Masukคลาสเรียนช่วงบ่ายในมหาวิทยาลัยน่าเบื่อกว่าปกติ หรืออาจจะเป็นเพราะบรรยากาศรอบตัวที่ทำให้ดารินทร์รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก สายตานับสิบคู่คอยลอบมองเธอสลับกับเสียงซุบซิบนินทาที่ดังแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะตั้งแต่เช้า ข่าวลือเรื่องที่เธอทิ้งกวินทร์หนุ่มฮอตประจำคณะ แล้วไปคว้าช่างซ่อมรถซอมซ่อทำสามี แพร่สะพัดไปทั่วอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง แน่นอนว่าต้นตอคงหนีไม่พ้นจิรดาและกลุ่มเพื่อนไฮโซปากหอยปากปูพวกนั้น
“มึงโอเคป่าววะรินทร์” มะนาว เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวสะกิดแขนเบาๆ ขณะเอ่ยถาม แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง “อย่าไปฟังพวกแม่งเลย อีเจลมันก็แค่หาเรื่องเหยียดมึงเพราะมันแอบชอบพี่วินมาตั้งนานแล้ว พอมีโอกาสมันก็เหยียบมึงจมดิน”
“เราโอเคนาว ช่างเถอะ ปากคนจะพูดยังไงเราก็ห้ามไม่ได้หรอก” ดารินทร์ฝืนยิ้มให้เพื่อน แม้ในใจจะหนักอึ้งเหมือนถูกหินทับ
ตอนเดินผ่านโรงอาหาร เสียงกระซิบกระซาบยิ่งดังชัดขึ้นจนไม่ต้องเงี่ยหูฟัง
“นั่นไงแก เด็กทุนที่หวังจับพี่วินแต่โดนเท เลยประชดชีวิตไปเอาช่างซ่อมรถท้ายซอย”
“เห็นว่าพ่อเลี้ยงติดหนี้พนันบานตะไท สงสัยเอาตัวไปขัดดอกล่ะมั้ง โคตรเน่า ทำเป็นหยิ่งที่แท้ก็ร่าน”
ดารินทร์กำมือแน่น จนเล็บจิกฝ่ามือจนเจ็บ เธอเชิดหน้าขึ้น กัดฟันเดินฝ่าวงล้อมสายตาดูถูกพวกนั้นออกมาอย่างเงียบๆ ศักดิ์ศรีคือสิ่งเดียวที่เธอเหลืออยู่ เธอจะไม่ยอมร้องไห้ให้พวกมันเห็นเด็ดขาด แม้ว่าข้างในจะแหลกสลายแค่ไหนก็ตาม
ท้องฟ้าช่วงเย็นอึมครึม บรรยากาศดูหดหู่เข้ากับความรู้สึก ดารินทร์นั่งรถเมล์กลับมาถึงหน้าอู่ซ่อมรถ ร่างกายอ่อนล้าเหมือนไปออกรบมาทั้งวัน ทันทีที่ก้าวพ้นรั้วสังกะสี เธอเห็นแผ่นหลังกว้างที่เริ่มจะคุ้นตากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าฝากระโปรงรถกระบะของลูกค้า เฮียผาในชุดเสื้อกล้ามสีดำเปื้อนคราบฝุ่นกับกางเกงยีนส์ตัวเก่ง หันมาสบตาเธอพอดี
ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองใบหน้าซีดเซียวของเด็กสาวเพียงปราดเดียวก็จับสังเกตได้ถึงความผิดปกติ
“หน้าเป็นตูดเชียว ใครทำอะไรมา” น้ำเสียงทุ้มห้าวเอ่ยถามตรงๆ ไม่มีอ้อมค้อม เขาโยนประแจในมือลงกล่องเครื่องมือเหล็กเสียงดังเคร้ง แล้วเดินก้าวเข้ามาหา
ดารินทร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่า แค่เหนื่อยเรื่องเรียนนิดหน่อย”
คนตัวโตหรี่ตาลงแคบ เขาไม่ได้โง่ที่จะดูไม่ออกว่าเมียตัวเองกำลังปิดบังอะไรอยู่ นิ้วสากเปื้อนคราบน้ำมันจางๆ เชยคางมนขึ้นให้สบตา แววตาดุดันของเขามองลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของเธออย่างจับผิด
