Home / โรแมนติก / พันธะรักแม่อุ้มบุญ / บทที่ 8 คงจะรู้ตัวแล้วสินะคุณพี

Share

บทที่ 8 คงจะรู้ตัวแล้วสินะคุณพี

last update publish date: 2026-10-19 22:25:30

วันเวลาที่ผ่านไป... ความห่วงใยของเขากลับกลายเป็นระยะห่าง พีรวิชญ์แทบจะหายไปจากชีวิตของเธอ เขามาเยี่ยมเธอเพียงวันละครั้ง ห้านาทีต่อครั้ง และไม่เคยพูดอะไรที่เป็นส่วนตัว

เช้าวันหนึ่ง ภัทรวดีนั่งอยู่บนเก้าอี้ริมหน้าต่าง มองออกไปที่สวนดอกไม้เบื้องหน้าด้วยสายตาเศร้าสร้อย มือบางลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นอย่างแผ่วเบา

เสียงประตูดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามา

“ภัทร... คุณเป็นไงบ้าง” เขาถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ก็พอไหวค่ะ เวียนหัวนิดหน่อย แต่ก็กินอะไรได้ค่ะ” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆ และลุกขึ้นมาหาเขา

“อืม...ก็ดูแลตัวเองดีๆ นะ”

เขาขานรับเพียงแค่นั้น แล้วก็เดินออกไป หญิงสาวยังไม่ถึงตัวเขาด้วยซ้ำไป และบานประตูปิดลง ทิ้งให้ภัทรวดีนั่งอยู่กับความเงียบและความว่างเปล่า

มันช่างแตกต่างจากครั้งแรกที่พวกเขาพบกัน ครั้งนั้นเขายังพูดกับเธอด้วยความเกลียดชัง ใช้คำพูดเสียดสีและท้าทาย

แต่ตอนนี้... เขากลับเย็นชาราวกับเธอเป็นคนแปลกหน้า หรือว่าเขาแค่ห่วงลูกในท้องของเธอ ไม่ใช่ตัวเธอ? เขาทำทุกอย่างเพื่อเตือนสติว่าเธอเป็นใคร

หัวใจของภัทรวดีบีบรัดด้วยความเจ็บปวด เธอรู้ว่า ตนเองไม่ควรหวังอะไรจากเขา เขาคือสามีของคนอื่น และเธอเป็นเพียงแค่ผู้ให้กำเนิดลูกของเขา ทว่าหัวใจมันไม่เคยฟังเหตุผล ดูเหมือนหญิงสาวจะเอาหัวใจไปพันผูกกับผู้ชายคนนั้นเสียแล้ว

เย็นวันหนึ่ง ทุกอย่างเปลี่ยนไปอีกครั้ง ภัทรวดีนอนอยู่บนเตียงด้วยอาการปวดหัวและคลื่นไส้อย่างหนัก

เธอรู้สึกเหมือนมีคนใช้ค้อนทุบที่ขมับของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่ความปั่นป่วนในท้องก็รุนแรงขึ้นทุกขณะ

“คุณแม่บ้าน... คุณแม่บ้านคะ...” เธอเรียกด้วยเสียงแผ่ว พร้อมพยายามจะลุกขึ้น แต่ขาของเธออ่อนแรงจนทรุดลงกับพื้น เสียงดังตุบ

ร่างบางล้มกองกับพื้นพรมหนา ลมหายใจของเธอหอบถี่ ดวงตาพร่ามัวไปหมด มือบางยันพื้นไว้อย่างยากลำบาก แต่ก็ไม่สามารถยกร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงขึ้นได้

“ช่วย... ช่วยด้วย... ช่วยฉันด้วย”

เธอเอ่ยปากออกมาอย่างหมดแรง เสียงเบาแบบนี้จะมีใครได้ยินกันเล่า และแล้วก็ไม่มีใครตอบรับภัทรวดีมาสักคน

ผ่านไปราวห้านาที เธอรู้สึกเหมือนชั่วชีวิต ภัทรวดีเริ่มรู้ว่า สติของเธอกำลังเลือนรางไปทุกขณะ

จู่ๆ... ประตูก็เปิดออก พีรวิชญ์ยืนอยู่ที่ทางเข้า ชายหนุ่มกำลังจะเข้ามาสอบถามอาการตามปกติ

