LOGINพีระกิตมองจี้เงินในมือแพรมุกอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ฉันรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน แต่ฉันไม่รู้ว่าหลักฐานนั้นจะพาพวกเธอไปพบกับความจริงแบบไหน” “คุณรู้มาตลอด แต่กลับไม่ยอมบอกผม?” จอมทัพถามเสียงเข้ม “เพราะฉันไม่แน่ใจว่าคนที่ฝากจี้ไว้ต้องการให้เธอรู้ความจริงทั้งหมดหรือเปล่า” “แล้วตอนนี้ล่ะครับ?” พีระกิตเงยหน้าขึ้นสบตาเขา “ตอนนี้ฉันคิดว่าไม่มีใครมีสิทธิ์ปิดบังมันอีกแล้ว” แพรมุกก้มลงมองจี้เงิน นิ้วเรียวลูบผ่านรอยต่อเล็กๆ บนตัวจี้ เธอจำได้ว่ามารดาเคยกำชับไว้เสมอว่าอย่าเปิดมัน หากยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมแต่เวลานั้นมาถึงแล้วหรือยัง “จอมทัพคะ...” เธอเอ่ยเสียงเบา “ถ้าข้างในมีความจริงที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป คุณอยากรู้ไหม?” ชายหนุ่มหันมามองเธอ ดวงตาคมเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ยังไม่ได้รับการเยียวยา “ผมอยากรู้ว่าใครทำให้ครอบครัวของผมต้องแตกสลาย” เขาตอบ “และผมอยากรู้ว่าทำไมพ่อถึงต้องทิ้งผมไว้” แพรมุกพยักหน้า ก่อนจะใช้ปลายนิ้วกดลงตรงรอยต่อของจี้ เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้น ฝาจี้เงินเปิดออกอย่างช้าๆ ภายในไม่
พีระกิตสบตาจอมทัพ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหนักใจ ก่อนจะถอนหายใจยาวราวกับคนที่แบกรับความลับมานานเกินกว่าจะทนเก็บมันไว้อีกต่อไป “ฉันไม่ได้อยากปิดบังแก จอมทัพ แต่ฉันให้สัญญากับพ่อของแกไว้” “สัญญาว่าจะปล่อยให้ลูกชายของเขาเติบโตขึ้นมาโดยไม่มีพ่ออย่างนั้นหรือครับ?” น้ำเสียงของจอมทัพสั่นพร่า “คุณรู้ไหมว่าผมต้องผ่านอะไรมาบ้าง ทุกครั้งที่เห็นคนอื่นมีพ่ออยู่ข้างๆ ผมต้องบอกตัวเองว่าพ่อผมตายไปแล้ว ทั้งที่เขายังมีชีวิตอยู่!” “ฉันรู้...” พีระกิตหลุบตาลง “และฉันก็รู้ว่าคำขอโทษของฉันไม่มีวันชดเชยสิ่งที่เธอเสียไปได้” “ถ้าอย่างนั้นก็บอกผมมา” จอมทัพก้าวเข้าไปใกล้ “พ่ออยู่ที่ไหน?” พีระกิตเงียบไปนาน ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบซองเอกสารเก่าที่มีรอยไหม้ตรงมุมออกมาวางบนโต๊ะ “นี่คือสิ่งเดียวที่นำทัพฝากไว้กับฉัน หลังจากเขาออกจากโรงพยาบาล” จอมทัพเปิดซองด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย ภายในมีภาพถ่ายเก่าใบหนึ่งกับกระดาษที่เขียนด้วยลายมือคุ้นตา ภาพถ่ายนั้นเป็นภาพชายวัยกลางคนยืนอยู่ริมทะเล ใบหน้าของเขาซูบผอม มีรอยแผลเป็นพาดผ่านขมับ
แพรมุกก้มมองจี้เงินในมือ ความหวังที่เพิ่งก่อตัวขึ้นกลับมาพร้อมความหวาดหวั่น หากมัตซึโตะยังมีชีวิตอยู่จริง เหตุใดเขาจึงไม่เคยกลับมาหาเธอเลยตลอดสิบสองปีที่ผ่านมาและหากอาคมคือมัตซึคาโตะ คนที่เปลี่ยนใบหน้าเพื่อหลบซ่อนตัวตน เหตุใดเขาจึงยังคอยวนเวียนอยู่ใกล้เธอไม่ห่าง คำถามเหล่านั้นยังไม่มีคำตอบ กระทั่งโทรศัพท์ของจอมทัพสั่นขึ้นอีกครั้ง เขาก้มมองหน้าจอ ก่อนกดรับสายทันที “ว่าอย่างไรชรินทร์?” “นายใหญ่ครับ ผมได้ข้อมูลจากโรงพยาบาลเซนต์อันนาแล้ว แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องให้นายใหญ่ทราบด้วยตัวเอง” “พูดมา” “ทะเบียนผู้ป่วยในคืนเกิดเหตุมีการแก้ไขครับ ชื่อผู้ป่วยถูกลบออก แต่มีบันทึกการรับตัวอยู่ และที่สำคัญ...ผู้ป่วยรายนั้นไม่ได้ถูกนำส่งโรงพยาบาลเพียงคนเดียว” จอมทัพขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?” “มีคนอีกคนตามไปด้วยครับ เป็นผู้ชายที่ได้รับบาดเจ็บจากไฟไหม้เช่นกัน แต่เขาไม่ได้ลงทะเบียนเป็นผู้ป่วย เขาเป็นคนที่จ่ายเงินและจัดการเรื่องการย้ายตัวทั้งหมด” “ชื่ออะไร?” ชรินทร์เงียบไปชั่วครู่ “ชื่อ