“โกหกไม่เนียนเลยนะรินทร์ บอกมาว่าไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืนนั่นมันทำอะไร”
ความอบอุ่นที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงห่ามๆ นั้น ทำเอากำแพงความเข้มแข็งที่ดารินทร์สร้างมาทั้งวันพังทลาย ขอบตาร้อนผ่าว หยดน้ำใสๆ ร่วงแหมะลงบนหลังมือสากของชายหนุ่ม เธอพยายามเบือนหน้าหนี ไม่อยากให้เขาเห็นความอ่อนแอ
“ก็แค่ข่าวลือบ้าบอ พวกนั้นหาว่ารินทร์ขายตัวให้เฮียเพื่อขัดดอกพ่อเลี้ยง รินทร์แค่... รินทร์เกลียดสายตาพวกนั้น” ดารินทร์สะอื้นเบาๆ เสียงสั่นเครือ
ผาที่ได้ฟังก็กัดฟันกรอด ทำเอาสันกรามหนานูนขึ้นเป็นขอบชัดเจน แววตาของมัจจุราชวาวโรจน์ด้วยรังสีอำมหิต พวกมดปลวกนั่นกล้าดีนักที่มาแตะต้องคนของเขา
“ช่างหัวแม่ง ใครจะเห่าจะหอนก็ปล่อยมันไป” ผาพูดก่อนจะดึงร่างบอบบางเข้ามากอดจมอก กลิ่นบุหรี่ผสมกลิ่นกายบุรุษเพศที่เธอเริ่มคุ้นเคยช่วยปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำได้ดีอย่างประหลาด ฝ่ามือใหญ่ลูบกลุ่มผมของเธอเบาๆ พลางเอ่ยปลอบอีกครั้ง “จำไว้นะรินทร์ ตอนนี้เธอคือคนของฉัน เป็นเมียฉัน ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์มาดูถูก เหยียบหัวพวกมันขึ้นไปซะ อย่าลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับพวกขยะ”
คำปลอบโยนเถื่อนๆ แต่จริงใจทำให้ดารินทร์กอดตอบร่างแกร่งแน่นขึ้น เธอซุกหน้าลงกับแผงอกกว้าง ปล่อยให้น้ำตาไหลซึมเสื้อกล้ามของเขาจนชื้น
“ไปอาบน้ำซะ จะได้สดชื่น” เมื่อทุกอย่างเริ่มดีขึ้น ผาก็พูดพร้อมกับผละตัวออกเล็กน้อย ใช้นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยคราบน้ำตาให้อย่างเบามือ ขัดกับภาพลักษณ์ดิบเถื่อนของตัวเองอย่างสิ้นเชิง
ดารินทร์พยักหน้า เดินเข้าไปในห้องพักแคบๆ ด้านหลังอู่ เธอจัดการอาบน้ำชำระล้างความเหนื่อยล้า เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดตัวโคร่งของผาที่ยาวคลุมสะโพกกับกางเกงขาสั้นกุดทับไว้ด้านใน เพราะเสื้อผ้าของเธอยังมีไม่กี่ชุดที่ขนมา
เมื่อดารินทร์เดินเช็ดผมออกมา ผาก็นั่งรออยู่บนเตียงเหล็กแล้ว เขาเพิ่งล้างหน้าล้างแขนมาหมาดๆ หยดน้ำยังเกาะพราวอยู่บนไรหนวดและแผงอกแน่นตึงที่ปราศจากเสื้อปกปิด ดวงตาคมกริบจับจ้องมาที่เรียวขาขาวเนียนที่โผล่พ้นชายเสื้อของเขา แววตาที่เคยมองอย่างปลอบประโลมเมื่อครู่ แปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาที่ดำมืดและร้อนรุ่ม
“มานี่สิ” ผาพูดพร้อมกับตบพื้นที่ว่างข้างตัวเบาๆ
