Se connecterร่างของเฉียวเนี่ยนพลันแข็งทื่อ มือที่กดอยู่ตรงเอวคลายออกในทันที นัยน์ตากระจ่างใสคู่นั้นเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงระคนไม่อยากจะเชื่อ!นางจ้องมองใบหน้าของเซียวเหิงเขม็ง ราวกับต้องการค้นหาคำตอบจากทุกอากัปกิริยาอันละเอียดอ่อน น้ำเสียงเจือความสั่นเครือที่ยากจะสังเกตเอ่ยถามขึ้น: “เจ้า... เจ้านึกทุกอย่างออกแล้วหรือ?!”เซียวเหิงมิได้เอ่ยตอบในทันที สายตาของเขาค่อย ๆ เลื่อนต่ำลง จนไปหยุดอยู่ที่หน้าท้องของนางแม้จะมีอาภรณ์กั้นขวางอยู่หลายชั้นจนมองไม่เห็นสิ่งใด ทว่าเขากลับจดจำได้แม่นยำว่าในวันนั้น... ตนเองลงมือใช้คมดาบแทงทะลุร่างของนางอย่างไม่ลังเลเพียงใด...แต่ถึงกระนั้น…ถึงกระนั้นนางก็ยังยินยอมใช้เลือดของตนเองช่วยชีวิตเขาเอาไว้!“ข้า... ขอโทษ...”ถ้อยคำเพียงสามพยางค์ ทว่ากลับหนักอึ้งประหนึ่งค้อนเหล็กทุบลงกลางใจของเฉียวเนี่ยนเฉียวเนี่ยนมองเซียวเหิงด้วยความตระหนกสุดขีด ทันใดนั้นนางก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบคว้าข้อมือของเขามา แล้วใช้นิ้วทั้งสามทาบลงบนชีพจรอย่างแม่นยำเพื่อตรวจดูอย่างละเอียดแม้ชีพจรใต้ปลายนิ้วจะเต้นสม่ำเสมอและมีกำลังวังชากว่าก่อนหน้านี้มาก ทว่าสัมผัสแห่งการอุดตันของ
เฉียวเนี่ยนค่อย ๆ ทรุดกายลงนั่งบนตั่งกลมข้างเตียง ร่างกายพิงแนบกับเสาเตียงอันเย็นเยียบพลางหลับตาลงความเหนื่อยล้าแสนสาหัสประดุจขุนเขาหนักอึ้งกดทับลงมา นางเพียงแค่พิงหัวเตียงอยู่อย่างนั้น และเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัวไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด แพขนตาหนาของเซียวเหิงพลันสั่นระริก เปลือกตาพยายามฝืนขยับ ก่อนจะค่อย ๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าการหมดสติไปเป็นเวลานานทำให้สายตาของเขาพร่ามัว ต้องใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าสายตาจะปรับจนมองเห็นภาพตรงหน้าได้ชัดเจนภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือเพดานม่านมุ้งอันคุ้นเคย จากนั้นเขาจึงเบือนหน้าเล็กน้อย ก็ได้เห็นเฉียวเนี่ยนที่กำลังพิงเสาเตียงคล้ายกำลังเคลิ้มหลับไปนางเอียงศีรษะเล็กน้อย ไรผมที่ชื้นเหงื่อแนบติดกับหน้าผากมนและพวงแก้มขาว แพขนตายาวทาบเงาลงบนเปลือกตา ใบหน้ายังคงซีดเซียว แม้แต่ในยามหลับใหลคิ้วเรียวก็ยังขมวดมุ่น เผยให้เห็นถึงความเหนื่อยล้าที่ฝังลึกเป็นนาง... จริง ๆ ด้วย…การตระหนักรู้นี้ทำให้ห้วงหัวใจของเซียวเหิงเกิดระลอกคลื่นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งความปวดแปลบ ความสับสนงุนงง และอีกเสี้ยวหนึ่งคือ... ความหวั่นไหวที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทันสังเกต
