Masukหนิงซวงจ้องมองความแน่วแน่ที่แฝงไปด้วยความคลุ้มคลั่งในดวงตาของเขา พลันรู้สึกถึงมวลอากาศเย็นเยียบที่แล่นปราดจากก้นบึ้งของหัวใจ นางรู้ดีว่าไม่สามารถสนทนากับคนเสียสติผู้นี้ด้วยเหตุผลได้เลย“ตกลง! ตกลง! ข้าไม่เข้าใจ และไม่อยากจะเสวนากับคนเสียสติอย่างเจ้าอีก!” หนิงซวงละทิ้งการโต้แย้ง น้ำเสียงของนางแหลมสูงและเร่งเร้าด้วยความประหม่าและเป็นกังวลถึงขีดสุด “ส่งตัวอิ๋งชีมา! เจ้ารับปากไว้แล้วว่าจะพาข้ามาพบเขา! เขาอยู่ที่ไหน?! เจ้าทำอะไรเขาไปแล้วบ้าง?!”เสิ่นเยว่มองดวงตาคู่ที่สั่นระริกด้วยความกลัว ทว่ายังคงจดจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอย่างดื้อรั้นไม่ลดละ สีหน้าคลุ้มคลั่งของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปโดยไม่รู้ตัวเขาไม่ได้ตอบคำถาม เพียงจ้องมองนางอย่างลึกซึ้งคราหนึ่ง จากนั้นจึงหมุนกายเดินตรงไปยังส่วนลึกของอารามร้าง มุ่งหน้าสู่พระพุทธรูปที่ทรุดโทรมผุพังและเต็มไปด้วยหยากไย่โดยไม่เอ่ยคำใดหัวใจของหนิงซวงเต้นระรัวจนแทบจะกระดอนออกมาทางลำคอ นางกระชับมีดสั้นในมือแน่น จับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของเขาอย่างระแวดระวังเห็นเพียงเสิ่นเยว่กดลงไปบนรอยบุ๋มที่ไม่สะดุดตาตรงฐานพระพุทธรูปอย่างแรง“ครืด... แกรก...”เสียงกลไก
“นางจะเสียใจรึ?” รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นเยว่ พลันแข็งค้างประหนึ่งถูกแช่แข็ง เขาขบเคี้ยวถ้อยคำเหล่านั้นซ้ำไปมา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นมืดมนอนธการใน ชั่วพริบตา ทั้งยังแฝงแววริษยาอาฆาตอันบ้าคลั่งออกมาสายหนึ่งอารมณ์อันบิดเบี้ยวที่เขาจงใจกดข่มไว้ ประหนึ่งธารลาวาใต้ภูเขาไฟ ที่ถูกวาจาอันเรียบง่ายทว่าจริงใจของหนิงซวงจุดชนวนจนระเบิดปะทุออกมา!“ทำไม!?” น้ำเสียงของเสิ่นเยว่พุ่งสูงขึ้น เจือไปด้วยความกราดเกรี้ยวและไม่เข้าใจอย่างบ้าคลั่ง เสียงนั้นดังก้องไปทั่วอารามร้างจนฝุ่นผงร่วงกราว “ทำไมพวกเจ้าทุกคนถึงเป็นแบบนี้?! อิ๋งชีก็เป็นแบบนี้! เจ้าก็เป็นแบบนี้! ทำไมทุกคนถึงยอมทุ่มเททุกอย่างให้นาง? ยอมตายเพื่อนาง? ยอมมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้นาง?! เฉียวเนี่ยนมีมนตร์วิเศษอะไรนักหนา?! หา?!”เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริง ๆ!เขาติดตามท่านอาจารย์มาตั้งหลายปี!ด้วยเกรงว่าท่านอาจารย์จะนึกรังเกียจที่ตนหัวทึบ ไร้ซึ่งพรสวรรค์... ทันทีที่ลืมตาตื่น เขาจึงรีบคว้าตำราแพทย์ขึ้นมาอ่านโดยไม่รอช้าแม้แต่ในความฝัน เขาก็ยังท่องจำสรรพคุณยาและพิษต่าง ๆ!เขาไม่อยากให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง ดังนั้นเขาจึงพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด!เขาห