“หวาน... โคตรหวานเลยเมียจ๋า” ใบหน้าหล่อเหลาแต่ซ่อนความร้ายกาจเงยขึ้นมาตอบ ทั้งที่ริมฝีปากยังฉ่ำเยิ้มไปด้วยคราบน้ำใส ก่อนจะก้มลงไปจัดการกับความหอมหวานตรงหน้าต่ออย่างไม่รู้จักพอนิ้วสากสอดแทรกเข้าไปในช่องทางคับแคบ ขยับเข้าออกสอดประสานกับจังหวะการตวัดลิ้นที่รัวเร็วและหนักหน่วง ดารินทร์ดิ้นพล่านด้วยความทรมานที่แสนหวาน สมองขาวโพลนไปหมด เธอเหมือนเรือลำน้อยที่ถูกพายุหมุนพัดกระหน่ำจนหาทิศทางไม่เจอ ได้แต่ล่องลอยไปตามแรงอารมณ์ที่เขากำหนด ร่างกายกระตุกเกร็ง ปลดปล่อยหยาดน้ำหวานออกมาอย่างล้นทะลักพยัคฆ์ขยับตัวขึ้นมาคร่อมทับร่างบางอีกครั้ง เขามองใบหน้าหวานที่แดงซ่านและดวงตาฉ่ำปรือด้วยความหลงใหล จับแก่นกายที่ขยายตัวเต็มพิกัดและปวดหนึบจนแทบระเบิดจ่อที่ปากทางรัก ถูไถไปมากับความเปียกชุ่มเพื่อกระตุ้นอารมณ์ให้ถึงขีดสุด“พร้อมจะรับโทษของเด็กขี้แยหรือยังรินทร์” พยัคฆ์กระซิบถามเสียงแหบพร่า“อื้อ... เข้ามาเถอะ ผา... รินทร์ต้องการคุณ” ดารินทร์เว้าวอน ยกสะโพกขึ้นรับอย่างลืมอายสิ้นคำอนุญาต พยัคฆ์ก็ดันความใหญ่โตแทรกซึมเข้าไปในช่องทางคับแคบรวดเดียวจนสุดด้าม ดารินทร์เชิดหน้าขึ
ความเย็นเฉียบของเครื่องปรับอากาศภายในห้องทำงานกว้างไม่ได้ช่วยดับความร้อนรุ่มที่เพิ่งปะทุผ่านพ้นไปเลยแม้แต่น้อย กลิ่นอายของความปรารถนาและหยาดเหงื่อยังคงลอยอวลอยู่เหนือกองเอกสารที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ดารินทร์นอนซบหน้าอยู่บนโต๊ะไม้สัก ลมหายใจหอบเหนื่อยจนแผ่นหลังบางกระเพื่อมไหว ร่างกายของเธออ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงราวกับตุ๊กตาผ้าที่ถูกสูบวิญญาณออกไปจนหมดสิ้นพยัคฆ์ขยับตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขารูดซิปกางเกงสแล็กให้เข้าที่ ก่อนจะโน้มตัวลงมาช้อนอุ้มร่างเปลือยเปล่าของภรรยาขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอม ชายหนุ่มกระชับวงแขนแน่นขึ้นเมื่อเห็นว่าดารินทร์ซุกหน้าซ่อนความอายลงกับลาดไหล่ของเขา เธอไม่แม้แต่จะปริปากด่าทอหรือต่อต้านเหมือนทุกครั้ง มีเพียงเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาที่ดังลอดออกมาให้ได้ยิน“ร้องไห้ทำไม ฉันทำรุนแรงไปเหรอ” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เคยก้าวร้าวแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนจนคนฟังใจสั่น“คนบ้า... คุณมันคนเอาแต่ใจ” ดารินทร์อู้อี้ตอบกลับ กำปั้นเล็กทุบลงบนแผงอกแกร่งเบาๆ ไม่ได้หวังผลให้เจ็บปวด แต่เพื่อระบายความอัดอั้นที่ทำอะไรผู้ชายคนนี้ไม่ได้เลยต่างหากช
