำลายความเงียบงันอันเยือกเย็นในใจของเฉียวเนี่ยนลง: “ท่านเจ้าสำนัก... เมื่อหลายปีก่อนในยามวิกฤต ข้าน้อยเคยช่วยชีวิตสตรีชาวหนานเจียงผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญวิชาคุณไสย นามว่าอากู่น่า เท่าที่ข้าน้อยสืบทราบในภายหลัง นางมิใช่นักปรุงคุณไสยธรรมดา ฝีมือของนางนั้น... ล้ำลึกเหนือสามัญยิ่งนัก นับเป็น ลิขิตสวรรค์ ที่ข้าน้อยเพิ่งได้รับข่าวว่า ยามนี้นางพำนักอยู่ที่เมืองไป๋สุ่ยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ หากเร่งควบม้าเร็ว เพียงสามวันก็ถึงขอรับ”เฉียวเนี่ยนเงยหน้าขึ้นในทันใด ประกายไฟแห่งความหวังอันริบหรี่ทว่าโชติช่วงพลันจุดติดขึ้นในดวงตา ขจัดไอเย็นแห่งความสิ้นหวังก่อนหน้าให้มลายสิ้นคำพูดของอิ๋งชีประดุจเชือกช่วยชีวิตที่ทอดลงมากลางหุบเหวอันมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตนเองนางจ้องเขม็งไปที่อิ๋งชี: “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะพบนาง? แล้วนางจะยอมช่วยหรือไม่?”แววตาของอิ๋งชีราบเรียบทว่ามั่นคง: “ยามที่ข้าน้อยช่วยชีวิตนางในครานั้น นางเคยให้ส
เฉียวเนี่ยนละมือออก พยายามข่มความหนักอึ้งและความรู้สึกไร้หนทางที่ถาโถมเข้ามาในอก นางปรับน้ำเสียงให้ดูราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ “ชีพจรยังคงเดิม แผลเก่ายังไม่ทุเลา ซ้ำจิตใจยังบอบช้ำเกินรับไหว จำต้อง... พักผ่อนให้มาก”นางสบตาเซียวเหิงพลางทอดเสียงอ่อนโยนลงอีก “เซียวเหิง เจ้าพักผ่อนให้ดีเถิด อย่าได้คิดฟุ้งซ่านเรื่องใด ข้าจะหาหนทางช่วยเจ้าเอง”เซียวเหิงกระตุกมุมปากคล้ายต้องการจะฝืนยิ้มเพื่อตอบรับคำปลอบโยนของนาง ทว่ารอยยิ้มนั้นยังไม่ทันเป็นรูปเป็นร่างก็พลันแตกสลายไป หลงเหลือไว้เพียงความเหนื่อยล้าที่ฝังลึกจนสุดหยั่ง”เขาสะบัดหน้าเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า: “อืม... ลำบากเจ้าแล้ว”เฉียวเนี่ยนถอยกายออกจากรถม้า ปิดประตูลงแผ่วเบา ตัดขาดความอึดอัดกดดันอันน่าอึดอัดใจจนแทบสำลักทิ้งไว้ภายในแสงแดดอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิอาบไล้ร่าง ทว่าเฉียวเนี่ยนกลับไม่รู้สึกถึงความอบอุ่นแม้แต่น้อย ในใจคล้ายมีมวลน้ำแข็งมหึมากดทับอยู่นางส่งสัญญาณให้เซียวเหอไปดูแลเกอซูอวิ๋น ส่วนตนเองเดินเลี่ยงไปยังพุ่มไม้เงียบสงัดบริเวณชายป่าข้างค่ายพักแรมอย่างแนบเนียนแสงแดดถูกกิ่งใบหนาทึบตัดแบ่งเป็นดวงเล็กดวงน้อยพร่างพ