แต่เมื่อเห็นภัทรวดีนอนกองอยู่กับพื้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ เขาวิ่งเข้าหาเธอด้วยความตื่นตระหนก

“ภัทร! ภัทร… คุณเป็นอะไรไป” พีรวิชญ์รีบวิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว ก้มลงอุ้มเธอขึ้นจากพื้นอย่างระมัดระวัง แขนแกร่งของเขารัดรอบลำตัวที่บอบบางของเธอไว้แน่น ก่อนจะพาเธอไปวางลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล

“เป็นอะไร? เจ็บตรงไหนไหม?” สุ้มเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล และเป็นห่วง ดวงตาจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของเธอด้วยความหวาดกลัว

ภัทรวดีมองหน้าเขาด้วยความงุนงง ใบหน้าเนียนของเธอยังซีดขาว ริมฝีปากสั่นเทา “คุณ...คุณห่วงฉันด้วยเหรอคะ แล้วฉันเป็นอะไรไป” เสียงของเธอแผ่วเบาราวกับสายลม

พีรวิชญ์หยุดนิ่ง ดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย

“ผมเห็นคุณล้ม ภัทรเจ็บตรงไหน ผมใจเสียเลยเมื่อกี้ นึกว่าคุณจะเป็นอะไรไปเสียอีก” เขาตอบอย่างร้อนรน

“ฉันแค่เวียนหัวค่ะ”

“แค่ที่ไหน คุณหน้ามืดชัดๆ แล้วตอนนี้เห็นผมหรือยัง” แม้จะตาลาย แต่ก็เริ่มเห็นรายละเอียดบนใบหน้าของชายหนุ่มแล้ว

“ผมเป็นห่วงคุณ ต่อไปผมจะให้คนมาอยู่เป็นเพื่อนของคุณทุกเวลาแล้ว”

“ไม่ต้องค่ะ ฉันต้องการความเป็นส่วนตัว”

“อย่าดื้อน่าคุณ”

“ดื้อหรือคะ ฉันดื้อตรงไหน”

“นี่ขนาดคุณไม่สบาย เวียนหัว คุณยังพยศกับผมได้อีก เฮ้อ...” เขาถอนหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ แต่ก็ยังจัดท่าทางให้เธอนอนสบายๆ เธอทำท่าที่จะลุกขึ้น

“เดี๋ยวสิภัทร นอนนิ่งๆ ก่อน เกิดล้มแล้วกระแทกขึ้นมา จะเป็นเรื่องใหญ่”

“อ๋อค่ะ แล้วมันสำคัญด้วยหรือคะ? ฉันก็แค่เครื่องมือ...”

เธอหยุดไม่พูดต่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป หรือว่าเพราะหัวใจที่ฝักใฝ่ และคิดถึงเขากันแน่

หญิงสาวได้แต่ยอมรับว่าในทุกวินาทีที่ผ่านมา เธอเอาแต่คิดถึงเขา ภาพใบหน้าหล่อเหลาของเขาติดตรึงตราอยู่ในหัวใจของเธอ ราวกับรอยสักที่ลบไม่ออก

เขามองเธออยู่นาน พร้อมกับหายาดมมาให้ด้วย ดวงตาของเขาฉายแววความขัดแย้งและสับสนออกมาอย่างชัดเจน

“เอาเถอะ มาจนถึงขั้นนี้แล้ว คุณยังคิดแบบนี้อีก ผมขอโทษก็แล้วกัน ที่เคยพูดไม่ดีกับคุณ ภัทร...คุณไม่ใช่แค่เครื่องมือหรอก” เหมือนเขาจะอ่านใจของเธอออกว่า มีเรื่องอะไรอยู่ในใจของภัทรวดี หญิงสาวหัวเราะอย่างขมขื่น น้ำตาไหลรินอาบแก้ม

“คุณกำลังโกหกฉันอยู่หรือเปล่าคะ คุณนี่เก่งจัง แสดงละครได้เก่งจริงๆ ฉันเสียอีกค่ะ ที่พยายามแล้ว แต่ฉันก็ทำไม่ได้ คนอย่างฉัน แสดงออกมาทุกเรื่องล้วนมาจากหัวใจ”