พยัคฆ์จับแก่นกายที่ขยายตัวเต็มพิกัดจ่อที่ปากทางรัก ถูไถไปมากับความเปียกชุ่มเพื่อกระตุ้นอารมณ์ ก่อนจะดันสะโพกส่งความใหญ่โตแทรกซึมเข้าไปในช่องทางคับแคบรวดเดียวจนสุดความยาวดารินทร์หวีดร้องลั่น เชิดหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าลึก ความคับแน่นและจุกเสียดแล่นปราดไปทั่วกระดูกสันหลัง ร่างกายตอดรัดเขาแน่นหนึบจนชายหนุ่มต้องกัดฟันกรอดข่มความเสียวซ่าน เขาหยุดนิ่งรอให้เธอปรับตัวเพียงครู่ ก่อนจะเริ่มขยับสะโพกตอกอัดความปรารถนาเข้าใส่ร่างบางอย่างหนักหน่วง“ซี๊ดดด... แน่นมากรินทร์ รัดผัวแน่นๆ แบบนั้นแหละ” พยัคฆ์ครางต่ำในลำคอ พรมจูบซับเหงื่อตามกรอบหน้าหวานเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วห้องนอนกว้างแข่งกับเสียงเตียงคิงไซส์ที่สั่นสะเทือน บทรักในคืนนี้ไม่ได้ดิบเถื่อนและบีบบังคับเหมือนทุกครั้ง แต่มันเต็มไปด้วยความโหยหาและการเรียกร้องที่ลึกซึ้ง มาเฟียหนุ่มโหมกระหน่ำความปรารถนาใส่เธอไม่ยั้ง สวนสะโพกเข้าออกอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุคลั่งที่ต้องการทำลายล้างทุกสิ่ง“อ๊าๆๆ พยัคฆ์ แรงอีก... รินทร์ไม่ไหวแล้ว” ดารินทร์ครางเสียงหลง สองมือจิกทึ้งแผ่นหลังกว้าง ข่วนจนเกิดรอยทางยาวเพื่อระบายความอัดอั้น ร่างกายของเธอสั่นคลอนไป
ความเงียบสงบภายในเพนต์เฮาส์กว้างใหญ่ทำหน้าที่คล้ายยานอนหลับชั้นดี ดารินทร์จมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราเนิ่นนานจนกระทั่งแสงอาทิตย์ด้านนอกถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดและแสงไฟนีออนจากตึกสูง หญิงสาวขยับตัวช้าๆ ร่างกายระบมไปทุกสัดส่วนราวกับถูกจับแยกชิ้นส่วนแล้วประกอบใหม่ ความปวดหนึบที่ใจกลางความสาวและรอยแดงตามผิวเนื้อตอกย้ำถึงความเอาแต่ใจของผู้ชายที่ขังเธอไว้ในกรงทองแห่งนี้ดารินทร์พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง พิงแผ่นหลังกับหัวเตียงบุหนังนุ่ม สูดกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่เจือจางอยู่บนหมอนใบโต มันคือกลิ่นของพยัคฆ์ กลิ่นที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยและหวาดกลัวในเวลาเดียวกันความหิวเริ่มประท้วงจนแสบท้อง ดารินทร์คว้าเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมทับร่างเปลือยเปล่า ผูกปมสายรัดเอวอย่างลวกๆ แล้วเดินโซเซออกไปด้านนอก ไฟในห้องนั่งเล่นถูกเปิดไว้เพียงสลัวๆ เธอกวาดสายตามองหาใครสักคน แต่ทั้งห้องกลับเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เงาของศิลาหรือบอดี้การ์ดคนอื่นติ๊ด... แกร๊กเสียงปลดล็อกประตูดิจิทัลดังขึ้น ดารินทร์หันขวับไปมอง ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาด้านในด้วยฝีเท้าหนักหน่วง ท่าทางของเขาดูเหนื่อยล้าและดุดันกว่าปกติ เสื้อเชิ้ตสีดำที่เคยเนี้ยบกริบตอนนี้ยับยู่ยี