“อิ๋งชี” ผู้นั้นมิได้เอ่ยตอบในทันทีเขายืนอยู่ตรงรอยต่อระหว่างเศษเสี้ยวแสงจันทร์กับเงามืดอันหนาทึบ หน้ากากที่เป็นใบหน้าของอิ๋งชีนั้น ภายใต้แสงสลัวกลับแผ่กลิ่นอายความลี้ลับพิสดารที่ชวนให้ผู้คนขนหัวลุกดวงตาภายใต้หน้ากากคู่นั้นดูมืดมนราวภูตผี จ้องเขม็งมายังหนิงซวง ผ่านไปครู่ใหญ่ จู่ ๆ เขาก็หัวเราะเสียงต่ำในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นดังก้องไปทั่วอารามร้างอันเงียบงัน ประหนึ่งเสียงร้องของนกแสกในยามราตรีแม้นหนิงซวงจะได้ชื่อว่าเป็นสตรีผู้ขวัญกล้าแห่งจวนโหว ทว่ายามนี้… นางกลับถูกข่มขวัญเสียจนหัวใจบีบเกร็งด้วยความหวาดผวานางได้แต่จ้องมองเขา โดยมิอาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดออกมาได้พลันเห็นเขายกมือขึ้น ปลดหน้ากากออกภายใต้หน้ากากนั้น เผยให้เห็นใบหน้าของคนแปลกหน้าที่นางไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย เครื่องหน้าได้รูปสมส่วน คิ้วตาคมเข้มลึกล้ำ ซ้ำยังมีกลิ่นอายของบัณฑิตผู้ทรงภูมิเจืออยู่หลายส่วนใบหน้าเช่นนี้มองอย่างไรก็ดูอ่อนโยน ทำให้ความหวาดกลัวของหนิงซวงมลายหายไปหลายส่วนทว่า บนใบหน้าที่ดูอ่อนโยนนั้น กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ขัดแย้งกับบุคลิกโดยสิ้นเชิง เขามองดูหนิงซวงด้วยแววตาหยอกเย้า ราวกับกำลังพิจารณาเหยื
จริงสิ! หนิงซวง!ก่อนหน้านี้นางได้กำชับให้หนิงซวงคอยเฝ้าดูเกอซูอวิ๋นเอาไว้แล้วแท้ ๆ ทว่าครั้นเกิดเรื่องขึ้นกับเกอซูอวิ๋น หนิงซวงกลับไร้ร่องรอย!นางนางยังเข้าใจว่าหนิงซวงคงทนง่วงไม่ไหวจึงไปพักผ่อน ประกอบกับอาการของเกอซูอวิ๋นวิกฤตเร่งด่วน นางจึงมิได้ทันเฉลียวใจ!ทว่า... ทว่าหนิงซวงย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าอิ๋งชีผู้นั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นคนอื่นจำแลงกายมา เหตุใดจึงยอมตามเขาไปเล่า?หรือว่าถูกข่มขู่?ใบหน้าของเฉียวเนี่ยนซีดเผือดไร้สีเลือดในฉับพลัน ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่อาจระงับ “เขาคิดจะทำอะไร? เขาต้องการจะทำสิ่งใดกันแน่?!”เหตุใดต้องลงมือกับคนรอบกายของนางด้วย?หากจะฆ่าจะแกง ก็พุ่งเป้ามาที่นางคนเดียวมิได้หรือ?!ความเจ็บปวดรวดร้าวที่ช่องท้อง ความเหนื่อยล้าที่กัดกินมาตลอดทั้งคืน ผนวกกับความห่วงใยในความปลอดภัยของหนิงซวงจนแทบคลั่ง... ความรู้สึกทั้งมวลถาโถมเข้ามาดั่งขุนเขาถล่มทลาย พังทลายกำแพงความเข้มแข็งที่เฉียวเนี่ยนฝืนประคองไว้จนหมดสิ้น!ดวงตาของนางมืดดับวูบ ร่างกายโอนเอนไม่อาจควบคุม กลิ่นคาวหวานสายหนึ่งตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ!“เนี่ยนเนี่ยน!” ฉู่จืออี้ตาไวรีบคว้าประคองร่างที่โ