“นี่ถ้าคุณขืนพูดออกมาอีก ผมคิดว่า คุณคงจะเมายาแล้ว”

“หื้อ...” ภัทรวดีทำเสียงไม่พอใจออกมา

พีรวิชญ์ไม่ตอบโต้ เขาเพียงแต่พยุงตัวเธอให้นอนราบในท่าที่สบายที่สุด จากนั้นเขาก็จัดผ้าห่มให้อย่างเบามือ ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับผิวเนื้อเนียนของเธออย่างถนอมและเบามือ

“พักผ่อนซะนะ ผมห่วงคุณจริงๆ ผมไม่ได้โกหก” เขาหยุดแค่นั้น น้ำเสียงของชายหนุ่มอ่อนโยนกว่าทุกครั้ง

พีรวิชญ์ลุกขึ้นยืน เตรียมจะเดินออกไป แต่ก่อนที่ประตูจะปิดลง ชายหนุ่มหันกลับมามองเธออีกครั้ง สายตาของเขาเต็มไปด้วยบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

“ผมห่วงคุณ... ในฐานะแม่ของลูกผม อีกเดี๋ยวผมจะให้เด็กมาอยู่กับคุณ” เขาบอกกล่าว แล้วประตูก็ปิดลง

ภัทรวดีนอนอยู่ในความมืดสลัว มือบางยกขึ้นกุมหน้าอกซ้ายที่กำลังเต้นแรง หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับเสียงกลองศึก

‘เขาห่วงฉัน... หรือว่าเขาห่วงลูกในท้องกันแน่?’ เหมือนว่าเธอจะคิดไปไกลจากที่ตั้งใจแต่แรก

‘ต้องเป็นเพราะฮอร์โมนแน่ๆ ร่างกายผู้หญิงท้อง มักจะอารมณ์สวิงแบบนี้ แต่ไม่น่า’ เธอยกมือขึ้นมาลูบแก้มที่ร้อนแดงขึ้น เพราะหัวใจเหมือนจะปฏิพัทธ์ต่อพ่อของลูกไปแล้ว

คืนนั้น... ภัทรวดีนอนไม่หลับอีกแล้ว หญิงสาวนอนอยู่บนเตียงอย่างกระสับกระส่าย มือบางของเธอวางบนหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อย ดวงตาจ้องมองเพดานห้องอย่างเหม่อลอย

แล้วจู่ๆ... เธอก็รู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกไป เหมือนฟองสบู่เล็กๆ แตกตัวอยู่ภายใน... เหมือนปีกผีเสื้อกระพือเบาๆ และตีวนอยู่ในช่องท้อง “หนู... หนูขยับตัวแล้วใช่ไหม?”

ภัทรวดีเบิกตากว้างด้วยความดีใจ มือของเธอแตะไปที่หน้าท้องส่วนเดิมอีกครั้ง และรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่อ่อนโยนของลูก เธอรู้แล้ว... ลูกน้อยของเธอกำลังเคลื่อนไหว

“หนูมีชีวิตอยู่ในตัวของแม่ หนูคือชีวิตของแม่” เธอเอ่ยกระซิบกับลูกน้อย มีน้ำตาแห่งความสุขไหลเอ่อซึมออกมา

“แม่จะรักหนู... แม่จะปกป้องหนูด้วยชีวิตของแม่”

เธอรู้ว่าผิด เธอก็รู้ว่า...เธอไม่ควรรู้สึกแบบนี้... ลูกคนนี้ไม่ใช่ของเธอตามกฎหมาย หรือตามตกลง แต่วินาทีที่เธอรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ภายในครรภ์... กลับมีความรู้สึกของความเป็นแม่ก่อเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ โดยที่เธอก็ควบคุมความรู้สึกที่หวงแหนนี้ไม่ได้

ลมหายใจของเธอ อาหารการกิน ทุกอย่างที่ภัทรวดีทำ ล้วนสร้างลูกน้อยๆ ให้เติบโตในตัวเธอ หัวใจของเด็กตัวเล็กกำลังเต้นอยู่ภายในเธอ ภัทรวดีจะรักชีวิตน้อยๆ นี้ ด้วยหัวใจทั้งหมดที่มี ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร... ไม่ว่าเธอจะต้องสูญเสียอะไรไปอีกสักเท่าไรเพียงใด ภัทรวดีก็ยินยอม