หลังจากวางสาย จอมทัพยังคงจ้องจี้เงินในมือไม่วางตา ชื่อของบิดาที่สลักอยู่ด้านหลังทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งที่ถูกปิดตายมานานกว่าสิบสองปี ประตูที่อาจซ่อนความจริงเกี่ยวกับการตายของนำทัพเอาไว้ “แพร...” เขาเรียกเสียงเบา “เธอเคยเห็นจี้นี้อยู่กับใครมาก่อนหรือเปล่า?” แพรมุกส่ายหน้า “หนูจำไม่ได้ค่ะ คุณพ่อบอกเองว่าเป็นของที่ติดตัวหนูมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยบอกว่ามีความหมายอะไร” “แล้วชื่อคาร่านี่ล่ะ ลูกเห็นแต่แรกแล้วรึเปล่า?” พีระกิตถามขึ้น “จี้นี้หนูก็เพิ่งมาเห็นชื่อนี้พร้อมพ่ออ่าค่ะ” แพรมุกนิ่งคิด ก่อนจะค่อยๆ ส่ายหน้าอีกครั้ง “หนูไม่เคยเห็นค่ะ แต่หนูจำได้ว่า...ตอนเด็กๆ แม่เคยบอกว่า ถ้าวันหนึ่งหนูได้ยินใครเรียกชื่อยูนะ อย่าเพิ่งเชื่อว่าเขาเป็นคนที่รู้จักหนูจริงๆ” จอมทัพหันมามองเธอทันที “ทำไมแม่เธอถึงพูดแบบนั้น?” “ฉันไม่รู้ค่ะ ตอนนั้นหนูยังเด็กมาก” แพรมุกยกมือขึ้นแตะจี้ “แต่แม่เคยบอกอีกอย่างว่า จี้นี้ไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา” พีระกิตขยับตัวเข้ามาใกล้ “เธอจำได้ไหมว่ารัตติกาลพู
จอมทัพจ้องภาพถ่ายในมืออยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพีระกิตด้วยแววตาเย็นเยียบ “คุณพ่อเพิ่งพบเอกสารที่ยืนยันว่าอาคมคือมัตซึคาโตะอย่างนั้นหรือครับ?” “ใช่” พีระกิตพยักหน้า “ฉันได้มันมาจากแฟ้มเก่าของนำทัพ มีทั้งภาพถ่ายก่อนการผ่าตัดเปลี่ยนใบหน้าและรายงานการรักษาที่ถูกปิดเป็นความลับ แต่ฉันยังไม่กล้าฟันธงจนกระทั่งเห็นภาพนี้” แพรมุกจ้องใบหน้าของชายในภาพ รู้สึกเหมือนกำลังมองคนแปลกหน้าที่เคยอยู่ในความทรงจำของตัวเอง “ถ้าอาคมคือมัตซึคาโตะจริง...แล้วทำไมเขาต้องเปลี่ยนใบหน้าด้วยคะ?” พีระกิตถอนหายใจ “เพราะหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ มัตซึคาโตะไม่ได้เป็นเพียงคนที่หายตัวไป แต่เขากลายเป็นคนที่ทุกฝ่ายต้องการตามหา” “ทั้งกลุ่มทุน ทั้งคนในตระกูลมาเรวาชิ?” “ใช่ และอาจรวมถึงคนที่ร่วมมือกับเขาด้วย” จอมทัพวางภาพถ่ายลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง “เขาเปลี่ยนใบหน้าเพื่อหนีการตามล่า หรือเพื่อกลับเข้ามาใกล้พวกเราโดยไม่มีใครจำได้กันแน่ครับ?” พีระกิตนิ่งงัน คำถามนั้นทำให้บรรยากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นทันที แพรมุกค่อยๆ หันไปมองจอมทัพ “เขาเข้ามา
คำพูดของพีระกิตทำให้แพรมุกสะดุ้งเฮือก จอมทัพลุกขึ้นจากโซฟาทันที ดวงตาคมเข้มวาวโรจน์ราวกับไม่อาจยอมรับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน “คุณกำลังจะบอกว่า...มัตซึคาโตะเป็นคนขังพ่อกับปู่ผมไว้ในกองไฟอย่างนั้นหรือครับ?” “ฉันไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองหรอก” พีระกิตตอบอย่างยากลำบาก “แต่ก่อนที่ฉันจะออกจากคฤหาสน์ มัตซึโตะโทรหาฉันอีกครั้ง เขาพูดเพียงประโยคเดียวว่า...” ชายสูงวัยหยุดพูด มือที่วางอยู่บนซองเอกสารสั่นน้อยๆ “เขาบอกว่า พวกเขาไม่ยอมออกมาเพราะยังมีคนที่ติดออยู่ข้างใน” จอมทัพขมวดคิ้ว “มัตซึโตะเป็นคนพูดประโยคนั้นครับ?” “ใช่ เพราะพอทุกคนพยายามวิ่งสวนเข้าไป ควันก็เริ่มลามไปทั่วจนไม่เหลืออากาศพอให้หายใจ” “เหมือนในคลิปที่ถูกส่งมางั้นเหรอ?” พีระกิตพยักหน้าอย่างช้าๆ “ฉันคิดว่าใช่ แต่คลิปนั้นถูกพบหลังจากที่ทั้งสองคนเสียชีวิตในห้องทำงานนั้นแล้ว” แพรมุกยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา ความทรงจำที่เพิ่งกลับมาเหมือนเศษกระจกคมกริบซึ่งบาดลึกลงในหัวใจ เธอจำได้เพียงอ้อมแขนที่กอดเธอไว้แน่น เสียงเรียกชื่อยูนะ และกลิ่นควันไฟที่ทำให้หายใจแทบไม่ออกแต่ถ้าพ่อของเธ