สติของเซียวเหิงดำผุดดำว่ายอยู่ในห้วงความมืดอันโกลาหล ทันใดนั้น แสงสว่างอันริบหรี่สายหนึ่งก็สาดส่องทะลวงความมืดมิดเข้ามา เขาพยายามฝืนยกเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างยากลำบากสิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตา คือใบหน้าซีดเผือดจนแทบจะโปร่งแสงลอยอยู่เบื้องหน้า แม้ภาพจะพร่าเลือน ทว่าเค้าโครงนั้นช่างคุ้นตายิ่งนัก... นางคือเฉียวเนี่ยนเป็นนาง... ที่ช่วยชีวิตเขาไว้หรือ?ความคิดนี้เปรียบดั่งก้อนหินที่ถูกโยนลงสู่ผิวน้ำอันนิ่งสนิท ก่อให้เกิดระลอกคลื่นแห่งความหวั่นไหวขึ้นท่ามกลางห้วงความคิดที่สับสนวุ่นวายของเขาเหตุใดนางจึงต้องช่วยเขา?มิใช่ว่าพวกเราเป็นศัตรูกันหรอกหรือ?อีกทั้งเขายัง... เคยลงมือทำร้ายนางจนบาดเจ็บ…นัยน์ตาของเซียวเหิงฉายแววสับสนและทุรนทุราย เขาพยายามเพ่งมองเพื่ออ่านอารมณ์ที่ก้นบึ้งดวงตาของนาง ปรารถนาจะซักไซ้ ปรารถนาจะใคร่รู้ความจริง... ทว่าความมืดมิดอันไร้ที่สิ้นสุดกลับถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์กลืนกินสติสัมปชัญญะอันน้อยนิดที่เพิ่งรวบรวมได้ไปจนสิ้น ฉุดกระชากเขากลับลงสู่ห้วงเหวแห่งความไร้สติอีกคราเฉียวเนี่ยนมองดูเปลือกตาของเซียวเหิงที่สั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนิ่งสนิทไปในที่สุด ขนตาย
นางมิเพียงมองทะลุปรุโปร่งในทุกสิ่ง หากแต่ในชั่วพริบตาแห่งประกายไฟแลบนั้น นางกลับค้นพบหนทางรอดสายเดียวที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน!“ไม่... เป็นไปไม่ได้... เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้…” เสิ่นเยว่พึมพำกับตนเองราวกับคนเสียสติ แววตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย ประหนึ่งว่าโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงตรงหน้าเขาจ้องมองเฉียวเนี่ยน พลันตระหนักรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของคำว่า “พรสวรรค์”ขึ้นมาจับใจทว่าเฉียวเนี่ยนกลับมิได้ปรายตามองเขาอีกแม้แต่น้อย นางหมุนกายเดินตรงไปยังข้างเตียงเห็นดังนั้น ฉู่จืออี้จึงรีบก้าวเท้าขึ้นมาขวางกั้นกลางระหว่างเสิ่นเยว่และเฉียวเนี่ยนเอาไว้ทันทีเขาไม่อาจปล่อยให้เสิ่นเยว่ก่อความวุ่นวายได้ทว่ายามนี้ เสิ่นเยว่กลับไร้ซึ่งความคิดที่จะก่อกวนแม้เพียงนิด นัยน์ตาคู่นั้นราวกับถูกแม่เหล็กดึงดูดให้จับจ้องไปที่ร่างของเฉียวเนี่ยนอย่างไม่วางตาพลันเห็นเฉียวเนี่ยนหยิบมีดสั้นเล่มเล็กกะทัดรัดออกมา ก่อนจะจรดปลายมีดกรีดลงบนข้อมือขาวผ่องอันบอบบางของตนเองโลหิตสีแดงฉานอุ่นร้อนพลันทะลักออกมาในทันใด!เฉียวเนี่ยนขมวดคิ้วมุ่น ข่มกลั้นความเจ็บปวด ใช้อีกมือหนึ่งงัดปากของเซียวเหิงที่ขบแน่นให้เปิดออกโลหิตสีแดงฉ