คำว่าเกลียดเหมือนเข็มแหลมที่ทิ่มแทงลงกลางใจมัจจุราช พยัคฆ์กัดฟันกรอด เขาปล่อยมือจากคางของเธอ โยนสร้อยเพชรราคาหลักล้านทิ้งลงบนโต๊ะกระจกอย่างไม่ไยดี ก่อนจะตวัดรัดเอวบางดึงร่างของเธอเข้ามากระแทกกับแผงอกกว้าง“เกลียดฉันงั้นเหรอ ได้ ในเมื่อไม่อยากใส่ชุดสวยๆ ออกไปกินข้าวข้างนอก งั้นวันนี้เธอก็ไม่ต้องใส่อะไรเลยทั้งวัน”หลังจากที่คนเอาแต่ใจพูดจบ เขาก็จัดการกระตุกสายรัดเสื้อคลุมอาบน้ำของหญิงสาวออกอย่างรวดเดียว เสื้อคลุมตัวโคร่งร่วงหล่นลงไปกองกับพื้น เผยให้เห็นร่างกายเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการร่วมรัก ดารินทร์หวีดร้อง รีบยกมือขึ้นปิดบังหน้าอกด้วยความอับอาย แต่พยัคฆ์ไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ปกปิดความงดงาม เขารวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้ด้านหลังด้วยมือเดียว รั้งร่างบางให้ถอยไปจนแผ่นหลังชิดกับกระจกบานใหญ่ของตู้เสื้อผ้าความเย็นเยียบของกระจกปะทะกับแผ่นหลังเปลือยเปล่าจนหญิงสาวสะดุ้งเฮือก“พยัคฆ์ อย่านะ ฉันยอมแล้ว ยอมใส่ชุดนั้นแล้ว ปล่อยฉันเถอะ” ดารินทร์เริ่มร้องขอความเมตตาเมื่อเห็นแววตาหิวกระหายที่จ้องมองมา มันเป็นแววตาของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อให้แหลกคามือ“สายไปแล้วรินทร์ ความอดทนของฉ
“อ๊าๆๆ พยัคฆ์... แรงอีก รินทร์ไม่ไหวแล้ว” ดารินทร์ครางเสียงหลง เมื่อความรู้สึกเดินทางมาถึงขีดสุด ข้อมือที่ถูกมัดกระตุกเกร็งตามจังหวะที่เขาโหมกระหน่ำ“ครางชื่อฉันดังๆ รินทร์ เป็นของฉัน!”เสือร้ายคำรามลั่น เร่งจังหวะกระแทกย้ำๆ อย่างบ้าคลั่งในเฮือกสุดท้าย ก่อนจะเกร็งกระตุกและปลดปล่อยสายธารความอบอุ่นฉีดพ่นเข้าสู่กายสาวทุกหยาดหยด เขาทิ้งตัวลงนอนทับร่างบาง หอบหายใจหนักหน่วงรินรดซอกคอขาว ดารินทร์หอบหายใจรวยริน ร่างกายอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงราวกับขี้ผึ้งลนไฟพยัคฆ์เอื้อมมือไปปลดเนกไทที่มัดข้อมือของดารินทร์ออกช้าๆ รอยแดงจางๆ บนข้อมือเล็กทำให้เขารู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่ความยึดติดมันมีมากกว่า เขาดึงร่างบอบบางเข้ามากอดแนบอก พรมจูบซับเหงื่อตามหน้าผากและพวงแก้มให้อย่างทะนุถนอม สวนทางกับความป่าเถื่อนเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง“อย่าคิดจะหนีไปจากฉันอีกรินทร์ เพราะต่อให้เธอหนีไปสุดขอบโลก ฉันก็จะตามไปลากตัวเธอกลับมาอยู่ดี” พยัคฆ์กระซิบชิดริมฝีปากบาง สอดประสานนิ้วมือเข้ากับมือเล็กของดารินทร์อย่างแนบแน่นหญิงสาวหลับตาลงยอมรับในโชคชะตาอันเลวร้าย ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเงียบๆ เธอพ่ายแพ้ให้กับความดิบเถื่อนและแ