ในค่ำคืนนี้... ขณะที่แสงจันทร์สาดส่องผ่านม่านบางเข้ามาในห้อง ภัทรวดีรู้สึกถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่ไม่มีใครมาทำลายได้ เธอหลับตาลง มีรอยยิ้มแห่งความสุขและน้ำตาแห่งความหวัง

“แม่จะรักหนูนะลูก... แม่จะรักหนูตลอดไป”

และในคืนนั้น... ภัทรวดีก็หลับไปด้วยรอยยิ้มเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน

เช้าวันต่อมา แสงสว่างยามอรุณรุ่งส่องลอดผ่านม่านบางเข้ามาปลุกเธอจากความฝัน

ภัทรวดีลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่นที่หายไปนาน ร่างกายของเธอยังคงอ่อนเพลีย แต่อาการคลื่นไส้กลับลดน้อยลง เธอยันกายลุกขึ้นนั่ง มือบางแตะหน้าท้องด้วยความรักใคร่

“อรุณสวัสดิ์นะคะลูกจ๋า แม่กับหนูจะต้องเข้มแข็งไปด้วยกันนะคะ” ก่อนที่ภัทรวดีจะได้ลุกจากเตียง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

ก๊อก... ก๊อก...

“เชิญค่ะ” ภัทรวดีตอบ ประตูเปิดออก... พีรวิชญ์ยืนอยู่ตรงทางเข้า มือของเขาถือถาดอาหารเช้าไว้ กลิ่นหอมของโจ๊กไก่ และน้ำขิงร้อนๆ ลอยอบอวลเข้ามาในห้อง

ภัทรวดีจึงรีบถลันตัวลุกขึ้นนั่ง

“ผมสั่งให้คนครัวทำมาให้ คุณต้องกินข้าวเยอะๆ นะ เพื่อสุขภาพของลูก” เขาพูดด้วยท่าทีที่ดูเก้ๆ กังๆ

ภัทรวดีมองเขาด้วยความประหลาดใจ แต่ก็คลี่ยิ้มออกมา

“ขอบคุณค่ะ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาวางถาดอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง แล้วยืนนิ่งอยู่ด้วยท่าทีอึดอัด เหมือนอยากจะพูดอะไรอีก

“เอ่อ... ถ้ามีอะไรที่ต้องการ ผมอยู่ข้างล่าง วันนี้ผมหยุดงาน” เขายกมือขึ้นเกาหัวแกรก หมดรูปของผู้บริหารระดับสูง ทำเอาหญิงสาวประหลาดใจ สีหน้าของเธอดีกว่าเมื่อวานเยอะเลย

“ค่ะ ขอบคุณค่ะ” ภัทรวดีตอบด้วยรอยยิ้ม

พีรวิชญ์หันหลังเดินไปที่ประตู แต่ก่อนจะออกไป เขาหยุดนิ่งราวกับมีอะไรติดค้างอยู่ในใจอีก แล้วเขาก็ไม่ได้หันกลับมา

“เมื่อคืน... ผมไม่ได้นอนทั้งคืน... ผมเป็นห่วงคุณน่ะ” เขาเริ่มพูดโดยไม่หันมามอง แล้วพีรวิชญ์ก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว

ภัทรวดีนั่งนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจของเธอเต้นรัวแปลกๆ คิดแค่ว่า เขาทำแบบนี้ทำไม ให้เด็กสักคนยกมาให้เธอก็ได้ ภัทรวดีดูสับสนในความคิดไม่น้อย การที่ชายหนุ่มทำแบบนี้ มันก็ทำให้จิตใจของหญิงสาวสั่นไหว

‘เขาห่วงฉัน... ไม่ใช่แค่ลูกในท้องสินะ หรือว่าฉันกำลังฝันไปเอง?’ เธอไม่รู้ความจริง เนื่องจากอ่านใจใครไม่ได้ แต่สิ่งเดียวที่เธอรู้คือ ในเช้าวันนี้ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป ภัทรวดีดีใจที่พีรวิชญ์ไม่เห็นเธอเป็นแค่เมียอุ้มบุญ