ผู้อาวุโสซุนทอดตามองภาพเบื้องหน้า ก็มิอาจหักห้ามน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาได้เช่นกันทว่าเฉียวเนี่ยนกลับทำเพียงหลับตาลงด้วยความอ่อนล้า นางสูดหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง เพื่อข่มรสหวานที่ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอลงไปบาดแผลที่หน้าท้องปวดแสบปวดร้อนแทบขาดใจ คอยย้ำเตือนให้นางรู้ว่าร่างกายนี้ใกล้จะถึงขีดจำกัดเต็มทีแต่ยามนี้มิใช่เวลาที่จะมาพักผ่อนนางหันไปมองผู้อาวุโสซุนพลางเอ่ยว่า “เชิญผู้อาวุโสซุนตามข้ามาเถิด” กล่าวจบก็หมุนกายเดินไปยังห้องข้าง ๆฉู่จืออี้สังเกตเห็นอาการไม่สู้ดีของนาง จึงรีบก้าวเข้าไปประคองร่างนางไว้ทันทีผู้อาวุโสซุนเองก็เดินตามมาติด ๆเมื่อเข้ามาในห้อง เฉียวเนี่ยนก็ทรุดกายลงนั่งที่หน้าโต๊ะอย่างยากลำบากผู้อาวุโสซุนปิดประตูเรียบร้อยแล้วจึงหันมามองเฉียวเนี่ยนด้วยสีหน้าเป็นกังวลยิ่งนัก “ท่านเจ้าสำนักเพิ่งจะรอดพ้นจากปากประตูผีมาได้ไม่กี่วัน ทว่าหลายวันมานี้กลับต้องตรากตรำจัดการเรื่องราวต่าง ๆ มิได้หยุดหย่อน แล้วบาดแผลจะหายดีได้อย่างไรเล่า”ระหว่างที่เอ่ยปาก ผู้อาวุโสซุนก็ขยับตัวจะเข้ามาตรวจจับชีพจรให้เฉียวเนี่ยนเขาเข้าใจว่าที่เฉียวเนี่ยนเรียกตนมา ก็เพื่อการนี้ทว่าผิดคาด
คำพูดต่อจากนั้น เขาไม่มีเรี่ยวแรงจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้อีกแล้ว อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดถูกร่างที่กำลังชักกระตุกอย่างรุนแรงบนเตียงช่วงชิงไปจนสิ้นผู้อาวุโสซุนดันร่างเขาออกไปด้านนอก “ท่านออกไปก่อนเถิด ที่นี่มีข้ากับท่านเจ้าสำนักอยู่ก็พอแล้ว”ทว่าเขากลับลืมที่จะตอบสนอง นัยน์ตาคู่นั้นจับจ้องเกอซูอวิ๋นเขม็ง จวบจนบานประตูถูกปิดลง จวบจนสายตาถูกตัดขาดกัน...ความสิ้นหวังที่ยากจะพรรณนาถาโถมเข้ามาดุจขุนเขาถล่มทลายและคลื่นสมุทรซัดสาดเซียวเหอเผลอครุ่นคิดอย่างไม่อาจหักห้าม ยามที่เขานอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง นางเฝ้าดูเขาอยู่ทุกทิวาราตรี... ความรู้สึกในยามนั้น จะเหมือนกับเขาในยามนี้หรือไม่?“นางจะไม่เป็นไร” เสียงปลอบโยนทุ้มต่ำของฉู่จืออี้ดังขึ้นจากด้านข้างเซียวเหอพยักหน้าช้า ๆ ใช่แล้ว นางจะไม่เป็นไรนางจิตใจดีถึงเพียงนี้ สวรรค์ย่อมต้องเมตตาคุ้มครองนาง…ภายในห้อง เข็มทองสะท้อนแสงเทียนเป็นประกายเย็นเยียบ ไอระเหยจากถ้วยแกงโสมลอยกรุ่น อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความหวังและความสิ้นหวังที่ถักทอเข้าด้วยกันในช่วงเวลาที่ฉู่จืออี้เดินทางไปยังตระกูลมู่ เฉียวเนี่ยนพยายามระลึกถึงวิธีถอนพิษของสำนักราชาโอสถ ในท