ความเย่อหยิ่งจองหองและความลำพองใจที่คิดว่าตนเป็นผู้คุมเกมทุกอย่างบนใบหน้าของเสิ่นเยว่พลันแข็งค้าง ราวกับถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัดจนชาหนึบไปทั้งร่างเขาเบิกตาโพลง จ้องเขม็งไปที่เฉียวเนี่ยนอย่างเอาเป็นเอาตาย ดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจความหมายของประโยคที่ว่า “ข้าก็คือหญ้าผลึกหยกม่วง” นั้นหมายถึงสิ่งใดทว่าเมื่อสบเข้ากับสีหน้าอันสงบนิ่งเยือกเย็นของเฉียวเนี่ยน ในหัวสมองของเสิ่นเยว่ก็พลันฉุกคิดถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา“เป็นไปไม่ได้!” เสิ่นเยว่แทบจะคำรามออกมา เสียงของเขาบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนกและไม่อยากจะเชื่อ “เหลวไหล! หญ้าผลึกหยกม่วงล้ำค่าเพียงใด เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาแทนที่?! ลำดับอาคมผนึกจิตเก้าอเวจีมีเพียงข้าที่รู้! เจ้าจะแก้ได้อย่างไร?! อาศัยแค่เลือดเพียงหยิบมือของเจ้าน่ะหรือ?!”เฉียวเนี่ยนประสานสายตากับแววตาที่ตื่นตระหนกจนแทบสิ้นสติของเขา ริมฝีปากนางยกยิ้มขึ้นเป็นเส้นโค้งที่จางเสียจนแทบมองไม่เห็น ก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยชื่อจุดชีพจรออกมาทีละคำอย่างเนิบช้า: “จุดถันจง... จุดจิวเหว่ย... จุดจวี้เชวีย... จุดเสินเชว่... จุดชี่ไห่... โคจรย้อนทวนตามลำดับ ผนวกด้วยจุดเทียนซูและจุดกวนหยวนเพื่อตรึงชีพจร
“คำสั่งสอนของท่านอาจารย์อย่างนั้นหรือ?” เสิ่นเยว่ราวกับถูกจี้ใจดำในจุดที่ปวดร้าวที่สุด รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหาย ถูกแทนที่ด้วยความคลุ้มคลั่ง เคียดแค้น และดื้อรั้นจนดูเสียสติเขาก้าวพรวดเข้ามาหนึ่งก้าว สุรเสียงแหลมสูงบาดหูตวาดลั่น “ข้าเองก็อยากจดจำคำสอนของเขา! ข้าเคยหลงคิดว่าในใจของเขา ข้าคือศิษย์เอกที่เก่งกาจที่สุดตลอดกาล! แต่มันไม่ใช่! พอเขาได้มาเจอเจ้า ในสายตาและหัวใจของเขาก็ไม่มีข้าอยู่อีกต่อไป!”“เขาถึงขั้นยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้เจ้า! ข้าติดตามรับใช้เขา พากเพียรร่ำเรียนมานานกว่ายี่สิบปีกลับสู้เจ้าไม่ได้... นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ติดตามเขาไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ! มิหนำซ้ำเขายังลงมือเคี่ยวกรำจนเจ้าสำเร็จ “กายาต้านร้อยพิษ” ด้วยตัวเอง ข้าอยู่กับเขามานานเพียงนี้ เขากลับไม่เคยยอมให้ข้าฝึกฝนมัน! น่าขัน! ช่างเป็นเรื่องตลกที่น่าหัวร่อสิ้นดี!”หน้าอกของเขากระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ดวงตาลุกโชนด้วยไฟริษยา: “สิ่งที่ข้าต้องการ ไม่ใช่ความเมตตาจากเจ้า! แต่ข้าจะเอาชนะเจ้าอย่างสง่าผ่าเผย! ข้าจะให้ท่านอาจารย์ได้เห็นกับตาว่า ผู้สืบทอดที่เขาเลือกเฟ้นมากับมือ จะพ่ายแพ้ยับเยินต่อหน้าวิธีการของข้าเสิ่