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 24 เพราะผิดหวัง

    “อย่าให้พูดเลยค่ะคุณภัทร...” คุณแม่บ้านทอดถอนใจ“ตั้งแต่เมื่อวานหลังจากที่คุณมนเก็บห่อผ้าออกไป คุณพีก็ล็อกตัวเองอยู่ในห้องทำงานชั้นล่างทั้งคืน ไม่ยอมออกมากินข้าวกินปลาเลยค่ะ ป้าเคาะประตูเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ยอมตอบ พอเช้ามืดป้าแอบแง้มประตูเข้าไปดู... โอย... คุณภัทรเอ๋ย สภาพดูไม่ได้เลยค่ะ กลิ่นเหล้าหึ่งไปทั้งห้อง ขวดยาเหล้าฝรั่งราคาแพงวางเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด แกดื่มจนเมาพับหลับคาที่เลยค่ะ พอตื่นมา ก็ยกแก้วดื่มต่ออีก เมาวนเวียนอยู่แบบนั้นเลยค่ะ”ฟังถึงตรงนี้ หัวใจของภัทรวดีก็กระตุกวูบ ความรู้สึกห่วงใยอันประหลาดแล่นปราดขึ้นมากลางอกอย่างห้ามไม่อยู่ภาพชายหนุ่มร่างสูงผู้เคยทระนง สุขุม และเย่อหยิ่ง ยามนี้กลับต้องมาจมกองสุรา เพราะความจริงอันเจ็บปวดเรื่องเขาเมานี่ ตบหน้าเธอให้รู้สึกวูบโหวงตามไปด้วย เพราะนั่นหมายถึง ชายหนุ่มรักมนสิชามาก สีหน้าของเธอละเหี่ยลงอย่างชัดเจน ใจเจ็บหนึบ เหมือนกับคนอกหักเพราะรักเขาข้างเดียว‘เขาคงเจ็บปวดมากสินะ... ตลอดที่ผ่านมา เขาคิดมาตลอดว่า กำลังดูแลผู้หญิงที่รัก และใกล้จะตาย แต่สุดท้ายกลับเป็นเพียงเรื่องโกหกลวงโลก’ภัทรวดีพยายามกดความรู้สึกสงสาร และสมเพชตัวเองด้วย

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 23 หมดใจกับคนทรยศ

    พีรวิชญ์ส่ายหน้า มองมนสิชาด้วยความสมเพช“ผมมอบโอกาส มอบเงินทอง ที่อยู่อาศัย และความเมตตาให้คุณมามากเกินพอแล้ว... มันน่าเสียใจ และผมบอกได้เลย ผมแค้นนะที่คุณตอบแทนผมด้วยการหลอกลวง และพยายามฆ่าลูกของผมให้ตาย อย่าทำให้ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนคุณมากไปกว่านี้เลย นี่ยังถือว่าผมปรานีคุณอยู่” เขาสะบัดขาออกจากการกุมรัดอย่างเด็ดขาด“ไปซะ” มนสิชากองลงกับพื้นพรม ร้องไห้สะอื้นจนแทบขาดใจ“พี... มนรักพีนานแล้วนะ... มนรักพี... หรือว่าเพราะอีนั่น คุณเปลี่ยนใจจากมนเพราะอี...”เพล้ง... เขาปัดแก้วลงจากโต๊ะ ก่อนที่มนสิชาจะพูดจบ เสียงแก้วแตกและกระจัดกระจายเป็นสัญญาณว่า เขาไม่ทนฟังคำแก้ตัวของมนสิชา พีรวิชญ์ไม่หันกลับไปมองอีก เขาก้าวตรงไปที่ประตู ผลักบานประตูเปิดออกกว้างแล้วหันกลับมาส่งสัญญาณสุดท้าย“ผมให้เวลาคุณหนึ่งชั่วโมง ไสหัวออกไปจากที่นี่ ก่อนที่ผมจะสั่งให้ยามมาลากตัวคุณออกไป” พูดจบ เขาก็ก้าวออกจากห้องทำงานไปทันที ทิ้งให้มนสิชาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับความจริงเพียงลำพังหนึ่งชั่วโมงต่อมา...หน้าบานประตูเหล็กดัดโค้งก็เปิดออก มนสิชายืนอยู่ข้างกระเป๋าเดินทางใบโตสองใบ ใบหน้าที่เคยตกแต่งสวยงามบัดนี้ทรุดโทรม นัยน์ต

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 22 วันที่หน้ากากหลุด

    “พีขา... มีอะไรหรือเปล่าคะ เรียกมนมาหาเสียด่วนเชียว” เธอส่งเสียงออเซาะขณะก้าวตรงเข้ามาพีรวิชญ์ไม่ตอบ เขาทำเพียงนิ่งเงียบ สายตาของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยเพื่อจับสังเกต มนสิชาเริ่มชะงัก รอยยิ้มบนริมฝีปากเริ่มเจื่อนลง เมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีความกดดันอันเย็นยะเยือก เธอค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม“พี... ทำไมมองมนด้วยสายตาแบบนั้นละคะ?”ชายหนุ่มวางฝ่ามือลงบนกองแฟ้มเอกสาร ก่อนจะใช้นิ้วดันมันข้ามโต๊ะไปหยุดลงตรงหน้าเธอ“เปิดอ่านดูสิ” มนสิชามองแฟ้มทั้งสามด้วยความงุนงง ลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอื้อมมือเรียวไปหยิบแฟ้มสีน้ำตาลเข้มขึ้นมาเปิดข้างในเต็มไปด้วยใบรับรองแพทย์ รายงานผลเลือด ตารางการตรวจร่างกาย และผลสแกนสมองย้อนหลังนับสิบฉบับสายตาของเธอไล่อ่านทีละบรรทัด... และเสี้ยววินาทีนั้นเอง ใบหน้าที่เคยแต่งแต้มสีสันสดใสก็เริ่มถอดสีทีละน้อย มือเรียวที่จับขอบกระดาษเริ่มสั่นสะท้านจนเอกสารไหว“พี... นี่มัน...”“เปิดแฟ้มสีดำ” เสียงของเขายังคงราบเรียบไร้จังหวะขึ้นลงมนสิชาวางเอกสารฉบับแรกลงด้วยมือที่สั่นๆ เธอเปิดแฟ้มสีดำออกดู... ข้างในบรรจุเส้นทางการโอนเงินข้ามบัญชี รายการสั่งซื้อทองคำแท่

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 21 ข้อเท็จจริง

    พีรวิชญ์เดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกบานโต มองออกไปสู่สวนกว้างด้านนอกคฤหาสน์ สายตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟแห่งความอาฆาต ภาพความหลังเมื่อหลายปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในหัวฉากแล้วฉากเล่า...วันที่มนสิชากลับเข้ามาในชีวิตเขาอีกครั้งหลังจากหายหน้าไปนาน เธอปรากฏตัวด้วยสภาพซีดเซียว น้ำตานองหน้า ถือใบรับรองแพทย์ปลอมๆ ฉบับนั้นมาสะอื้นไห้ต่อหน้าเขาเธอบอกว่าเธอเหลือเวลาอีกไม่นาน เธอบอกว่ามะเร็งร้ายกำลังจะคร่าชีวิตเธอไป และความปรารถนาสุดท้าย ก่อนจากโลกคือการได้ใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะภรรยาของเขา ด้วยความที่พีรวิชญ์เป็นคนยึดมั่นในสัจจะและบุญคุณครอบครัวของมนสิชาเคยยื่นมือเข้าช่วยพ่อของเขาในยามวิกฤติตอนเริ่มตั้งบริษัท เขาจึงรู้สึกว่าตัวเองมีหนี้ชีวิตที่ต้องตอบแทนประกอบกับความสงสารจับใจที่เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะตาย... เขาจึงยอมละทิ้งหัวใจตัวเอง ยอมเซ็นใบสมรส ยอมยกตำแหน่งยกเกียรติยศทุกอย่างให้เธอครอบครองแท้จริงแล้ว... เธอไม่ได้ป่วย มนสิชาแค่ใช้ความสงสาร และคุณธรรมของเขาเป็นเกราะป้องกันความล้มเหลวในชีวิต ใช้เขาเป็นบ่อเงินบ่อทองเพื่อพยุงฐานะที่กำลังล้มละลายของครอบครัวตัวเองที่เลวร้ายที่สุด... คือกา

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 20 ความจริงที่ซ่อนอยู่

    แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟสำริดตั้งโต๊ะ สาดกระทบกองเอกสารธุรกิจที่วางตั้งสูงเกือบครึ่งเมตรบนโต๊ะทำงานไม้สักทองสายตาของพีรวิชญ์ กลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเลขผลกำไร หรือกราฟหุ้นเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขานั่งนิ่ง มือหนึ่งหมุนปากกาสเตนเลสไปมาด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ หากแต่ดวงตาคู่ลึกกลับทอดมองออกไปไกลอย่างไร้จุดหมายความคิดในหัวมวนซ่านคล้ายพายุหมุนที่เริ่มตั้งเค้า ช่วงหลายสัปดาห์มานี้ มีบางสิ่งบางอย่างผิดกลิ่นเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ มันเป็นความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่คอยกวนใจเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นรอยร้าวลึก ที่เขาพยายามมองข้าม เพราะความเชื่อใจ แต่ยิ่งมองข้าม ก็ยิ่งสะกิดใจให้ระแวงทุกอย่างเริ่มต้นราวสองสัปดาห์ก่อน ในวันที่เขากลับเข้าบ้านเร็วกว่าปกติ พีรวิชญ์ตั้งใจเดินขึ้นไปยังชั้นสอง เพื่อเยี่ยมดูอาการของมนสิชา ภรรยาตามกฎหมายที่แต่งงานกันมานานหลังจากที่คุณแม่บ้านรายงานด้วยสีหน้าวิตกกังวลว่า อาการป่วยของเธอกำเริบหนักจนนอนซมทั้งวันเขาก้าวขาขึ้นบันไดทีละขั้นด้วยหัวใจที่หนักอึ้งและความห่วงใยเต็มเปี่ยม แต่แล้ววินาทีที่มือหนาผลักบานประตูไม้แกะสลักห้องนอนของเธอเข้าไป ภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับตบหน้าเขาเข้าอย

  • พันธะรักแม่อุ้มบุญ   บทที่ 19 เรื่องลับ

    ภัทรวดีนั่งอยู่ตรงระเบียงห้องนอน มองแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านซุ้มไม้เลื้อยลงมากระทบพื้นหินอ่อนเป็นลายตารางหญิงสาวลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนชัดขึ้นเรื่อยๆ อย่างเพลินมือ ลูกน้อยในครรภ์ดิ้นเบาๆ ราวกับรับรู้ว่าแม่กำลังคิดอะไรอยู่ช่วงนี้ภัทรวดีรู้สึกแปลกๆ กับบางอย่างที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้ มันเริ่มจากเรื่องเล็กๆ วันที่เธอเดินผ่านโถงทางเดินชั้นล่าง เพื่อไปห้องครัว เพราะอยากกินของเปรี้ยวๆ แบบที่คนท้องชอบระหว่างทางเธอเห็นประตูห้องนอนของมนสิชาเปิดแง้มไว้ เธอไม่ได้ตั้งใจจะแอบมอง แต่สายตาก็เหลือบไปเห็นร่างบางในชุดนอนผ้าไหม กำลังยืนอยู่หน้ากระจก มนสิชากำลังยืดตัวขึ้นสุดแขนอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้มลงแตะปลายเท้าติดพื้นได้สบายๆภัทรวดีชะงัก ‘คนที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะก้มแตะปลายเท้าได้ขนาดนั้นเชียวหรือ’ เธอเคยเห็นแม่ของตัวเองนอนป่วยอยู่บนเตียงมาสองปีเต็มแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งยังต้องใช้เวลาเป็นนาที กว่าจะหายใจครบถ้วน แต่ผู้หญิงคนนี้กลับยืนตัวตรง กระดูกสันหลังโค้งงอได้อย่างคนสุขภาพดีภัทรวดีสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป เธอบอกตัวเองว่า อาจจะคิดมากไปเอง ผู้ป่วยบางคนอาจจะมีช่วงที่ดีขึ้นบ้างก็ได้ แต่แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status